บทที่ 10 พบเข้ากับเท้าคน (รีไรต์)
สองวันมานี้ท้องฟ้าแจ่มใส แสงแดดอบอุ่น แม่เฒ่าเว่ยพลิกสมุนไพรจัวซินที่ตากอยู่บนระเบียงด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส
ดูจากสีแล้ว อีกวันเดียวก็คงจะตากสมุนไพรจัวซินเสร็จได้ที่
พอดีพรุ่งนี้ต้องเข้าเมืองไปขายของ เอาสมุนไพรจัวซินไปขาย คงได้ข้าวกลับมามิน้อย
แม่เฒ่าเว่ยคิดแล้วก็อดหัวเราะมิได้ จึงออกจากบ้านไปด้วยความอารมณ์ดี
วันนี้งานในไร่นามิค่อยมีอันใดมาก บรรดาบุรุษในบ้านตระกูลอวี้มิจำเป็ต้องลงไปช่วยกันทั้งหมด อวี้ต้าหนิวนั้น เดิมทีก็ตั้งใจจะไปดูที่เขาหลางเฉินหลังหมู่บ้าน เผื่อจะวางกับดักสัตว์ไว้สักสองสามอัน หวังว่าจะโชคดีได้กระต่ายหรือไก่ป่ากลับบ้านมาบ้าง
ส่วนอวี้หย่งไหวกับอวี้หย่งไป่ก็โตเป็หนุ่มแล้ว จึงตามบิดาของพวกเขาเข้าไปในป่าด้วยกัน
อวี้หย่งหลิ่วนั้นร่างกายมิค่อยแข็งแรง มิค่อยได้เข้าป่าเท่าใดนัก ส่วนอวี้หย่งกุ้ยนั้นยังเด็ก การเดินเข้าไปในป่าลึกอาจมิปลอดภัยสำหรับเขาเท่าใดนัก ทั้งสองคนอยู่บ้านก็มิมีสิ่งใดทำ จึงชวนซิ่งซิ่งไปตามอวี้หย่งจวี๋ พากันไปเก็บผักป่าแถว ๆ นั้นมาเป็กับข้าว
ปรากฏว่าพอออกจากบ้าน อวี้หย่งจวี๋เห็นหน้าซิ่งซิ่งก็มิพอใจอย่างมาก หันหน้าหนีแล้วพูดด้วยน้ำเสียงเอาแต่ใจว่ามิไป
อวี้หย่งหลิ่วจึงพูดว่า “มิไปจริง ๆ หรือ?”
"มิไป มิไป มิไป!"
อวี้หย่งกุ้ยนั้นเอ่ยถามต่อทันที "เ้าพูดว่ามิไปแบบนี้ เดี๋ยวก็ไปฟ้องอาสะใภ้สาม บอกว่าพวกเรามิพาเ้าไปเล่นด้วยอีก เช่นนั้นจะทำอย่างไรเล่า?"
อวี้หย่งจวี๋รู้สึกเสียหน้ายิ่ง เขาโมโหจนตาแทบถลนออกมาจากเบ้า เขาจ้องมองพี่ชายทั้งสองคนเขม็ง จากนั้นก็จ้องไปที่ซิ่งซิ่ง ก่อนจะสะบัดหน้าวิ่งหนีไป รูปร่างอ้วนกลมแสดงถึงความดื้อรั้นออกมาอย่างชัดเจน
ซิ่งซิ่งยังคงงุนงง นางเอียงศีรษะน้อย ๆ อย่างมิเข้าใจ
อวี้หย่งหลิ่วกับอวี้หย่งกุ้ยเห็นดังนั้นก็ได้แต่ยักไหล่ มิคิดจะวิ่งตามน้องห้าไป พวกเขานำซิ่งซิ่งออกจากประตูบ้าน
อวี้หย่งกุ้ยนั้นเห็นว่าซิ่งซิ่งถือตะกร้าสานที่สูงกว่าขาอวบ ๆ ของนาง เตรียมจะไปเก็บผัก เขาก็หลุดหัวเราะออกมา ชี้ไปที่ตัวของเด็กหญิง พร้อมกับพูดว่า
"ซิ่งซิ่ง ตัวเล็กจริง ๆ นะ"
ซิ่งซิ่งได้ยินดังนั้นก็พูดอย่างจริงจังว่า "แต่ว่า ท่านย่าบอกว่าซิ่งซิ่งยังเด็กอยู่ ยังโตได้อีกเยอะเลยนะ!"
นางชี้ที่ศีรษะเล็ก ๆ เพื่อยืนยันความคิดของตนเอง จากนั้นพยายามยกตะกร้าขึ้น "ซิ่งซิ่งจะต้องสูงเท่าพี่ใหญ่ให้ได้เลย!"
ทว่า ซิ่งซิ่งนั้นตัวเล็กและอ่อนแรงเกินไป ยกตะกร้าได้เพียงครู่เดียวก็หมดแรง นางร้อง "อ๊ะ" แล้วล้มลงไปกองกับพื้นพร้อมกับตะกร้านั้นเอง
อวี้หย่งหลิ่วกับอวี้หย่งกุ้ยรีบเข้าไปพยุงซิ่งซิ่งขึ้นทันที
เด็กหญิงตัวน้อยยิ้มแบบซื่อ ๆ บนหัวมีใบหญ้าติดอยู่ ทำให้ใบหน้าเล็ก ๆ ยิ่งดูไร้เดียงสาเข้าไปใหญ่ พี่ชายทั้งสองอดขำมิได้ พากันหัวเราะลั่น
…
ผักป่าใกล้ ๆ หมู่บ้านถูกถอนไปจนหมดแล้ว เหลือแต่หญ้ารก ๆ พี่น้องทั้งสามจึงเดินลึกเข้าไปในป่าอย่างมิย่อท้อ
ตีนเขาหลางเฉินนั้นมีพื้นที่กว้างใหญ่ แต่เนื่องจากภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นติดต่อกันหลายปี ผักป่าจึงขึ้นเบาบางและปะปนกับวัชพืชที่กินมิได้มากมาย พี่น้องทั้งสามขุดไปทางทิศตะวันออกต้นหนึ่ง แล้วเหไปขุดทางทิศตะวันตกต้นหนึ่ง ในมิช้าก็เหงื่อไหลท่วมตัว
อวี้หย่งหลิ่วนั้นเหลือบมองตะกร้าไม้ไผ่ในมือ เห็นว่าผักป่ากองสูงจนเกือบเต็มแล้ว ก็อดประหลาดใจมิได้ "ปกติผักป่าขุดเจอยากมาก แต่วันนี้กลับเจอเยอะเป็พิเศษเลยนะ"
อวี้หย่งกุ้ยยังเด็ก เขาจึงอดมิได้ที่จะเลียริมฝีปาก "แป้งทอดใส่ผักที่ป้าใหญ่ทำอร่อยมากเลยนะ!"
ทั้งอวี้หย่งหลิ่วและอวี้หย่งกุ้ยเป็ลูกของไป๋เสี่ยวเฟิ่ง ซึ่งนางเป็ลูกสะใภ้รอง ถ้าให้พูดอย่างยุติธรรม แม่ของพวกเขาทำอาหารก็พอใช้ได้ แต่ก็เทียบกับฝีมือของป้าสะใภ้ใหญ่อย่างหลี่ชุนฮวามิได้อยู่ดี
ทั้งสองอดมิได้ที่จะสบตากัน "พวกเรามาขุดอีกหน่อยเถิด ให้ป้าสะใภ้ใหญ่ทำแป้งทอดผักเยอะ ๆ!"
ทั้งสองกำลังฮึกเหิม และเตรียมจะพับแขนเสื้อขึ้นมาทำงานต่อ ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงร้องของซิ่งซิ่งดังมาจากที่ไกล ๆ
อวี้หย่งหลิ่วและอวี้หย่งกุ้ยใสุดขีด รีบเร่งฝีเท้าวิ่งไปหานาง เห็นซิ่งซิ่งนั่งกองอยู่บนพื้นหญ้า นิ้วมือเล็ก ๆ ชี้ไปข้างหน้า ตัวสั่นเทาด้วยความกลัว เด็กชายทั้งสองมองตามนิ้วของซิ่งซิ่ง ไปแต่กลับมิเห็นสิ่งใดเลย
มีแต่ทุ่งหญ้ารก ๆ!
ทั้งสองคนงุนงง ช่วยกันพยุงน้องสาวขึ้นมา แล้วถามว่า "มีอันใดหรือ?"
ซิ่งซิ่งชี้ไปที่จุด ๆ หนึ่งอย่างลนลาน "ท่านพี่ ตรงนั้น ตรงนั้น!"
ทั้งสองคนชะโงกหน้าไปมองยังจุดนั้น เป็ทุ่งหญ้ารกทึบ หลังจากที่มองดูอย่างละเอียดก็เห็นว่ามีเท้าคนอยู่!
ถึงแม้ว่าอวี้หย่งหลิ่วจะอายุสิบขวบแล้ว แต่ก็ยังอดใมิได้!
พี่น้องทั้งสามคนกอดกันแน่นด้วยความกลัว!
ผ่านไปครู่หนึ่ง อวี้หย่งหลิ่วก็ตั้งสติได้ คิดว่าตัวเองเป็พี่ชายอายุสิบขวบแล้ว ต้องปกป้องน้อง ๆ
อวี้หย่งกุ้ยและซิ่งซิ่งยังเด็กอยู่มาก!
อวี้หย่งหลิ่วจึงได้รวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มี พยายามกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะก้มลงแหวกพงหญ้ารกทึบออก แล้วก็ต้องผงะ เมื่อพบว่า...
...มีร่างของเด็กหนุ่มนอนอยู่!
เด็กหนุ่มคนนั้นสวมรองเท้าเพียงข้างเดียว ใบหน้าซีดเซียว เห็นทีคงจะหมดสติไปแล้ว
เมื่อสังเกตดูดี ๆ แล้ว อวี้หย่งหลิ่วก็จำได้ว่านี่คือหลัวเชียหนิว เด็กหนุ่มที่เพิ่งถูกพี่ชายของเขาและคนอื่น ๆ รุมทำร้ายเมื่อไม่กี่วันก่อน!
เมื่อเห็นว่าเป็คนที่รู้จัก อวี้หย่งหลิ่วก็หายกลัว รีบเข้าไปดูอย่างละเอียด
เขาพบว่าแม้ใบหน้าของหลัวเชียหนิวจะซีดเผือดเหมือนคนตาย แต่ก็ยังหายใจรวยริน แสดงว่ายังมีชีวิตอยู่
อวี้หย่งกุ้ยกับซิ่งซิ่งยังคงกอดกันตัวสั่นด้วยความกลัว เห็นพี่ชายหันกลับมาะโว่า
"อย่ากลัว นั่นหลัวเชียหนิว! ดูเหมือนเขาจะาเ็จนสลบไป!"
เมื่อได้ยินว่าเป็หลัวเชียหนิว คนที่พวกเขาเพิ่งรุมทำร้ายไปเมื่อไม่กี่วันก่อน แถมยังมิตาย แค่าเ็สลบไป อวี้หย่งกุ้ยก็หายกลัวทันที แล้วจูงมือซิ่งซิ่งเดินเข้าไปดูอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ
อวี้หย่งหลิ่วขมวดคิ้วแน่น บอกกับน้องชายตนว่า "ข้าเคยได้ยินมาว่า คนที่ได้รับาเ็บางคนก็มิควรเคลื่อนย้าย เราเองก็มิรู้ว่าหลัวเชียหนิวาเ็ตรงที่ใด งั้นข้ากับซิ่งซิ่ง จะอยู่เฝ้าตรงนี้ เ้าวิ่งกลับไปที่หมู่บ้าน ไปบอกครอบครัวของเขาว่าหลัวเชียหนิวาเ็จนสลบไป ให้พวกเขารีบมาที่นี่"
อวี้หย่งกุ้ยพยักหน้า ตบบอกตัวเองแล้วพูดว่า “ไว้ใจข้าได้เลย!”
พูดจบเขาก็วิ่งออกไปทันที
ส่วนซิ่งซิ่งก็ยังคงหวาดกลัว นางขยับเข้าไปใกล้อวี้หย่งหลิ่วอย่างหวาดระแวง โผล่เพียงศีรษะเล็ก ๆ ออกมา มองไปที่หลัวเชียหนิวที่นอนสลบอยู่บนพื้นอยู่นาน ก่อนจะเอ่ยถามอวี้หย่งหลิ่วเสียงเบาว่า “ท่านพี่สาม เขา… เขามิเป็ไรใช่หรือไม่?”
ข้างกายของหลัวเชียหนิวมีตะกร้าหวายใบหนึ่งตกอยู่ ข้างในมีผักป่าอยู่ประปราย ดูแล้วเขาคงได้รับาเ็ระหว่างที่กำลังขุดผักป่า
ส่วนเื่ที่ว่าได้รับาเ็อันใดนั้น...
อวี้หย่งหลิ่วส่ายหน้าอย่างครุ่นคิด “พูดยาก”
ซิ่งซิ่งได้ยินดังนั้น ก็ลืมเื่ที่หลัวเชียหนิวเคยทำหน้าดุใส่ตนเองไปชั่วขณะ ในใจอดเป็ห่วงมิได้
ถึงแม้ว่าคนผู้นี้จะหน้าตาดุดัน แถมยังเคยโดนพี่ ๆ ของนางสั่งสอนมาแล้ว… แต่อย่างไรเขาก็เป็คนคนหนึ่งเหมือนกัน
ซิ่งซิ่งก้าวออกมาจากด้านหลังของอวี้หย่งหลิ่ว ย่อตัวลงข้าง ๆ หลัวเชียหนิว ใบหน้าเล็ก ๆ เผยความกังวลออกมา “อย่าเป็อันใดไปนะ หายไว ๆ นะเ้าคะ”
ดวงตาของอวี้หย่งหลิ่วเป็ประกายขึ้นเล็กน้อย ว่ากันว่าเด็ก ๆ มักจะมีจิตใจบริสุทธิ์ และซิ่งซิ่งน้องสาวของเขาก็เป็เช่นนั้น นางช่างอ่อนโยนเหลือเกิน เป็น้องสาวที่ดีที่สุดในโลก! เห็นทีคำนี้คงจะมิเกินจริงแล้วกระมัง
ขณะที่อวี้หย่งหลิ่วกำลังเหม่อลอยอยู่นั้น จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงซิ่งซิ่งร้องขึ้นมาว่า "อ๊ะ! ท่านพี่สาม ดูตรงนี้สิ!"
อวี้หย่งหลิ่วจ้องมองไปยังทิศทางที่นางบอก แต่ก็มิพบสิ่งผิดปกติแต่อย่างใด
ด้วยความที่เป็คนช่างสังเกตและรอบคอบ อวี้หย่งหลิ่วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็เข้าใจได้ในทันที
เขาเดินไปนั่งยอง ๆ ข้างซิ่งซิ่ง พยายามปรับมุมมองให้เหมือนกับที่น้องมอง และมองตามทิศทางที่นางนิ้วชี้ไป จึงได้พบว่าบริเวณข้อเท้าของหลัวเชียหนิว ตรงจุดที่แนบชิดกับพื้นหญ้า มีาแเล็ก ๆ สองรอย ซึ่งเริ่มมีรอยเขียวช้ำแล้ว!
คงโดนงูกัดเข้าแล้วล่ะ!
อวี้หย่งหลิ่วนั้นตัดสินใจทันที เขาออกแรงบีบบริเวณน่องของหลัวเชียหนิว ให้เืตรงแผลเล็ก ๆ นั้นออกมา เพื่อรีดเอาพิษงูออก
ซิ่งซิ่งเบิกตากว้างมองดูการกระทำนั้น
ตอนแรกเืที่ไหลออกมาจากแผลเป็สีคล้ำ แต่หลังจากนั้นก็ค่อย ๆ กลายเป็สีแดงปกติ
อวี้หย่งหลิ่วถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
เขาเคยได้ยินผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้านเล่าให้ฟังถึงวิธีการรักาาอาการาเ็เมื่อโดนงูกัด หวังว่าคงมิมีสิ่งใดผิดพลาดนะ!
แต่หลัวเชียนหนิวก็ยังมิฟื้น เขารู้ว่าแค่การกดและบีบเืออกมายังมิพอ
เด็กชายจึงลุกขึ้นยืนทันที แล้วมองไปรอบ ๆ
"ท่านพี่กำลังมองหาสิ่งใดอยู่หรือ" ซิ่งซิ่งถามด้วยความสงสัย
"หลัวเชียนหนิวน่าจะถูกงูกัด พี่กำลังมองหาสมุนไพรแก้พิษงูอยู่แถวนี้" เขาตอบพลางมองหา
"ซิ่งซิ่งขอช่วยท่านพี่สามหาด้วย!" ซิ่งซิ่งลุกขึ้นยืน
อวี้หย่งหลิ่วอธิบายลักษณะสมุนไพรแก้พิษงูให้ซิ่งซิ่งฟังสองสามชนิด ถึงแม้เขาจะรู้ว่าความหวังริบหรี่ สมุนไพรแถวหมู่บ้านนี้ที่ขายได้ราคา ต่างถูกคนขุดไปจนหมดสิ้น โอกาสที่จะเจอสมุนไพรแก้พิษงูนั้นน้อยมาก แต่... อย่างน้อยก็คิดว่ายังดีกว่ารอเฉย ๆ!
ซิ่งซิ่งกำมือเล็ก ๆ หน้าตาจริงจัง มองหาอย่างตั้งใจไปทั่วบริเวณโดยรอบ เพื่อตามหาสมุนไพรที่ช่วยชีวิตอย่างพวกสมุนไพรแก้พิษงู
ในตอนนี้ แสงแดดค่อนข้างร้อนแรง ซิ่งซิ่งวิ่งไปมาเพื่อขุดผักป่านานครึ่งค่อนวันจนเหนื่อยหอบ
ร่างเล็ก ๆ เริ่มมองเห็นภาพมิชัด เกือบจะล้มลงกับพื้น
ซิ่งซิ่งส่ายหัวแรง ๆ ใช้มือเล็กตบหน้าเบา ๆ เพื่อให้ตัวเองรู้สึกตัว
นางต้องหาต่อ นางต้องช่วยพี่ชายรักษาคน!
เวลาผ่านไปทีละน้อย เหงื่อเริ่มผุดบนหน้าผากของอวี้หย่งหลิ่ว แต่หลัวเชียนหนิวก็ยังมิฟื้น ขณะที่เขากำลังสิ้นหวัง ก็ได้ยินเสียงะโของซิ่งซิ่ง "ท่านพี่สาม ท่านพี่มาดูสิ่งนี้สิ ใช่อันนี้หรือเปล่าเ้าคะ"
อวี้หย่งหลิ่วหันกลับไปอย่างรวดเร็ว เขาเห็นซิงซิงที่เหงื่อท่วมตัว กำลังถือสมุนไพรขนาดเล็กอยู่ในมือ มันคือสมุนไพรที่สามารถรักษาพิษงูได้ นั่นก็คือ พระจันทร์ครึ่งซีก!*[1]
[1] พระจันทร์ครึ่งซีก เป็หนึ่งในสมุนไพรพื้นฐาน 50 ชนิดในการแพทย์แผนจีนโดยมีชื่อเรียกว่า ป้านเปียนเหลียน ช่วยแก้พิษงู ใช้พอกแผลที่ถูกงูกัด