บทที่ 2: เสียงเคาะปริศนายามเที่ยงคืน
เสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานหนักส่งเสียงหึ่งๆ อยู่มุมห้อง มันเป็เสียงเดียวที่ปลอบประโลมผมในคืนแรกของการย้ายเข้ามาอยู่หอพักร่มเย็น ผมจัดการจัดข้าวของที่จำเป็บางส่วนเข้าที่เรียบร้อยแล้ว แสงไฟสีส้มนวลจากโคมไฟหัวเตียงส่องสว่างกระทบกับผนังเก่าๆ ที่ผมตั้งใจจะหาโปสเตอร์มาแปะทับในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ตอนนี้ผมทำได้เพียงนอนหงายอยู่บนฟูกใหม่เอี่ยมจ้องมองเพดาน ร่างกายอ่อนล้าจากการขนย้าย แต่สมองกลับไม่ยอมหลับใหล
ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาไถฟีดข่าวไปเรื่อยเปื่อย พลางนึกถึงเื่หมายเลขห้องที่หายไป ผมพยายามมองหาเบอร์โทรศัพท์ของลุงเ้าของหอเพื่อลองสอบถามอีกครั้ง แต่ก็หาไม่เจอเสียที ลุงน่าจะให้เบอร์เอาไว้ในสัญญาเช่า แต่ตอนนี้ผมก็ไม่รู้ว่าเอกสารฉบับนั้นถูกยัดไปอยู่มุมไหนของกล่องกระดาษแล้ว ผมถอนหายใจยาวๆ แล้ววางโทรศัพท์ลงข้างตัว ตัดสินใจจะปล่อยเื่นี้ไปก่อน อย่างน้อยคืนนี้ก็ได้พักผ่อนสักที
นาฬิกาดิจิทัลบนหน้าจอโทรศัพท์สว่างวาบขึ้นมาพอดี ตัวเลขสีขาวสว่างชัดเจนว่า 23:59 ผมหลับตาลงอย่างช้าๆ ปล่อยให้ความคิดล่องลอยไปกับความเงียบในห้อง หวังว่าคืนนี้จะเป็การเริ่มต้นที่ดี
เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้ง—ตุ้บ! ตุ้บ! ตุ้บ! —พร้อมกับที่ตัวเลขบนหน้าจอโทรศัพท์เปลี่ยนเป็ 00:00:00 เป๊ะ ผมสะดุ้งเฮือก ตาเบิกกว้างด้วยความใ เสียงเคาะนั้นชัดเจนและหนักแน่นพอที่จะทำให้ผมรู้สึกถึงแรงสั่นะเืเล็กน้อยที่บานประตู ผมลุกขึ้นนั่งอย่างรวดเร็ว หัวใจเต้นรัวอยู่ในอก
ใครกัน? ดึกดื่นป่านนี้แล้ว ไม่มีใครน่าจะมาเคาะประตูสิ หรือว่าผมหูฝาดไปเอง? ผมพยายามสงบสติอารมณ์แล้วเงี่ยหูฟัง ความเงียบกลับคืนมาอีกครั้ง มีเพียงเสียงแอร์ที่ดังหึ่งๆ ผมคิดว่าตัวเองคงจะเหนื่อยเกินไปจนได้ยินอะไรแปลกๆ ไปเอง
แต่แล้ว เสียงเคาะประตูก็กลับมาอีกครั้ง—ตุ้บ! ตุ้บ! ตุ้บ! —เหมือนเดิมไม่มีผิดเพี้ยน เป็จังหวะที่สม่ำเสมอ ราวกับจงใจเคาะให้ได้ยินอย่างชัดเจน และมันมาจากหน้าห้องผมจริงๆ ผมมองไปยังประตู ความรู้สึกหวาดหวั่นเริ่มเกาะกุม ผมกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ใครจะมาเคาะประตูตอนเที่ยงคืนตรงเป๊ะแบบนี้กัน
ผมลุกจากเตียงด้วยท่าทางที่ระแวดระวัง ค่อยๆ ก้าวเท้าไปที่ประตู ไม่ได้ส่งเสียงร้องหรือทักถามออกไป เพราะไม่รู้ว่าควรจะทักถามอะไรดี มือของผมเอื้อมไปที่ตาแมวเพื่อมองลอดออกไป ผมชะงักเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าโถงทางเดินข้างนอกมืดสนิท ไม่มีเงาคนยืนอยู่ตรงไหนเลย มีเพียงแสงไฟสีส้มนวลจากหลอดไฟเก่าๆ ที่ส่องสลัวๆ เท่านั้น
ผมขยับดวงตาเล็กน้อย พยายามปรับโฟกัส แต่ก็ยังไม่เห็นอะไร ในใจเริ่มคิดว่าอาจจะมีใครเล่นพิเรนทร์ หรืออาจจะเป็ลมพัดประตูห้องอื่นมาโดน แต่เสียงเคาะเมื่อครู่มันหนักแน่นเกินกว่าจะเป็ลม ผมตัดสินใจปลดล็อกประตูอย่างช้าๆ แล้วค่อยๆ แง้มมันออก ดวงตาของผมกวาดมองไปทั่วโถงทางเดินที่ว่างเปล่า ไม่มีใครอยู่ตรงนั้นจริงๆ ผมก้าวเท้าออกไปเล็กน้อยเพื่อมองไปทางซ้ายและขวา แสงไฟสลัวๆ ทำให้เห็นว่าทางเดินนั้นว่างเปล่าไร้ผู้คน ราวกับเป็ทางเดินที่ถูกทิ้งร้างมานานหลายปี
"มีใครอยู่ไหมครับ?" ผมลองเรียกออกไป เสียงของผมสะท้อนกลับมาในความเงียบ ไม่มีคำตอบ ไม่มีแม้แต่เสียงลมพัด หรือเสียงจิ้งหรีดที่กรีดร้อง มีเพียงความเงียบงันที่น่าขนลุก ผมยืนอยู่ตรงนั้นครู่หนึ่ง ปล่อยให้ความรู้สึกประหลาดกัดกินใจ ก่อนจะตัดสินใจปิดประตูลงช้าๆ พลางล็อกกลอนอย่างแ่า
ผมเดินกลับมาที่เตียงด้วยความรู้สึกสับสนระคนโล่งใจที่ไม่มีใครอยู่ตรงนั้น แต่ก็ยังอดสงสัยไม่ได้ว่าเสียงเคาะเมื่อครู่คืออะไรกันแน่ ผมเอนตัวลงนอนอีกครั้ง พยายามจะข่มตาหลับ ผมบอกตัวเองว่า "หอพักเก่าๆ ก็แบบนี้แหละ คงไม่มีอะไรหรอก" เสียงแปลกๆ ตอนกลางคืนเป็เื่ปกติของอาคารเก่าที่โครงสร้างเริ่มร้าวและทรุดโทรม อาจจะเป็แค่เสียงไม้ลั่น หรืออาจจะเป็เสียงจากห้องข้างๆ ที่ผมได้ยินผิดเพี้ยนไป ผมพยายามปลอบใจตัวเองด้วยเหตุผลเหล่านี้
แต่เมื่อผมหลับตาลงอีกครั้ง ภาพโถงทางเดินที่มืดมิดและว่างเปล่าก็ยังคงติดตา ไม่ใช่ความว่างเปล่าแบบไร้ผู้คนธรรมดา แต่เป็ความว่างเปล่าที่ให้ความรู้สึกเย็นะเื ราวกับว่ามีบางสิ่งเพิ่งจากไป—หรือกำลังจ้องมองอยู่จากมุมมืดที่มองไม่เห็น