ชีชีนึกรังเกียจทั้งสายตาและท่าทางของอีกฝ่ายนัก“คุณเป็ใคร? มีธุระอะไรกับฉันหรือคะ?”
“ฉันชื่อหลินเสี่ยวหรู อยู่คณะศิลปกรรมทหาร เป็ ‘สหายร่วมรบที่ดี’ของลู่เหย่ค่ะ”
หลินเสี่ยวหรูจงใจเน้นคำว่า‘สหายร่วมรบที่ดี’ หนักเป็พิเศษ
“อย่างนั้นเหรอคะ? ไว้ถ้าว่างก็เชิญไปนั่งเล่นที่บ้านได้นะพอดีฉันต้องไปซื้อของมาจัดเรือนหอต่อ คงคุยด้วยไม่ได้แล้วล่ะค่ะ”
ชีชีเองก็จงใจเน้นคำว่า‘จัดเรือนหอ’ ให้ดังฟังชัดเช่นกัน
ในใจพลางลอบแค่นยิ้มยัยยอดหฤทัยนี่มันยังไงกัน? คิดจะมางัดกับเธอเรอะยังอ่อนหัดไปหน่อยนะแม่คุณ
เธอไม่สนว่าใบหน้าของหลินเสี่ยวหรูจะบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเพียงใดชีชีฮัมเพลงเบาๆ พลางเดินทอดน่องออกไปอย่างไม่ยี่หระ
“ติ๊ง! ตรวจพบ ‘ระบบ่ชิงวาสนา’ ในตัวหลินเสี่ยวหรู ้า่ชิงหรือไม่?”
‘หืม... ยัยดอกบัวขาวนี่ร้ายไม่เบาเลยแฮะถึงขั้นอาศัยการยืมโชคจากคนอื่นมาเสริมบารมีตัวเอง ดูท่าจะไม่ใช่คนดีแน่ๆ เอาสิต้องเอาอยู่แล้ว!’
“ติ๊ง! เริ่มต้นกระบวนการ่ชิงระบบ่ชิงวาสนาโฮสต์จำเป็ต้องขัดขวางพฤติกรรมการยืมโชคของหลินเสี่ยวหรูให้ครบ 3 ครั้ง ไม่จำกัดระยะเวลา”
‘เอ่อ... ก็คือให้ไปป่วนว่างั้นเถอะ งานถนัดเลยล่ะ ถูกใจเจ๊เหลือเกิน!’
ชีชีรู้สึกร่าเริงขึ้นมาทันทีความขุ่นมัวในใจสลายหายไปเป็ปลิดทิ้ง ฝีเท้าที่ก้าวเดินดูเบาสบายขึ้นกว่าเดิมมาก
‘เปิดเกมมาก็ชนะขาดเลย พอไม่มีระบบ่ชิงวาสนาแล้วดูซิว่าหล่อนจะเอาอะไรมาสู้กับฉัน?
คิดจะแย่งผู้ชายของฉันเหรอเหอะ ต่อให้ฉันไม่เอา ฉันก็ไม่ยกให้หล่อนหรอก’
ชีชีกำลังอารมณ์ดีแต่แล้วก็ชะงักเท้าลง ‘ระบบ ระบบ...ถ้าฉันแย่งระบบของหล่อนมา ฉันก็จะมีสองระบบสิ แล้วฉันต้องฟังคำสั่งใครล่ะ?’
“ติ๊ง! จะไม่มีสองระบบค่ะพื้นที่มิติน้ำพุิญญาจากภารกิจ่ชิงครั้งแรกถือเป็รางวัลสำหรับมือใหม่ส่วนระบบที่ถูก่ชิงหลังจากนี้จะเปลี่ยนเป็พลังงานเพื่อให้ระบบหลักอัปเกรดตัวเอง”
‘นี่ยังเทพไม่พออีกเหรอ ต้องอัปเกรดอีก?’
“การเรียนรู้ไม่มีที่สิ้นสุดค่ะ”
‘โอเค ฉันยอมแล้ว’
ชีชีอารมณ์ดีเดินไปสอบถามทหารยามจึงได้รู้ว่าหากจะซื้อของต้องเข้าไปในตัวเมืองซึ่งถ้าขับรถไปก็ใช้เวลาครึ่งชั่วโมง
เธอก้มมองเท้าคู่นี้ของตัวเองแล้วก็ไม่มีความกล้าพอจะเดินไปจริงๆ
ในใจคิดว่าต้องซื้อจักรยานสักคันไม่อย่างนั้นวันข้างหน้าคงเดินจนขาถ่างแน่
ทหารยามเห็นชีชีทำท่าลำบากใจจึงรีบเสนอแนะ“พี่สะใภ้ รอรถขนส่งของหน่วยผ่านมาสิครับเดี๋ยวฝากเขาไปลงในเมืองได้”
ั์ตาของชีชีเป็ประกายขึ้นมาทันที“ทำแบบนั้นได้ด้วยเหรอคะ?”
“ได้แน่นอนครับ เดี๋ยวผมช่วยดูให้ ถ้ารถมาผมจะโบกให้เอง”
“สหายท่านนี้ ขอบคุณมากจริงๆ นะคะ”
ชีชีหยิบลูกอมออกมาอีกหนึ่งกำมือใส่มือเขา
“พี่สะใภ้ ไม่ต้องหรอกครับ มันเยอะไป”
“ให้ก็รับไว้เถอะค่ะ ฉันเพิ่งมาถึงที่นี่ใหม่ๆวันข้างหน้าคงมีเื่ต้องรบกวนคุณอีกเยอะ”
“พี่สะใภ้ มีอะไรก็เรียกใช้ได้เลยครับ อะไรที่ช่วยได้ผมช่วยเต็มที่แน่นอน”
“ตกลงค่ะ ฉันจะไม่เกรงใจคุณอย่างแน่นอน”
ขณะที่ทั้งคู่คุยกันรถขนส่งของหน่วยก็แล่นมาพอดี ด้วยความช่วยเหลือของสหายทหารยามชีชีจึงได้ติดรถเข้าเมืองไปอย่างราบรื่น
สหกรณ์รัฐในตัวเมืองไม่ใหญ่นักเทียบกับที่เมืองจิงไม่ได้เลย
โชคดีที่ของใช้ค่อนข้างครบถ้วนทั้งของกินของใช้พื้นฐานมีหมด เพียงแต่ประเภทของสินค้าอาจจะมีให้เลือกไม่มากนัก
“สหายคะ ฉันอยากซื้อเครื่องเรือนค่ะ”
“้าอะไรบ้างคะ?” พนักงานที่นี่ดูมีไมตรีจิตมากกว่าที่เมืองจิง“คุณเป็ภรรยาของนายทหารที่เพิ่งมาใหม่ใช่ไหมคะ?”
“ใช่ค่ะ เพิ่งมาถึงวันนี้เอง ในบ้านยังไม่มีอะไรเลย”
“ตามสามีมาอยู่กองทัพถือเป็เกียรติค่ะ อยากได้อะไรบอกฉันได้เลย”
“คุณใจดีจังเลยค่ะ” ชีชีส่งลูกอมให้เธอหนึ่งกำมือ“ของที่ฉัน้ามีค่อนข้างเยอะนะคะ”
“ตายจริง เกรงใจจังเลย” พนักงานปากก็ปฏิเสธแต่ขยับมือเก็บลูกอมลงกระเป๋าอย่างรวดเร็ว “ว่ามาเลยค่ะเดี๋ยวฉันจดไว้ก่อน”
“ฉัน้าเตียงคู่หนึ่งหลัง ตู้เสื้อผ้าใบใหญ่หนึ่งตู้ โต๊ะเขียนหนังสือตู้ห้าลิ้นชัก หีบไม้การบูรสองใบ ตู้กับข้าว โต๊ะกินข้าวแล้วก็เก้าอี้อีกสี่ตัวค่ะ”
“ได้ค่ะ มีอย่างอื่นอีกไหม?”
“มีค่ะ เอาหม้อเหล็ก จานสี่ใบ ชามสี่ใบ กระติกน้ำร้อนสองใบกะละมังเคลือบสี่ใบ แก้วน้ำ...”
ชีชีร่ายรายการของทุกอย่างที่จำเป็ต้องใช้ในบ้านออกมาแทบทั้งหมด
“สหายคะ ที่นี่มีจักรยาน นาฬิกาข้อมือ แล้วก็จักรเย็บผ้าไหมคะ?”
“มีค่ะ มีครบเลย แต่ต้องใช้ตั๋วซื้อนะคะ”
“ตกลงค่ะ เดี๋ยวขอคำนวณราคาทั้งหมดให้ก่อนนะคะ...ทั้งหมดเก้าร้อยยี่สิบแปดหยวนนะคะ”
ชีชีจ่ายเงินและตั๋วอย่างคล่องแคล่ว“สหายคะ นอกจากจักรยานนี้ของที่เหลือช่วยไปส่งที่เขตบ้านพักทหารให้หน่อยได้ไหมคะ?”
“ได้แน่นอนค่ะ แต่ต้องรอสักครู่นะคะ”
“ไม่เป็ไรค่ะ ขอแค่ส่งถึงก่อนมืดก็พอ”
นอกจากของจิปาถะพวกนี้แล้วชีชียังซื้อตะกร้าสานสองใบผูกติดไว้ที่เบาะหลังจักรยาน
“สหาย งั้นฉันกลับไปรอที่บ้านก่อนนะคะ”
“กลับเถอะค่ะ วันนี้ส่งถึงบ้านแน่นอน”
คนในยุคนี้ส่วนใหญ่ยังซื่อสัตย์ไร้เล่ห์เหลี่ยมชีชีจึงไม่กังวลว่าอีกฝ่ายจะเบี้ยว
หญิงสาวปั่นจักรยานคันใหม่กลับบ้านอย่างสบายอารมณ์
แน่นอนว่าซื้อตะกร้ามาแล้วจะปล่อยให้ว่างเปล่าได้อย่างไรในนั้นถูกเธอเติมจนเต็มด้วยข้าวสาร แป้ง น้ำมัน และผักต่างๆ
ซึ่งแน่นอนว่า...ของพวกนี้เธอหยิบออกมาจากพื้นที่มิติทั้งสิ้น
อะไรประหยัดได้ก็ต้องประหยัดเพราะเงินที่ลู่เหย่ให้มาถูกใช้ไปแล้วครึ่งหนึ่ง
หลังจากนี้คงต้องเริ่มคิดหาทางทำเงินเสียแล้ว
ยังไม่ทันมืด่บ่ายแก่ๆ ของก็มาส่งถึงที่ ขนมาเต็มรถเข็นวัวถึงสามคัน
คนส่งของเห็นว่าที่บ้านมีชีชีอยู่คนเดียว ก็ช่วยขนของลงจากรถอย่างกระตือรือร้นแถมยังช่วยจัดวางเครื่องเรือนตามตำแหน่งที่เธอ้าจนเรียบร้อย
การที่ชีชีซื้อของเข้าบ้านมากมายขนาดนี้ทำให้บรรดาพี่สะใภ้ในเขตบ้านพักต่างพากันมามุงดูด้วยความตื่นตาตื่นใจ
“แม่หนูบ้านรองผู้บังคับกองพันลู่ใจถึงจริงๆ นะเนี่ย ซื้อของครบชุดเชียว”
“นั่นสิ ดูนั่นสิ มีทั้งจักรเย็บผ้ากับจักรยานด้วยนะ”
“เห็นชัดเลยว่ารองผู้บังคับกองพันลู่ทั้งรักทั้งหลงคุณจริงๆคุณนี่วาสนาดีจริงๆ เลยนะ”
ชีชีโปรยยิ้มทักทายทุกคนอย่างทั่วถึงพร้อมกับแจกลูกอมให้คนละกำมือ “ในบ้านยังรกอยู่เลยคงไม่สะดวกจะเชิญพี่สะใภ้ทั้งหลายเข้าไปนั่งเอาไว้ลู่เหย่กลับมาเมื่อไร ฉันจะเชิญทุกคนมาทานข้าวด้วยกันนะคะ”
“ได้เลยจ้ะ ไม่ต้องเกรงใจ”
“วันข้างหน้ามีอะไรก็บอกกันนะ อยู่บ้านพักเดียวกันต้องช่วยเหลือกันอยู่แล้ว”
“ขอบคุณค่ะ คงต้องรบกวนพี่สะใภ้ทุกคนแน่นอนค่ะ”
หลังจากส่งพวกพี่สะใภ้ที่แสนจะกระตือรือร้นเ่าั้กลับไปแล้วชีชีจึงเริ่มจัดของให้เข้าที่
ผ้าห่มและที่นอนเธอหยิบออกมาจากพื้นที่ในมิติทั้งหมดในเมื่อซื้อของมาตั้งมากมายขนาดนี้ ใครจะไปรู้ว่าเธอซื้ออะไรมาบ้าง
กระเป๋าหนังของลู่เหย่วางอยู่ข้างประตูชีชีนำเสื้อผ้าของเขาออกมา ใช้เตารีดไฟฟ้าในมิติรีดจนเรียบกริบแล้วแขวนเข้าตู้เสื้อผ้าทีละตัวอย่างเป็ระเบียบ
ส่วนตัวเธอเองมีเสื้อผ้าแค่ชุดที่ใส่อยู่ชุดเดียวจึงเข้าไปเลือกผ้าสีเขียวทหารในมิติ เตรียมจะตัดชุดให้ตัวเองสักสองสามชุด
ที่ชีชีกล้าเลือกสีนี้เพราะเห็นว่าที่สหกรณ์รัฐมีขาย มิเช่นนั้นเธอคงไม่ยอมเสี่ยงเด็ดขาด
เพราะลู่เหย่รู้ดีว่าชีชีหอบหิ้วอะไรมาบ้างของทุกอย่างที่โผล่มาให้เห็นชัดเจนในบ้าน จึงต้องมีที่มาที่ไปเสมอ
เมื่อจัดการห้องนอนเสร็จก็ไปจัดการห้องครัวต่อ
เธอเช็ดทำความสะอาดตู้กับข้าวแล้วนำจานชามที่ซื้อมาใหม่จัดวางลงไป
สิ่งเดียวที่ทำให้เธอหนักใจคือหม้อเหล็กใบใหญ่ที่ต้องใช้ดินทรายพอกไว้เพื่อให้เวลาจุดไฟควันจะได้ไม่รั่วออกมา
ขณะที่เธอกำลังทำอะไรไม่ถูกเฉียงจื่อก็มาหาพอดี
“พี่สะใภ้ ผมเอาข้าวจากโรงอาหารมาให้ครับ รีบทานเถอะ”
“เฉียงจื่อ ขอบคุณมากนะจ๊ะ”
“พี่สะใภ้ เกรงใจทำไมกันครับ รองผู้บังคับกองพันลู่อยู่ไม่อยู่ทุกคนก็ต้องช่วยดูแลกันอยู่แล้ว”
ชีชีเองก็ไม่ปฏิเสธไมตรี“งั้นพอจะรู้ไหมว่าใครพอจะติดตั้งหม้อเหล็กเป็บ้าง?”
“เื่นี้เองเหรอครับ ผมทำเป็นะ!” พูดจบเขาก็ถกแขนเสื้อขึ้นทันที“พี่สะใภ้ทานข้าวไปก่อนเถอะครับ เดี๋ยวผมจัดการให้แป๊บเดียว”
“ได้จ้ะ ไว้ลู่เหย่กลับมา พวกเธอต้องมาทานข้าวที่บ้านนะ”
“ขอบคุณครับพี่สะใภ้”
เฉียงจื่อทำงานว่องไวมากไม่นานนักก็จัดการเรียบร้อย “พี่สะใภ้วันนี้อย่าเพิ่งใช้งานเตาไฟนะครับ รอให้ดินมันแห้งสนิทก่อนไม่อย่างนั้นมันจะแตกเอาได้”
“จ้ะ เข้าใจแล้ว”
“แหม... พอลู่เหย่ไม่อยู่บ้าน ก็รีบอ่อยผู้ชายอื่นเชียวนะไม่กลัวโดนจับไปประจานกลางถนนบ้างหรือ?”
ชีชีได้ยินเสียงนั้นก็หันขวับไปทันทีแล้วก็ได้เห็นหลินเสี่ยวหรูยืนพิงประตูรั้วบ้านเธออยู่หล่อนจ้องมองมาด้วยสายตาค่อนแคะและน้ำเสียงกระแนะกระแหน
ชีชีขบกรามแน่นพลางนึกในใจ‘ยัยผู้หญิงคนนี้... อยากตายนักใช่ไหม?’