ตอนที่102
เกิดการต่อสู้
“พวกเจ้ารีบจัดการก่อนที่คนอื่นจะมาเห็น”
ชายคนหนึ่งที่มีชั้นพลังที่เหนือกว่ากล่าวขึ้นก่อนจะทำสัญญาณมือให้เข้าไปจัดการที่นี่อยู่ห่างไกลผู้คนก็จริงแต่พวกเขาก็ไม่ควรจะเสียเวลาอยู่นาน
เหล่าบรรดาศิษย์หอสมุนไพรที่รุมล้อมไป๋เหอพยายามจะปกป้องเขารีบตั้งท่าป้องกันการโจมตีของคนเหล่านั้นเขาไม่ยอมปล่อยให้ไป๋เหอต้องโดนทำร้าย พวกเขายอมเจ็บตัวเพื่อปกป้องศิษย์น้อง
ไป๋เหอมองดูศิษย์พี่เข้าต่อสู้กับคนเหล่านั้นแม้ว่าคนที่เข้ามาขัดขวางมีคนจำนวนน้อยกว่าแต่ฝีมือกลับไม่ด้อยเลยเขามองดูอยู่ห่างๆคอยสังเกตหาจังหวะโอกาสเล่นงานพวกนั้นหากศิษย์พี่เพี้ยงพล้ำและถือโอกาสดูฝีมือการต่อสู้ไปด้วยส่วนเรื่องความเสียสละของพวกเขาไป๋เหอจดจำไว้แล้ว
การต่อสู้ดำเนินไปเรื่อยๆพวกเขาสู้ไม่ห่วงชีวิตหวังให้ไป๋เหอรอดปลอดภัยแม้จะพยายามช่วยกันบุกทะลวงหาทางออกเพื่อให้เขาหลบหนีออกไปแต่ความพยายามพวกเขาไม่เป็นผลด้วยชั้นพลังที่ต่ำเกินไปพวกเขาร่วมมือกันแล้วแต่ไม่ได้ผลเลยมีแต่จะได้รับบาดเจ็บกลับมาเสียมากกว่า พวกนั้นไม่ยอมให้ทำสำเร็จทำให้การต่อสู้เป็นไปอย่างยืดเยื้อจนพวกเขาพลาดท่าล้มไปคนละมุมได้รับบาดเจ็บกันถ้วนหน้า
จังหวะนั้นเอง 1 ใน 5 คนที่มีโอกาสได้วิ่งเข้ามาหวังจะซัดพลังฝ่ามือเข้าใส่ไป๋เหอ
ไป๋เหอเพียงยกยิ้มมุมปากเบาๆมองคนที่กำลังกระโจนเข้ามาหาตนด้วยแววตานิ่งเรียบ
ศิษย์หอสมุนไพรเมื่อมองเห็นเช่นนั้นก็พยายามจะหันกลับมาช่วยศิษย์น้องแต่ความเร็วของพวกเขาก็ไม่อาจจะห้ามการกระทำนั้นทัน
ในจังหวะนั้นอีกเพียงนิดเดียวฝ่ามือใกล้จะซัดถึงร่างไป๋เหอจากรอยยิ้มของคนผู้นั้นแปรเปลี่ยนเป็นตกใจเมื่อเห็นว่าฝ่ามือของตนไม่อาจจะแตะต้องร่างนั้นได้เพราะเด็กผู้นั้นกลับหลบฝ่ามือของเขาได้ราวกับเป็นปาฏิหาริย์ก่อนจะพบว่าร่างกายตัวเองโดนฝ่ามือสวนกลับไปที่แผ่นหลังเต็มแรงถึงขั้นหน้าคะมำราบไปกับพื้น เขาโมโหอย่างเดือดดาลหันมาตะคอกใส่ทันที
“เด็กเวรเจ้ากล้าทำร้ายข้ารึ เจ้ามันสมควรตาย”
ซุนเจินเว่ยที่โดนฝ่ามือสวนกลับถึงกับโกรธแค้นหันมาจ้องมองเด็กผู้นั้นที่มีใบหน้าเรียบเฉยไม่มีความหวาดกลัวในดวงตาคู่นั้นทำให้เขานึกแปลกใจคนที่จะแสดงสีหน้าเช่นนี้ได้มีเพียงแค่คนที่ผ่านประสบการณ์การต่อสู้มาอย่างโชกโชนแต่เด็กหนุ่มตรงหน้าอายุยังน้อยหน้าตายังอ่อนเยาว์ไม่น่าจะผ่านเรื่องพวกนี้ได้
เหล่าบรรดาศิษย์หอสมุนไพรที่ล้มระเนระนาดมองเห็นการกระทำของไป๋เหอถึงกับตื่นตะลึงพวกเขาจะรับมือแต่ละคนก็แสนลำบากทั้งที่มีขั้นพลังที่สูงกว่าศิษย์น้องแต่การโจมตีด้วยฝ่ามือเดียวเมื่อครู่กลับทำให้พวกเขางุนงงสงสัยว่ามันเกิดอะไรขึ้นพลังแค่รวมลมปราณสามารถจัดการข้ามขั้นพลังได้ด้วยหรือพวกเขาต่างมีความสงสัยในฝีมือของไป๋เหอ
ซุนเจินเว่ยเมื่อโดนฝ่ามือเดียวฟาดหลังเขาถึงกับโกรธจัดรีบดึงดาบออกมาจากกระเป๋ามิติทันทีเมื่อกี้เขาประมาทเกินไป
“ไป๋เหอหนีไป!”
เซียวฟานที่ได้รับบาดเจ็บจนใบหน้าแตกเลือดอาบตระโกนสั่ง เขาไม่ต้องการให้ศิษย์น้องได้รับอันตรายร้ายแรงการใช้อาวุธย่อมทำให้ได้รับบาดเจ็บอาจถึงขั้นสาหัสขาขาดแขนขาดก็เป็นได้
ไป๋เหอหันไปมองดูศิษย์พี่เซียวฟานที่มองเขาด้วยความเป็นห่วงเขาเพียงยิ้มเบาๆไม่ได้หลบหนีไปแต่อย่างใดก่อนจะหลบหลีกดาบที่ฟันลงมาที่แขนด้วยเพียงขยับกายครั้งหนึ่ง
ซุนเจินเว่ยหลังจากฟันดาบลงมาหวังจะตัดแขนเด็กหนุ่มแต่ดาบเดียวของเขาไม่สามารถตัดอะไรได้เลยก่อนจะรู้สึกเจ็บปวดแผ่นหลังที่รอยเดิมจนถึงกับกระอักเลือดออกมาเซถลาไปข้างหน้านั่งคุกเข่าอยู่ที่พื้นรู้สึกปวดร้าวทั่วแผ่นหลังราวกับกระดูกจะหัก
เมื่อกี้ไป๋เหอใช้เพียงพลังแรงกายหนึ่งส่วนโจมตีเพียงแค่นี้ก็ทำให้ชายผู้นี้ได้รับบาดเจ็บภายในแล้วหากเขาลงมือเต็มกำลังชายผู้นี้คงไม่รอดอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้
เหล่าบรรดาศิษย์หอสมุนไพรเมื่อมองเห็นดังนั้นถึงกับไม่อยากจะเชื่อสายตา พวกเขารีบพาร่างกายอันบอบช้ำมายืนล้อมรอบข้างๆไป๋เหอด้วยความเป็นห่วงมองสำรวจร่างกายของเขาว่าได้รับบาดเจ็บตรงไหนเหรอไม่
“เจ้าทำมันได้อย่างไร”
เสี่ยวฉุนเอ่ยถามขึ้นแววตามีความไม่อยากจะเชื่อเมื่อมองสำรวจร่างกายคนตรงหน้าที่ไม่ได้รับผลกระทบอะไรเลยส่วนพวกเขาไม่ต้องพูดถึงหากได้ประมือกับซุนเจินเว่ยต้องแพ้ราบคาบอย่างแน่นอน
ซุนเจินเว่ยที่ได้รับบาดเจ็บคนแรกถึงกับไม่อยากจะเชื่อว่าตนเองจะได้รับผลเช่นนี้ทั้งที่คิดว่าในคนกลุ่มนี้เจ้าเด็กนี้มีชั้นพลังที่ต่ำต้อยแต่มันผิดคาดตัวเขาเองกลับโดนเด็กผู้นี้ทำร้ายได้มันน่าอับอายแค่ไหนหากโดนมองดูว่าไร้ความสามารถ
“แค่เด็กน้อยที่มีชั้นพลังต่ำต้อยเพียงผู้เดียวเจ้าไม่สามารถเอาชนะได้เลยเหรอฝีมือเจ้าตกไปนะ”คงเย่เอ่ยกล่าวขึ้นเดินมาข้างหน้าเขาด้วยแววตาไม่อยากจะเชื่อ
“ถ้าเจ้าอยากรู้ว่าฝีมือข้าตกไปไหมเจ้าก็ลองไปจัดการดูจะได้รู้ว่าฝีมือเจ้าจะเก่งกว่าข้าหรือไม่”
ซุนเจินเว่ยคิดว่าฝีมือเขาไม่ได้ตกเพียงแต่เด็กหนุ่มตรงหน้ามีอะไรบางอย่างซึ่งไม่ตรงกับชั้นพลังที่มองเห็นเขาก็แปลกใจเหมือนกันความเร็วของเด็กหนุ่มผู้นี้เร็วเกินไปมีความเร็วกว่าตนเองการให้อีกคนเข้าไปต่อสู้ก็เพื่อให้แน่ใจว่าตนเองไม่ได้คิดผิดเหตุใดแค่ฝ่ามือเดียวก็ทำให้ร่างกายของเขาได้รับบาดเจ็บหนักได้ไม่อยากจะเชื่อเลย
คำพูดซุนเจินเว่ยมันทำให้คงเย่ฉุกคิดเพราะเขารู้ฝีมือของสหายดีไม่ได้อ่อนด้อยหากได้ลงมือกับคนที่มีชั้นพลังต่ำกว่านี่ขนาดใช้ดาบควบคู่พลังการต่อสู้ย่อมเพิ่มขึ้นแต่กลับพลาดท่าโดนทำร้ายถึง2 ครั้งมันยากเกินจะเชื่อได้ เขาจะต้องลงมือเองเพื่อจะได้รู้ว่ามันเป็นเพราะอะไรก่อนจะมองสำรวจดูคนตรงหน้าก็ยังมองเห็นพลังปราณไหลเวียนยังคงเป็นผู้อยู่ชั้นรวมลมปราณ หากจะทำให้ประจักษ์แจ้งจริงเขาจะต้องลงมือเองก่อนจะพวยพุ่งใช้หมัดเข้าโจมตีเพียงหมัดธรรมดาเท่านั้นไม่ได้ใช้พลังลมปราณเพราะคิดว่าร่างกายเขาแข็งแกร่งมากเพียงหมัดเดียวย่อมทำให้คนตรงหน้าได้รับบาดเจ็บหนัก
ไป๋เหอพอมองเห็นคนกำลังวิ่งกระโจนเข้าหาตนเองด้วยพลังหมัดเขาเพียงยกยิ้มมุมปากน้อยๆมองเห็นว่าหมัดนั้นเป็นหมัดธรรมดาไม่ได้มีพลังปราณไหลเวียน คนผู้นั้นช่างประเมินตัวเขาต่ำเกินไปแล้วและคนผู้นั้นมีเพียงพลังขั้นโลหิตระดับ2 เท่านั้นซึ่งการใช้พลังกายย่อมพูดได้เลยว่าไม่มีทางชนะตนได้ด้วยซ้ำหากเกิดการต่อสู้กัน
เมื่อเห็นหมัดคู่ต่อสู้กำลังเข้ามาถึงตัวไป๋เหอก็ใช้เพียงหมัดต่อยสวนกลับไปด้วยพลังกายเท่านั้น
การปะทะกันหมัดต่อหมัดโดยไม่ใช้พลังลมปราณสายตาทุกคู่จับจ้องมองทางพวกเขาด้วยความอยากรู้ว่าใครจะเป็นผู้ชนะ
“เจ้าวอนตาย” คำพูดนั้นหลุดออกมาจากปากคงเย่ก่อนหมัดเข้าปะทะ
กร๊อบ!!
เสียงกระดูกหักคนที่อยู่แถวนั้นได้ยินกันหมดคนที่ดูเหมือนจะยินดีก็คือคนที่มาหาเรื่องศิษย์หอสมุนไพรเพราะเขาคิดว่าคนฝ่ายพวกเขาแข็งแกร่งกว่าย่อมเป็นฝ่ายได้เปรียบพวกเขารู้จักฝีมือศิษย์พี่คงเย่ดีย่อมได้รับชัยชนะ
ทางด้านศิษย์หอสมุนไพรทุกคนมีใบหน้าซีดเผือดความวิตกกังวลถึงการได้รับบาดเจ็บหนักของไป๋เหอทำให้พวกเขาถึงกับนึกเสียใจหากเกิดอันตรายถึงขั้นไป๋เหอพิการ พวกเขาที่เคยดีใจที่มีคนพึ่งเข้าหอสมุนไพรในรอบหลายปีคงจะเศร้าเสียใจเช่นเคยเหตุการณ์เช่นนี้ใช่ว่าไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนแต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาย่อมไม่ต้องการให้มันเกิดยับยั้งได้ก็ต้องทำ