ย้อนกลับมาเป็นสตรีมเมอร์ในยุค 70

    บทที่ 51 [อ่านฟรี 1 ธันวาคม 66 เวลา 19.00 น.]

    คุยกันสักนิด


    ขอบคุณนักอ่านทุกคนที่สนับสนุนผลงานการเขียนของไรท์ขอให้นักอ่านทุกคน อ่านนิยายให้สนุกนะคะและไรท์ก็ต้องขอขอบคุณนักอ่านทุกคนที่คอยติดตามและเป็นกำลังใจให้กับไรท์นะคะ

    ++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++






    บทที่ 51






    หานสือฉินยกมือขึ้นชี้หน้าของไป๋ซูเหมียวเล็กน้อย ก่อนที่เขาจะดันร่างของอีกฝ่ายให้ออกทางของตัวเอง นอกจากนี้ทำให้เขาได้เห็นว่าคนบ้านเลี่ยงต่างก็เข้ามาช่วยกั้นเมิ่งเหวินฮั่นและเสิ่นเจ๋อหยวนเช่นเดียวกัน ถึงแม้ว่าพวกเขาเป็นทหารและมีความแข็งแรงมากกว่าคนปกติ แต่เนื่องจากอีกฝ่ายเป็นผู้หญิง ดังนั้นเมิ่งเหวินฮั่นและเสิ่นเจ๋อหยวนจึงไม่อาจใช้แรงของตัวเองกับอีกฝ่ายได้


    ดังนั้นเมื่อพวกเขาหลุดออกจากกลุ่มคนบ้านเลี่ยงแล้วนั้น ก็เห็นเพียงด้านหลังของเลี่ยงเหมยหรูและจางเพ่ยอิน ทำให้พวกเขารีบวิ่งเพื่อติดตามอีกฝ่ายไปในทันที แต่เมื่อพวกเขาติดตามอีกฝ่ายได้ทันแล้วนั้น ตะกร้าอาหารที่อยู่ในมือของจางเพ่ยอินและจานอาหารที่เลี่ยงเหมยหรูถือเอาไว้ก็ได้หายไปจางมือของพวกเธอเป็นที่เรียบร้อย


    “พวกเธอทำอะไรลงไป” หานสือฉินตะโกนออกไปด้วยความโมโห


    จางเพ่ยอินและเลี่ยงเหมยหรูต่างกันหัวเราะออกมาด้วยความยินดี เพราะว่าในตอนนี้หลักฐานที่จะกล่าวหาพวกเธอทั้งคู่ก็หายไปเป็นที่เรียบร้อย ดังนั้นจางเพ่ยอินและเลี่ยงเหมยหรูจึงไม่ได้รู้สึกกังวลสิ่งใดอีก


    “พวกเราทำอะไรเหรอคะ ก็แค่ทิ้งอาหารที่ตัวเองไม่ต้องการแล้วเท่านั้นเอง อีกอย่างอาหารเหล่านี้ก็เป็นของฉันและเหมยหรู ดังนั้นต่อให้พวกฉันจะทิ้งหรือนำไปให้คนอื่นก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไรไม่ใช่เหรอคะ”


    ไป๋ซูเหมียวที่เดินตามมาที่หลังก็ได้เดินเข้ามายืนอยู่ข้างกายลูกสาวของตัวเอง


    “นั่นสิคะหัวหน้า เหมยหรูและเพ่ยอินไม่ได้ทำผิดอะไรซะหน่อย ถ้ายังไงฉันขอพาลูกสาวของฉันกลับบ้านก่อนนะคะ ตอนนี้เหมยหรูของฉันคงจะเหนื่อยมากแล้วและคงจะหิวมากอีกด้วย”


    หานสือฉินจ้องมองแผ่นหลังของไป๋ซูเหมียว เลี่ยงเหมยหรู จางเพ่ยอินและคนบ้านเลี่ยงไปด้วยความไม่ชอบใจ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่สามารถทำอะไรได้ เพราะว่าหลักฐานทั้งหมดได้ลงไปอยู่ด้านล่างหน้าผาหมดเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นต่อให้เขาแจ้งเรื่องนี้กับทหารแดงหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจไป ก็ไม่สามารถเอาผิดจางเพ่ยอินและเลี่ยงเหมยหรูได้


    แต่สำหรับเมิ่งเหวินฮั่นและเสิ่นเจ๋อหยวน เขาคิดว่าอีกฝ่ายสามารถเอาผิดกับจางเพ่ยอินและเลี่ยงเหมยหรูได้อย่างแน่นอน ซึ่งแน่นอนว่าก็ต้องขึ้นอยู่กับชายหนุ่มทั้งสองด้วยเช่นเดียวกันว่าจะเอาผิดกับอีกฝ่ายหรือเปล่า


    “เหวินฮั่น เจ๋อหยวน พวกนายจะทำยังไงต่อ จะเอาผิดกับจางเพ่ยอินและเลี่ยงเหมยหรูหรือเปล่า ถ้าหากพวกนายจะเอาผิดพวกเธอแล้วละก็ ฉัน ซือจุน อี้เทียนและซุ่นซีจะเป็นพยานให้กับพวกนายเอง ถึงยังไงฉันก็มีหน้าที่การงานที่เป็นถึงหัวหน้ากลุ่มการผลิต ดังนั้นทางการจะต้องเชื่อในคำพูดของพวกเราทั้งห้าคนอย่างแน่นอน”


    เมิ่งเหวินฮั่นหันไปหาเสิ่นเจ๋อหยวนเล็กน้อย ก่อนที่เขาจะหันกลับมาให้ความสนใจหานสือฉินอีกครั้ง


    แน่นอนว่าการกระทำของจางเพ่ยอินและเลี่ยงเหมยหรูนั้น มีโอกาสทำให้เขาและเสิ่นเจ๋อหยวนได้รับผลกระทบด้านลบเป็นอย่าง แต่โชคดีของพวกเขาที่ไม่ได้ทานอาหารของอีกฝ่ายเข้าไป นอกจากนี้พวกเขาทั้งคู่ยังมีพยานที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่ด้วย ดังนั้นเรื่องราวจึงไม่ได้ใหญ่โตอย่างที่คิด


    อีกทั้งเขาไม่อยากให้บ้านลู่ของตายายเขามีปัญหากับชาวบ้านในหมู่บ้านเฟิงหยวนแห่งนี้ เพราะจากที่เขาสังเกตเมื่อครู่นี้ ดูเหมือนว่าชาวบ้านบางส่วนนั้นจะเชื่อในคำพูดของจางเพ่ยอิน เลี่ยงเหมยหรูและคนบ้านเลี่ยง


    ดังนั้นเมื่อในตอนนี้เขาไม่ได้รับผลกระทบอะไร อีกทั้งบ้านเลี่ยงก็ไม่ได้ต้องการให้เขาและเสิ่นเจ๋อหยวนรับผิดชอบผู้หญิงทั้งสองคนนั้นแล้ว ดังนั้นเมิ่งเหวินฮั่นจึงไม่คิดที่จะแจ้งความกับทางการให้มากเรื่อง เพราะไม่อย่างนั้นคนที่เดือดร้อนต่อไป อาจจะเป็นบ้านลู่ก็เป็นไปได้


    “ไม่ต้องก็ได้ครับ เพียงแค่ลุงสือฉินตักเตือนและลงโทษพวกเธอตามบทลงโทษในหมู่บ้านของพวกเราก็พอ อันที่จริงผมก็ไม่อยากให้บ้านลู่ต้องมารับผลกระทบในครั้งนี้ด้วยเช่นกัน ดังนั้นในครั้งนี้ผมจะปล่อยพวกเธอทั้งสองคนไปก่อน แต่ถ้าหากครั้งหน้าเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมาอีก เห็นทีผมกับเจ๋อหยวนคงต้องจัดการพวกเธอทั้งสองคนบ้าง”


    เมิ่งเหวินฮั่นจ้องมองไปที่หานสือฉินด้วยความเคร่งเครียด


    “เมื่อถึงเวลานั้น หวังว่าลุงสือฉินจะไม่ว่าผมและเจ๋อหยวนที่ทำให้หมู่บ้านเฟิงหยวนแห่งนี้มีข่าวใหญ่โตออกไปให้คนอื่นนินทานะครับ”


    หานสือฉินหัวเราะขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินคำพูดของเมิ่งเหวินฮั่น ก่อนที่เขาจะพยักหน้าให้กับคำพูดของอีกฝ่าย เพราะว่าเขาก็คิดเช่นเดียวกับเมิ่งเหวินฮั่น ถ้าหากอีกฝ่ายสำนึกในการกระทำครั้งนี้ของตัวเองก็ดีไป แต่ถ้าหากอีกฝ่ายยังสำนึกผิดไม่ได้และได้กระทำความผิดซ้ำแล้วซ้ำอีก เขาก็ไม่คิดที่จะปกป้องอีกฝ่ายอีกต่อไป ถึงแม้ว่าอีกฝ่ายจะเป็นชาวบ้านในหมู่บ้านที่เขาดูแลอยู่ก็ตาม


    “เอาถามที่นายว่าก็แล้วกัน ถ้าหากพวกเธอยังไม่สำนึกกับการกระทำของตัวเอง ก็ปล่อยให้ทางการลงโทษพวกเธอก็แล้วกัน เมื่อถึงเวลานั้นฉันก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าพวกเธอทั้งคู่จะสำนึกผิดกันอยู่หรือเปล่า”


    ม่านซุ่นซีถอนหายใจออกมาด้วยความเหน็ดเหนื่อยใจ


    “ฉันไม่คิดเลยว่าผู้หญิงที่มีการศึกษาอย่างเลี่ยงเหมยหรูและจางเพ่ยอินจะกล้าทำเรื่องร้ายๆ แบบนี้ ทั้งๆ ที่อีกฝ่ายก็มีอนาคตที่ดี แต่เพราะความชื่นชอบเพียงอย่างเดียว กลับทำให้พวกเธอลงมือกับคนอื่นแบบนี้ โดยที่ไม่สนใจความต้องการของอีกฝ่ายเลยเหรอ”


    ซึ่งแน่นอนว่าม่านซุ่นซีรู้สึกไม่ชอบใจจางเพ่ยอินและเลี่ยงเหมยหรูเป็นอย่างมาก โชคยังดีที่ในกลุ่มชาวบ้านเมื่อครู่นี้ไม่มีลูกสาวของเขาอยู่ด้วย ไม่อย่างนั้นม่านซุ่นซีก็ไม่รู้เช่นเดียวกันว่าลูกสาวของเขาจะได้เรียนรู้สิ่งผิดๆ จากอีกฝ่ายหรือเปล่า


    “คงต้องดูที่การเลี้ยงดูและสิ่งรอบข้างของคนเหล่านั้นด้วย ตั้งแต่ที่ลุงอยู่ในหมู่บ้านเฟิงหยวนแห่งนี้มาจนถึงตอนนี้ บ้านเลี่ยงมักจะเลี้ยงดูแลลูกหลานของตัวเองด้วยการตามใจ ยิ่งถ้าหากเป็นลูกชายแล้วด้วย บ้านเลี่ยงก็ยิ่งตามใจมากขึ้นไปอีก ไม่ว่าอีกฝ่ายจะทำอะไรผิดก็ตาม พวกเขาก็ไม่เคยดุด่าในสิ่งที่ผิดและสอนในสิ่งที่ถูก”


    ยิ่งคิดถึงการเลี้ยงดูลูกหลานของคนบ้านเลี่ยง เขาก็ยิ่งไม่แปลกใจเลยแม้แต่นิดเดียวว่าเพราะอะไร เลี่ยงเหมยหรูถึงได้กล้าคิดที่จะลงมือกับเมิ่งเหวินฮั่นและเสิ่นเจ๋อหยวน


    ถึงแม้ว่าอีกฝ่ายจะเป็นเพียงหญิงสาว แต่ก็ได้รับความรักใคร่เอ็นดูมาจากปู่ย่าเป็นอย่างมาก ดังนั้นด้วยความเอาอกเอาใจของคนบ้านเลี่ยงแบบนั้น การที่อีกฝ่ายเอาแต่ใจแบบนี้ก็คงจะไม่มากเกินไปสำหรับพวกเขาอยู่แล้ว


    “เอาเถอะ ถ้าหากจางเพ่ยอิน เลี่ยงเหมยหรูและคนบ้านเลี่ยงไม่ก่อปัญหาขึ้นมาอีกก็ดีไป แต่ถ้าหากพวกเขายังคิดที่จะก่อปัญหาให้กับหมู่บ้านเฟิงหยวนแล้วละก็ ฉันก็ไม่คิดที่จะเกรงใจอีกฝ่ายเช่นเดียวกัน ต่อให้จะต้องถูกชาวบ้านบางส่วนชี้หน้าต่อว่าก็ตาม แต่ยังไงคนผิดก็ต้องได้รับการลงโทษ”



    เมิ่งเหวินฮั่นและเสิ่นเจ๋อหยวนหลังจากที่แยกทางกับกลุ่มของลุงสือฉินและม่านซุ่นซีแล้วนั้น พวกเขาก็ตรงกลับมาที่บ้านลู่ในทันที ซึ่งแน่นอนว่าระหว่างที่พวกเขาทั้งสองคนเดินตรงไปยังบ้านลู่นั้น ก็มีชาวบ้านจ้องมองมาที่พวกเขาอยู่เป็นระยะ ซึ่งแน่นอนว่าทั้งเมิ่งเหวินฮั่นและเสิ่นเจ๋อหยวนต่างก็ไม่คิดที่จะสนใจ


    “ยังดีนะที่พวกเราสองคนรู้ทันผู้หญิงสองคนนั้นซะก่อน ไม่อย่างนั้นจากที่ชาวบ้านจะนั่งนินทาเราห่างๆ แบบนี้ คงจะได้ขว้างปาสิ่งของมาใส่พวกเราแน่นอน”


    เสิ่นเจ๋อหยวนอดหัวเราะให้กับคำพูดของเมิ่งเหวินฮั่นไม่ได้ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็รู้สึกเห็นด้วยกับคำพูดของอีกฝ่าย เพราะถึงแม้ว่าเขาจะพึ่งเคยมาที่หมู่บ้านเฟิงหยวนแห่งนี้เป็นครั้งแรก เขาก็สามารถรับรู้ได้ว่าความคิดของชาวบ้านบางคนก็เกินจะเยียวยา


    เพราะว่าบางคนนั้นก็มักจะคิดว่าคำพูดและการกระทำของตัวเองดีที่สุดเสมอ โดยไม่คิดเลยว่าคำพูดหรือการกระทำของตัวเองนั้นจะทำให้คนอื่นได้รับความเดือดร้อนหรือเปล่า


    “บางทีฉันก็ไม่เข้าใจความคิดของชาวบ้านเหล่านี้เหมือนกัน”


    เมื่อมาถึงหน้าบ้านลู่เรียบร้อยแล้วนั้น เมิ่งเหวินฮั่นก็รีบเดินเข้าไปภายในบ้าน ซึ่งแน่นอนว่าเขาไม่คิดที่จะรอเพื่อนสนิทของตัวเองอย่างเสิ่นเจ๋อหยวนเลยแม้แต่นิดเดียว หลังจากที่เมิ่งเหวินฮั่นเดินเข้ามาภายในบ้านแล้วนั้น เขาก็รีบตรงไปหาพี่สาวของตัวเองในทันที


    ซึ่งแน่นอนว่าสิ่งที่เขาสนใจในเวลานี้ก็คือการฟ้องร้องพี่สาวของตัวเองนั่นเอง เพราะถึงยังไงพี่สาวของเขาและครอบครัวของเขาก็จะต้องได้ยินเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นี้อยู่วันยังค่ำ ดังนั้นเพื่อไม่ให้ครอบครัวของเขาต้องเดือดเนื้อร้อนใจเมื่อได้ฟังเรื่องราวเหล่านี้มาจากชาวบ้าน เมิ่งเหวินฮั่นจึงคิดที่จะบอกกล่าวกับครอบครัวของเขาเอาไว้ซะก่อน


    โดยเฉพาะกับบ้านลู่ที่อาศัยอยู่ภายในหมู่บ้านเฟิงหยวนแห่งนี้ตลอดเวลา ซึ่งแน่นอนว่าอีกฝ่ายจะต้องพบเจอกับคนบ้านเลี่ยงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นเพื่อไม่ให้บ้านลู่ของเขาจะต้องถูกบ้านเลี่ยงใส่ร้าย หรือพูดจาเอาความดีเข้าตัวเอง เมิ่งเหวินฮั่นจึงต้องชิงบอกกล่าวกับทุกคนเสียก่อน


    “พี่จือหลัน ฉันมีเรื่องจะฟ้องพี่ด้วย”


    ทันทีที่เมิ่งเหวินฮั่นเห็นพี่สาวของตัวเอง เขาก็ส่งเสียงเรียกอีกฝ่ายขึ้นมาในทันที โดยที่ด้านหลังของเมิ่งเหวินฮั่นยังคงสะพายตะกร้าเอาไว้อยู่ด้านหลัง






    ++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

    พบกันใหม่ในตอนต่อไปนะคะ

    ++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

    คล้ายกับเรื่องย้อนกลับมาเป็นสตรีมเมอร์ในยุค 70 ที่คุณอ่าน