ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    เล่มที่ 3 บทที่ 66 ศัตรู

            “มันไม่เกินไปหน่อยเหรอ?”ครั้งนี้สีหน้าของผู้เฒ่าดูเคร่งขรึมลง เจ้าผู้ฝึกตนแซ่สวีคนนี้จะต้องมีบางอย่างที่พิเศษกว่าคนอื่นแน่นอนหรือไม่ก็มีบางอย่างที่น่ากลัวกว่าคนอื่น นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นคำสั่งสังหารผู้ฝึกตนขั้นเลี่ยนชี่เพราะโดยปกติคำสั่งนี้จะใช้กับผู้ฝึกตนที่ทรยศหรือกระทำความผิดร้ายแรง!

            “น่าตกใจใช่ไหมล่ะ...”เสียงผู้ชายเจือแววตกใจรำไร “ฉันเองก็ตกใจเหมือนกัน ห้าสิบปีมาแล้ว...หวางปู้สือเคยอยู่บนการ์ดใบนี้ นั่นก็เพราะแก่นพลังในระดับจู้จีของเขาจูหงเสวี่ยก็เพิ่งได้อยู่บนการ์ดใบนี้เพราะเหตุการณ์นองเลือดสังหารผู้คนไปหลายพันคนที่เทียนเต้าสาขาย่อย... และตอนนี้นี่เป็นครั้งที่ผู้ฝึกตนขั้นเลี่ยนชี่ปรากฏอยู่บนการ์ดใบนี้”

            “แต่ว่านายเป็นคนเดียวที่ได้รับการ์ดคำสั่งสังหารนี้เพราะว่าการที่ผู้ฝึกตนขั้นจินตันลงมือกับผู้ฝึกตนขั้นเลี่ยนชี่หรือขั้นจู้จีอย่างพวกเราถือว่าผิด‘กฎหมายจำกัดและควบคุมการเคลื่อนไหวของผู้ฝึกตน’ คนในนั้น...เป็นพวกขั้นจู้จีหัวกะทิที่ทำงานให้กับศาลผู้ฝึกตนของแต่ละมณฑลซึ่งไม่ใช่ตระกูลและกองกำลังในโลกผู้ฝึกตนธรรมดาทั่วไปพวกเขาเป็นเหล่าหัวกะทิที่รัฐบาลหวาซย่าเลี้ยงดูบ่มเพาะมาตั้งแต่เด็กๆเป็นเด็กที่ถูกคัดมาจากเด็กหลายหมื่นคน จนก่อตั้งเป็นสำนักตุลาการผู้ฝึกตนสูงสุดทั้งหมดยี่สิบแห่งและยิ่งไม่ต้องพูดถึงผู้ว่าการและรองผู้ว่าการของสำนักตุลาการสูงสุดของรัฐบาลหวาซย่า...นี่เป็นกลุ่มคนที่เหล่าจินตันเจินเหรินไม่กล้าแตะต้องเลยก็ว่าได้”

            “นอกจากรัฐบาลหวาซย่าแล้วพวกเขาไม่ขึ้นตรงกับใครทั้งนั้น ดังนั้น เชียนเริ่น นายห้ามลงมือด้วยตัวเองเด็ดขาดถ้าถูกพวกเขาจับได้ ไม่มีใครช่วยนายได้ทั้งนั้น แล้วอนาคตของนายก็จะจบเห่ลงทันที”ผู้ชายคนเดิมพูดเตือนขึ้นอีกครั้ง “พวกเขาที่คอยเป็นหูเป็นตาให้กับรัฐบาลหวาซย่า ไม่เคยละสายตาออกจากโลกของผู้ฝึกตนเลยแม้แต่น้อย...”

            เขาถอนหายใจอย่างหดหู่“หากนายถูกพวกเขาจับได้ ต่อให้นายจับเจ้าคนแซ่สวีได้ท่านฝู่หยุนเจินเหรินก็ไม่กล้ารับนายเข้าเป็นศิษย์”

            ผู้เฒ่านิ่งเงียบไม่เอื้อนเอ่ยผ่านไปพักใครจึงเอ่ยขึ้นอย่างไม่ใส่ใจ “ถึงตอนนี้แล้วยังจะพูดอะไรพวกนี้อยู่อีก”

            “นาย...จัดการเรื่องนี้เองแล้วกัน ถ้าจะลงมือเองจริงๆ ก็อย่าให้เครื่องตรวจจับของศาลผู้ฝึกตนจับได้แล้วกัน...นายน่าจะเข้าใจจุดประสงค์ของท่านฝู่หยุนเจินเหริน”

            “ตามล่าตัวเป็นๆถ้าตายแล้วก็ต้องเจอศพ”

            แววตาของผู้เฒ่าคมคายดุจใบมีด“ได้ ถ้างั้นรอหน่อยแล้วกัน... ต่อให้เป็นเขาแค่คนเดียว ฉันก็จะลงมือเอง”

      ………………………………………………

            อากาศด้านนอกห้องใต้ดินช่างสดชื่นเป็นยิ่งนักทำให้สวีหยางอี้ที่เพิ่งเดินออกจากห้องตระหนักถึงความอุดอู้และอึดอัดภายในห้องบนบานประตูห้องใต้ดินมีปฏิทินแขวนอยู่ เขามองผ่านๆ พลางคลี่ยิ้ม “ใช้เวลาหนึ่งเดือนเลยเหรอเนี่ย”

            เขาเดินตรงขึ้นไปบนชั้นห้าแต่ยังไม่ทันเข้าไปก็ได้ยินเสียงตะโกนออกแรงดังมาจากข้างใน และเมื่อเขาผลักประตูเข้าไปก็พบกับเด็กอายุราวสิบเอ็ดสิบสองขวบประมาณสิบเอ็ดสิบสองคนกำลังรำไทเก็กอยู่

            พวกเด็กกำลังฝึกยุทธอยู่งั้นเหรอ?คิดๆ ดูแล้ว โจวถิงถิงน่าจะกำลังสอนพวกเขาอยู่ แต่ตัวเธอกลับไม่อยู่ตรงหน้าห้องทว่ากลับยืนคุยกับผู้ชายอายุราวสิบเจ็ดสิบแปดในชุดแบรนด์เนมทั้งตัวอยู่ตรงมุมมุมหนึ่ง

            หน้าคุ้นๆ จัง

            สวีหยางอี้มองดูประมาณสามวิยาทีก็แสยะยิ้มเดินไป

            “คุณผู้ชาย...คุณจะมาซื้อที่นี่แบบนี้ไม่ได้... ตระกูลโจวของพวกเรามาอาศัยอยู่ที่นี่ก่อน!คุณลองถามใครดูก็ได้! ตระกูลของพวกเราเป็นหนึ่งในสามตระกูลใหญ่ของอำเภอไป๋เชียวนะ!แค่พ่อแม่ฉันไม่อยู่ คุณก็ถือวิสาสะมาซื้อโรงฝึกยุทธของพวกเราเลยเหรอ?”โจวถิงถิงเถียงคอเป็นเอ็น ไร้ซึ่งคราบเด็กสาวทั่วไปแม้แต่น้อย “ถึงต่อให้ซื้อได้!แต่คุณกลับจ่ายแค่หนึ่งล้านเนี่ยนะ? จะดูถูกฉันเกินไปแล้ว! ?”

            “เหอะๆถ้าไม่เห็นว่าใต้ตึกมีถ้ำอณูปราณอยู่ล่ะก็ เธอคิดว่าคนอย่างฉันจะซื้อสถานที่ผุๆพังๆ แบบนี้เหรอ? หนึ่งล้านยังไม่พออีกเหรอ? เธอคิดว่าถ้ำอณูปราณของเธออยู่ในระดับA หรือไง? และถ้าหากเป็นระดับ A จริงๆ ฉันจะจ่ายเธอในราคาแสนล้านทันที!”ผู้ชายโบกเช็คเงินสดในมือไปยั่วยวนโจวถิงถิง พร้อมกับพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด “มากสุดฉันให้ได้แค่หนึ่งล้านสองแสน ไม่ขายก็ช่าง คนอย่างฉันหาที่ฝึกที่อื่นได้อยู่แล้ว”

            โจวถิงถิงมองเช็คเงินสดนั้นอย่างไม่ละสายตาสุดท้ายเธอก็กัดฟันพูดขึ้น “หนึ่งล้านห้าแสน!”

            เด็กวัยรุ่นลูกคุณหนูทำท่าห้าว“หนึ่งล้านสองแสน!”

            “หนึ่งล้านสี่แสนห้าหมื่น!”

            “หนึ่งล้านสองแสนห้าหมื่น!”

            “หนึ่งล้านสามแสน!”

            วัยรุ่นคนนั้นยัดเช็คเงินสดใส่กระเป๋ากางเกงอย่างหงุดหงิดขณะเขากำลังจะหันกลับไป อยู่ๆ ก็ยืนตัวแข็งอยู่ตรงที่เดิม

            สวีหยางอี้กำลังกำลังแสยะยิ้มพร้อมเดินไปหาเขา

            “กึกๆ”ฟันของวัยรุ่นคนนั้นสั่นกระทบกันจนเกิดเสียงเขาไม่คิดไม่ฝันว่าตัวเองที่ถ่อมาไกลถึงที่นี่ จะพบกับสัตว์ประหลาดตัวนี้อีก

            “นาย... นายนาย นายอย่าเข้ามานะ!” เขาร้องขึ้นเสียงหลงอย่างคุมตัวเองไม่อยู่และวิ่งไปหลบอยู่ด้านหลังโจวถิงถิง จนเด็กๆ ที่ฝึกอยู่หันไปมองด้วยความสงสัย “นายนายมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง?! เป็นไปไม่ได้!”

            สวีหยางอี้เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าเขาพร้อมกวักนิ้ว

            “ครั้งก่อนถามฉันเองไม่ใช่เหรอว่าทำไมฉันไม่ถามชื่อนาย?”

            “มานี่สิบอกฉันหน่อยว่านายชื่ออะไร?”

            ตอนนี้สีหน้าของวัยรุ่นซีดเป็นไข่ต้มแล้ว

            ตัวเขาสั่นเทิ้มฟันกระทบกันดังกึกๆ ตอนนี้ โจวถิงถิงที่อยู่ด้านหน้าเขาหลีกทางให้อย่างรู้งาน “คุณผู้ชายเดี๋ยวฉันไปนำชามาให้ ขอคุณทั้งสองโปรดรอหน่อย”

            สวีหยางอี้นั่งลงบนเก้าอี้อย่างสบายอารมณ์พลางกวักมือเรียก“อะไรกัน? ไม่รู้จักฉันแล้วเหรอ?”

            “รู้จักสิ...”ลูกกระเดือกวัยรุ่นกระเพื่อมขึ้นลงดูกระอึกกระอัก

            จะไม่รู้จักได้อย่างไร

            ผู้ชายที่เกือบจะคร่าชีวิตเขาไปตอนนั้นเขาไม่มีวันลืมเด็ดขาด!

            “คุณ...”

            “มาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?”ขณะที่สวีหยางอี้กำลังรู้สึกคอแห้งอยู่นั้น โจวถิงถิงก็ยกชาอุ่นๆ มาสองแก้วพอดีเขารับแก้วชาพลางอมยิ้ม ดวงตาสะท้อนจิตสังหารออกมาชั่ววูบ “ที่นี่มีที่เงียบๆ ไหม?”

            วัยรุ่นคนนี้ก็คือเจ้าปีศาจคางคกเขาเดียวที่หนีออกจากตึกเภสัชพาณิชย์ในเมืองซานสุ่ยตัวนั้น!

            โจวถิงถิงเม้มปากเธอพอจะเข้าใจสถานการณ์อยู่บ้าง จึงก้มหน้าตอบเสียงต่ำ “ต้องเงียบขนาดไหน?”

            “สถานที่เงียบๆชนิดที่...” สวีหยางอี้คลี่ยิ้มพร้อมวางแก้วชาลง “เขาแหกปากร้องแล้วไม่มีคนได้ยิน”

            “กุกกัก!”น้ำเสียงอันแผ่วเบาของสวีหยางอี้ดังขึ้นได้ไม่ถึงวินาทีวัยรุ่นคนนั้นก็คุกเข่าหมอบลงที่พื้นทันที ก้มหน้าไม่สบตา พลันพูดขึ้นเสียงสั่น “ได้โปรด...ไว้ชีวิตผมด้วย... ไว้ชีวิตผมด้วยเถอะ...”

            โจวถิงถิงตกตะลึงยืนค้างอยู่ที่เดิม

            เธอเป็นแค่เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆคนหนึ่งที่ได้แต่รู้จักโลกแห่งความเป็นจริงผ่านอินเทอร์เน็ต

            เธอเป็นเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆคนหนึ่งที่ไม่เคยออกจากอำเภอไป๋แห่งนี้

            เธอไม่เคยเห็นนักล่าปีศาจตัวจริงเสียงจริงมาก่อน

            นาทีนี้เธอรู้สึกเย็นวูบวาบขึ้นทั่วทั้งร่าง เธอสัมผัสได้ทันทีว่าผู้ชายที่ยืนอยู่ตรงหน้าเธอมีบางอย่างที่ต่างกับเธออย่างลิบลับ

            ผู้ชายคนนี้เป็นหมาป่านักล่าที่แท้จริงส่วนเธอเป็นแค่แกะหุ้มหนังหมาป่า[1]

            “คุณ...”เธอปากสั่นระริกพลางจ้องมองสวีหยางอี้ด้วยสายตาหลากอารมณ์สลับกับหันมองวัยรุ่นที่นั่งคุกเข่าตัวสั่นอยู่ “ไม่จำเป็นต้องใช้ความรุนแรงก็ได้...คือเขาเพิ่งย้ายมาที่นี่ได้สองปีเอง...”

            สวีหยางอี้ยกด้วยชาขึ้นมาก่อนครุ่นคิดเขาไม่รู้จะดูถูกความไร้เดียงสาอันน่าสังเวชของเธอหรือควรจะชมและบอกให้เธอรักษาความไร้เดียงสานี้ไว้ดี

            เธอไม่เคยเห็นสภาพตัวเขาตอนที่จัดการพวกปีศาจบ้าคลั่งจำนวนมากตอนนั้นด้วยซ้ำ

            ยิ่งกว่านั้นเธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าศพของผู้คนนับเจ็ดพันคนที่สาขาย่อยของเทียนเต้าในเมืองเฟิงอี้ถูกสังเวยเพียงเพราะตัณหาของปีศาจแค่ตัวเดียว

            สวีหยางอี้กวาดมองวัยรุ่นที่นั่งคุกเข่าอยู่ด้านหน้าด้วยสายตาเฉยเมยไร้ความรู้สึกประหนึ่งกำลังมองดูสิ่งของชิ้นหนึ่ง

            ทว่ากลับดูแหลมคมดุจมีดสำหรับวัยุร่นคนนี้

            “ผะ ผมยินดีที่จะเป็นสัตว์เลี้ยงปีศาจของคุณ!”วัยรุ่นลังเลอยู่พักใหญ่ก่อนกัดฟันพูดขึ้น “ผะผมยินยอมให้คุณเข้าไปในทะเลลมปราณของผมเพื่อสลักตราประทับของคุณ...”

            ทันใดนั้น สวีหยางอี้ยื่นมือไปบีบคางอีกฝ่ายทันทีและลากเขาไปอีกมุมหนึ่งอย่างไม่รู้สึกอะไร “ชีวิตของฉันมีค่าเท่ากับตราประทับสัตว์เลี้ยงปีศาจแค่นั้นเองเหรอ?”

            สวีหยางอี้เชิดหน้าอีกฝ่ายขึ้นมาก่อนพูดด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น“กับการที่นายปิดบังเรื่องพวกปีศาจบ้าคลั่ง ความตายยังน้อยไปสำหรับนาย”

            พรมด้านหน้าของวัยรุ่นเปียกชื้นจากเหงื่อกาฬที่ไหลออกมาทั่วทั้งตัวราวกับบ่อน้ำผุดเมื่อได้ยินประโยคนี้ สีหน้าก็ซีดเผือดลงทันที

            ผู้ชายคนนี้มาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?

            ตัวเองหนีมาจากเมืองซานสุ่ยตั้งสองพันสองร้อยกิโลเมตร!จากทิศตะวันตกสู่ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ! ซ้ำยังทิ้งห่างไปถึงสองปีแต่ไม่คิดว่าจะเจอเขาอีก!

            พวกปีศาจบ้าคลั่งถูกเขาจัดการไปเรียบร้อยแล้ว...ไหนจะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตอนพิธีจบการศึกษาที่เมืองเฟิงอี้อีก!ยิ่งไปกว่านั้นเขายังเผชิญหน้ากับจูหงเสวี่ยได้นานกว่าหนึ่งห้วงลมหายใจอีก

            ตายแน่ๆตายแน่ๆ ...

            นั่นมันจูหงเสวี่ยเชียวนะ!ปีศาจอันดับเก้าในลิสต์ปีศาจ!ไอ้หัวหน้าหน่วยสืบสวนคดีอาชญากรรมคนนี้ไม่เพียงแต่ไม่ตาย...

      แต่...ยังมายืนอยู่ด้านหน้าตัวเองตอนนี้อีก!

            ครั้นเมื่อวัยรุ่นเงยหน้าขึ้นมาอีกโจวถิงถิงถึงกับผละตัวถอยหลังไปหนึ่งก้าว พร้อมกับจ้องมองอีกฝ่ายอย่างไม่อยากเชื่อ

            กล้ามเนื้อบนใบหน้าที่ดูดีใช้ได้ของอีกฝ่ายเริ่มเคลื่อนไหวขึ้นจากนั้นก้อนเนื้อตะปุ่มตะป่ำก็เริ่มผุดขึ้นมาทีละเม็ด ดวงตาแดงเรื่อหน้าผากนูนออกมา และเริ่มมีสารคัดหลั่งสีเหลืองไหลออกมาจากปากและดวงตาอย่างห้ามไม่อยู่

            ตกใจกลัวจนแทบจะกลายร่างปีศาจเลยงั้นเหรอ?

            เธอรู้สึกเย็บวูบวาบขึ้นมาอีกครั้งสายตามองไปที่สวีหยางอี้อย่างหวั่นเกรง ไม่กล้าเอื้อนเอ่ยคำใดสักคำ

            คนๆนี้...​เป็นใครกันแน่?

            “ไหนบอกมาสิว่าตัวนายมีค่ามากแค่ไหน?”สวีหยางอี้คลำแก้วชาอย่างนิ่งเฉย แต่กลับทำให้วัยรุ่นเสียวสันหลังวาบขึ้นมาทันที“นายมีค่าอะไรที่ทำให้ฉันไม่ฆ่านาย”

            ไม่ทันให้อีกฝ่ายเอ่ยตอบสวีหยางอี้ก็คลี่ยิ้มขึ้นและใช้น้ำเสียงที่มีแต่อีกฝ่ายได้ยินพูดขึ้น“ฉันรอดมาจากน้ำมือจูหงเสวี่ยได้ นายลองเดาซิว่าฉันเกลียดพวกปีศาจมากแค่ไหน?”

            “นายมีเวลาแค่สามวินาทีเท่านั้น”

            นาทีเป็นตายที่แท้จริง!วัยรุ่นพูดขึ้นอย่างไม่รีรอ ดวงตาแดงกร่ำ “ผมมีวิชาลับอยู่ท่าหนึ่งผมสามารถสร้างมิติว่างเปล่าในร่างกายได้!”

            “สาม”หยิบไฟแช็คขึ้นมาวางไว้บนโต๊ะอย่างไม่แยแส

            เหงื่อของวัยรุ่นแตกพลั่งราวกับท่อน้ำแตก“ผมมีเงินเก็บอยู่สิบล้าน! ผมยินยอมเป็นสัตว์เลี้ยงปีศาจของคุณ!”

            “สอง” สวีหยางอี้ยกเปลือกตาขึ้นและตั้งท่าเตรียมจุดไฟแช็คสำหรับวัยรุ่นด้านหน้า เสียงจุดไฟแช็คก็เป็นเหมือนเสียงระฆังแห่งความตายของเทพมรณะ

            “คุณ!คุณจะทำแบบนี้ไม่ได้...” เสียงของวัยรุ่นสั่นเครือ น้ำหูน้ำตาไหลออกมาอย่างห้ามไม่อยู่“ผะ ผมไม่เคยทำผิดกฎหมายผู้ฝึกตนเลย!”

            “หนึ่ง”

            “ในร่างกายผมมีสวนหญ้าน้ำค้าง!!!”

            ตอนที่วัยรุ่นข้างหน้าตะโกนเสียงแหลมขึ้นมาร่างกายเขาทั้งร่างก็ทรุดลงไปที่พื้นอย่างอ่อนปวกเปียกราวกับไร้เรี่ยวแรงต่อต้านแม้แต่น้อย

            มุมปากของสวีหยางอี้ผุดรอยยิ้มอันยากจะสังเกตุขึ้นมาทันที

            และนี่คือของที่สวีหยางอี้ต้องการ!

            เขามีบางอย่างเป็นพรสวรรค์ติดตัวมาตั้งแต่กำเนิดอย่างเช่นความสามารถที่บีบให้อีกฝ่ายยอมก้มหัวสยบให้อย่างสิ้นเชิง

    --------------------------------------------------------------------------------

    [1] แกะหุ้มหนังหมาป่า เป็นสำนวนจีนแปลว่าแกล้งทำเป็นเข้มแข็งแต่แท้จริงแล้วอ่อนแอและขี้ขลาด

    คล้ายกับเรื่องยุทธเวทผลาญปีศาจ ที่คุณอ่าน