อากิระกับเมเทียร์ เดินทางขึ้นมาถึงชั้นบน บนชั้นนี้มีห้องมากมายเช่นเดียวกับชั้นล่างแต่ทุกห้องล้วนเป็แค่ห้องพักธรรมดา จนมาถึงห้องสุดท้ายเป็ห้องที่มีป้ายสลักไว้ว่า ‘ห้องของหัวหน้า’
พวกเขาเข้าไปยังห้องนั้นและค้นหาจนทั่วห้องแต่ทว่าสิ่งที่พบกับไม่มีสิ่งใดเลย สิ่งที่พบมีเพียงบันทึกเก่าเล่มเดียวเท่านั้น ซึ่งทีแรกเมเทียร์ก็ไม่ได้สนใจอะไร แต่อากิระกลับสนใจมันอย่างมา จึงหยิบออกมาเปิดดูเผื่อจะมีเบาะแสอะไรบ้าง
ทันทีที่เขาเปิดบันทึกนั้นออกมันก็ส่องแสงสว่างออกมาแล้วลอยออกจากมือของอากิระ
“อ..อะไรกันน่ะ”เมเทียร์อุทานออกมา
“สมุดบันทึกนั้น น่าจะเป็ไอเทมบันทึกแห่งความทรงจำครับ อย่าลืมว่า NPC ในเกมนี้เองก็ใช้ไอเทมได้นะครับ”อากิระสันนิฐานออกมา
ทันใดนั้นหนังสือก็ฉายภาพออกมา เป็ภาพของชายวัยกลางคนมีใบหน้าที่ซีดเซียว เส้นผมสีน้ำตาลของเขามีผมหงอกแซมอยู่ประปราย แล้วภาพนั้นก็เริ่มขยับปากตามมาด้วยเสียงพูดที่ทุ้มต่ำ
“ผู้ที่เปิดบันทึกนี้เอ๋ย พวกท่านคงจะกำจัดสเตียร์ได้แล้วสินะ”ชายในภาพนั้นเอ่ยออกมาด้วยสีหน้าหมองหม่น
“ข้าคือหัวหน้าคนงานในประภาคารนี้ ประภาคารนี้นอกจากจะมีไว้เพื่อนำทางให้กับเรือแล้วคนงานในประภาคารนี้ยังทำงานสำรวจสิ่งของในทะเล ทุกครั้งที่พวกเขากลับมาก็มักจะมีของล้ำค่าในยุคโบราณกลับมาให้ ทันทีที่พวกเราได้รับมาพวกเราก็จะนำไปส่งให้พิพิธภัณฑ์ที่เมืองใหญ่ และในกลุ่มนักสำรวจนี้ก็มีลูกชายของข้าสเตียร์ด้วยเช่นกัน”
ทันทีที่ได้ยินชื่อสเตียร์เมเทียร์ก็แสดงท่าใออกมา แต่พอเธอหันไปมองใบหน้าของอากิระ อากิระกลับมีใบหน้านิ่งเฉยราวกับคาดคิดเอาไว้แล้วว่าจะเป็แบบนี้ เธอจึงหันกลับไปทางภาพบันทึกเพื่อฟังเื่ราวต่อ
“สเตียร์นั้นเป็เด็กหนุ่มที่สดใสร่าเริง เขาเป็คนที่มีน้ำใจกับเพื่อนร่วมงานเป็อย่างมาก เวลาที่ออกไปสำรวจกับเพื่อนๆเขามักจะกลับมาพร้อมกับหินสวยๆมากมาย
และในวันหนึ่งเขาและกุ่มนักสำรวจนั้นได้ออกทะเลไปเพื่อสำรวจเหมือนกับทุกครั้งแต่ครั้งนี้นั้นต่างออกไปพวกเขาหายไปนานกว่า 2 ปี และในที่สุดในวันที่พวกเขากลับมานั้นสิ่งที่พวกเขานำกลับมาก็คือภาพสลักที่มีรูปของัทะเลและเมืองแห่งหนึ่ง จากที่ข้าได้ลองถามดูพวกเขาเดินทางไปหลายทวีปแต่กลับไม่เจออะไรเลยพวกเขาจึงถอดใจและเดินทางกลับมา
ทว่าในระหว่างทางเขาได้เข้าพักที่เกาะร้างแห่งหนึ่งที่อยู่ไม่ใกลจากเมืองเทซิสแห่งนี้และที่นั่นพวกเขาก็ได้พบกับภาพสลักนี้ และเช่นเคยสเตียร์ได้พบกับหินสวยงามที่นั่นมาเช่นกัน หินก้อนนี้เป็หินผลึกสีครามที่มีความสวยงามเป็อย่างมาก แต่ว่านับั้แ่กลับมาสเตียร์ก็เปลี่ยนไปจากเด็กหนุ่มที่เคยร่าเริงก็กลายเป็เด็กหนุ่มเงียบๆที่พูดเพียงไม่กี่คำ ข้าที่ได้เห็นสภาพของลูกชายก็ทนไม่ได้จึงได้ซักถามเขาเพื่อหาสาเหตุ ทว่าสเตียร์กลับมีอาการตัวสั่นราวกับหวาดกลัวบางสิ่งบางอย่างเป็อย่างมาก
เขาบอกมาว่าเขาถูกสาบในวันนั้นหลังจากที่เขาเก็บหินผลึกนั้นมาแล้วเขาก็พบกับโพรงลึกลับแต่เพราะมันถูกปกคลุมไปด้วยหญ้าจึงไม่มีใครเห็น และพอเขาลงไปยังโพรงนั้นจนถึงก้นหลุมเขาก็พบกับดวงตาขนาดใหญ่เป็ดวงตาสีเหลืองที่เหมือนกับดวงตาของงูมันมองมาที่เขาและเปล่งแสงออกมา หลังจากนั้นสเตียร์ก็หนีออกมาเขากลัวมากและเขาก็ไม่กล้าที่จะเล่าให้ใครฟังเพราะกลัวทุกคนจะลงไปสำรวจที่แห่งนั้น”
เล่าถึงตรงนี้ใบหน้าของชายที่เป็ภาพบันทึกก็หม่นหมองลงอย่างเห็นได้ชัด
“สเตียร์เขาบอกว่านับแต่นั้นมาเขาก็ฝันร้ายมาตลอดในฝันนั้นเขาได้พบกับดวงตานั้นอีกครั้ง และมีเสียงออกมาจากดวงตานั้นบอกกับสเตียร์ว่า ‘เ้าจะกลายเป็ตุ๊กตาของข้า พวกเ้าที่บังอาจแตะต้องของที่ไม่ควรััจะต้องตาย มือของเ้าจะต้องแปดเปื้อนไปด้วยเืของพวกพ้อง’และเมื่อเขารู้สึกตัวอีกทีรอบตัวเขาก็จะเต็มไปด้วยศพของทุกคนในประภาคารแห่งนี้ จากนั้นเขาก็จะใตื่นขึ้น”
จากนั้นใบหน้าของชายในภาพบันทึกที่ฉายออกมาก็ปรากฏน้ำตาออกมา
“และแล้วมันก็มาถึง ในวันที่พวกเรากำลังจะนำภาพสลักนั้นไปส่งให้กับพิพิธภัณฑ์ในเมืองใหญ่ก็เกิดสิ่งไม่คาดฝันขึ้น มีเสียงกรีดร้องด้วยความเ็ปมาจากในประภาคารทันทีที่พวกข้าวิ่งกลับเข้ามาก็พบกับรอยเืลากยาวเข้าไปในห้องที่มีทางลับลงไปยังห้องใต้ดินของประภาคารพวกข้าก็รีบตามลงไป
และที่นั่นเองข้าก็ได้เห็นร่างไร้ิญญาของคนงานคนหนึ่งในประภาคารแห่งนี้ และที่ใกล้กับศพนั้นก็มีร่างของสเตียร์ที่ยืนอยู่มือของสเตียร์นั้นกลายเป็หินแหลมที่โชคไปด้วยเื ข้าของเขาจมลงไปในพื้นดิน และพื้นดินบริเวณนั้นก็มีวงแหวนเวทมนต์ที่แปลกประหลาดปรากฏขึ้น ใบหน้าของสเตียร์มีน้ำตาที่เป็สายเืเขามองมาทางพวกข้าแล้วก็พร่ำบอกออกมาว่าขอโทษ แล้วร่างของเขาก็ค่อยๆจมลงไปในพื้นจนกระทั่งจมหายไปจนหมดทั้งร่าง แล้วนรกที่แท้จริงก็ปรากฏขึ้นพื้นทั่วห้องใต้ดินกลายเป็สีเทา
ตรงวงแหวนเวทมนต์ที่ร่างของสเตียร์จมลงไปก็มีบางสิ่งบางอย่างปรากฏขึ้นมา มันเป็อสูรกาย ที่มีรูปร่างคล้ายมนุษย์แต่ท่อนล่างของมันกลับยึดติดอยู่กับพื้นดิน มันแผดเสียงกรีดร้องออกมาราวกับว่านั่นเป็เสียงกรีดร้องของสเตียร์ และในตอนนั้นเองที่พื้นของห้องใต้ดินก็ปรากฏหนามขนาดั์พุ่งเข้าใส่พวกเราและคร่าชีวิตเราไปมากมาย ตัวข้าและคนที่เหลือรอดมาได้รีบวิ่งหนีออกจากห้อง ระหว่างที่วิ่งข้าก็หันกลับไปมองสิ่งที่เห็นก็คือศพและเืที่กระจายอยู่ในห้องใต้ดินค่อยถูกพื้นดินดูดกลืนลงไปจน
ข้าและพวกพ้องที่หนีออกมาก็ตรงไปยังประตูประภาคาร และในตอนนั้นข้าก็หยุดฝีเท้าของตัวเองพอเหล่าคนงานที่เหลือออกไปได้จนหมดข้าก็ปิดล็อกประตูของประภาคารไว้ และหันกลับข้าได้บันทึกเื่ราวต่างๆที่เกิดขึ้น ตัวข้าที่ไม่อาจทอดทิ้งสเตียร์ไปได้จึงเลือกที่แห่งนี้เป็สถานที่ตายข้าจึงทำการปิดผนึกชั้นบนของประภาคารและอาศัยอยู่้านี้เพียงลำพัง ข้ามารู้ทีหลังว่าหินผลึกที่สเตียร์นำมานั้นเป็หินอัญเชิญอสูร ข้าจึงนำหินผลึกนั้นกับภาพสลักเก็บไว้กับตัวข้าและอยู่รอวันตาย”
สิ่งที่บันทึกไว้มีเพียงเท่านี้แล้วทั้งภาพบันทึกและบันทึกแห่งความทรงจำก็สลายหายไป
“ผมรู้สึกว่ามันมีบางอย่างที่ไม่สมเหตุสมผล”อากิระกล่าวขึ้นมา
“อะไรล่ะ”เมเทียร์เอ่ยถามอากิระ พร้อมกับทำหน้าสงสัย
“ตามที่ได้ยินในบันทึกที่ด้านร่างไม่พบซากอะไรเลยเป็เพราะถูกดูดลงไปใต้ดินถูกมั้ยครับ”อากิระเอ่ยออกมา
“ก็ใช่นะ แล้วมันทำไมเหรอ”
“แล้วถ้าเป็อย่างนั้น ศพของหัวหน้าคนงานที่ไม่ได้ตายที่ห้องใต้ดินไปอยู่ที่ไหนล่ะครับ”
สิ้นคำของอากิระ เมเทียร์ก็ทำท่าทางครุ่นคิดเพียงไม่กี่วินาทีเธอก็เบิกตากว้างขึ้นมา
“นายหมายความว่า”
“บนชั้นนี้ ไม่สิในห้องนี้ต้องมีกลไกเปิดห้องลับอยู่แน่นอนครับ”อากิระยืนยันออกมา
แล้วทั้งคู่ก็ช่วยกันรื้อคนทุกซอกทุกมุมในห้องจนกระทั่ง พบแผ่นไม้ที่เลื่อนได้คล้ายกับสวิตช์แบบเลื่อนอยู่ในโต๊ะลิ้นชัก แล้วพอเลื่อนแผ่นไม้นั้นผนังห้องด้านหนึ่งก็เปิดออก เผยให้เห็นโครงกระดูกที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ที่โต๊ะด้านข้างมีหินผลึกสีฟ้าคราม และหินสลักรูปัทะเลวางอยู่ เมเทียร์จึงหันมามองหน้าอากิระ
“ตามสัญญาผลึกอัญเชิญอสูรต้องเป็ของฉัน”เธอกล่าวทวงสัญญาออกมา
“ไม่ต้องห่วงผมรักษาสัญญาอยู่แล้ว แต่ว่าภาพสลักนั่นผมขอนะ”อากิระกล่าวอออกมาด้วยรอยยิ้ม
“ได้สิเพราะที่ฉัน้าก็มีเพียงแค่ผลึกอัญเชิญอสูรเท่านั้น”
แล้วทั้งคู่ก็หยิบไอเทมขึ้นมาคนละชิ้น
‘ผู้เล่นอากิระ ได้รับภาพสลักเทพอสูรแห่งท้องทะเล ค่ะ’
‘ผู้เล่นเมเทียร์ ได้รับผลึกอัญเชิญ อสูรทะเลไซเรน ค่ะ’
สิ้นเสียงรายงานอากิระก็ตรวจสอบรายละเอียดของภาพสลักก็พบว่าเป็เพียงแค่ภาพสลักธรรมดาๆเท่านั้น
หลังจากนั้นทังคู่ก็ออกมาจากดันเจี้ยน
“อืม แล้วหลังจากนี้เธอจะทำยังไงต่อล่ะครับ”อากิระกล่าวถามออกมา
“ฉันจะเดินทางออกจากเมืองนี้แล้วล่ะ แล้วนายล่ะจะทำยังไงต่อ”
“ผมนัดเพื่อนๆเอาไว้ครับ เพราะงั้นคงต้องกลับไปรอที่โรงแรม”
“งั้นนายต้องระวังตัวด้วยนะ เพราะพวกั์สีครามคงเริ่มออกหาตัวนายแล้วล่ะ”
“ไม่ต้องห่วงครับจนกว่าเพื่อนผมจะมาผมจะไม่ออกจากห้องพักเด็ดขาด”
แล้วทั้งสองคนก็ล่ำลากันพอเป็พิธี หลังจากนั้นอากิระก็หยิบหน้ากากสีขาวล้วนออกมาพอเขาใส่เข้าที่ใบหน้า ใบหน้าของเขา และชุดที่ใส่ก็เปลี่ยนไป
ไอเทม หน้ากากเปลี่ยนลักษณ์ (สามารถเปลี่ยนใบหน้าของผู้เล่นได้นาน 2 ชั่วโมง)มันเป็ไอเทมที่ผู้เล่นสร้างขึ้น เป็ 1 ในไอเทมที่อากิระซื้อเอาไว้ระหว่างที่เดินฆ่าเวลา เขาเห็นว่าผู้เล่นที่สร้างนั้นกำลังจะเลิกเล่นจึงเหมามาทั้งหมด
แล้วเขาก็เดินกลับเข้าเมืองโดยมีเป้าหมายอยู่ที่ห้องพักของโรงแรมที่ได้จองเอาไว้
หลังจากกลับมาถึงห้องพักอากิระก็จัดการธุระส่วนตัว แล้วติดต่อหาลูน่าเพื่อบอกชื่อโรงแรมและหมายเลขห้องที่ตนจองเอาไว้รวมถึงรหัสลับด้วย จากนั้นเขาก็เปิดบอร์ดสาธารณะเพื่อหาดูข่าวสารในเมืองเทซิส
ตอนนี้สิ่งที่เขารู้แน่นอนแล้วคือ
1. พวกั์สีครามกำลังไล่ตามหาผู้เล่นที่ฆ่าสมาชิกของตนอย่างเอาเป็เอาตาย
2. พวกั์สีครามปิดล้อมพื้นที่ส่วนตัวที่สำคัญอย่างโรงแรมและอาคารระบบเอาไว้เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้เล่นที่พวกมันตามล่าหนีเข้าไป หรือหากอยู่ข้างในจะได้แอบหนีออกมาไม่ได้
3. พวกั์สีครามปิดล้อมประตูเมืองและอาคารวาร์ปเอาไว้คนนอกเข้าได้แต่คนในห้ามออก
“เล่นกันแรงจังแฮะพวกนี้”อากิระเอ่ยออกมาลอยๆ
ทันใดนั้นก็มีเสียงเคาะประตู
“ใครครับ”อากิระตอบกลับพลางเรียกดาบออกมาถือ
“สายลม และแสงจันทร์”เสียงผู้ชายที่กวนอารมณ์ตอบกลับมา
พอได้ยินข้อความที่อีกฝ่ายพูดออกมา อากิระก็ผ่อนคลายลงและเปิดประตูให้
ผู้ที่ยืนอยู่ตรงหน้าคือ ชายหนึ่งคนและหญิงสาวหนึ่งคน
ชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้ามีรูปร่างสูงกว่าอากิระเล็กน้อย ใบหน้าคมแฝงไปด้วยแววขี้เล่น ผมสีน้ำตาล เส้นผมด้านหลังถักเป็เปียยาวถึงกลางหลัง ดวงตาสีน้ำเงินซีด บนร่างกายมีลวดลายที่เหมือกับลวดลายในพวกโบราณสถาน ชุดที่ใส่เป็ชุดนักสู้สีดำ มีส่วนเกราะเป็โลหะสีเงินและประดับด้วยลายสีแดง แขนข้างขวามีอาวุธประเภทสนับมือสีแดงมีส่วนที่เป็เกราะยาวถึงข้อศอก แขนด้านซ้ายมีอาวุธประเภทสนับมือสีเงินลายสีแดงยาวมีที่เป็เกราะยาวถึงไหล่
ทางด้านหญิงสาวนั้น เป็หญิงสาวร่างเล็กใบหน้าสวยงามออกไปทางน่ารักมากกว่า หูสองข้างแหลมละยาว ดวงตาด้านซ้ายและขวาเป็คนละสี ตาข้างซ้ายสีฟ้า ข้างขวาสีแดง เช่นเดียวกับสีผมที่มีสองสี โดยที่ด้านขวามีสีดำ และด้านซ้ายมีสีขาว ชุดที่สวมอยู่เป็ชุดเกราะเบาของจอมเวทย์สีม่วงแดง เปิดเผยผิวขาวเนียนให้เห็น ถุงมือข้างซ้ายสีดำและข้างขวาเป็สีขาวเช่นเดียวกับถุงน่อง
อากิระที่เจอหน้าทั้งสองคนมองด้วยสายตาที่ดูระอาใจเป็อย่างมาก คนทั้งสองที่อยู่ตรงหน้าเขาคือวายุ เพื่อนสนิทหรือในเกมนี้มีนามว่าเทมเพสต์ และจันทรา น้องสาวของเขาหรือชื่อที่ใช้ในเกมคือลูน่า
“อ…เอ่อพี่คะทำไมถึงทำหน้าแบบนั้นล่ะ”ลูน่าเอ่ยถามออกมา
“นั่นดิ ทำไมทำหน้างั้นฟะ”เทมเพสต์กล่าวเสริม
“รสนิยมในการแต่งตัวละครของพวกแกนี่มัน…”พูดเพียงแค่นี้อากิระก็ถอนหายใจยาวออกมา
“ด…เดี๋ยวสิพี่คะ ม…ไม่เห็นต้องทำหน้าระอาขนาดนั้นเลย”ลูน่ากล่าวออกมาอย่างตะกุกตะกัก
“ฉันจะแต่งตัวละครยังไงมันไปหนักส่วนไหนของแกวะ”เทมเพสต์ะโออกมาเสียงดัง
อากิระเพียงแค่ทำหน้าระอามากกว่าเดิมแล้วถอนหายใจสั้นๆ จากนั้นก็เบือนหน้าหนี
“เข้ามาก่อนสิ”อากิระพูดสั้นๆแล้วเดินกลับเข้าห้อง
“เห้ย ไอ้อากิระไอ้ท่าทางเมื่อกี้หมายความว่าไงฟะ”
“พี่คะ อย่าทำท่าทางแบบนี้สิ”
แม้ทั้งสองคนจะโวยวายกับท่าทางของอากิระ แต่ก็ยอมเดินตามเข้าไปในห้องแต่โดยพร้อมกับปิดประตูลง หลังจากที่เข้ามาในห้องและทั้งสามคนจัดแจงหาที่นั่งแล้วพวกเขาก็เปิดการสนทนาออกมา
“ว่าแต่ไอ้พวกบ้าที่มันล้อมอาคารกับโรงแรมทั้งหลายในเมืองนี่มันอะไรกัน”เทมเพสต์เป็คนเริ่มกล่าว
“พี่เทมเพสต์ไม่ได้เปิดดูบอร์ดข่าวสารเลยเหรอคะ”ลูน่าถามออกมา
“ถ้าไอ้บ้านี่มันรู้จักข่าวสารมันคงเป็ผู้เป็คนไปบ้างแล้วล่ะ”อากิระกล่าวเหน็บแนมออกมา
“แกหมายความว่าไงฟะ อากิระ”เทมเพสต์ตะคอกใส่อากิระทันที
“ก็หมายความว่าแกมันบ้าไง”อากิระตอบด้วยใบหน้าเรียบเฉย
“หนอย…แก”เทมเพสต์กัดฟันพูดออกมา แต่พูดได้เพียงแค่นี้เสียงเล็กที่กังวานใสราวกับเสียงกระดิ่งก็ขัดขึ้นมา
“พี่สองคนอย่าเพิ่งมาทะเลาะกันตอนนี้ได้มั้ยคะ”ลูน่าพูดออกมา “ส่วนเื่ที่พวกกิลด์เ้าถิ่นนั้นปิดล้อมอาคารและทางเข้าออกเมืองไว้เพราะว่ามีคนไปฆ่าสมาชิกกิลด์นั้นเข้า ตอนนี้พวกเขาเลยกำลังตามล่าอยู่น่ะค่ะ”
“งั้นเหรอ แล้วใครมันดันบ้าไปมีเื่กับกิลด์เ้าถิ่นเนี่ย”เทมเพสต์พูดออกมาหลังฟังเื่ที่ลูน่าเล่าให้ฟัง
“อ๋อ ฉันเองแหละ”อากิระพูดออกมาด้วยใบหน้านิ่งเฉยราวกับไม่ไช่เื่สำคัญ
““ว่าไงนะ””เทมเพสต์ กับลูน่าอุทานพร้อมกัน
“นี่แก บ้าจี้อะไรถึงได้ไปมีเื่กับกิลด์เ้าถิ่นวะ”เทมเพสต์เอ่ยถามออกมาแบบที่แทบจะไม่เชื่อหูตัวเอง แม้เขาทั้งสองสองคนจะชอบการต่อสู้เหมือนกันแต่วิธีการต่อสู้ของพวกเขาต่างกัน ปกติเวลาเล่นเกมด้วยกันคนที่จะเป็ฝ่ายลุยก็คือเขา ส่วนอากิระจะเป็พวกที่ทำอะไรอย่างใจเย็นไม่ไปหาเื่ใคร
“นั่นสิคะพี่ ถ้าเป็พี่เทมเพสต์ก็ว่าไปอย่าง”ลูน่ากล่าวเสริมด้วยอาการที่ไม่ต่างจากเทมเพสต์นัก
“อ้าว ยัยลูน่านี่เธอหาว่าฉันเป็ตัวหาเื่เรอะ”เทมเพสต์หันมาเอาเื่หญิงสาวร่างเล็กที่เพิ่งจะแขวะเขาไป
“อย่าทะเลาะกันสิ อีกอย่างที่ลูน่าพูดนั่นก็เป็เื่จริงด้วย”อากิระกล่าวออกมาบ้าง
“ไม่ต้องมาเนียนเลยนะโว้ย แล้วสรุปแกไปมีเื่กับกิลด์เ้าถิ่นเพื่ออะไรวะ”เทมเพสต์เริ่มมีอารมณ์โมโหแล้วจึงกัดฟัน แล้วพยายามกลับเข้าเื่
“ฉันไม่ได้เป็คนหาเื่พวกมันซักหน่อยนี่”อากิระตอบหน้านิ่ง
“หึ เอาเหอะ แล้วแกจะทำยังไงต่อ”เทมเพสต์ถามอากิระอีกครั้ง
“อืม ก็คงต้องหาทางหนีออกจากเมืองล่ะ”อากิระตอบพลางทำท่าครุ่นคิด แล้วเขาก็ทำท่าทางเหมือนกับคิดอะไรออกมาได้ “จริงสิพวกนายระดับเท่าไหร่กันแล้ว”
“ฉัน 71 แล้วล่ะ”
“หนู 67 ค่ะ”
เทมเพสต์และลูน่าตอบออกมา แล้วเทมเพสต์ก็ถามอากิระ
“แล้วแกล่ะ ระดับเท่าไหร่แล้ว”
“37 น่ะ”อากิระตอบแบบไม่ใส่ใจ
“อะไรนะ”เทมเพสต์และลูน่าอุทานอีกครั้ง
“แกพึ่งเล่นวันเดียวไม่ไช่เรอะ แล้วทำไมระดับขึ้นเร็วนักวะ”เทมเพสต์กล่าวถามเพื่อนสนิทตน
“พวกแกช้าเองมากกว่ามั้ง เข้ามาตั้งเดือนแล้วพึ่งจะมีระดับแค่นั้นน่ะ”อากิระเอ่ยออกมาด้วยใบหน้าที่ไม่เปลี่ยนแปลง
คำตอบนั้นทำให้คิ้วของเทมเพสต์กระตุกทันที แต่เขาก็ไม่รู้จะพูดอย่างไร เพราะว่าอากิระเพื่อนของตนนั้นเป็เกมเมอร์ที่มีฝีมือสูง เพราะงั้นสำหรับอากิระแล้วเขาก็ช้าจริงๆนั่นแหละ
“แล้วสรุปจะหนีกันเลยมั้ย”เทมเพสต์พยายามข่มอารมณ์แล้วถามเพื่อนสนิท
“ไอ้หนีน่ะหนีแน่ แต่ก่อนไปขอเล่นพวกมันให้หนักหน่อยละกัน ในเมื่อพวกมันกล้ามาราวีฉัน ฉันก็จะให้พวกมันได้เสียใจ”อากิระพูดพร้อมกับยิ้มออกมา
เทมเพสต์กับลูน่ามองหน้ากัน แล้วทั้งสองคนก็แสดงท่าทางที่ต่างกันโดยที่ลูน่าทำหน้าอ่อนใจ ส่วนเทมเพสต์ทำหน้าราวกับได้เจอเื่สนุก
ใช่แล้วแม้ปกติอากิระจะเป็คนสุขุม และใจเย็น แต่ทว่าหากมีใครมาหาเื่อากิระก็จะเอาคืนอย่างสาสม
คราวนี้พวกกิลด์ั์สีครามมีเื่ผิดคนแล้ว