สุดยอดบอดี้การ์ดอหังการ

    สุดยอดบอดี้การ์ดอหังการ_34_พี่เจิ้งผู้ทำลายดอกไม้งาม

    เซียงเจิ้งคิดถึงช่วงชีวิตของตัวเองในสมัยมัธยมปลายอยู่เสมอ เขามักจะคิดว่าเขาน่าจะอยู่เงียบ ๆ ใส่ใจในความมั่นคง ไม่ทะนงตัวและทำตัวโดดเด่นจนเกินไป ไม่อย่างนั้นตอนที่เขากลับมายังเมืองหมิงจูเมื่อครึ่งปีก่อน ก็คงจะมีอดีตเพื่อนร่วมชั้นชวนเขาไปทานข้าว ดื่มเหล้า หรือร้องเพลงบ้างแล้ว


    แต่เมื่อได้ฟังหลินฮั่วอินพูดถึงหลินเสี่ยวจู้ น้องสาวของตัวเอง เซียวเจิ้งก็นึกกังวลขึ้นมาว่าในอนาคต หลินเสี่ยวจู้จะไม่ล่องลอยไปมาเหมือนสัมภเวสีที่ไร้ญาติขาดมิตร ไร้ที่พึ่งพิง และแก่เฒ่าไปอย่างโดดเดี่ยวอย่างนั้นใช่ไหม?


    แต่ทว่าหลินเสี่ยวจู้ผู้มีวีรกรรมฉาวโฉ่นั้นไม่รู้สึกรู้สากับถ้อยคำอันรุนแรงของหลินฮั่วอินเลยแม้แต่น้อย เธอเพียงแค่วางตะเกียบที่มันเยิ้มลง และจ้องหลินฮั่วอินราวกับสุนัขจิ้งจอกตัวน้อย ๆ ก่อนที่จะกล่าวด้วยสีหน้ายิ้มแย้มว่า


    “ที่แท้พี่ก็เป็นห่วงฉันมากขนาดนี้เชียวเหรอ? ฉันคิดว่าพี่มีอคติต่อฉันซะอีก”


    เซียวเจิ้งพูดอะไรไม่ออก เขาแอบคิดในใจว่าหลินเสี่ยวจู้คนนี้หน้าหนายิ่งกว่าเขาเสียอีก เขาเหลือบมองหลินฮั่วอินที่มีสีหน้าเขียวปั้ด และคิดในใจว่า มีน้องสาวที่สุดโต่งขนาดนี้ ถึงเธอจะเป็นบอสใหญ่ของซินอ้าว เจ้าของกิจการยุคใหม่ผู้กล้าหาญของวงการธุรกิจในเมืองหมิงจู ก็คงจนปัญญา ทำอะไรไม่ถูกเหมือนกัน


    เป็นไปตามที่คาด ดูเหมือนว่าหลินฮั่วอินจะไม่อยากเถียงกับหลินเสี่ยวจู้เท่าไหร่นัก เธอเอ่ยถามออกมาตรง ๆ ว่า


    “วันนี้เพิ่งจะเป็นวันพฤหัสบดี ทำไมเธอถึงไม่อยู่ที่โรงเรียน วิ่งมาทำอะไรที่นี่ตอนกลางดึก?”


    “ถ้าฉันไม่บุกเข้ามา แล้วฉันจะเจอพี่เขยได้ยังไง?” เมื่อพูดจบ หลินเสี่ยวจู้ผู้มีนิสัยแปลกประหลาดก็คว้าแขนของเซียวเจิ้งเอาไว้ จากนั้นกล่าวพร้อมรอยยิ้มว่า


    “พี่กับพี่เขยคบกันตั้งแต่เมื่อไหร่? พี่ได้บอกเรื่องนี้ให้ที่บ้านรู้หรือยัง? อยากให้ฉันช่วยเป็นผู้ส่งสารให้ไหม?”


    โจรเป็นฝ่ายฟ้องร้องเหยื่อก่อนงั้นเหรอ?


    การข่มขู่แบบนี้คืออะไร?


    หลินเสี่ยวจู้ใช้กลยุทธ์สลับแขกเป็นเจ้าของบ้านอย่างเต็มกำลัง เพื่อพลิกบทบาทจากฝ่ายเสียเปรียบให้กลายเป็นฝ่ายได้เปรียบ ใบหน้าของเธอคล้ายกับหลินฮั่วอินถึง 80% แต่ทั่วใบหน้ามีคำว่าฉลาดแกมโกงเขียนเอาไว้ ในเวลานี้หลินฮั่วอินกำลังตกที่นั่งลำบาก และจมอยู่ในห้วงอารมณ์อันลึกซึ้ง


    ถูกต้อง หลินฮั่วอินไม่หวังให้คนในครอบครัวรู้ว่าเซียวเจิ้งมาอาศัยอยู่ที่นี่ และยิ่งไม่มีทางยอมให้หลินเสี่ยวจู้ทำตัวเป็นผู้ส่งสาร เปิดเผยเรื่องนี้ออกไป ถึงเธอจะยอมให้เซียวเจิ้งอาศัยอยู่ที่นี่ได้ แต่เธอก็เตรียมตัวบอกให้เซียวเจิ้งย้ายออกไปทุกสุดสัปดาห์ เพื่อไม่ให้หลินเสี่ยวจู้จับได้และใช้เรื่องนี้มาฆ่าเธอ แต่ใครจะไปคิดว่าหลินเสี่ยวจู้จะวิ่งแจ้นมาที่นี่ตอนกลางดึกของวันพฤหัสบดี และฆ่าเธอในตอนที่ยังไม่ทันตั้งตัวแบบนี้?


    “ระวังคำพูดของเธอด้วย” หลินฮั่วอินกล่าวด้วยความไม่พอใจ “พี่เขยอะไร? เซียวเจิ้งเป็นแค่พนักงานในบริษัท ไม่ได้มีอะไรซับซ้อนอย่างที่เธอคิด”


    “ใช่เหรอ?” หลินเสี่ยวจู้หัวเราะอย่างมีเลศนัย “ปกติฉันมาอยู่ที่นี่แค่ 2 วัน พี่ก็ปฏิเสธแล้วปฏิเสธอีก แทบจะเตะฉันออกไปให้ได้ด้วยซ้ำ แต่พี่กลับใจดีถึงขนาดให้ที่พักพิงแก่พนักงานบริษัท? แถมยังเป็นผู้ชายด้วยเนี่ยนะ? พี่สาว พี่อุตส่าห์เรียนจบเมืองนอกเมืองนามา หรือว่าที่จริงแล้ว พี่อ่านหนังสือจนโง่กันแน่? เฮ้อ ฉันต้องคิดถึงสมองอันชาญฉลาดของตัวเองสักหน่อยแล้ว หนังสือน่ะอ่านได้ แต่ห้ามอ่านมากเกินไป จะได้ไม่เรียนหนักจนมีปัญหาเหมือนพี่”


    หลินฮั่วอินกัดฟันกรอด หน้าแดงก่ำด้วยความโมโห “แต่ละครั้งที่เธอมาบ้านฉัน เธอเคยทำเรื่องดี ๆ ที่ไหน? ถ้าไม่ขโมยเงินก็ต้องขโมยของไปขาย ถ้าไม่เห็นว่าเธอเป็นน้องสาว ป่านนี้ฉันแจ้งตำรวจมาจับเธอไปแล้ว!”


    “พี่เขย.........”


    สีหน้าของหลินเสี่ยวจู้เปลี่ยนไปในทันที เธอเขย่าแขนของเซียวเจิ้งด้วยความน้อยใจ


    “คุณดูพี่สาวของฉันสิ เธอใจร้ายขนาดไหน ถึงกับจะแจ้งตำรวจมาจับฉัน”


    เมื่อถูกสีหน้าน้อยอกน้อยใจของสาวน้อยมากระตุ้น เซียวเจิ้งก็มีความกล้าหาญขึ้นมาทันที เขาพยายามไกล่เกลี่ยว่า


    “ประธานหลิน ถึงยังไงเสี่ยวจู้ก็เป็นน้องสาวของเธอ เธอทำแบบนี้ ฉันว่ามันเกินไปหน่อย”


    “นายหุบปากไปเลย!”


    คิ้วเรียวได้รูปของหลินฮั่วอินเฉียงขึ้น เธอจ้องมองเซียวเจิ้งตาเขม็งด้วยความโกรธ


    “ฉันจะสั่งสอนเธอ แล้วมันเกี่ยวอะไรกับนายด้วยมิทราบ?”


    “แค่ก.......” เซียวเจิ้งหันหน้าไปพูดกับหลินเสี่ยวจู้ทันที “สาวน้อย การขโมยของมันไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้องนะ เกิดมาเป็นคนต้องมีความซื่อสัตย์ ถึงจะหิวแทบตายก็ต้องห้ามลักไก่ขโมยหมา ทำเรื่องที่ผิดกฎหมายแบบนั้น”


    หลินเสี่ยวจู้กระพริบดวงตากลมโต พร้อมกับบีบน้ำตาออกมาอย่างน่าสงสาร และเบะปาก พูดขึ้นมาว่า


    “งั้นปล่อยให้ฉันหิวตายไปเลยก็ดี ถึงยังไงฉันก็เป็นเด็กน่าสงสารที่พ่อแม่ไม่รักอยู่แล้ว ถึงตายไปก็ไม่มีใครมาสนใจหรอก”


    ในระหว่างที่กล่าวออกมา สีหน้าของหลินเสี่ยวจู้ก็เปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน ทักษะการแสดงของเธอเรียกได้ว่าฝึกฝนมาจนชำนาญ แม้แต่เซียวเจิ้งที่อยู่ใกล้เธอเพียงแค่เอื้อม ก็ยังถูกน้ำตาที่เหมือนจริงของเธอกระตุ้นให้เกิดความสงสารขึ้นมา


    แล้วจะนับประสาอะไรกับพี่สาวอย่างหลินฮั่วอิน?


    “ที่เธอแอบหนีออกมาคราวนี้ เพราะก่อเรื่องอะไรเอาไว้อีกล่ะ?”


    หลินฮั่วอินเอ่ยถามอย่างประชดประชัน แต่ในแววตาแสดงความเป็นห่วงให้เห็นอย่างเลือนราง


    ท้ายที่สุดแล้วพวกเธอก็เป็นพี่น้องกัน และยังเป็นญาติเพียงคนเดียวที่แวะเวียนมาหา หลินฮั่วอินจะใจไม้ไส้ระกำ ไม่เป็นห่วงแม้แต่น้องสาวของตัวเองได้ยังไง? แต่เหตุผลที่เธอทำตัวเย็นชา ไม่เห็นใจอีกฝ่าย นั่นก็เพราะว่าหลินเสี่ยวจู้ชอบสร้างปัญหาและทำให้เธอโกรธอยู่บ่อยครั้ง เพิ่งเข้ามาเรียนในเมืองหมิงจูได้เพียงแค่ 2 ปี ก็ทำให้หลินฮั่วอินเกือบจะสติแตก แม้แต่โทรศัพท์ก็ยังไม่กล้ารับ เพราะกลัวว่าหลินเสี่ยวจู้จะไปก่อเรื่องใหญ่ขึ้นมาอีก


    แต่เมื่อเห็นหลินเสี่ยวจู้ทำสีหน้าน้อยใจอย่างน่าสงสาร หลินฮั่วอินก็ทนไม่ไหว ทนทำตัวเฉยเมยต่อไปไม่ได้ เห็นได้ชัดว่าเรื่องนี้คือจุดอ่อนของบอสใหญ่ผู้แข็งแกร่งอย่างเธอ


    “ฉันจะมาหาพี่ เพราะคิดถึงพี่ไม่ได้เหรอ?”


    เด็กสาวปล่อยมือจากแขนของเซียวเจิ้ง แล้วคว้ากระเป๋าใบงามบนโซฟา หยิบมาส์กหน้าเกาหลีที่ถูกบรรจุกล่องอย่างสวยงามออกมาจากกระเป๋า ก่อนที่จะกล่าวด้วยความน้อยใจว่า


    “ตอนบ่ายฉันได้ยินมาว่ามาส์กหน้ารุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่นวางขายแล้ว ฉันก็เลยไปที่ห้างสรรพสินค้าเพื่อซื้อมันมาให้พี่ ฉันต้องต่อแถว 3 ชั่วโมงเต็ม ๆ เลยนะ กว่าจะได้กล่องนี้มา”


    หลินเสี่ยวจู้กล่าวอย่างน่าสงสาร “ฉันเป็นห่วงว่าพี่จะนอนดึกจนผิวหน้าโทรม ก็เลยอยากซื้อมาส์กหน้ามาให้พี่ใช้ ฉันทำดีกับพี่ขนาดนี้ แต่พอพี่เจอหน้าฉันก็เอาแต่ว่าฉัน...........”


    หลินฮั่วอินใจอ่อนยวบทันทีที่ได้ยินคำพูดนั้น เธอกล่าวออกมาเบา ๆ ว่า “มาส์กหน้าจะซื้อเมื่อไหร่ก็ได้ แต่เธอเป็นนักเรียน สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือตั้งใจเรียนให้ดี และเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัยในอีกหนึ่งปีข้างหน้า เธอจะโดดเรียนตามอำเภอใจแบบนี้ได้ยังไง?”


    “ก็เพราะว่ามันเป็นรุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่นน่ะสิ ถ้าผ่านวันนี้ไป กว่าจะวางขายอีกรอบก็ต้องรอจนถึงพรุ่งนี้”


    หลินเสี่ยวจู้ก้มหน้าลง ถึงเธอจะทำผิด แต่ความผิดทั้งหมดของเธอก็เกิดขึ้นมาจากผิวหน้าของหลินฮั่วอิน นี่เป็นการบังคับให้หลินฮั่วอินโทษตัวเองอย่างชัดเจน


    “เอาล่ะ ๆ เรื่องในคราวนี้ช่างมันเถอะ คืนนี้เธอนอนที่นี่ไปก่อน แล้วพรุ่งนี้เช้าค่อยกลับไปที่โรงเรียน” หลินฮั่วอินกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “แต่คราวหน้าคราวหลังห้ามดื้อแบบนี้อีก เข้าใจไหม?”


    “เข้าใจแล้ว”


    หลินเสี่ยวจู้พยักหน้าหงึกหงักเหมือนไก่จิกข้าว สีหน้าเศร้าใจกลับกลายเป็นรอยยิ้ม


    “พี่ใจดีที่สุดเลย!”


    “เจ้าเล่ห์นักนะยัยเด็กคนนี้!” ใบหน้าของหลินฮั่วอินแข็งทื่อ “รีบอาบน้ำเข้านอนได้แล้ว วันพรุ่งนี้ฉันมีประชุมแต่เช้า ฉันขอตัวไปนอนก่อนนะ”


    “ฝันดีนะพี่!”


    หลินเสี่ยวจู้พยักหน้าแล้วโค้งคำนับ ด้วยท่าทางราวกับสาวใช้ที่ทำความเคารพเจ้านาย ทำเอาหลินฮั่วอินแทบจะสติแตก


    เมื่อส่งหลินฮั่วอินผู้แข็งกร้าวและสำรวมกิริยามารยาทออกไปแล้ว หลินเสี่ยวจู้ก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ และกลับมาทำตัวเหมือนเดิมอย่างกะทันหัน เธอทิ้งตัวลงไปบนโซฟาหนังนุ่มนิ่ม โดยที่ไม่แม้แต่จะถอดรองเท้าออกก่อน จากนั้นหัวเราะร่าอย่างภาคภูมิใจ


    “ในที่สุดก็เข้ามาได้แล้ว!”


    ฝ่ายเซียวเจิ้งส่ายหน้าและหัวเราะออกมาเสียงแหบแห้ง เขาตั้งใจที่จะกลับเข้าห้องนอน และรักษาระยะห่างจากปีศาจตัวน้อยที่แสนแปลกประหลาดคนนี้ แต่เขาก็ได้ยินน้ำเสียงหวานฉ่ำของหลินเสี่ยวจู้ที่กำลังนอนดูโทรทัศน์อยู่บนโซฟาเรียกเอาไว้เสียก่อน


    “พี่เขย คุณไม่อยู่เป็นเพื่อนฉันก่อนเหรอ?”


    เมื่อถูกหลินเสี่ยวจู้เรียกว่า ‘พี่เขย’ พี่เจิ้งก็แทบจะตัวลอย เขาสูดหายใจเข้าไปลึก ๆ จากนั้นหันหน้ากลับมากล่าวว่า


    “เธอไม่ทำตัวเสแสร้งต่อหน้าฉันแล้วเหรอ?”


    “เสแสร้งอะไรกัน?” หลินเสี่ยวจู้ทำหน้าซื่อตาใส “เดิมทีฉันก็เป็นที่รักของทุกคนอยู่แล้ว”


    “วันพรุ่งนี้ฉันต้องไปทำงาน อีกเดี๋ยวพี่สาวของเธอคงไม่ปล่อยฉันไป” เซียวเจิ้งกล่าวด้วยท่าทีเกียจคร้าน และวางแผนที่จะผละออกไป


    “ถ้าคุณกล้าไปล่ะก็ พรุ่งนี้เช้าพ่อของฉันจะโผล่มาในห้องของคุณ จับคุณหั่นเป็น 8 ชิ้น แล้วโยนลงน้ำให้กลายเป็นอาหารของปลาฉลาม!” หลินเสี่ยวจู้กล่าวด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “ฉันไม่ได้พูดเล่นนะ ถ้าพ่อรู้ว่าคุณนอนกับพี่แล้วไม่ทำอะไรคุณเลย ฉัน หลินเสี่ยวจู้จะยอมเขียนชื่อตัวเองกลับหัว”


    เซียวเจิ้งตัวสั่นสะท้าน เดินกลับมาด้วยท่าทางราวกับซอมบี้ และเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง


    “พ่อของเธอโหดขนาดนั้นเลยเหรอ?”


    “โหดกว่าพี่สาวของฉันเยอะ!” หลินเสี่ยวจู้กล่าวอย่างดุดัน


    “งั้นก็คงจะโหดมาก” เซียวเจิ้งจุดบุหรี่มาสูบ และหรี่ตามองหลินเสี่ยวจู้ “ว่าแต่เธอไม่กลัวบ้างเหรอ ว่าหลังจากที่เรื่องนี้เปิดเผยออกไป พี่สาวของเธอจะมาหั่นเธอเป็น 8 ชิ้น?”


    หลินเสี่ยวจู้ผงะไปครู่หนึ่ง จากนั้นเอ่ยถามเสียงเบาว่า “นี่คุณนอนกับพี่สาวของฉันจริง ๆ เหรอ?”


    “ทำไมล่ะ? หน้าตาอย่างฉันไม่คู่ควรพอที่จะนอนกับพี่สาวของเธอหรือไง?” เซียวเจิ้งยืดอก เชิดหน้าขึ้น และโพสต์ท่าที่คิดว่าตัวเองหล่อที่สุดออกมา


    หลินเสี่ยวจู้กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “คุณน่ะเหรอ? หน้าตาพอไปวัดไปวาได้ ไม่ได้ถึงกับหล่อมาก อย่างน้อยก็ไม่ได้ดูแย่จนเกินไป แต่สำหรับผู้ชายที่เข้ามาอยู่ในบ้านของผู้หญิงอย่างคุณ ขอพูดตรง ๆ เลยนะ ถ้าไม่ใช่พวกเกาะผู้หญิงกิน ก็เป็นผู้ชายบ้านนอกที่เข้ามาชุบตัวในเมือง ฉันไม่คิดเลยว่าพี่สาวของฉันจะไปชอบคุณได้”


    “ถึงเธอจะอยากชื่นชมพี่สาวของตัวเอง ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องมาดูถูกฉันก็ได้ โอเคไหม?” เซียวเจิ้งกล่าวด้วยความไม่พอใจ “ฉันขอพูดแบบไม่ถ่อมตัวเลยก็แล้วกัน ตอนที่ฉันอายุ 18 ปี ฉันคือเจ้าชายรูปงามผู้บ้าดีเดือดแห่งโรงเรียนมัธยมปลายอันดับหนึ่งของพวกเธอ นักเรียนหญิงรุ่นพี่รุ่นน้องนับไม่ถ้วนต่างก็ตกอยู่ในกำมือของฉัน ใคร ๆ ก็พากันเรียกฉันว่าพี่เจิ้งผู้ทำลายดอกไม้งาม”


    “ขนาดนั้นเลยเหรอ?” หลินเสี่ยวจู้เอ่ยถาม


    “ก็ขนาดนั้นเลยน่ะสิ เธอกลัวหรือยัง?” เซียวเจิ้งกล่าวอย่างภาคภูมิใจ


    “งั้นคุณก็เป็นดอกไม้ที่ร่วงโรยไปแล้ว” หลินเสี่ยวจู้กล่าวอย่างร้ายกาจ “อย่างมากที่สุด ตอนนี้คุณก็เป็นแค่แตงกวาแก่ ๆ ที่ยังมีเสน่ห์ แต่วางขายในตลาดไม่ได้เท่านั้น”


    “เธอจะเล่นสนุกอีกนานไหม? ถ้าเธอยังว่าฉันอีก ฉันจะกลับไปนอนแล้วนะ” เซียวเจิ้งกล่าวด้วยความฉุนเฉียว


    “ก็ได้ เห็นแก่ที่คุณออกปากพูดแทนฉันเมื่อกี้นี้ ฉันจะหยุดเทเกลือลงบนบาดแผลของคุณก็แล้วกัน” หลินเสี่ยวจู้คว้าหมอนมากอด จากนั้นขยิบตาให้เซียวเจิ้ง แล้วพูดด้วยท่าทางลับ ๆ ล่อ ๆ


    “พี่เขย ฉันขอยืมเงินหน่อยสิ”


    เซียวเจิ้งรู้อยู่แล้วว่าสาวน้อยคนนี้ไม่ได้คิดที่จะทำเรื่องดี ๆ แต่เป็นเพราะศักดิ์ศรีของลูกผู้ชาย ทำให้เขาไม่ปฏิเสธ ถึงยังไงนี่ก็เป็นครั้งแรกที่พบกัน การสร้างความประทับใจที่ดีจะทำให้เขาอาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้ต่อไปได้อีกนาน เขาจึงกล่าวออกมาว่า


    “ว่ามา จะเอาเท่าไหร่?”


    หลินเสี่ยวจู้ยกนิ้วชี้ขึ้นมา รอยยิ้มขี้เล่นปรากฏอยู่บนใบหน้า


    เซียวเจิ้งโล่งอกทันที เขาหยิบกระเป๋าสตางค์ออกมาจากกระเป๋า จากนั้นยื่นธนบัตรสองใบให้ แล้วพูดว่า


    “เห็นแก่ที่พวกเราคุยกันถูกคอ ฉันจะให้เธอ 200 หยวน อย่าลืมเก็บเงินเอาไว้บ้างนะ ช่วงนี้ยิ่งหาเงินไม่ได้ง่าย ๆ อยู่ด้วย”


    เขายื่นธนบัตรออกไปแล้ว แต่หลินเสี่ยวจู้กลับเอาแต่มองหน้าเขาอย่างนิ่งงัน โดยไม่คิดที่จะรับเงินนั้นไปเลย


    พี่เจิ้งคิดว่าความใจดีของเขาทำให้หลินเสี่ยวจู้ผู้ดื้อรั้นเกิดความประทับใจ เขาจึงอดไม่ได้ที่จะยื่นมือไปจับแขนของเด็กสาว แล้วยัดเงินเข้าไปในฝ่ามือของหลินเสี่ยวจู้ จากนั้นกล่าวอย่างจริงใจว่า


    “ไม่ต้องซาบซึ้งขนาดนั้นก็ได้ ฉันเข้าใจว่าวัยรุ่นชอบใช้เงินฟุ่มเฟือย ฉันไม่บอกพี่สาวของเธอหรอก”


    “นี่มันบ้าอะไรเนี่ย!”


    จู่ ๆ หลินเสี่ยวจู้ก็สติแตก เธอดันธนบัตรที่ยับยู่ยี่สองใบนั้นออกไป แล้วกล่าวด้วยความโมโห


    “คุณล้อเล่นใช่ไหม?”


    “อะไร?”


    เซียวเจิ้งงุนงงเป็นอย่างยิ่ง เขากล่าวด้วยความประหลาดใจว่า


    “ฉันจะล้อเล่นทำไม?”


    “200 หยวนเนี่ยนะ?” หลินเสี่ยวจู้เบิกตากว้าง


    “นี่มันยุคสมัยไหนกันแล้ว? คุณหนูอย่างฉันเอ่ยปากขอยืมเงินคุณเป็นครั้งแรก แต่คุณกลับให้ฉันมาแค่ 200 หยวน? คุณโง่หรือเปล่า? คุณรู้ไหมว่าถ้าออกไปเรียกแท็กซี่ตอนนี้จะต้องเสียเงินหลายสิบหยวน? ออกไปดื่มเหล้าในบาร์จะต้องเสียเงินหลายพันหยวน? และถ้าเผลอไปมีเรื่องกับใครสักคน อย่างเบาที่สุดก็ต้องเสียค่าชดใช้ไปหลายหมื่นหยวน คุณรู้หรือเปล่าว่ากระเป๋าใบนี้ของฉันราคา 38,000 หยวน? แค่ซื้อเสื้อผ้าก็หมดไป 18,000 หยวนแล้ว แต่ 200 หยวนเนี่ยนะ? ฉันได้เงินเดือนละ 100,000 หยวน! คุณคิดว่าฉันจะขอยืมเงินคุณไปซื้อหมี่กึงย่าง 2 ไม้ที่ร้านข้างทางเหรอ?”


    เซียวเจิ้งนิ่งงันไปเพราะคำพูดของหลินเสี่ยวจู้


    กระเป๋าใบละ 38,000 หยวน? ซื้อเสื้อผ้า 18,000 หยวน? ได้เงินเดือนละ 100,000 หยวน?


    ถึงเธอจะไม่สนับสนุนฉันก็ไม่เป็นไร แต่เธอกลับมาชวนฉันคุย และต่อว่าฉันเนี่ยนะ?


    เซียวเจิ้งเก็บเงิน 200 หยวนกลับเข้ากระเป๋าสตางค์ไปอย่างรวดเร็ว แล้วกล่าวด้วยสีหน้าจริงจังว่า


    “ถ้าชีวิตของเธอเป็นแบบนี้ งั้นต้องขอโทษด้วย เงินที่ฉันได้ในหนึ่งปียังไม่เท่ากับเงินที่เธอได้ในหนึ่งเดือนด้วยซ้ำ ฉันเหนื่อยแล้ว ขอตัวไปพักผ่อนก่อนนะ”


    พี่เจิ้งผู้หมดความนับถือในตัวเอง ตัดสินใจเดินออกมาจากปัญหา เพื่อที่จะได้ไม่ถูกคุณหนูที่คาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิดหัวเราะเยาะเขาต่อไป


    “หยุดเดี๋ยวนี้!”


    หลินเสี่ยวจู้กระโดดโหยง กล่าวอย่างไม่พอใจ


    “มีอะไรอีกล่ะ?” เซียวเจิ้งกล่าวอย่างจนปัญญา “คุณหนู ฉันไม่มีเงินจริง ๆ เธอคงจะไม่ให้ฉันไปขายก้นเพื่อหาเงินมาให้เธอใช่ไหม?”


    “ไม่มีเงินก็ช่างเถอะ ฉันไม่ใช่คนไร้เหตุผลขนาดนั้น” หลินเสี่ยวจู้โบกมือ กล่าวออกมาอย่างคนใจกว้าง


    “งั้นเธอจะทำยังไง?” เซียวเจิ้งเอ่ยถามอย่างเป็นกังวล


    เมื่อหลินเสี่ยวจู้ได้ยินแบบนั้น ดวงตาคู่สวยก็กลอกไปมา และกล่าวอย่างจริงจัง


    “ถึงคุณไม่มีเงิน แต่พี่สาวของฉันมี!”


    “งั้นเธอก็ไปขอยืมเงินพี่สาวของเธอก็แล้วกัน” เซียวเจิ้งถอนหายใจด้วยความโล่งอก


    “ยืมเหรอ?” หลินเสี่ยวจู้แสยะยิ้มมุมปาก จากนั้นกอดอก แล้วกล่าวขึ้นมาว่า


    “ดูท่าทางคุณคงจะไม่เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างฉันกับพี่สาวเลย แต่ก็อย่างว่า เธอไม่ค่อยพูดถึงฉันต่อหน้าคนนอกเท่าไหร่ ถึงยังไงฉันก็สวยกว่า เด็กกว่า แถมยังน่ารักกว่าเธอ ถ้าเธอจะรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ มันก็สมควรแล้ว”


    เซียวเจิ้งกล่าวออกมา “หมายความว่าเธอจะไม่ให้ยืมเงินสินะ?”


    “เชื่อไหมว่าถึงเธอจะมาก้มหัวขอร้อง ฉันก็ไม่คิดที่จะยืมเงินเธอแม้แต่หยวนเดียว” หลินเสี่ยวจู้กลอกตามองบน


    “ถ้าอย่างนั้น.......” เซียวเจิ้งกล่าวขึ้นมา “เธอคงจะไม่ไปขโมยเงินใช่ไหม?”


    “พูดเบา ๆ หน่อยสิ! พี่สาวของฉันไม่ใช่คนหลับลึกนะ!” หลินเสี่ยวจู้หันมามองค้อนใส่เซียวเจิ้ง จากนั้นกระซิบออกมา


    “ในลิ้นชักของพี่ มีสร้อยเพชรอยู่หลายเส้นที่เธอยังไม่ได้ใส่เลยแม้แต่ครั้งเดียว หยิบออกมาสักเส้นก็เพียงพอให้ฉันใช้เงินฟุ่มเฟือยไปได้ 2 – 3 เดือนแล้ว ว่ายังไง? พวกเราสองคนมาร่วมมือกันขโมยมันออกมาขายดีไหม? ถ้าทำสำเร็จ ฉันจะแบ่งให้คุณ 30% ทีหลัง”


    “...........” เซียวเจิ้งก้าวถอยหลังไปด้วยความระแวดระวัง


    “เธอจะหาเรื่องให้ฉันถูกฆ่าตายเหรอ?”


    “จะกลัวอะไร? สร้อยเพชรตั้งมากมายขนาดนั้น เธอจำไม่ได้หรอก หยิบออกมาแค่ไม่กี่เส้น เธอไม่รู้ตัวอยู่แล้ว” หลินเสี่ยวจู้กล่าวชักชวน


    “ไม่มีทาง ถ้าฉันถูกจับได้ขึ้นมา ฉันตกงานแน่ เธอไปขอร้องคนอื่นเถอะ”


    เซียวเจิ้งทำท่าจะวิ่งกลับเข้าไปในห้อง เขาไม่อยากข้องแวะกับเด็กสาวที่ไร้จิตสำนึกคนนี้


    ล้อเล่นหรือไง? ถ้าเราสองคนร่วมมือกันขโมยของของพี่สาวเธอ เมื่อถึงตอนนั้น หลินฮั่วอินอาจจะไม่เอาเรื่องเธอ แต่เธอจะต้องสับฉันเป็นชิ้น ๆ แน่!


    “หยุดเดี๋ยวนี้เลยนะ!”


    หลินเสี่ยวจู้รีบเข้าไปคว้าแขนของเซียวเจิ้ง แล้วกล่าวด้วยความโกรธ “เป็นลูกผู้ชายตัวสูงตั้ง 8 ฟุตซะเปล่า ทำไมถึงได้ใจเสาะขนาดนี้?”


    “นี่ไม่ใช่เรื่องกล้าหรือไม่กล้า แต่มันเป็นเรื่องของศีลธรรม” เซียวเจิ้งพยายามเกลี้ยกล่อม “ฉันขอแนะนำให้เธอเลิกคิดถึงเรื่องนี้ไปซะ เธอเป็นแค่เด็กนักเรียนมัธยมปลาย จะเอาเงินตั้งมากมายไปทำอะไร? ได้เดือนละ 100,000 หยวนยังใช้ไม่พออีกเหรอ? ทำตัวเกเรแบบนี้ เธอไม่กลัวว่าจะทำให้พี่สาวทุกข์ใจเหรอ?”


    “ถ้าไม่รู้อะไรก็เงียบไปเลย!” หลินเสี่ยวจู้ตะโกนออกมา “ฉันจะเอาเงินไปช่วยชีวิตคน ไม่ได้จะเอาไปใช้!”


    “เอาเงินไปช่วยชีวิตคน?” เซียวเจิ้งหันหน้ากลับมาถาม “มีคนในครอบครัวป่วยอยู่เหรอ?”


    “ไม่ใช่!” หลินเสี่ยวจู้กล่าวด้วยความโกรธ “ถ้าคุณไม่ยอมช่วยฉันก็เงียบไปได้แล้ว! ฉันจะคิดหาวิธีเอง เหอะ! ฉันเรียกคุณว่าพี่เขยไปตั้งหลายครั้ง ที่แท้ก็เป็นแค่คนขี้ขลาด!”


    “ลองเล่ามาก่อน ถ้ามีเหตุผลจริง ๆ ฉันจะยอมให้เธอยืมเงิน” เซียวเจิ้งกล่าวออกมา


    “จริงเหรอ?” หลินเสี่ยวจู้ขมวดคิ้ว จากนั้นคว้าแขนของเซียวเจิ้ง แล้วพูดว่า “คุณมีเงินจริง ๆ เหรอ? ฉันต้องการเงิน 500,000 หยวนเลยนะ!”


    เซียวเจิ้งขาอ่อน แต่พยายามกัดฟันพูดออกมาว่า “ไม่ต้องห่วง ถ้าต้องใช้เงินเพื่อช่วยชีวิตคนจริง ๆ ถึงจะเป็น 1 ล้านหยวน ฉันก็หามาให้เธอได้”


    ถึงเขาจะไม่มีเงิน แต่พวกสี่ตา ลิง และปืนใหญ่นั้นไม่ได้ขาดแคลนเงิน ตราบใดที่เขาเอ่ยปาก ถึงเป็นเงิน 1.8 ล้านหยวนก็ไม่ใช่ปัญหา


    เมื่อหลินเสี่ยวจู้เห็นว่าเซียวเจิ้งไม่ได้พูดเล่น เธอก็รีบพูดออกมาเร็วจี๋ “เมื่อคืนนี้เป็นวันเกิดเพื่อนร่วมชั้นของฉัน พวกเราทั้งกลุ่มพากันไปฉลองวันเกิดที่บาร์ ทุกคนดื่มเข้าไปหนักมาก จนไปมีเรื่องกับพวกนักเลงเข้า จากนั้นเพื่อนนักเรียนชายคนหนึ่งก็ทำให้อีกฝ่ายหัวแตก...........”


    “เขาก็เลยเรียกค่ารักษาพยาบาลสินะ?” เซียวเจิ้งเอ่ยถาม


    “ใช่ค่ารักษาพยาบาลที่ไหน!?” หลินเสี่ยวจู้ตะโกนขึ้นมาอย่างเหลืออด “มันคือค่าแบล็กเมล์ชัด ๆ! หัวแตกเลือดไหลแค่นิดเดียว แค่ไปเย็บแผลที่โรงพยาบาล จ่ายไม่กี่พันหยวนก็จบเรื่องแล้ว แต่นี่ดันเรียกเงินตั้ง 500,000!”


    เซียวเจิ้งพอจะเข้าใจสถานการณ์ของหลินเสี่ยวจู้แล้ว เขาสูบบุหรี่ และกล่าวด้วยท่าทีเกียจคร้านว่า “เธอได้เงินเดือนละ 100,000 หยวนไม่ใช่เหรอ? ถึงหัวแตกก็เสียเงินแค่ไม่กี่พันหยวนเท่านั้น แต่เธอใช้เงินเดือนละ 100,000 หยวนไปได้ยังไง? ตอนอยู่ว่าง ๆ ไม่มีอะไรทำก็โปรยเงินเล่นเหรอ?”


    หลินเสี่ยวจู้สำลักลมหายใจ “ฉันมีเพื่อนตั้งหลายคน ข้าวมื้อนึงก็หลายพันหยวนแล้ว มันก็ต้องหมดเร็วน่ะสิ!”


    เซียวเจิ้งคลี่ยิ้มออกมาเล็กน้อย ในที่สุดเขาก็เข้าใจแล้วว่า ทำไมเด็กคนนี้ถึงได้เรียกตัวเองว่าอัศวินหลิน ถึงเธอจะยังเด็ก ยังไม่รู้ความอยู่บ้าง แต่มีวัยรุ่นคนไหนบ้างที่ไม่ชอบใช้ชีวิตแบบนี้? แม้แต่เซียวเจิ้งในตอนนั้นก็ตระเวนออกไปช่วยเหลือคนเป็นประจำเหมือนกัน ถึงจะถูกตีจนตัวเขียวช้ำก็ยังไม่รู้จักหลาบจำไม่ใช่เหรอ?


    และอีกอย่าง หากมองจากอีกมุมหนึ่ง หลินเสี่ยวจู้ก็เป็นคนที่รักพวกพ้องมาก เมื่อเพื่อนร่วมชั้นมีปัญหา เธอก็ยังมีความรับผิดชอบ ออกมาหาเงินไปไถ่ตัวเพื่อนตอนกลางดึก


    เซียวเจิ้งขยี้มวนบุหรี่ จากนั้นหัวเราะแล้วพูดออกมาว่า


    “เพื่อนร่วมชั้นของเธอถูกจับตัวไปใช่ไหม?”


    “ใช่!” หลินเสี่ยวจู้พยักหน้า “พวกนั้นบอกว่า ถ้าคืนนี้ฉันหาเงิน 500,000 หยวนมาไม่ได้ พวกมันจะตัดมือเพื่อนของฉัน!”


    “งั้นทำไมเธอถึงไม่ไปแจ้งความ?” เซียวเจิ้งเอ่ยถามออกมา “ถึงพวกนั้นจะเป็นฝ่ายลงมือก่อน แต่ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องทำแบบนี้”


    สีหน้าของหลินเสี่ยวจู้เปลี่ยนไปเล็กน้อย เธอกระซิบบอกเขาว่า “พวกนั้นไม่ใช่นักเลงธรรมดา แต่เป็นแก๊งนักเลงที่ทรงอิทธิพล ถึงแจ้งความไปก็ไม่มีประโยชน์หรอก”


    “พวกเธอนี่มันใจกล้ากันจริง ๆ” เซียวเจิ้งกล่าวด้วยสีหน้าแข็งทื่อ “กลุ่มเด็กมัธยมปลายที่ขนยังไม่ขึ้น กล้าไปต่อกรกับแก๊งนักเลงใต้ดินเนี่ยนะ? เธอสะกดคำว่าตายเป็นไหม?”


    หลินเสี่ยวจู้ตระหนักถึงความร้ายแรงของสถานการณ์นี้ได้เช่นกัน เธอกล่าวออกมาอย่างหมดหนทางว่า


    “งั้นจะให้ทำยังไงล่ะ? ก็มีเรื่องกันไปแล้วนี่ หรือคุณจะให้ฉันทนเห็นเพื่อนโดนตัดมือ?”


    เซียวเจิ้งตบศีรษะของหลินเสี่ยวจู้ที่กำลังลนลานเบา ๆ จากนั้นกล่าวแนะนำเธอว่า “อย่าเพิ่งกังวลไปเลย ในเมื่อพวกมันเรียกร้องจะเอาเงิน พวกมันก็ไม่มีทางทำร้ายเพื่อนของเธอง่าย ๆ หรอก ไปกันเถอะ ฉันจะไปไถ่ตัวเพื่อนของเธอด้วย”


    หลินเสี่ยวจู้พยักหน้าอยู่หลายครั้ง ก่อนที่จะเอ่ยถามด้วยความกังวล “คุณจะเอาเงินไปด้วยไหม? พวกมันเป็นนักเลงนะ เห็นบอกว่าจะเอาเงินสดเท่านั้น”


    นักเลงเหรอ?


    เซียวเจิ้งแสยะยิ้ม ในใจก็คิดไปว่า สาวน้อย ตอนที่พี่เจิ้งไปมาหาสู่กับพวกนักเลง เธอยังเล่นโคลนอยู่ในโรงเรียนอนุบาลอยู่เลย