ตอนที่ 31 เส้นขอบฟ้า
ผมมองไปยังปลายเส้นขอบฟ้าซึ่งอยู่แสนห่างไกล ดวงอาทิตย์ที่กำลังค่อย ๆ ปรากฏตัวขึ้นมาทอแสสีแดงฉานฉาบไปบนผืนน้ำ มองไปคล้ายกับเลือดไหลนองอยู่บนนั้นเป็นเวลาราว ๆ สองสัปดาห์ที่ผมมีชีวิตในอีกรูปแบบที่ผมไม่ได้คาดคิด หรือจะเรียกว่ากลับไปมีชีวิตตามที่เคยเป็นอยู่น่าจะถูกกว่าวายาเดินมานั่งข้าง ๆ ผมพร้อมแก้วกาแฟที่มีควันหอมกรุ่น ผมดีใจที่โดมินาริก็รู้จักการดื่มกาแฟ ซึ่งภายหลังวายาเล่าให้ผมฟังว่าจริง ๆ แล้วเซเปียนส์ต่างหากที่นำเอาวัฒนธรรมการดื่มกาแฟของโดมินาริไป ผมกล่าวขอบคุณเธอพร้อมกับยกแก้วขึ้นจิบ รสชาติของกาแฟในแก้วเข้มข้นหอมหวานมากกว่ากาแฟแก้วไหน ๆ ที่เคยดื่มมา ไม่ใช่เพียงเพราะนี่คือกาแฟที่เกิดจากเมล็ดที่สูญพันธุ์ไปแล้วในดินแดนของเซเปียนส์เท่านั้น แต่มันน่าจะเป็นเพราะจิตใจที่ผ่อนคลายลงของผมที่ทำให้รสชาติของกาแฟแก้วนี้เยี่ยมยอดอัลแบร์ กามู นักเขียนเซเปียนส์ชาวฝรั่งเศสเคยกล่าวไว้ว่า “ผมควรไปฆ่าตัวตาย หรือไปหากาแฟสักแก้วมาดื่มดี” ตอนนี้ผมก็รู้สึกกับรสชาติของกาแฟแก้วนี้แบบที่กามูกล่าวไว้โดยเฉพาะการมีเพื่อนใหม่ที่เข้าอกเข้าใจผมอย่างวายาอยู่ด้วยข้าง ๆ แบบนี้ ผมควรไปดื่มกาแฟสักแก้วมากกว่าไปหาเรื่องทำให้ตัวเองตายอยู่แล้ว เว้นแต่ภารกิจที่กรุงเทพนั่น... มันจะไม่มีอะไรที่ร้ายแรงเกิดขึ้นใช่มั้ย...หลังจากพูดคุยกับอาเบลเรียบร้อยแล้ว ผมรู้ว่ามีเวลาเหลืออีกราว ๆ สิบสองวันที่จะต้องเดินทางออกจากเรมูเลีย ไปยังกรุงเทพ เมืองหลวงของประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ชื่อว่าประเทศไทย ดินแดนที่หนึ่งในสภาทั้งสิบสองของชาวโดมินาริอยู่อาศัยมาหลายร้อยปี ...วายุ พวกเราจะไปทำภารกิจร่วมกับเขาที่นั่นและเพราะวายาต้องการจะตามเราไปด้วย วายาจึงต้องขออนุญาตจากไลคาออนพี่ชายของเธอเสียก่อน ซึ่งเธอก็ยอมรับว่ามันอาจจะไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะได้รับการอนุมัติจากไลคาออน ผมจึงตัดสินใจขออาเบลเดินทางกลับมาเซกเตอร์เก้าพร้อมกับเธอด้วย เพื่อเป็นกำลังใจให้กับเธออีกแรงและตอนนี้ เรากำลังนั่งมองพระอาทิตย์ขึ้นจากขอบฟ้าด้วยกัน ก่อนที่จะไปพบกับไลคาออนผมมองที่ปลายขอบฟ้าแล้วก็คิดว่ายังไม่จำเป็นต้องกังวลกับสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น และก็อยากอยู่อย่างนี้ไปนาน ๆ...และที่สำคัญผมไม่รู้เลยว่าจะเกิดเหตุการณ์เลือดไหลนองท้องทะเลขึ้นมาจริง ๆ.............................................................ข้ามปลายขอบฟ้าที่เส้นแบ่งเวลาทำให้เข็มนาฬิกาเดินช้ากว่าเรมูเลียสองชั่วโมงกลุ่มคนจำนวนหนึ่งนั่งอยู่บนสปีดโบ๊ทหลายลำที่แล่นฝ่าความมืดยามเช้าตรู่ออกสู่ทะเลเวิ้งว้าง แต่ละคนแต่งตัวด้วยชุดที่คล้ายกับชุดบาทหลวงสีดำ ไวฟอนและแลนจานั่งอยู่บนเรือคนละลำที่วิ่งขนานกันไปเมื่อสังเกตดูดี ๆ จะเห็นว่าที่ชุดของแต่ละคนนั้นมีความแตกต่างกันอยู่เล็กน้อยตรงแถบสีแดงที่อยู่บริเวณกลางลำตัว ไวฟอนและแลนจามีแถบสีแดงหนาอยู่สองแถบ ส่วนคนอื่น ๆ ก็มีจำนวนแถบและขนาดที่แตกต่างกันไปนอกจากเรือทั้งหมดนั่นแล้ว ยังมีคนอีกจำนวนหนึ่งที่ไม่ได้นั่งอยู่บนเรือ แต่กลับเคลื่อนตัวด้วยการบินล่องอยู่กลางอากาศด้วยความเร็วเท่า ๆ กันกับเรือที่แล่นไปบางคนลอยตัวได้ด้วยสิ่งที่คล้ายกับลมหมุนซึ่งเกี่ยวพันรอบ ๆ ขา บางคนก็ลอยตัวได้ด้วยสิ่งที่คล้ายปีกโปร่งแสงซึ่งติดอยู่ที่ด้านหลัง และบางคนก็เหมือนกับว่ากำลังวิ่งอยู่บนอากาศที่ว่างเปล่ายังไงอย่างนั้นแลนจาหันไปคุยกับผู้หญิงคนหนึ่งที่อยู่บนเรือลำเดียวกันกับเขา“อีกนานแค่ไหนเราจะไปถึงเป้าหมาย”“สักครู่ค่ะ”ผู้หญิงคนนั้นตอบรับพร้อมกับยืนขึ้นตรง เพียงครู่เดียวดวงตาของผู้หญิงคนนั้นก็เปลี่ยนเป็นสีขาวโพลนดุจหิมะต้องแสงอาทิตย์ไปทั้งดวงตา“ห่างไปด้านหน้านี้อีกสิบไมล์ทะเลค่ะ”ผู้หญิงคนนั้นตอบพร้อมกับชี้นิ้วมือไปทางด้านหน้าแลนจาพยักหน้าพร้อมกับหันไปหาผู้ชายอีกคนหนึ่ง “ช่วยเชื่อมต่อฉันกับทุกคนด้วย” จากนั้นก็พูดกับผู้หญิงผมสีทองตัวเล็ก ๆ อีกคนว่า “ขอแผนที่ด้วย”ทันใดนั้นแผนที่โปร่งแสงฉบับหนึ่งก็ลอยขึ้นมาที่ด้านหน้าของแลนจาที่ด้านบนซ้ายของแผนที่มีจุดเล็ก ๆ หลายจุดเกาะตัวกันมุ่งหน้าไปหาจุดใหญ่สีทึบที่กลางแผนที่“ทุกคนได้ยินฉันแล้วนะ ตอนนี้เราอยู่ห่างจากเป้าหมายประมาณสิบไมล์ทะเล ด้วยความเร็วของเราและลมหนุนน่าจะใช้เวลาอีกยี่สิบนาทีถึงเป้าหมาย”“เกฮาส เธอชะลอการเคลื่อนไหวของเป้าหมายเอาไว้แล้วใช่มั้ย”ผู้หญิงคนหนึ่งในชุดคลุมดำที่มีแถบหนาสีแดงหนึ่งเส้นนั่งอยู่บนสปีดโบ๊ทลำท้ายขบวน ได้ยินคำถามของแลนจา จึงตอบโดยไม่ลืมตาขึ้นมาว่า“ฉันควบคุมให้เรือของพวกมันวิ่งอยู่ในเพอร์เฟคเว็ทเธอร์ (สภาพอากาศสมบูรณ์แบบ) ของฉันแล้ว ไม่สามารถเร่งความเร็วหนีไปได้ง่าย ๆ แน่นอน”“ขอบคุณมากเกฮาส” แลนจาตอบกลับ จากนั้นก็เริ่มดำเนินแผนการโดยออกคำสั่งให้คนอื่น ๆ ต่อไป“สปิตฉันอยากให้เธอนำหน่วยนักเวทย์เวหาล่วงหน้าไปดักทางพวกมันไว้ก่อน และเตรียมลงมือเมื่อได้รับสัญญาณ”“รับทราบค่ะ”ผู้หญิงคนหนึ่งที่ลอยตัวอยู่ด้วยท่าทีที่เหมือนกับวิ่งอยู่บนอากาศรีบตอบรับคำสั่ง และกระจายคำสั่งต่อไปให้กับนักเวทย์คนอื่น ๆ ที่ลอยตัวอยู่รอบ ๆ เธอในทันที เพียงไม่นานกลุ่มนักเวทย์ที่ลอยตัวอยู่รอบ ๆ เรือก็พุ่งตัวนำหน้าขบวนเรือออกไป ชุดของเธอที่มีแถบแดงเหมือนกับเกฮาสปลิวไสวลู่ลมตามทิศทางที่การพุ่งตัวของเธอ“แล้วฉันล่ะแลนจา” ไวฟอนพูดขึ้นพร้อมกับพ่นควันบุหรี่ออกมาจนคละคลุ้งไปทั่วท้องเรือ“รอ” แลนจาตอบสั้น ๆ จนทำให้ไวฟอนต้องบ่นอุบอิบอยู่คนเดียวจากนั้นแลนจาก็ถ่ายทอดแผนการให้กับคนอื่น ๆ ที่เหลือ ด้วยการชี้นิ้วขีดลากเส้นสายต่าง ๆ ไปตามแผนที่ และออกคำสั่งกำกับให้แต่ละคนรู้ตัวว่าต้องทำอะไรบ้างเพื่อให้ภารกิจนี้สำเร็จตามเป้าหมายและเป้าหมายนั้นคือการหยุดยั้งแผนการร้ายของพวกกูลพวกโพรวิเดนซ์ได้เข้าตรวจสอบสภาพของซากห้องแล็บที่เหลือ และตามสืบจนเจอเจ้าหน้าที่ที่เคยทำงานในช่วงก่อนห้องแล็บถูกโจมตีคนหนึ่ง จนได้ความว่าไวรัสตัวนั้นถูกจัดเก็บอยู่ในหลอดทดลองที่สร้างขึ้นมาเป็นพิเศษซึ่งบรรจุอยู่ในกล่องป้องกันการกระทบกระเทือนแบบพิเศษซึ่งรองรับแรงกระแทกได้มากมายมหาศาล หนึ่งกล่องบรรจุไว้สิบสองขวด และที่ถูกขโมยมาคือทั้งหมดสามกล่อง ซึ่งแต่ละกล่องพอจะแพร่เชื้อให้คนทั้งมหานครที่มีคนมากกว่าสิบล้านคนอย่างกรุงเทพติดเชื้อได้ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งวันสาเหตุที่ไวรัสตัวนี้น่ากลัวมีอยู่สองประการก็คือ ประการแรกมันจะเข้าไปทำลายโครงสร้างของเซลล์ทั้งหมดในร่างของเหยื่อ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ระบบอวัยวะต่าง ๆ ล้มเหลว ส่วนประการที่สองก็คือการวิวัฒนาการของมัน มันเป็นเชื้อที่สามารถเพิ่มปริมาณตัวเองได้อย่างรวดเร็ว แพร่กระจายได้ทั้งจากการสัมผัส ทางของเหลวและทางอากาศ และวิวัฒนาการตัวเองเพื่อหลีกเลี่ยงสิ่งที่จะเข้ามาทำอันตรายกับมันได้อย่างไร้ข้อจำกัด นั่นแปลว่าเมื่อมันระบาดออกไป อัตราการเสียชีวิตของผู้ติดเชื้อแทบจะเป็นร้อยเปอร์เซ็นต์เลยทีเดียวดังนั้นภารกิจนี้ไม่ใช่เพียงแค่ต้องแย่งชิงไวรัสกลับมาให้ได้เท่านั้น แต่ต้องห้ามไม่ให้พวกกูลมีโอกาสเปลี่ยนไวรัสนั้นมาใช้เป็นอาวุธจัดการกับพวกเขาเอง เพราะทันทีที่ไวรัสรั่วไหลออกมาก็แปลว่าภารกิจแย่งชิงและสกัดกั้นครั้งนี้จะกลายเป็นภารกิจพลีชีพของทรินิตี้ที่เข้าร่วมภารกิจนี้ทุกคนไปในทันทีดังนั้นทรินิตี้ทุก ๆ คนที่เข้าร่วมภารกิจจึงตั้งอกตั้งใจฟังแผนการของแลนจาเพื่อไม่ให้เกิดการผิดพลาดใด ๆ ขึ้นมาได้ เว้นก็แต่ไวฟอนที่ทำท่าเบื่อหน่ายและไม่สนใจอยู่หลายครั้ง ขบวนเรือของทรินิตี้เข้าใกล้เรือบรรทุกสินค้าของพวกกูลมากขึ้นทุกที หน่วยนักเวทย์เวหาที่ออกตัวล่วงหน้าไปก่อนก็เข้าประจำจุดที่นัดหมายกันเอาไว้เพื่อรอสัญญาณกองเรือทั้งหมดเริ่มมองเห็นเขตพายุฝนฟ้าคะนองที่เกิดจากเวทย์มนตร์เพอร์เฟคเว็ทเธอร์ของเกฮาส ม่านน้ำฝนแบ่งแยกท้องทะเลออกเป็นสองส่วนอย่างเห็นได้ชัดเจน และพวกเขาก็สัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่น่าขนลุกซึ่งอยู่ถัดจากม่านน้ำฝนนั้นเข้าไปแลนจาลุกขึ้นแล้วออกไปยืนอยู่หน้าเรือลำที่เขาโดยสารมา ร่างกายของเขาที่ปกติดูบอบบางกลับปักหลักยืนได้อย่างมั่นคงอย่างน่าแปลกใจเขาหันมาไปหาผู้หญิงคนเดิมแล้วกล่าวว่า“ขอพิกัดเป้าหมายด้วย”ผู้หญิงคนนั้นเพ่งมองด้วยดวงตาสีขาวโพลนคู่นั้น“อยู่ตรงใจกลางของเพอร์เฟคเว็ทเธอร์พอดีค่ะ สิบห้าองศาที่ระยะสองไมล์ทะเล”แลนจาพยักหน้าขอบคุณ“เอาล่ะทุกคนหาที่เกาะเอาไว้ หน่วยเวทย์เวหารอสัญญาณเตรียมโจมตี แลนจาและผู้ใช้เวทย์โจมตีระยะไกลทุกคนเตรียมพร้อม”“รับทราบ” ทุกคนในที่นั้นกล่าวรับแทบจะพร้อมกันจากนั้นแลนจาก็กางมือทั้งสองข้างออก มองไปจากด้านหลังคล้ายกับเป็นรูปทรงของกางเขน มือทั้งสองข้างของเขาหงายขึ้นสู่ฟากฟ้าตัวของเขาเริ่มสั่นเบา ๆ แต่ดูเหมือนว่าแรงสั่นนั้นจะไม่ได้เกิดจากตัวของเขาเอง แต่มาจากพื้นของลำเรือที่สั่นไหว และสาเหตุที่ลำเรือนั้นสั่นไหวก็เพราะผืนน้ำรอบ ๆ บริเวณเริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลงจนผิวน้ำมีแรงปะทุออกมาคล้ายกับน้ำกำลังเดือดพล่านเขาค่อย ๆ ยกมือทั้งสองข้างของเขาขึ้นสูงจนเกือบเหนือหัวด้านหลังของกองเรือพลันเกิดคลื่นลูกใหญ่ที่สูงเหมือนตึกหลายชั้นขึ้นมา จนเรือโคลงเคลงไปหมด เมื่อหันกลับไปมองแล้วคลื่นลูกนั้นคล้ายกับกำแพงที่สร้างขึ้นมาด้วยมวลน้ำมหาศาลแลนจาผลักมือทั้งสองข้างของเขาออกไปทางด้านหน้าพร้อม ๆ กันกำแพงน้ำด้านหลังทะลายตัวลง ม้วนตัวกลายเป็นคลื่นลูกใหญ่ไหลมาด้วยความเร็วสูงเตรียมพร้อมจะกวาดเอาทุกอย่างที่ขวางทางมันให้จมลงสู่ใต้ทะเลดีพบลูดรีม (ความฝันสีน้ำเงินเข้ม) คือเวทย์มนตร์วารีที่แข็งแกร่งที่สุดเวทย์มนตร์หนึ่งซึ่งถ่ายทอดในหมู่ทรินิตี้ และแลนจาคือทรินิตีที่มีความสามารถใช้เวทย์มนตร์นี้โดดเด่นที่สุดในรอบหลายทศวรรษการจะใช้เวทย์มนตร์ที่แข็งแกร่งระดับนี้ออกมาได้จำเป็นต้องใช้มานาจำนวนมหาศาล แปลว่าแลนจาต้องกักเก็บมานาจำนวนนี้มานานเพื่อจะระเบิดมันออกมาในคราวเดียวแบบนี้ คลื่นลูกใหญ่นั้นพัดเอากองเรือของทรินิตี้ทั้งหมดไปไว้ด้านบนของยอดคลื่นแล้วก็ไหลต่ออย่างรุนแรงไปยังทิศทางเป้าหมายแลนจายังคงยืนนิ่งอยู่ที่หัวเรือและปล่อยให้สายลมสายน้ำสัมผัสตัวของเขาโดยไม่ไหวติงไวฟอนเดินออกมายังหัวเรือลำที่เขาอยู่“จะให้ฉันลงมือเมื่อไรบอกมาได้เลย ฉันพร้อมแล้ว”เขาจะโกนเสียงดังจนคนทั้งกองเรือเกิดความฮึกเหิมโดยทั่วกันสองนักเวทย์ที่โดดเด่นที่สุดในรอบหลายปีของทรินิตี้มาร่วมปฏิบัติภารกิจด้วยกันไม่มีอะไรอีกแล้วที่พวกเขาจะทำไม่สำเร็จ!จบตอนที่ 31