บันทึกโศกนาฏกรรมของหมอผี | Tragedy of A Necromancer

    บทที่ 56 | การพบพานโดยบังเอิญ 4

            ดาบสายฟ้าทั้งหนึ่งร้อยเล่มสูญสลายหายไป ขณะเดียวกันเรือนร่างของโมมิยะกำลังร่วงหล่นลงสู่พื้นดินพลันกลับคืนสู่สภาพเดิม 

            แววตาของชิรายูกิเจือแววโศกเศร้าน้อยๆ ความผิดพลาดของเธออาจนำพามาซึ่งการสูญสิ้นชีวิตของทุกคน

            ได้เห็นสีหน้าของเธอ โมมิยะจึงเร่งฝีเท้าเข้ามาใกล้พลางยื่นมือเข้าลูบหัวอย่างอ่อนโยน 

            “กลับกันเถอะ” เขากล่าวด้วยถ้อยคำอันสั้นกระชับแต่ได้ใจความกระนั้นกลับแฝงไปด้วยความห่วงอันมากล้น

            ภารกิจในวันนี้จบลงด้วยความเงียบสงัด ทุกคนต่างนิ่งเงียบเป็นเป่าสากไม่ว่ากล่าวสักหนึ่งถ้อยคำ 

            ดวงตะวันเริ่มเลือนหายไป ค่ำคืนเข้าทดแทนพร้อมนำพามาซึ่งความมืดมิดอันเป็นอนันต์

            ณ ตำแหน่งที่ตั้งค่ายชั่วคราว ประกายแสงได้ถูกจุดขึ้นท่ามกลางความมืดดำ ปรากฏเรือนร่างของเด็กสาวทั้งสามนั่งอยู่ล้อมรอบกองไฟ ค่ำคืนนี้มีแกงกะหรี่ซึ่งเหลือจากเมื่อวานเป็นอาหารเย็น

            เหล่าเด็กสาวต่างไม่พูดไม่จา ก้มหน้าก้มตาพยายามหลบหน้าไม่กล้าจ้องมองใคร 

            “ขอโทษค่ะ..” เสียงของทั้งสามถูกเปล่งขึ้นอย่างพร้อมเพรียง พวกเธอก้มศีรษะเพียงเล็กน้อยเพื่อแสดงออกถึงการขอโทษ ในใจยังคงเฝ้าคำนึงถึงความผิดพลาดซึ่งไม่มีทางแปรเปลี่ยนไปได้ตลอดกาล

            ถึงกระนั้น โมมิยะกลับไม่ถือสาว่าความ ริมฝีปากของเขาขยับยกขึ้นสูง กลายเป็นรอยยิ้มอันอ่อนโยนปรากฏขึ้นอยู่บนใบหน้า

            “สำหรับการต่อสู้กับอสูรท้องถิ่นระดับสองครั้งแรก ได้ระดับนี้ก็ถือว่าสอบผ่านแล้ว แต่ยังไงก็ตาม พวกเธอนั้นยังอ่อนด้อยเรื่องของประสบการณ์ ไม่ได้คิดประเมินสถานการณ์เลวร้ายที่อาจจะเกิดขึ้น จึงไม่ได้วางแผนสำรองเผื่อเอาไว้ ทำให้พวกเธอยังห่างไกลต่อการได้รับตรานักบุกเบิกยิ่งนัก”

            แม้จะเป็นถ้อยคำว่ากล่าวเพื่อปลอบประโลม กระนั้นโมมิยะกลับยังแฝงปรัชญาเพื่อพร่ำสอนพวกเธอในขณะเดียวกัน 

            แววตาของเหล่าเด็กสาวเจือแววความโศกเศร้าอีกครั้ง ด้วยอายุอานามเพียงสิบสามปี พวกเธอนั้นยังเด็กยิ่งนักสำหรับการเผชิญหน้ากับความกดดัน

            “แต่ก็เอาเถอะ ยังมีโอกาสอีกถมเถไป ตอนนี้รีบกินแกงกะหรี่ก่อนที่มันจะเย็นชืดดีกว่า” โมมิยะเร่งเปลี่ยนเรื่องในเร็วพลัน เพราะหากยังปล่อยเอาไว้ต่อไป พวกเธอคงรู้สึกผิดจนไม่เป็นอันกินอันนอน

            ราวสองทุ่มเศษ ได้เวลาที่เหล่าเด็กสาวจำต้องเข้าบรรทม ในขณะเดียวกัน โมมิยะกลับยังคงอดหลับอดนอนเพื่อเฝ้ายามอยู่ภายนอกเป็นค่ำคืนที่สองแล้ว

            “ไม่นึกเลยว่าจะเกิดเรื่องฉุกเฉินเช่นนี้เกิดขึ้น ทั้ง ๆ ที่คืนนี้เราควรจะเปลี่ยนกะเฝ้ายามกับโมโมซึมิแท้ๆ นี่ชั้นไม่ได้นอนมาสองวันแล้วนะ” โมมิยะกล่าวพลางเผยยิ้มด้วยสีหน้ารันทด ขอบตาทั้งสองมืดดำราวหมีแพนด้า บ่งบอกว่าตัวเขาในยามนี้กำลังเหนื่อยล้ามากเท่าใด

            แต่แล้ว เพียงสามวินาทีต่อมา สีหน้าของเขากลับแปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ความกดดันแผ่ขยายออกมา ควบรวมกับบรรยากาศอันเงียบสงัดจึงส่งผลให้ก่อเกิดเป็นอาการเคร่งขรึม


            โมมิยะลุกขึ้นยืน แววตามองแน่วเข้าไปในป่าทางตะวันตก ในหัวราวกับกำลังครุ่นคิดถึงสิ่งใดสักอย่าง และจึงเร่งเท้ามุ่งตรงไปข้างหน้าเข้าสู่ป่าลึกอย่างไม่รีรอ

            ห่างออกมาจากจุดตั้งแคมป์ราวร้อยเมตรไปทางทิศตะวันตก โมมิยะยืนนิ่งสงบท่ามกลางเหล่าต้นไม้ใหญ่ รอบข้างไม่มีผู้ใดรอคอยอยู่ กระนั้นแววตาของเขากลับแฝงความระมัดระวังอย่างถึงที่สุด

            “ออกมาซะ! ชั้นรู้ว่าแกกำลังเฝ้ามองพวกเราอยู่” โมมิยะเปล่งเสียงตะโกน เขานั้นกำลังพูดคุยอยู่กับใคร เพราะบริเวณรอบกายมิได้ปรากฏร่องรอยของสิ่งมีชีวิตใดอยู่เลย

            ทันใดนั้น ใครบางคนได้ปรากฏออกมาจากความมืดมิด ภาพแรกที่โมมิยะพบเห็นคือรอยยิ้มอันน่าพิศวงของชายผู้หนึ่ง เขานั้นคือกวี

            “แกเป็นใคร ?” โมมิยะเริ่มต้นเปล่งเสียงขึ้นอีกครั้งเพื่อเอ่ยถาม

            “ไม่เอาน่า นี่ไม่เจอกันแค่ปีเดียวก็ลืมกันแล้วรึ นายนี่มันใจร้ายจริงๆ” 

            โมมิยะนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งเพราะมิอาจเข้าใจความหมายในถ้อยคำของอีกฝ่าย ในหัวของเขา กลับไม่พบผู้ใดซึ่งมีใบหน้าใกล้เคียงกับชายผู้นี้แม้แต่น้อย

            ปลายนิ้วสัมผัสปอกดาบ โมมิยะเพิ่มทวีความระมัดระวังอย่างถึงที่สุดและจึงกล่าว

            “ชั้นสัมผัสได้ถึงความแข็งแกร่งที่ซ่อนเร้นอยู่ในตัวของนาย แต่ทักษะการสอดแนมของนายมันช่างห่วยบรม แต่ในขณะเดียวกัน ทักษะการตรวจจับกลับดีเยี่ยมในระดับหนึ่ง ซึ่งนายคงรู้ได้ในทันทีว่าชั้นสัมผัสตัวตนของนายได้ตั้งแต่เมื่อวานแล้ว แต่ถึงอย่างนั้น นายกลับไม่คิดจะสู้หรือล่าถอย นายต้องการอะไรจากพวกเรา ?”

            ทั้งสองจดจ้องมองหน้ากันเมื่อเสียงของโมมิยะสิ้นสุดลง แต่ทว่าในครู่ต่อมา กวีกลับทอดถอนหายใจประหนึ่งหญิงแก่ในช่วงวัยสุดท้ายของชีวิต

            “นี่ชั้นโดนเพื่อนเก่าเพื่อนแก่ลืมไปแล้วจริง ๆ สินะ” 

            โมมิยะยังไม่เข้าใจคำตอบของอีกฝ่าย ถึงกระนั้นเขากลับยังคงเฝ้ารับฟังในฐานะผู้ฟังที่ดีอยู่ต่อไป

            ในช่วงเวลาต่อมาเพียงไม่นาน กวีจึงเริ่มต้นว่ากล่าวขึ้นมาอีกครั้ง 

            “FEAR”

            พลันสิ้นเสียงของเขาเพียงไม่นานนัก แววตาของโมมิยะกลับเบิกกว้างในทันที “อย่าบอกนะว่านายก็คือ..” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงเจือแววตกตะลึง แน่นอนว่าตัวเขาย่อมล่วงรู้ถึงเรื่องราวทั้งหมดได้ในฉับพลัน

            รอยยิ้มที่ปรากฏอยู่บนใบหน้าของอีกฝ่ายคือคำตอบ จึงไม่จำเป็นต้องถามไถ่สิ่งใดให้มากความอีก 

            โมมิยะเร่งหันหน้าซ้ายขวา ราวกับว่ากำลังเฝ้าสังเกตว่ามีผู้ใดจับตามองอยู่

            “ห้วงแห่งการบรรทม” เขาเร่งยื่นมือออกไปข้างหน้าพลางเปล่งวาจาเพื่อเรียกใช้งานทักษะ ทันใดนั้น รอบกายของเขาและกวีจึงปรากฏลูกบาศก์สีครามเข้าปกคลุมในทั่วทุกมุม

            “นี่คืออะไร ?” กวีกวาดสายตามองจนทั่วพลางเอ่ยถามด้วยความสงสัย

            “ไม่ต้องเป็นห่วง นี่คือหนึ่งในทักษะลึกลับประเภททั่วไปของชั้น มันคือกำแพงลวงตา ผู้คนภายนอกจะมองเห็นจุดนี้เป็นเพียงป่า และจะไม่มีเสียงของเราเล็ดลอดออกไปแม้แต่น้อย”

            สิ้นสุดการอธิบายของโมมิยะ กวีจึงเผยยิ้มออกมาอย่างพึงพอใจและจึงพูดขึ้น “ก็ดี ชั้นเองก็ไม่ชอบให้ใครมายุ่งระหว่างที่ชั้นกำลังพูดคุยกับเพื่อนเก่าเหมือนกัน”

            ช่างน่าพิศวง โมมิยะมิอาจคาดเดาถึงความคิดของกวีได้เลย ภายในรอยยิ้มอันเริงร่าของเขา ในหัวกำลังครุ่นคิดถึงสิ่งใด กำลังดีใจเพราะได้เจอเพื่อนเก่า หรือในอีกฟากหนึ่ง หรือเขานั้นกำลังดีใจเพราะได้พบกับชายผู้ซึ่งละทิ้งเขามาแล้วครั้งหนึ่ง

            โมมิยะล้มตัวลงนั่งอยู่เหนือพื้นดิน “นั่งก่อนสิ พวกเราคงต้องใช้เวลาคุยกันสักพักหนึ่ง” ซึ่งกวีมิได้บอกปัดปฏิเสธพลันนั่งลงอยู่ ณ ที่นั่งตรงข้ามกับอีกฝ่าย

            ทั้งสองร่วมกันก่อกองไฟ ในมือมีเนื้อตากแห้งเป็นกับแก้ม โดยมีเรื่องเล่าของกันและกันเป็นอาหารจานหลัก

            ช่วงเวลาได้ล่วงผ่านไปราวห้านาที กระนั้นบรรยากาศโดยรอบกลับยังคงเงียบสงัดประหนึ่งป่าช้าในยามราตรี 

            และแล้ว โมมิยะจึงเป็นฝ่ายแรกที่เริ่มเปิดฉากบทสนทนา

            “แล้ว.. ทำไมชั้นถึงเห็นผีของคนตายได้กันล่ะ นายเป็นผีสินะถึงได้ตัวสูงอย่างกับไปกินเสาไฟฟ้ามา แล้วไอ้หน้าตาอันหล่อเหลานั่นมันอะไร นี่นายกำลังดูถูกชั้นอยู่สินะ” โมมิยะเปิดฉากด้วยวาจาถากถาง ไม่แปลก เพราะบุคคลซึ่งกำลังนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามของเขา กลับมีใบหน้าและรูปลักษณ์ภายนอกแตกต่างไปจากเมื่อราวหนึ่งปีก่อนราวกับเป็นคนละคน

            ถึงกระนั้น ถ้อยคำของโมมิยะกลับสร้างรอยยิ้มให้แก่กวี ราวกับตนได้หวนย้อนเวลากลับคืนสู่อดีตอีกครั้ง ถึงแม้จะไม่มีเรื่องราวอันใดให้น่าคิดถึงก็ตาม

            “ก็นะ ทางชั้นเองก็มีหลาย ๆ สิ่งเกิดขึ้นเหมือนกัน” กวีกล่าวด้วยวาจาเป็นกันเอง

            แต่แล้ว เมื่อย้อนคำนึงถึงสิ่งที่เกิดขึ้น สีหน้าของโมมิยะเจือแววแห่งความโศกเศร้าในฉับพลัน ภาพต่าง ๆ เมื่อหนึ่งปีก่อนได้หวนย้อนคืนกลับมา 

            โมมิยะก้มหัวแนบชิดกับพื้นดินและพูดขึ้น “ชั้นขอโทษ สำหรับทุกเรื่องที่ผ่านมา”

            พลันได้ยินถ้อยคำจากอีกฝ่าย รอยยิ้มบนใบหน้าของกวีจึงหุบลงโดยไม่รู้สาเหตุ

            เขาจ้องมองโมมิยะที่กำลังคุกเข่าอยู่ตรงหน้า ในหัวกำลังครุ่นคิดถึงสิ่งใดอยู่ คงไม่มีผู้ใดล่วงรู้นอกเหนือไปจากตัวเขาเพียงผู้เดียว

            “ช่างมันเถอะ” กวีเริ่มเปล่งเสียงว่ากล่าวอีกครั้งพลางทอดถอนลมหายใจออกมา “ถ้าชั้นตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกันกับนาย ชั้นเองก็คงจะทำแบบนั้นเหมือนกัน โลกใบนี้ไม่ใช่โลกแห่งเกม แต่เป็นโลกแห่งความเป็นจริงอันแสนโหดร้ายทารุณต่างหาก”

            กวีมิได้กล่าวโทษโมมิยะสำหรับทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้น ย้อนกลับไปในวันนั้น หากโมมิยะคิดต่อต้านบาทหลวงเฒ่าฮูโม่ ก็เท่ากับว่าตัวเขานั้นคิดต่อต้านหนึ่งในสามมหาประเทศแห่งทวีปกูรันก้า

            ถึงกระนั้น ความรู้สึกผิดบาปในจิตใจก็มิได้เลือนหายไป 

            “แต่ถึงยังไงชั้นก็ต้องขอโทษนายอยู่ดี ขอโทษจริงๆ”

            กวีนั้นล่วงรู้อยู่ตั้งแต่ต้น ในวันแรกที่ได้พบกัน กวีย่อมรู้ดีว่าชายผู้มีนามว่าโมมิยะหัวรั้นมากเพียงใด

            กวีทอดถอนหายใจราวกับกำลังเป็นทุกข์ หากเป็นเช่นนี้ต่อไป เพื่อนเก่าคนนี้คงก้มหัวขอโทษข้ามคืนข้ามวัน

            “งั้นเพื่อเป็นการไถ่บาป ช่วยเงยหน้าขึ้นมาและเล่าเรื่องในช่วงเวลาตลอดหนึ่งปีให้ชั้นฟังหน่อยสิ” เขายื่นข้อเสนอออกไป ซึ่งโมมิยะเองก็รับเอาไว้แต่โดยดี 

            จากเรื่องเล่าของโมมิยะ นับตั้งแต่ที่กวีถูกลอบยิงท่ามกลางฝูงชน ผู้กล้าคนอื่นก็ล้วนแล้วแต่แยกย้ายกันไปตามเส้นทางของตน 

            ทางด้านของโมมิยะ ตัวเขานั้นได้เริ่มต้นอาชีพเป็นนักบุกเบิก โดยมีนามแฝงคือนักรบไร้เงายามาดะ

            “ชื่อห่วยซะไม่มี”

            “ช่างชั้นเถอะน่า”

            บรรยากาศโดยรวมชี้ชวนให้น่าคิดถึง วันเก่า ๆ ที่เคยคุยกัน แม้เมื่อเทียบตามระยะเวลา ทั้งสองนั้นคงรู้จักกันแค่เพียงวันเดียว ถึงกระนั้น ประหนึ่งกับการได้พบเพื่อนเก่าในยามแก่ ทุกถ้อยคำจึงชวนเฝ้าฝันให้ย้อนคำนึงถึงวันวานได้ดีเสียนี่กระไร

            “แล้วคนอื่น ๆ ล่ะ ?” เมื่อนั้นกวีจึงเร่งเอ่ยถามขึ้นอีกครั้ง

            “ก่อนอื่นก็เริ่มจากคุณเซโน่ นับตั้งแต่ที่พวกเราแยกย้ายกันไป หลังจากนั้นก็ไม่ได้ข่าวคราวของเขาอีกเลย” โมมิยะกล่าว

            ได้ยินเช่นนั้น กวีจึงเริ่มต้นขบคิด

            “คิดว่าตายแล้วรึเปล่า ?” เริ่มต้นคำถามอีกครั้ง 

            ทว่าโมมิยะกลับส่ายหัวและกล่าว “ชั้นไม่คิดว่าคนคนนั้นจะถูกฆ่าตายง่าย ๆ หรอกนะ ทั้งตอนที่เริ่มฝึกฝนในระหว่างที่นายถูกจับ คุณเซโน่ก็คือหนึ่งคนที่โดดเด่นที่สุดในหมู่พวกเราทั้งสามคน เขาฉลาด แข็งแกร่ง และเรียนรู้อะไรต่อมิอะไรได้ค่อนข้างรวดเร็ว..”

            ในระหว่างที่เอ่ยถ้อยคำว่ากล่าว โมมิยะได้หยุดยั้งวาจาไปครู่หนึ่ง เขาครุ่นคิด และจึงเปล่งเสียงเอ่ยพูดขึ้นมาอีกครั้ง

            “ไม่รู้ว่าชั้นคิดไปเองรึเปล่า แต่คุณเซโน่ดูเหมือนจะรู้อะไรต่อมิอะไรไปเสียทุกอย่าง เขาแทบไม่เคยพบเจอปัญหาคอขวดระหว่างฝึกฝนด้วยซ้ำ ราวกับว่า..”

            ‘คุณเซโน่เคยอาศัยอยู่ ณ ดินแดนแห่งนี้มาก่อน’

            กวีครุ่นคิดตามขณะที่รับฟังคำบอกเล่าของโมมิยะ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว เซโน่เคยเตือนเขาครั้งหนึ่งว่าอย่าได้เสียเวลาไปยุ่งกับบุตรสาวแห่งตระกูลเบลเรม 

            แต่ถึงกระนั้น หลักฐานทั้งหมดกลับยังคงไม่เพียงพอ

            “เป็นไปไม่ได้หรอก” กวีเริ่มกล่าวอีกครั้ง 

            “ทำไมนายถึงคิดแบบนั้น ?” โมมิยะที่สงสัยใคร่รู้จึงเร่งเอ่ยถาม 

            “ก็ลองคิดดูสิ หนึ่งคนสามารถมีศาสตร์เฉพาะได้เพียงหนึ่งเดียว ซึ่งหากเซโน่เป็นคนของโลกใบนี้จริง งั้นเขาเองก็ต้องมีศาสตร์เฉพาะอยู่ก่อนแล้วอย่างแน่นอน”

            ยังไม่ทันได้สิ้นสุดวาจา กวีกลับฉุกคิดได้ถึงบางสิ่ง เอามือเท้าคางพลางแสดงออกถึงสีหน้าบ่งบอกถึงความจริงจัง ขอถอนถ้อยคำที่พึ่งเอ่ยไปเมื่อครู่จนหมดสิ้นอย่างรวดเร็ว

            “จะว่าไป.. หากมองจากสีหน้าของเจ้าตัวในตอนนั้น สิ่งที่นายสงสัยก็อาจมีมูลอยู่บ้างเช่นกัน” กวีเริ่มต้นสงสัย