ไท่เจี๋ยน 太监 ขันทีเคียงบัลลังก์
บทที่ 1 องค์ชายสาม
(ตอนที่ 1-3 ใบหน้างามใต้ผืนผ้าบาง)
องครักษ์ผู้นั้นเดินกลับเข้ามากล่าวรายงานน้ำเสียงหนักแน่นต่อฮ่องเต้ "รายงานฝ่าา...ที่ตำหนักอี้หลัน ยามนี้มิมีองค์ชายซือเฉิงอยู่เลยพะย่ะค่ะ ส่วนจวิ้นอ๋องลู่เฟย ก็มิประทับอยู่ในตำหนักเช่นกัน...ทหารฝ่ายนอกรีบส่งสารได้ความว่าบัดนี้ องค์ชายทั้งสองอยู่ที่หอคณิกาพะย่ะค่ะ..."
ฮ่องเต้ได้ยินเช่นนั้นกลับกระตุกยิ้มเพียงครู่ "ดี...ดีมาก ยามนี้เป็เวลาอันสำคัญ เหตุใดน้องชายเ้าถึงได้ไปอยู่ที่หอคณิกาได้! ..."
ฮ่องเต้ชี้นิ้วกล่าวถามชิวหรง
องค์ชายชิวหรงยืนคำนับฝ่าาก่อนเอ่ยขึ้นว่า "ขออภัยท่านพ่อ...ชิวหรงดูแลองค์ชายทั้งสองมิได้เื่...ทำให้ท่านหนักใจแล้ว ท่านพ่อโปรดอนุญาตให้ข้าได้ออกตามจวิ้นอ๋องและองค์ชายซือเฉิงกลับวังด้วย..."
"ได้โปรดมีคำสั่งด้วยพะย่ะค่ะ! ..." เสียงเหล่าขุนนางจากหลายสำนัก รวมถึงอัครเสนาบดีทุกฝ่าย ส่งเสียงกล่าวพร้อมกันดังก้องไปทั่ว
ฮ่องเต้สูดหายใจเข้าก่อนจะกระตุกยิ้มเพียงครั้ง "...ดี ชิวหรงเ้าจงไปตามองค์ชายทั้งสองกลับวัง ส่วนพวกทหารที่ออกติดตาม...มีบทลงโทษเช่นไร ก็ให้ว่าไปตามกฎ...มิมีละเว้น"
ชิงฮวาเดินเข้ามาในสำนักโคมเขียว ภายในตกแต่งด้วยผ้าแพรสีแดง มีฉากกั้นระหว่างโต๊ะของนักท่องราตรี ยามนี้ไร้แสงตะวันมีเพียงแสงจากตะเกียง และเทียนหลายเล่ม ส่องสว่างไปทั่วบริเวณ
เสียงของสาวงามเดินเข้ามาในชุดสีชมพู แต่งหน้าประทินผิวขาวผ่อง ริมฝีปากเล็กปรากฏสีแดงระเรื่อ กล่าวถาม "ยินดีต้อนรับพวกท่าน หากท่าน้าดื่มสุราเชิญนั่งเลยเ้าค่ะ...แต่หาก้าหญิงงาม...โปรดเดินตามข้ามา"
องค์ชายซือเฉิงยืนชมนักดนตรีที่นั่งดีดผีผา[3 ] อยู่กลางหอคณิกา ผินหน้าปฏิเสธสาวงามผู้นั้นอย่างมิไยดี "ข้ามิ้าหญิงงาม...ขอเพียงเข้ามาร่ำสุราฟังนักดนตรีบรรเลงเพลง...หากผู้ใดเกี้ยวพาราศรีหญิงในหอคณิกา ข้าจะไม่จ่ายค่าสุราให้พวกเ้า..."
จวิ้นอ๋องส่ายหน้าด้วยรอยยิ้มหยิ่มกระย่อง "เหตุใดชี้คำขาดเช่นนี้...หากข้า้าหญิงงามเ้าก็ห้ามงั้นรึ? "
องค์ชายซือเฉิงพยักหน้า "ร่ำสุรากับข้าก็คงมิน้อยหน้าสาวงามหรอกกระมัง..." องค์ชายกยิ้มยียวนเดินไปนั่งยังที่ถูกตระเตรียมไว้อย่างเรียบร้อย บนโต๊ะมีไหสุราและจอกสุราวางอยู่สามจอก
เหล่าทหารและองครักษ์ นั่งที่นั่งถัดไปประมาณ สิบเค่อมีฉากไม้กั้นไว้ทุกโต๊ะ
องค์ชายซือเฉิงสะบัดชุดที่สวมอยู่ก่อนจะนั่งลงบนฟูกปักลายสละสลวยอย่างประณีต แต่กระนั้นก็มิได้เรียกความสนใจให้องค์ชาย ให้ละสายตาจากขันทีชิงฮวาได้เลย
"เหตุใดจึงยืนอยู่เช่นนั้น...มานั่งลงข้างๆ ข้า"
ชิงฮวาเพียงส่ายหน้าเล็กน้อย ปฏิเสธคำเชิญชวนที่บ่าวไพร่ฟังแล้วคงชื้นใจขึ้นมิน้อย หากแต่ชิงฮวาฟังแล้ว คล้ายเด็กเอาแต่ใจเสียมากกว่า
องค์ชายลู่เฟยกล่าวว่า "เห็นแม่นางหน้าหอคณิกาบอกข้าว่า จะมีนักดนตรีชื่อดังมาบรรเลงผีผาให้พวกเราได้ฟังด้วย...ช่างโชคดีเสียจริง"
ไม่นานบนโต๊ะก็เต็มไปด้วยสุราและอาหารหลากหลาย เม็ดถั่วถูกแกะวางทิ้งกองโต จนถึงตอนนี้ขันทีชิงฮวาก็ยังไม่ยอมลงมานั่งข้างๆ องค์ชายซือเฉิง
มิรู้ว่าเหตุใดถึงหัวรั้นกับข้านัก!
“หากเ้าไม่มานั่งกับข้าเดี๋ยวนี้...พรุ่งนี้ข้าก็จะมาที่นี่อีก ให้เ้าได้คุ้นชินกับสถานที่แห่งนี้เสียหน่อย...ดีหรือไม่” เหล้าในจอกถูกองค์ชายซือเฉิงยกขึ้นดื่มจนไม่หมด ลอบเลียรสเฝื่อนหวานของสุรา แต่สายตาก็ยังมิวางจากขันทีไปไหน
เป็เช่นนี้แล้วคงหมดสนุกแน่ หากองค์ชายเอาแต่บังคับขันทีชิงฮวา จนยามนี้ใบหน้าเริ่มฉายความกลัดกลุ้มใจมิได้ต่างกันนัก
องค์ชายลู่เฟยจึงกล่าวขึ้น “ยามนี้พวกข้ามาสนุกสนานกัน เ้าเป็ถึงขันทีผู้ดูแลข้างกายองค์ชายมาตลอด...เหตุใดจึงเ็ากับซือเฉิงนัก มานั่งร่วมโต๊ะสุรากับพวกข้าเถอะ”
ชิงฮวาค้อมคำนับลู่เฟย “...ข้ามิได้เ็ากับองค์ชาย...องค์ชายคิดมากไปแล้ว ชิงฮวาต้องขออภัย...”
องค์ชายซือเฉิงพยักหน้าสองครั้ง “ถ้าไม่อยากให้ข้าคิดมาก เ้าก็รีบมานั่งแล้วรินสุราให้ข้าสักจอกสิ...”
ชิงฮวาเดินมานั่งลงข้างกายขององค์ชาย มือเรียวนวลผ่องยกไหสุราเติมลงจอกให้กับองค์ชาย ก่อนจะวางไหสุราเอาไว้ที่เดิม
องค์ชายดื่มหนักไปแล้ว
ไม่นานการแสดงก็ได้เริ่มขึ้น บรรดาหญิงสาวหลายสิบนางสวมชุดสวยสีหวานชวนมองแล้วก็คล้อยตามมิน้อย ใบหน้าของหญิงงามนี้ก็มิได้แย่เลยสักนิด ร่างบอบบางต่างร่ายรำอย่างอ่อนช้อย ผ้าผืนบางถูกโบกสะบัดตามจังหวะของเสียงดนตรี ฟังแล้วน่าจะเป็เสียงพิณ สลับกับเสียงผีผาที่เล่นกันอยู่ในฉากกั้นตรงกลางโถง
จวิ้นอ๋องลู่เฟยพยักหน้าตามทำนองเสียงดนตรี “เสียงเพลงนี้ ช่างกล่อมเกลาจิตใจที่แสนเหน็ดเหนื่อยของข้าไปหมดสิ้น...พวกเราหาโอกาสมาที่นี่อีกเถอะซือเฉิง”
องค์ชายซือเฉิงกระตุกยิ้มยียวน “ดูท่านคงชอบใจมาก...ได้สิ หากมีโอกาสข้าจะมากับท่านพี่เอง...ชนจอกสุราเพื่อเป็การรับปากท่าน” กล่าวจบเสียงจอกสุราดังกระทบกัน ระหว่างนั้นขันทีชิงฮวาก็นั่งเงียบฟังเสียงดนตรีบรรเลง ถึงแม้จะทำตัวดื้อดันคอยแต่วางตัวเป็ขันทีมิให้โดนตำหนิ
แต่ยามนี้สายตาของชิงฮวาที่กำลังชมการแสดงตรงหน้า ช่างมีเสน่ห์จนองค์ชายละสายตาจากหญิงงามทั้งสิบจดจ้องมองเพียงแต่ใบหน้าของขันทีชิงฮวาเพียงผู้เดียวเท่านั้น ่จังหวะที่ชิงฮวาสบตา องค์ชายก็หลบสายตาแล้วทำทีเป็ยกจอกสุราดื่มทุกครั้งอย่างเสียอาการ
องค์ชายรูปงามกระแอมหนึ่งครั้งก่อนกล่าวขึ้นว่า “ชิงฮวาเ้าก็เล่นผีผาเป็มิใช่หรือ? ...”
ใบหน้างามพยักตอบ “ข้าเล่นมิไพเราะเท่านักดนตรีผู้นั้นหรอกองค์ชาย”
องค์ชายเลิกคิ้วเข้มขึ้น “ไยรีบตอบถ่อมตัวเยี่ยงนั้น...มาถึงสำนักโคมเขียวแห่งนี้แล้ว ไม่อยากเล่นให้ข้าและท่านพี่ลู่เฟยได้ฟังสักหนึ่งบทเล่า?”
จวิ้นอ๋องลู่เฟยได้ยินที่ซือเฉิงพูดก็ยกฝ่ามือปรบเข้าหากันรอชมการแสดงจากขันทีชิงฮวาเสียแล้ว “ใช่ใช่...เมื่อครั้งก่อนข้าเคยได้ยินเ้าดีดผีผาอยู่ที่ตำหนักซือเฉิง..ข้าอยากฟังอีกสักรอบเ้าช่วยบรรเลงสักหนึ่งบทเพลงเถิด”
“เห็นหรือไม่ว่าท่านพี่ก็อยากจะฟังเ้าเล่นดนตรี....ตามข้ามา” จบประโยคองค์ชายยันกายลุกขึ้นเรียกชิงฮวาให้เดินตามมาด้วย ขันทีผู้ต่ำต้อยรีบลุกขึ้นเดินตามองค์ชายไป แต่เขาไม่ได้อยากจะดีดเครื่องดนตรี เพียงแต่รีบเดินตามเข้ามาห้ามองค์ชายไว้ก็เท่านั้น “องค์ชายข้าเป็ขันที กระทำเช่นนี้คงไม่เหมาะสม องค์ชายโปรดเห็นใจ”
องค์ชายซือเฉิงไม่ฟังสิ่งที่ขันทีชิงฮวากล่าวตามหลัง ร่างสูงของซือเฉิงเดินไปหาหัวหน้าของสำนักโคมเขียวที่ยืนตรวจตราอยู่ที่หน้าประตู “ข้าอยากให้คุณชายผู้นี้ได้เล่นดนตรีให้เหล่าองครักษ์ได้ฟังสักหนึ่งบทเพลง...จะเป็คำขอที่มากเกินไปหรือไม่”
หญิงงามทาปากแดงฉีกยิ้มให้องค์ชาย “ไม่เลยเ้าค่ะ...หากนายท่าน้าเช่นนั้นก็มิเป็เื่ใหญ่อันใด หากนายท่านจ่ายค่าสุราเพิ่มสักเล็กน้อย...” นางกล่าวก่อนจะหยุดเอ่ยแล้วยกยิ้ม เมื่อพูดถึงเม็ดเงินที่นางอยากได้เพิ่ม
องค์ชายพยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม “ได้...ข้าจะจ่ายให้เท่าที่เ้า้าเลยแม่นาง เพียงแต่ข้าอยากให้เ้าแปลงโฉมของคุณชายท่านนี้...ให้เหมือนนักดนตรีสาวงามผู้นั้นพอจะได้หรือไม่?”
แม่นางหัวหน้าหอคณิกายกมือขึ้นมาปิดริมฝีปากเพียงครู่ด้วยท่าทีประหลาดใจ แต่ก็ยอมตอบตกลง “มิเป็เื่ใหญ่โตอันใดเลยเ้าค่ะ...เดิมทีใบหน้าของคุณชายผู้นี้ก็มีโครงหน้าคล้ายสาวงามหลายตำแหน่ง แต่งเติมประทินผิวหน้าสักเล็กน้อย เพียงเท่านี้ก็งามมากแล้ว”
นางจดจ้องโครงหน้าชิงฮวาอยู่นาน เพ่งมองั้แ่ดวงตา คิ้วที่เป็เส้นบางเรียวหากแต่คมเข้ม จมูกโด่งได้รูปคมคาย ริมฝีปากหยักเล็กประกายสีแดงบนกลีบปากตามสีผิวอย่างเป็ธรรมชาติ ใบหน้านี้์ประทานให้โดยแท้
ขันทีชิงฮวารีบกล่าวขึ้นว่า “เกรงว่าข้าคงจะไม่...”
องค์ชายรีบเอ่ยอย่างรู้ทัน “หากเ้าไม่ยอม...ข้าจะมาเที่ยวที่นี่ทุกคืน”
ได้ยินเช่นนั้นเหตุใดขันทีผู้ต่ำต้อยเช่นเขาจะเอ่ยคัดค้านคำใดออกไปได้ แต่ไหนแต่ไรองค์ชายก็มักเอาแต่ใจเช่นนี้...
ชิงฮวาทำได้เพียงเดินตามแม่นางคนนี้ขึ้นไปยังชั้นสองของสำนักโคมเขียว
องค์รักษ์พร้อมทหารหลายสิบคน เดินตามเกี้ยวขององค์ชายชิวหรงที่บัดนี้กำลังเดินหน้าไปยังสำหนักโคมเขียวเพื่อตามน้องชายของตนทั้งสองให้กลับวัง...
“ช้าก่อน...” เสียงองค์ชายชิวหรงกล่าวขึ้น เขาโผล่มือออกไปส่งสัญญาณบอกกับองครักษ์ว่าให้หยุดเกี้ยวนี้สักประเดี๋ยว
“องค์ชายมีเื่อันใดหรือ? ...” องครักษ์กล่าวถามพลางควบคุมม้าคู่กายให้หยุดอยู่ข้างเกี้ยวของชิวหรง
องค์ชายชิวหรงกล่าวว่า “เส้นทางนี้มืดสนิท...ค่อยๆ เดินทางกันดีกว่าไม่ต้องเร่งฝีเท้ากันเร็วนัก...”
องครักษ์คำนับชิวหรงหนึ่งครั้ง “...กระหม่อมจะแจ้งพวกทหารให้ทราบพะย่ะค่ะ”
ชิวหรงพยักหน้าให้องครักษ์ผู้นั้น เขายกพัดด้ามจิ้ว[4 ] ขึ้นมาโบกสะบัดไปมาอย่างใจเย็น ก่อนจะกระตุกยิ้มอย่างชอบใจ เมื่อนึกถึงใบหน้าของซือเฉิงที่ยามนี้คงสำราญในการร่ำสุราจนมิอยากกลับวังแล้วกระมัง
แม่นางผู้นั้นพร้อมกับเด็กสาวสองคนเดินลงมาจากชั้นสองของสำนัก ก่อนกล่าวขึ้นว่า “การแสดงที่ทุกท่านรอคอย...เชิญนายท่านร่ำสุราอย่างสำราญ”
องค์ชายซือเฉิงตั้งตาพบกับชิงฮวาที่ยามนี้คงถูกแปลงโฉมเป็หญิงงามที่สุดในใต้หล้า... แน่นอนว่ามิมีใครเทียบเทียมชิงฮวาของเขาได้
ชิงฮวาเดินลงมาจากชั้นสองแล้ว บัดนี้กายผอมอยู่ในชุดของกระโปรงสีม่วงมีผ้าผืนบางคล้องที่แขนยาวตกสู่พื้น ใบหน้าคมคายภายใต้ผืนผ้าบางเบาดูเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ จนยากที่ซือเฉิงจะละสายตาจากได้
องค์ชายได้แต่ตะลึงลานเผลอสบตาอีกฝ่ายอยู่เช่นนั้นโดยมิรู้ตัว ดวงตาสีนิลจับจ้องมาทางเขาทำเอาคนถูกมองเสียอาการมิน้อย แววตาที่อยู่ใต้ผืนผ้านั้นสื่อถึงความขวยเขินอยู่บ้าง
ชั่วจังหวะที่องค์ชายซือเฉิงหลงเพ้อไปกับใบหน้างามของชิงฮวา บัดนี้ได้กลับเข้าสู่ภาวะปกติเช่นเดิม หากแต่เืในกายคล้ายกำลังเดือดพล่าน อากาศในนี้เริ่มร้อนขึ้นจนประหลาดใจ
ชิงฮวาเดินเข้าไปนั่งตรงกลางพื้นโถงลายกลีบดอกบัวที่ยามนี้ถูกตระเตรียมเอาไว้สำหรับเขาโดยเฉพาะ มือเรียวหยิบผีผาเครื่องนั้นขึ้นมา นิ้วเรียวค่อยๆ กรีดกรายบรรเลงบทเพลงที่เขานั้นมักดีดให้องค์ชายฟังตอนเด็ก
องค์ชายซือเฉิงเริ่มจิตใจปั่นป่วน เขามองใบหน้าชิงฮวายามใดร่างกายรู้สึกร้อนวูบวาบจนเม็ดเหงื่อผุดขึ้นปรากฎบนหน้าผาก จนลู่เฟยเอ่ยถาม “เ้าร้อนหรืออย่างไรกัน...ใบหน้าเ้าถึงเต็มไปด้วยเหงื่อ”
ซือเฉิงส่ายหน้าเล็กน้อย “ข้าคงจะเมาแล้ว...ข้าจะไปล้างหน้าเสียหน่อย”
ลู่เฟยกล่าวขึ้น “ข้าพาเ้าไปเอง”
ซือเฉิงปฏิเสธ “ไม่ต้องหรอกท่านพี่...นั่งต่อเถอะข้ามิเป็ไรมาก”
พูดจบองค์ชายซือเฉิงก็รีบเดินออกจากห้องโถงนี้ ขันทีชิงฮวาเห็นองค์ชายมีท่าทีผิดแปลกเขาจึงหยุดบรรเลงเพลงวางเ้าเครื่องดีดนั่นลงก่อนจะรีบลุกขึ้นตามองค์ชายไปอย่างอดห่วงไม่ได้
ซือเฉิงเดินลัดเลาะออกมาจากสำนักโคมเขียว ยามนี้เขารู้สึกร้อนรุ่มทั่วกาย ลำคอแห้งผาก รู้สึกร้อนวูบวาบไปั้แ่หัวจรดเท้า “ความรู้สึกเช่นนี้มัน...” องค์ชายสูดอากาศหายใจเข้าหลายครั้ง แต่อาการร้อนรุ่มจนท้องไส้ปั่นป่วนก็ยังอยู่
“องค์ชาย...เป็อะไรไป...รู้สึกไม่สบายหรือ?” ชิงฮวาวิ่งเข้ามาก่อนจะคว้าตัวอีกฝ่ายเอาไว้ ใบหน้าชุ่มเหงื่อ
“ข้า...ข้าอยากแช่น้ำ” ซือเฉิงกล่าวเสียงแหบพร่า ยามนี้กลืนน้ำลายก็ยังยากลำบากนัก ยิ่งชิงฮวามาโดนตัวเช่นนี้ อาการยิ่งทวีคูณขึ้นมา ใบหน้าเริ่มแดงระเรื่อจนแยกไม่ออกว่าที่เป็เช่นนี้อาจเป็เพราะอาการเมาหรือกำลังจับไข้...
ชิงฮวาพยักหน้า “ข้าจะพาองค์ชายขึ้นไปพัก...ในหอคณิกาคงมีห้องพักว่างสักห้องให้องค์ชายได้พักแช่น้ำ”
ขันทีชิงฮวาพาองค์ชายเดินเข้ามายังหอคณิกาแต่ตอนนี้กลับไม่พบจวิ้นอ๋องลู่เฟยแล้ว เขาเอ่ยถามแม่นางผู้นั้นที่ยืนอยู่ในห้องโถงรอเรียกแขกว่า “แม่นาง พวกเรา้าห้องพัก ยังจะพอมีห้องว่างให้ข้าหรือไม่”
“ยามนี้ห้องรับรองเต็มทุกห้องแล้ว...แต่ว่าข้าแนะนำโรงเตี๊ยมที่อยู่ถัดจากสำนักนี้ไปหนึ่งฟาง[5] หากนายท่านสนใจก็พอจะมีห้องว่างอยู่กระมัง”
ชิงฮวาพยักหน้า “ขอบคุณแม่นางท่านนี้ด้วย” เขาพาองค์ชายเดินตามหาโรงเตี๊ยมที่คงอยู่ไม่ไกลจากหอคณิกามากนัก เพียงหนึ่งฟาง ก็น่าจะเจอแล้ว
“องค์ชายรู้สึกอย่างไรบ้าง...อดทนอีกหน่อย” ชิงฮวาใช้มือซับเหงื่อบนใบหน้าคมของซือเฉิง ทันทีที่ฝ่ามือััโดนใบหน้าซือเฉิงรีบผละออกอย่างเร็วจนชิงฮวาแปลกใจ
“เหตุใดองค์ชายถึงสะดุ้งใเช่นนั้น...ข้าเช็ดแรงไปหรือ?” เขาเอ่ยถามเมื่อเห็นท่าทีองค์ชายจะไม่ชอบใจที่ชิงฮวาแตะโดนตัว
ซือเฉิงตอบ “ไม่...ไม่เป็อะไรเ้ารีบเดินเถอะ” ซือเฉิงพอจะทราบอาการประหลาดเหล่านี้ ร่างกายร้อนรุ่ม เม็ดเหงื่อผุดขึ้นหลายเม็ด ใครเห็นก็ต้องหาว่าเขากำลังจับไข้ตัวสั่น แต่อาการมิได้มีเพียงเท่านี้ อาการที่ว่ามานี้มันคล้ายกับความรู้สึกอยากมีความ้าทางเพศ...ชายหนุ่มวัยกลัดมันอย่างเขายามนี้จะรู้สึกเช่นนี้ได้ก็คงมิแปลก
แต่มันกลับฟังดูน่าละอายไม่น้อยหากบอกว่าที่ต้องเกิดอารมณ์ทางเพศขึ้นอย่างรุนแรงเช่นนี้เพียงเพราะใบหน้าของชิงฮวาที่อยู่ในชุดนักดนตรีสีม่วงนั่นงั้นหรือ...
ยิ่งคิดอุณหภูมิในกายยิ่งทวีคูณขึ้น “ชิงฮวา...ข้า....” องค์ชายคว้าแขนเล็กของชิงฮวาเข้ามา นิ้วมือทั้งบีบบลงข้อมือของขันทีจนอีกฝ่ายต้องนิ่วหน้าด้วยความเจ็บ
“องค์ชายทำใจดีๆ ไว้...ข้ากำลังพาองค์ชายไปโรงเตี๊ยม...ที่นั่นคงมีอ่างแช่น้ำ”
ชิงฮวาพาองค์ชายเดินลัดเลาะไปหลายที่ แต่ก็ยังไม่เจอโรงเตี๊ยมใกล้ๆ เลยสักที่
“ข้าต้องเดินถามผู้คนแถวนี้ก่อน...องค์ชายรอข้าสักครู่ได้หรือไม่” ชิงฮวาเอ่ยถามองค์ชาย ซือเฉิงพยักหน้าเล็กน้อยตอนนี้ร่างกายเริ่มลดความร้อนลงไปบ้าง แต่ความ้าทางเพศมันยังลุกโชยคล้ายเปลวไฟที่ถูกราดด้วยน้ำมัน....
เขาไม่อยากจะมองคนตรงหน้าเลยสักนิด
ชิงฮวาเดินเร็วๆ เข้ามาเมื่อเขาถามผู้เฒ่าในตรอกนี้ได้ความว่า “เราเดินไปอีกไม่เกินหนึ่งลี้...ก็จะถึงแล้วแม่นางผู้นั้นคงมิค่อยชำนาญเส้นทางนักจึงคำนวณพลาดไป...”
จังหวะที่ชิงฮวาจะก้าวขาซือเฉิงกลับคว้าตัวอีกคนให้ผินหน้าเข้ามาหาตน ก่อนมือหนาจะดึงผืนผ้าบางที่ปกปิดใบหน้าของชิงฮวาออก
หากได้มองหน้าชิงฮวาแบบชัดเจนบางทีอาการเหล่านี้คงทุเลาลงได้บ้าง... เมื่อครู่ยามที่ได้ใบหน้าใต้ผ้าผืนบางเช่นนั้นก็ทำให้ใจสั่นระทวยรุนแรงยากจะควบคุม
ชิงฮวาเห็นองค์ชายดึงผืนผ้าบางนั่นออกก็นึกว่าอีกคนคงจะไม่ชอบที่เขายังแต่งหญิงอยู่เช่นนี้ “ขออภัย...ชิงฮวามัวแต่หาที่พักให้องค์ชายจนลืมว่าครานี้ยังอยู่ในชุดผู้หญิงอยู่...”
ซือเฉิงกล่าว “ช่างเถอะ...รีบเดินกันก่อนไว้เ้าค่อยหาชุดใหม่มาเปลี่ยน”
ใบหน้างามบัดนี้ไม่มีผืนผ้าบางปกปิด เขาพยักหน้าตอบอย่างง่ายดาย ยังไม่ทันจะพาองค์ชายเดินไปถึงโรงเตี๊ยม...
เสียงขบวนเกี้ยวและ ฝีเท้าของทหารองครักษ์ขององค์ชายชิวหรงก็ปรากฎขึ้นต่อหน้าชิงฮวาและองค์ชายซือเฉิง...
ขบวนเกี้ยวหยุดตรงหน้า องค์ชายชิวหรงเดินลงจากเกี้ยว เขาพับเก็บพัดด้ามจิ้วแล้วกล่าวขึ้น
“เหตุใดขันทีของเ้า จึงแต่งกายเป็หญิงเช่นนั้น...หรือเ้ามีรสนิยมผิดแปลกไปเสียแล้วอย่างนั้นหรอกหรือ...น้องซือเฉิง...”
ผีผา[3] : เป็เครื่องดนตรีจีนอย่างหนึ่ง มีลักษณะเป็เครื่องสาย เล่นด้วยการใช้นิ้วดีดสาย เครื่องดนตรีนี้มีรูปร่างเหมือนลูกแพร์ มีประวัติอันยาวนาน เชื่อว่ามีกำเนิดมานานเกือบสองพันปี มีเครื่องดนตรีหลายชนิดในเอเชียตะวันออกและเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ที่มีพัฒนาการมาจากผีผานี้ เช่น ญี่ปุ่น เกาหลี และเวียดนาม
พัดด้ามจิ้ว[4] : พัดจีบทีี่สามารถคลี่และหุบได้ สำหรับคนมีฐานะ
หนึ่งฟาง[5] : เท่ากับ 1 ตรอก ใช้บอกเป็ผังเมืองหรือสถานที่่ตามตรอก
สวัสดีค่าผู้อ่านที่น่ารักทุกคน >3< วันนี้ไรท์มาอัพให้แต่เช้าเยย ไม่ใช่อะไรค่ะ เกลาภาษามาสามชั่วโมง หากยังไม่สมูทพอ คงต้องให้เวลาในการแก้ไขอีก 5555 ยังไงก็ช่างขอให้ผู้อ่านได้อ่านก่อน ไว้ไรท์จะมาเกลาภาษาให้สละสลวยยิ่งขึ้นนะคะ ใครหยุดปีใหม่แล้วแวะเข้ามาอ่าน ก็ขอบคุณมากๆ เลยนะคะ ที่ยังคิดถึงนิยายของไรท์อยู่
และก็ขอบคุณทั้งคนที่ไม่ได้หยุดแต่ก็ยังหาเวลาเข้ามาอ่าน 555
ขอบคุณมากจริงๆ นะคะทุกคน ^_^ ตามที่จริงจะอัพวันเสาร์
แต่ใจดี อยากอัพวันนี้เผื่อภายภาคหน้าไรท์ลงช้า ไม่ตรงกำหนด คนอ่านจะได้ให้อภัยได้บ้าง กิกิ