เพียงพริบตาเดียว เวลาก็ล่วงเลยถึงสามวันแล้ว
ตอนนี้ เวลาก็ผ่านเลยมาจนถึงกลางเดือนสิบเอ็ด
หิมะที่ตกลงมาอย่างไม่ขาดสายของเมืองฉางอันหยุดลงเป็นการชั่วคราวแสงแดดอันแสนอบอุ่นจึงสาดส่องลงมายังเมืองฉางอันได้บ้างเล็กน้อย
ในที่สุด ซูฉางอันก็สรุปความเสียหายของสำนักเทียนหลานเสร็จสิ้นเสียทีมู่กุยอวิ๋นจึงไปเรียกช่างซ่อมที่คุ้นเคยกันมาทำงานตั้งแต่เช้า...ช่างเหล่านี้เคยไปซ่อมจวนเสนาบดีให้มู่กุยอวิ๋นมาก่อนและในตอนนั้นพวกเขาก็เจรจาเรื่องราคากันเสร็จเรียบร้อย อาจเป็นเพราะอวี้เหิงพวกเขาจึงเรียกเก็บค่าซ่อมถูกอย่างเหลือเชื่อ คือน่าจะเรียกเก็บเพียงครึ่งของราคาจริงเท่านั้น
แต่ถึงกระนั้น ก็ยังเป็นจำนวนเงินที่หนักหนาไม่เบา ทั้งสำนักเทียนหลานก็ตั้งอยู่บนพื้นที่กว้างมากลำพังแค่กำแพงก็น่ายาวถึงห้าพันจั้งแล้ว เช่นนั้น แม้จะเป็นแค่การซ่อมแซมก็ยังมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าสามพันตำลึงทีเดียว
และจากการสรุปของกู่เซี่ยนจวิน ตอนนี้สำนักเทียนหลานมีเงินเหลือเพียงไม่ถึงห้าพันตำลึงเท่านั้นซึ่งเงินจำนวนนี้ เป็นจำนวนหลังรวมเงินหนึ่งพันตำลึงจากมู่กุยอวิ๋นเข้าไปแล้ว
หลังจ่ายเงินค่าซ่อมไป สำนักเทียนหลานก็เหลือเงินเพียงไม่ถึงสองพันตำลึงเท่านั้นทว่าอาคาร ห้องพัก และห้องรับแขกภายในสำนักที่ยังรอการซ่อมบำรุงกลับยังมีอีกมากเงินที่มีอยู่ในตอนนี้ ไม่เพียงพอต่อค่าแรงของช่าง ซึ่งไม่รวมค่าวัสดุซ่อมด้วยซ้ำ
ซูฉางอันนั่งอยู่หน้าประตูสำนักโดยมีเสียงพูดคุยระหว่างช่างซ่อมลอยเข้ามาให้ได้ยินเป็นระยะ
เขายื่นมือเข้าไปควานหาบางอย่างที่บริเวณอกเสื้ออยู่นานและหยิบกระดาษสีเหลืองแผ่นหนึ่งออกมาในที่สุดมันเป็นจดหมายที่อวี้เหิงทิ้งเอาไว้ให้นั่นเอง
เนื้อความในจดหมายมีเพียงไม่มาก...
มีเพียงสามเรื่องเท่านั้น
เรื่องที่หนึ่ง ซูฉางอันจะกลายเป็นผู้ดูแลสูงสุดรุ่นที่เก้าของสำนักเทียนหลานทันทีนับแต่วินาทีที่อวี้เหิงกลับเข้าสู่อ้อมกอดแห่งหมู่ดาว และแม้สำนักเทียนหลานจะมีหน้าที่คือการปกป้องสรรพชีวิตแต่อวี้เหิงกลับไม่เรียกร้องให้ซูฉางอันทำอะไรมากมาย โดยหวังเพียงให้เขาไม่ทำในสิ่งที่เป็นผลร้ายต่อสรรพชีวิต
เรื่องที่สอง สำนักเทียนหลานยังมีศิษย์อีกหลายคนซึ่งบัดนี้อยู่ระหว่างการเรียนรู้และฝึกตนในต่างถิ่นและทันทีที่ข่าวการตายของเขากระจายออกไปศิษย์สี่คนในนั้นต้องเดินทางกลับมาอย่างแน่นอน
เรื่องที่สาม สำนักเทียนหลานมีสมบัติล้ำค่าอยู่สามสิ่งด้วยกันได้แก่กระบี่ศักดิ์สิทธิ์ สิบทิศ ดาบศักดิ์สิทธิ์ เก้าผจญ และหอเชื่อมดาราที่ใครๆต่างก็หมายตา สมบัติทั้งสาม เป็นของที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษซึ่งหอเชื่อมดาราถือเป็นฐานและแหล่งกำเนิดของสำนักเทียนหลานจึงปล่อยให้ไปตกอยู่ในมือของผู้อื่นไม่ได้เด็ดขาด
เมื่ออ่านมาจนถึงตรงนี้ ซูฉางอันก็ก้มหน้าลงต่ำ ขมวดคิ้วมุ่นขึ้น
กระบี่สิบทิศก็คือกระบี่ที่อยู่ในฝักซึ่งห้อยอยู่เบื้องหลังของเขาส่วนดาบเก้าผจญ ในจดหมายระบุเอาไว้ชัดเจนว่าเป็นดาบที่มั่วทิงอวี่ทิ้งเอาไว้ให้เขาแต่นอกจากเชื่อมพลังกับดวงดาราบนเขาโยนหยุนในวันนั้นซูฉางอันก็ไม่รู้สึกว่ามันมีความพิเศษตรงไหนอีกเลย ไม่รู้เหมือนกันว่าเหตุใดมันถึงถูกยกย่องให้เป็นสมบัติล้ำค่าของสำนักเทียนหลานเหมือนกับกระบี่สิบทิศส่วนเรื่องของหอเชื่อมดารา ในจดหมายมีวิธีเปิดระบุอยู่ด้วยแต่ด้วยพลังที่ซูฉางอันมีในตอนนี้ เรื่องการเปิดหอเชื่อมดาราจึงเป็นเพียงเรื่องเพ้อฝันที่เป็นไปไม่ได้
ขณะคิดเรื่องเหล่านี้ไปพลางๆ จู่ๆมือของใครบางคนก็มาแตะที่แผ่นหลังของเขาเบาๆ มันทำเอาซูฉางอันสะดุ้งตกใจและได้สติกลับมาในที่สุด
แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้หันกลับไปมอง ร่างของมู่กุยอวิ๋นก็นั่งลงที่ข้างๆเสียแล้ว
“กำลังคิดอะไรอยู่หรือ?” มู่กุยอวิ๋นถามขณะมองไปที่ถนนอันแสนว่างเปล่าหน้าสำนัก
ซูฉางอันส่ายหน้า แล้วตอบกลับไป “ไม่มีอะไร”
“หน้านิ่วคิ้วขมวดแบบนี้ ยังจะบอกว่าไม่มีอะไรอีก” มู่กุยอวิ๋นไม่พอใจกับท่าทางปิดบังและหาข้ออ้างแบบขอไปทีของซูฉางอัน เขาเลิกคิ้ว พลางพูดขึ้นเช่นนั้น
ซูฉางอันถอนหายใจออกมาเบาๆ เขารู้ดีว่าตนไม่เก่งเรื่องการปิดบังความในใจหลังครุ่นคิดอยู่เพียงเล็กน้อย จึงยอมพูดออกไปในที่สุด
“ข้ากำลังคิดว่าเหตุใดคนพวกนั้นถึงยังไม่ลงมืออีกพวกเขาอยากชิงของบางไปอย่างจากข้า หรือไม่ก็จากสำนักเทียนหลานตั้งนานแล้วตอนนี้อาจารย์ปู่ก็กลับเข้าสู่อ้อมกอดของหมู่ดาวแล้ว นี่ควรเป็นโอกาสลงมือที่ดีที่สุดของพวกเขาสิถึงจะถูกแต่พวกเขากลับไม่มีความเคลื่อนไหว ข้ากลัวว่า...”
“กลัวว่าพวกเขาจะใช้วิธีที่รุนแรงและเด็ดขาดที่สุดทันทีที่ลงมือและหากเป็นเช่นนั้น ด้วยพลังที่มีในตอนนี้ เจ้ากลัวว่าตัวเองจะต้านเอาไว้ไม่อยู่ใช่ไหม?”มู่กุยอวิ๋นร่ายความกลัดกลุ้มของซูฉางอันออกมาจนหมดในประโยคเดียว
“อืม” ซูฉางอันพยักหน้าตอบ จากนั้นจึงพูดขึ้นอีกครั้ง “ความจริงเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเจ้าเลยสักนิด เจ้าไม่เห็นต้องมาอยู่กับข้าแบบนี้เลย”
สิ่งที่ซูฉางอันพูดออกไป ล้วนเป็นความจริงจากใจทั้งสิ้นและที่เขาพูดออกไปตรงๆ เพราะเขาเห็นว่ามู่กุยอวิ๋นเป็นเพื่อนและเขาเองก็รู้สึกชื่นชมมู่กุยอวิ๋นมากอยู่ไม่น้อย แต่อย่างไรเสีย พวกเขาก็เพิ่งจะรู้จักกันได้เพียงไม่นานอีกอย่าง ในสถานการณ์เช่นนี้ หากพลั้งพลาดแม้แต่ก้าวเดียวก็อาจนำมาซึ่งภัยร้ายแรงซึ่งอาจจะทำให้เขาเอาชีวิตไม่รอดด้วยซ้ำ เขารู้สึกเช่นนั้นจริงๆ รู้สึกว่ามู่กุยอวิ๋นไม่จำเป็นต้องเอาตัวเองเข้ามาพัวพันกับเรื่องอันตรายแบบนี้เพราะเขาเลย...
ทว่ามู่กุยอวิ๋นกลับถามระคนหัวเราะกลับไป “ฉางอันเจ้าคิดว่าคนในเมืองฉางอัน ใครกันที่คิดจะลงมือทำร้ายเจ้าจริงๆ?”
ซูฉางอันชะงักไป ก่อนจะเอ่ยขึ้นอีกครั้งหลังหยุดคิดไปครู่หนึ่ง “สำนักปาฮวงซือหม่าสวี่...”
“อืม แล้วสำนักปาฮวงกับซือหม่าสวี่เป็นพวกของใคร?”
“องค์รัชทายาท?” ซูฉางอันเริ่มเข้าใจแล้วว่ามู่กุยอวิ๋นกำลังหมายถึงสิ่งใดกันแน่แต่เขาก็ยังไม่มั่นใจอยู่ดี จึงตอบด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความสงสัยออกไป
“ถูกต้อง ความสัมพันธ์ของคนในเมืองฉางอัน แม้จะดูสลับซับซ้อน แต่หากสรุปได้ว่าใครเป็นพวกของใครได้เรื่องก็ง่ายขึ้นเยอะ” มู่กุยอวิ๋นหันหน้ามามองซูฉางอัน “สุดท้ายแล้ว นี่ก็เป็นศึกชิงอำนาจขององค์ชายห้ากับองค์รัชทายาทไม่ว่าเจ้าจะอยากหรือไม่ ทว่านับแต่การประลองในงานเฉลิมพระชนมพรรษาขององค์จักรพรรดิเจ้าก็ได้ชื่อว่าเป็นพวกขององค์ชายห้าไปแล้ว ส่วนข้า เพราะเรื่องของซือหม่าฉางเสว่กับท่าทีของท่านพ่อตอนนี้ พวกเราถูกจัดเป็นพวกเดียวกับองค์ชายห้าเช่นกัน”
“ศึกชิงอำนาจในครั้งนี้ใกล้จะเปิดฉากขึ้นเต็มที หากซือหม่าสวี่กับสำนักปาฮวงลงมือกับเจ้าในเวลานี้แม้ผิวเผินอาจดูเหมือนทำไปเพราะต้องการตำแหน่งและสมบัติของสำนักเทียนหลานแต่หากลองมองลึกเข้าไป นั่นเป็นการทำลายอำนาจขององค์ชายห้าต่างหากและแม้ข้าจะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างเจ้ากับองค์หญิงทั้งยังไม่รู้ว่าความสัมพันธ์ของพวกเจ้าในตอนนี้เป็นเช่นไรแต่เพราะเจ้าเลือกข้างในงานเฉลิมพระชนมพรรษาขององค์จักรพรรดิไปแล้ว ดังนั้นก่อนศึกชิงอำนาจในครั้งนี้จะจบลง ไม่ว่าอย่างไรองค์ชายห้าก็ไม่มีทางลงมือทำร้ายเจ้าแน่นอกจากนี้ เขายังจะปกป้องเจ้าเสียด้วยซ้ำ เพราะมีเพียงทางนั้นเขาจึงจะได้รับการสนับสนุนและได้รับความเชื่อใจจากคนอื่นๆ มากขึ้น”
“ดังนั้น การที่ข้าช่วยเจ้า ก็เท่ากับช่วยตัวข้าเองด้วย อย่างไรเสียเจ้าก็เป็นตัวแทนของสำนักเทียนหลาน แม้ท่านอวี้เหิงจะจากไปแล้วแต่สำหรับชาวต้าเว่ย ไม่ว่าสำนักไหนก็ไม่อาจเทียบกับสำนักเทียนหลานได้ทั้งนั้นเจ้าจึงถือเป็นหมากที่สำคัญมากในศึกชิงอำนาจครั้งนี้ เหตุนี้องค์ชายห้าจึงต้องหาทางปกป้องเจ้าเอาไว้ให้ได้ เพราะมีเพียงเช่นนี้เขาจึงจะมีอำนาจมากพอจะสู้กับองค์รัชทายาทได้”
มู่กุยอวิ๋นพูดมีเหตุผลมาก คำพูดของเขาทำให้ซูฉางอันเข้าใจสถานการณ์ทางอำนาจภายในเมืองฉางอันมากขึ้นกว่าเดิมและในตอนที่เขากำลังจะกล่าวขอบคุณนั่นเอง จู่ๆ มู่กุยอวิ๋นก็ลดความจริงจังบนใบหน้าลงจากนั้นก็ถอนหายใจ แล้วประกายรอยยิ้มขึ้นมาแทน
“ที่ข้าพูดไปเมื่อครู่ เป็นสิ่งที่ท่านพ่อเคยสอนข้ามันทั้งยาวแถมยังเข้าใจยากอีก ข้าไม่ชอบเลย และตอนนี้ข้าอยากบอกสิ่งที่ตัวเองคิดออกไปบ้าง เจ้าอยากฟังไหม?”
ซูฉางอันพยักหน้า “โปรดชี้แนะด้วย”
จู่ๆ สายตาที่มู่กุยอวิ๋นมองมายังซูฉางอันก็เปลี่ยนไปเป็นลึกซึ้งลึกซึ้งจนซูฉางอันอึ้งไปเลยทีเดียว เขารู้สึกขนลุกไปหมด
หากกู่เซี่ยนจวินหรือชิงหลุนมองเขาด้วยสายตาเช่นนี้ แม้จะรู้สึกไม่เคยชินแต่นั่นก็เป็นเพราะความเขินอายหรือความหวั่นไหวในหัวใจเป็นเหตุแต่เมื่อถูกชายที่มีรุ่นราวคราวเดียวกันมองด้วยสายตาเช่นนี้ เขาอดรู้สึกขนลุกไม่ได้เลยจริงๆ
“ข้าชอบเจ้า” มู่กุยอวิ๋นบอกแบบนั้น
ซูฉางอันอึ้งไปทันที ก่อนจะกระโดดเหยงขึ้นมายืนตะลึง เหมือนแมวถูกเหยียบหางไม่ผิดเพี้ยนเขาถอยกลับไปด้านหลังหลายก้าว พลางมองมายังมู่กุยอวิ๋นด้วยความตื่นตะลึง เขาขนลุกซู่ไปทั้งตัวขณะที่สายตาก็อัดแน่นไปด้วยความรู้สึกชวนพิสดารที่ไม่อาจอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้
แต่จู่ๆ มู่กุยอวิ๋นก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาซึ่งเสียงหัวเราะที่ดังกึกก้องและเต็มไปด้วยความสดใสของเขาก็เรียกให้ช่างที่กำลังซ่อมกำแพงอยู่หันกลับมามองกันเป็นระนาว
ในที่สุด ในตอนที่มู่กุยอวิ๋นหัวเราะจนตัวงอ ซูฉางอันก็กระจ่างเสียทีว่าแท้จริงแล้วมู่กุยอวิ๋นกำลังพูดล้อเล่นกับเขาอยู่นั่นเอง
เขามีสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย จากนั้นก็ลอบรู้สึกขายหน้าขึ้นในภายหลัง
ทว่าในตอนนั้นเอง จู่ๆ มู่กุยอวิ๋นก็เดินเข้ามาหาแล้วใช้มือคล้องแขนของเขาเอาไว้ “ที่ข้าบอกว่าชอบเจ้าน่ะแปลว่าชอบนิสัยของเจ้าต่างหาก”
“แม้พวกเราจะรู้จักกันได้เพียงไม่นาน แต่เจ้ากับสตรีที่ชื่อหรูเยี่ยนก็ไม่ได้สนิทกันไม่ใช่รึแต่ถึงเป็นเช่นนั้น เจ้าก็ยังบุกไปที่จวนของเป่ยทงเสวียนเพื่อทวงความยุติธรรมให้นางข้า มู่กุยอวิ๋นเป็นถึงอันดับหนึ่งของอันดับปฐพีเชียวนะ ตอนที่ข้าได้เป็นจอมดาราเจ้ายังนั่งเล่นโคลนที่เมืองฉางเหมินอยู่เลยกระมั้ง? ขนาดเจ้ายังยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อคนอื่นแล้วเหตุใดข้าจะยอมทุ่มชีวิตเพื่อเพื่อนบ้างไม่ได้!”
พอพูดจบ เขาก็หันมายักคิ้วหลิ่วตาให้ซูฉางอัน พลางพูดไปด้วย “แล้วเจ้าล่ะเจ้าชอบข้าหรือเปล่า?”
ซูฉางอันรู้สึกพูดไม่ออกไปในทันที ในตอนนี้ ภาพพจน์ของนักดาบยอดฝีมือแสนเย็นชาเช่นเดียวกับมั่วทิงอวี่และฉู่ซีฟง ของมู่กุยอวิ๋นในสายตาซูฉางอันถูกทำลายลงจนหมดสิ้น
เขาปัดมือของมู่กุยอวิ๋นที่คล้องแขนตนออก จากนั้นก็พูดเสียงดุ“แต่ข้าไม่ชอบเจ้า”
“หา? แล้วเจ้าชอบใครละ?” มู่กุยอวิ๋นยังคงยื่นมือมาคล้องคอซูฉางอันอย่างไม่ใส่ใจ“เป็นโหวเยแห่งตระกูลกู่ หรือเป็นอาจารย์อาที่เป็นนักรบแห่งดาราจักรคนนั้น?”
คำถามนี้ ทำให้อารมณ์ที่เริ่มดีขึ้นเรื่อยๆของซูฉางอันกลับไปเป็นตึงเครียดอีกครั้ง เขาคิดอย่างตั้งใจอยู่นานจึงพูดขึ้นอย่างไม่สู้มั่นใจนัก“ข้าชอบโม่โม่...”
“โม่โม่?” มู่กุยอวิ๋นชะงักไป แน่นอนเขาดูออกว่าซูฉางอัน กู่เซี่ยนจวินและชิงหลุนต้องมีความรู้สึกที่ไม่ธรรมดาต่อกันแน่ๆ และจากที่เขารู้จักซูฉางอันหากคนตรงหน้าบอกว่าไม่รู้ หรือไม่แน่ใจก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร แต่ตอนนี้ คนที่ชื่อโม่โม่เป็นใครกันแน่?มู่กุยอวิ๋นอดรู้สึกประหลาดใจไม่ได้เลยจริงๆแต่เขายังไม่เคยเจอผู้หญิงคนนี้มาก่อนหรือจะเป็นคนที่โตมาด้วยกันในบ้านเกิดของซูฉางอัน?
เขาเผยประกายรังสีแห่งการหยอกล้อขึ้นในแววตา “ไม่เลวนี่คิดไม่ถึงเลยว่าระหว่างที่เจ้าเที่ยวจีบคนอื่นไปทั่วจะยังมีผู้หญิงซ่อนอยู่บ้านเกิดอีกคน ในด้านนี้เจ้ามีพรสวรรค์มากกว่าพี่ชายอย่างข้านะ!”
“พี่ชายบ้าบออะไรกัน?” ซูฉางอันกลอกตาใส่มู่กุยอวิ๋นเขาไม่อยากถกเรื่องนี้ให้ลึกไปอีก เพราะจนถึงบัดนี้เขาก็ยังไม่ค่อยเข้าใจสักเท่าไรนักว่าการชอบแท้จริงแล้วเป็นเช่นไรกันแน่ อีกอย่างตอนนี้เขาก็ไม่มีเวลาไปสนเรื่องพวกนั้นด้วย
“ข้าอายุยี่สิบสี่แล้ว เจ้าละ?”
“สิบเจ็ด...” ซูฉางอันตอบกลับไป
“เห็นไหม ข้าโตกว่าเจ้า ย่อมต้องเป็นพี่ชายของเจ้าอยู่แล้ว!” มู่กุยอวิ๋นพูดด้วยท่าทางสมเหตุสมผล
“...” ซูฉางอันรู้ดีว่าสิ่งที่มู่กุยอวิ๋นพูดมีเหตุผลแต่เขารู้สึกว่าการที่จู่ๆ ก็มีพี่ชายเพิ่มขึ้นมาอีกคนเช่นนี้ช่างเป็นเรื่องที่น่าอายเหลือเกิน จึงเลือกที่จะนิ่งเงียบไปเสียดีกว่า
“แย่แล้ว!”ทว่าในตอนนั้นเอง จู่ๆฝานหรูเยว่ที่เพิ่งกลับมาจากการจ่ายตลาดก็วิ่งเข้ามาหาด้วยท่าทางรีบร้อน
นางเดินมาหยุดอยู่เบื้องหน้าซูฉางอันกับมู่กุยอวิ๋น จากนั้นก็อ้าปากราวต้องการจะพูดบางอย่าง แต่เพราะรีบวิ่งมาหา ผนวกกับความร้อนรนในใจ นางจึงพูดอะไรไม่ออกเลยแม้แต่คำเดียว
“อย่ารีบร้อนไป ค่อยๆ พูดเถอะ” เมื่อได้เห็นท่าทางของนาง มู่กุยอวิ๋นจึงพูดขึ้นเช่นนี้
ฝานหรูเยว่ก็ตระหนักได้แล้วว่าตนต้องใจเย็น แต่นางก็พูดอะไรไม่ออกเสียทีเหตุนี้ สาวน้อยจึงใช้มือตบไปที่หน้าอกของตัวเองเบาๆ เพื่อทำให้ใจเย็นลงเป็นเวลาสักพัก กว่านางจะเลิกหอบหายใจ “ตอนข้าออกไปจ่ายตลาดที่ถนนจูเชว่ข้าได้ยินผู้คนมากมายกำลังวิพากษ์วิจารณ์กันอยู่” นางพูดขึ้นอย่างรีบร้อน
“พวกเขาบอกว่า คุณชายซูเป็นคนนำสัตว์ประหลาดในวันนั้นเข้ามาในเมืองบอกว่าสัตว์ประหลาดตัวนั้นเป็นสัตว์ประหลาดจากเผ่าปีศาจที่เข้ามาเพื่อทำร้ายท่านอวี้เหิง!”