เล่มที่ 3 บทที่ 24
วูปด้านหน้าค่ายกลเขตใน ชายชราในชุดคลุมเงินคนหนึ่งกำลังยืนมองไปยังเบื้องหน้าโดยจดจ้องไปที่ยอดภูเขาไฟอย่างกังวล ก่อนที่ชายวัยกลางคนในชุดเขียวจะปรากฎตัวขึ้นที่ด้านข้าง“เกิดอะไรขึ้นผู้อาวุโสเซี่ย”“คารวะท่านเจ้าสำนัก ข้าเองก็มิรู้เช่นกัน ก่อนหน้านี้อยู่ดีๆกลิ่นอายของราชันย์แดงได้ปะทุขึ้น แต่สถานการณ์ตอนนี้..”เจ้าสำนักขมวดคิ้วแน่นก่อนจะเร่งถามขึ้นมาอีก “ท่านอย่ามัวอ้ำอึ้ง”“เมื่อครู่ข้าสัมผัสได้ถึงแรงกดดันของราชันย์น้ำเงินเคลื่อนไหวมายังยอดปล่องภูเขาไฟแล้ว”เจ้าสำนักแทบจะเข่าทรุดในทันที เพียงหนึ่งราชันย์เคลื่อนไหว สถานการณ์ก็ตึงเครียดมากพอแล้ว ต้องรู้ว่าสามผู้อาวุโสสูงสุดนั้นอยู่ในระดับจักรพรรดิขั้นที่ 1 ส่วนตัวเขาเองอยู่ในขั้นที่ 2 แต่ราชันย์อสูรทั้งสองนั้นตามบันทึกเมื่อหลายพันปีก่อนมันทั้งสองอยู่ในระดับจักรพรรดิขั้นที่ 1 แล้ว ผ่านมาหลายพันปีด้วยการบำเพ็ญตบะคาดว่าระดับของมันต้องไม่ต่ำกว่าจักรพรรดิขั้นที่ 2 แน่นอน‘เกิดอะไรขึ้นกันแน่ หรือต้องเรียกให้ท่านบรรพชนออกมา’ด้วยความร้อนรุ่มใจไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ความคิดที่ว่าจะมีศิษย์ของสำนักเข้าไปในอาณาเขตของราชันย์ทั้งสองนั้นไม่มีใครนึกถึงแม้แต่น้อย เพราะบริเวณยอดเขาทั้งสองอย่าว่าแต่ศิษย์ของสำนักเลยต่อให้ผู้อาวุโสระดับคลุมทองยังยากที่จะฝ่าแรงกดดันเข้าไปได้ผ่านไปอีกไม่กี่ลมหายใจ เงาร่างในชุดคลุมสีทองอีก 10 และชุดคลุมสีขาวอีก 3 ก็มาปรากฏด้านข้างของเจ้าสำนัก หนึ่งในชายชราชุดสีขาวคือผู้อาวุโสเหล่ยโหลวที่เป็นคนมอบป้ายประจำตัวให้กับหยางอี้ ด้วยความประหลาดใจผู้อาวุโสหลายคนอดถามออกมาไม่ได้“ท่านเจ้าสำนักเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ทำไมราชันย์แดงถึงเคลื่อนไหว?”“ฮึ่ม ! เหตุผลนั้นข้าเองก็มิรู้ แต่ที่แน่ๆไม่ได้มีเพียงราชันย์แดงที่เคลื่อนไหว”“ท่านอย่าบอกนะว่า...”“ถูกแล้ว ตอนนี้ราชันย์ทั้งสองได้เคลื่อนไหวและรวมตัวอยู่ด้านบนยอดเขา”คำตอบของเจ้าสำนักทำให้ผู้อาวุโสหน้ามืดทันที นี่เป็นวิกฤติของสำนักวิหารสวรรค์แล้ว คาดได้ว่าหนึ่งราชันย์จะมีระดับเท่ากับท่านบรรพชน หากเป็น หนึ่งต่อหนึ่งรวมกับผู้อาวุโสอีกหลายคนอาจจะพอสะกดข่มได้บ้าง แต่หากเป็นสองราชันย์นั้นเรื่องกลายเป็นว่าไม่สามารถทำอะไรได้เลยคนสิบห้าคนที่เป็นระดับแนวหน้าของสำนักยังคงยืนรวมกลุ่มกันด้านหน้า ด้วยไม่รู้เหตุแน่ชัดทำให้ไม่มีผู้ใดกล้ารุกล้ำเข้าไปในอาณาเขตของราชันย์ทั้งสอง ลังเลอยู่ครู่หนึ่งในที่สุดเจ้าสำนักจึงส่งเสียงลมปราณขึ้นไปยังยอดเขา“ท่านราชันย์ทั้งสอง ข้าคือเจ้าสำนักคนปัจจุบัน มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นหรือไม่พวกท่านถึงได้เคลื่อนไหวเช่นนี้”ชั่วขณะเดียวกับที่เสียงของเจ้าสำนักดังขึ้นมาคือเวลาที่ด้านบนปล่องภูเขาไฟปรากฎรอยแยกของมิติที่เสี่ยวเฮยออกมาเช่นกัน“ฮ่า ๆ เจ้างูน้อยทั้งสองเอ๋ย ยังไม่รีบทำความเคารพข้าผู้นี้อีก”ราชันย์ทั้งสองที่เต็มไปด้วยความหยิ่งผยองเมื่อโดนดูถูกเช่นนี้จึงบังเกิดโทสะ ปล่อยแรงกดดันมหาศาลออกมาทั่วบริเวณพร้อมกับคำรามลั่น“บังอาจ! เป็นเพียงสิ่งมีชีวิตที่เล็กจ้อยกลับโอหังกล่าววาจาเช่นนี้ต่อหน้าข้า!”เสี่ยวเฮยเพียงคลี่ปากน้อยๆยิ้มออกมาอย่างไม่แยแส(งูยิ้มฮ่าๆ) ส่วนหยางอี้ที่อยู่ด้านหลังนั้นไม่ต้องกล่าวถึงว่าจะแสดงท่าทีเช่นเสี่ยวเฮย ด้วยแรงกดดันระดับนี้เพียงพยุงตัวไม่ให้ล้มก็เต็มกลืนแล้วทว่าที่ด้านบนไม่ว่าจะเป็นเช่นไรก็ตาม แต่ที่ตีนเขานั้น หลังจากได้ยินเสียงคำรามของราชันย์แดงใบหน้าผู้อาวุโสคลุมทองทั้งสิบคนกลายเป็นซีดเผือดราวกับไก่ต้ม สามผู้อาวุโสหลักเองก็ใบหน้าดำมืดเช่นกันต่อหน้าคนอื่นแม้จะสูงส่งสักเพียงไหน แต่ต่อหน้าราชันย์ทั้งสองนี้พวกเขาไม่กล้าที่จะดูถูกเจ้าสำนักพลันอยากจะเป็นลมขึ้นมาทันที สำนักแห่งนี้มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน แต่จะมาจบลงในรุ่นของเขางั้นหรือ แล้วจะเอาหน้าที่ไหนไปพบบรรพบุรุษกัน ตอนนี้ได้แต่หวังพึ่งท่านบรรพชนแล้ว“ผู้อาวุโสเซี่ยจงเร่งไปเชิญท่านบรรพชนมาเดี๋ยวนี้ ข้าจะพยายามรั้งเวลาไว้ให้นานที่สุด พร้อมกับประกาศอพยพศิษย์ออกจากบริเวณเขาเดิมพันด้วย”กลิ่นอายของราชันย์ทั้งสองเพียงจำกัดอยู๋ในอาณาเขตเท่านั้น มิได้กระจายออกไปทั่วสำนัก เรื่องนี้นับว่าเป็นโชคดีของสำนักมิเช่นนั้นคงจะเกิดความโกลาหลจนยากจะควบคุมสถานการณ์ไว้ได้ด้านบนยอดเขา ราชันย์ทั้งสองจ้องมองไปยังเสี่ยวเฮยอย่างจริงจัง แม้จะบังเกิดโทสะจนล้นปริ่มที่โดนดูถูก ทว่าด้วยกลิ่นอายของงูน้อยสีดำตัวนี้แปลกประหลาดเกินไป มันคือกลิ่นอายโบราณที่พวกมันเหมือนจะรู้จักแต่ก็ไม่รู้จัก แน่นอนว่าเสี่ยวเฮยนั้นถูกผนึกไว้มานานแสนนาน ราชันย์ทั้งสองนั้นเป็นเพียงอสรพิษรุ่นหลังที่เกิดขึ้นมาได้ไม่กี่หมื่นปี ที่มันยังคงไม่รับรู้ถึงตัวตนของเสี่ยวเฮยและไม่รู้สึกเกรงกลัวนั้นเป็นเพราะมันคืออภิสิทธิ์ของสายเลือดบริสุทธิ์ที่สืบเชื้อสายโดยตรงจากยุคบรรพกาล เผ่าพันธ์ุอสรพิษนั้นเป็นสัตว์ที่มักมากในกาม ทำให้มีการผสมพันธ์ุข้ามเชื้อสายกันเป็นจำนวนมาก และมีน้อยยิ่งกว่าน้อยที่จะเป็นสายเลือดบริสุทธิ์ที่สืบเชื้อสายมาจากบรรพบุรุษที่เป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์จากยุคบรรพกาล“เป็นเพียงเชื้อสายของลูกหลานยังบังอาจมายโสต่อหน้าบรรพบุรุษ”เสี่ยวเฮยสบถออกมาอย่างไม่สบอารมณ์เท่าไหร่นัก เจ้าสองตัวนี้นับว่าเป็นปัญหาอยู่นิดหน่อย เดิมทีเป้าหมายที่ต้องการคือสัตว์อสูรระดับสวรรค์ขั้นสูง หากเป็นเพียงเชื้อสายต่ำต้อยที่บำเพ็ญตบะมาจนมีระดับสูงเช่นนั้นก็มิใช่ปัญหา เพียงแค่กลิ่นอายศักดิ์สิทธิ์ก็มากพอแล้วที่จะสยบพวกมัน แต่กับเจ้าสองตัวเบื้องหน้านี้ ทั้งสืบสายเลือดบริสุทธิ์มาจากยุคโบราณก็เพียงพอที่จะทำให้พวกมันไม่เกรงกลัวกลิ่นอายของเสี่ยวเฮยแล้ว อีกทั้งยังมีศักดิ์สูงถึงจักพรรดิขั้นที่ 3 นี่ยิ่งทำให้พวกมันเต็มไปด้วยความหยิ่งยโสเข้าไปใหญ่ เรื่องนี้อาจจะไม่จบง่ายๆดังคำพูดเสียแล้วสองราชันย์คำราม ฟ่อ หมายจะสกดข่มงูน้อยเบื้องหน้า ที่พวกมันยังไม่ลงมือนั้นเป็นเพราะกลิ่นอายเช่นนี้จะมาจากสัตว์อสูรสายเลือดศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น นี่ไม่ใช่เพราะเกรงกลัวแต่เป็นเพราะทายาทที่สืบเชื้อสายเช่นนี้ในปัจจุบันนั้นเหลือน้อยเป็นอย่างมาก และยิ่งเป็นสายพันธ์ุอสรพิษด้วยแล้วสามารถนับได้ด้วยนิ้วมือ ดังนั้นพวกมันจึงมองเสี่ยวเฮยเป็นเหมือนลูกหลานที่ควรค่าแก่การรักษาไว้ แต่เจ้างูน้อยตัวนี้นั้นปากเสียเกินไปทว่าในช่วงเวลาที่ราชันย์ทั้งสองระเบิดโทสะเตรียมจะโจมตีหยางอี้และเสี่ยวเฮยนั้น ดวงตาสีแดงฉานที่ตัดกับผิวหนังสีดำของเสี่ยวเฮยได้จ้องมองไปยังพวกมัน เมื่อสายตาของราชันย์ทั้งสองสบเข้ากับดวงตาสีแดงโลหิต ร่างกายพวกมันพลันชะงักก่อนจะแข็งค้าง เพราะสายตาคู่นั้นราวกับจะกลืนกินพวกมันไปทั้งตัว ด้วยสัญชาตญาณสองราชันย์ผงะถอยหลังก่อนจะระเบิดพลังของตนออกมาอย่างพร้อมเพรียง เปลี่ยนแอ่งกระทะด้านบนนี้ให้ฟากหนึ่งกลายเป็นทะเลเพลิงที่มีลาวาไหลย้อมไปทั้วพื้น ส่วนอีกฟากกลับกลายเป็นธารน้ำแข็งกระจายเกาะกุมไปทั่วบริเวณฝั่งขวาโดยทันทีตั้งแต่ต้นจนจบพวกมันกระทำไปเพราะสันชาตญาณโดยมิรู้ตัว ภายในสมองของพวกมันเพียงร้องบอกว่าสายตาเบื้องหน้าที่จดจ้องมานั้นน่ากลัวจนเกินไป และราชันย์ผู้สูงศักดิ์เช่นพวกมันนั้นมิอาจนับเป็นอะไรได้เลยเมื่ออยู่ต่อหน้าสายตาคู่นั้นเสี่ยวเฮยเห็นท่าทีของทั้งสองก็แสยะยิ้มแยกเขี้ยวออกมาอย่างพอใจก่อนที่เสียงเล็กแหลมของเขาจะดังออกมาอีกครั้งโดยมิได้รู้เลยว่าเด็กหนุ่มที่ยืนอยู่เบื้องหลังของเขานั้นตอนนี้ทั้งร่างกายชุ่มไปด้วยเหงื่อ หัวใจเต้นสั่นไปด้วยความตระหนกตกใจ เลือดบนใบหน้านั้นแทบจะไม่ไหลเวียนจนกลายเป็นซีดเผือด อาการอยู่ในสภาพที่ย่ำแย่ยิ่งนัก“เจ้าทั้งสองอย่าทำให้ข้าต้องยุ่งยาก จงยอมสยบและมอบดวงจิตของพวกเจ้าออกมาแต่โดยดี”