บทที่ 22 เริ่มต้นวันแรกมันไม่ราบรื่นเลยจริงๆ
“พึ่งผ่านไปไม่ถึงวันเลยก็หนีมาห้องพยาบาลเหรอเอมเบรสคุง?”
เสียงอ่อนโยนขออาจารย์หนุ่มถามขึ้นอย่างสงสัยระหว่างนั่งจิบกาแฟในมือสบายใจตรงโต๊ะทำงานของครูห้องพยาบาลหรืออาจารย์แนะแนวอาจารย์คามิโนว์นั้นเอง
“ไม่ได้หนีมาครับอาจารย์คามิโนว์ แค่มาตั้งหลักเท่านั้นเองแถมผมปวดหัวจริงๆด้วยนะครับ!”
ผมที่นอนอยู่บนเตียงห้องพยาบาลตอบครูกลับไปพลางเอามือกุมหัวที่ปวด เรื่องปวดหัวนะเรื่องจริงไม่ได้โกหกแค่ไม่ได้ปวดหัวเพราะไข้หรือป่วยเป็นอะไรก็เท่านั้นเอง
ตอนนี้ผมอยู่ในห้องพยาบาลของโรงเรียนยูนิโอร่าที่อยู่ชั้นที่หนึ่งของอาคารเรียนกำลังนอนพักผ่อนบนเตียงหนึ่งที่เรียงรายทั้งหลายในห้องพยาบาลนี้โดยมีอาจารย์คามิโนว์ดูแลอยู่
อาจารย์หนุ่มหล่อร่างผอมสูงมาดนุ่มผู้มีผมสีส้มทรงหางม้ากระเซอหน่อยเปลี่ยนมาถือแก้วกาแฟด้วยสองมือมองผมจริงจังด้วยนัยน์สีเขียวสดแล้วยิ้มให้อย่างอ่อนโยนเช่นเคย จากท่าทางที่จริงจังเมื่อกี้นี้ทำเอาผมตื่นเต้นไม่รู้ตัวนี่ถ้าไม่ใช่ผมแต่เป็นเหล่านักเรียนสาวที่มานอนป่วยบนเตียงได้เห็นภาพแบบนี้เข้าคงได้ตกหลุมรักอาจารย์ได้ไม่รู้ตัวเป็นแน่แท้
“ว่าแต่ครูครับ พวกเราสนิทถึงขั้นที่ครูจะเติมท้ายชื่อว่า‘คุง’แล้วหรือครับ?”
“ครูคิดว่ายังไงครูก็เป็นหมอประจำตัวเธอแล้วเรียกให้สนิทๆไว้น่าจะดีกว่า…หรือเธอไม่ชอบ?”
“เปล่าครับ ไม่ใช่ไม่ชอบแค่แปลกใจมากกว่า”
ไม่เคยมีใครเรียกชื่อผมแล้วเติมคำว่าคุงมาก่อน เลยรู้สึกจักจี้แปลกๆ
“ว่าแต่ทำไมอาจารย์ถึงมาอยู่ที่นี่ได้ละครับ นี้มันห้องพยาบาลนะไม่ใช่ห้องแนะแนวซะหน่อย?”
“อะฮะๆๆๆๆ”
พอถามไปอาจารย์ก็มีสีหน้าลำบากใจก่อนหัวเราะแห้งๆออกมา
“พอดีมีเรื่องนิดหน่อยเลยมาอยู่ตรงนี้อะนะ ครูคิดว่าเธอคงเดาได้”
“ก็ส่วนหนึ่งครับ”
พอได้ยินอาจารย์อย่างนั้นก็ช่วยยืนยันในสิ่งที่คิดไว้
คาดว่าอาจารย์คามิโนว์คงโดนพวกอาจารย์ประจำห้องพยาบาลขอให้ช่วยมาอยู่ดูแลผมแทนตัวเองให้หน่อยเพราะไม่อยากมีปัญหายุ่งเกี่ยวกับผมเหมือนตอนอาจารย์มาเยี่ยมไข้แทนที่จะเป็นอาจารย์หรือหมอจากห้องพยาบาลยังให้อาจารย์คามิโนว์ที่เป็นอาจารย์แนะแนวมาแทนเลย
ไหนจะตอนที่เข้ามาในห้องพยาบาลตอนแรกอีก พอพวกอาจารย์ห้องพยาบาลเห็นผมตกใจกันใหญ่แล้วทำหน้าเจื่อนๆก่อนหายไปทีละคนๆ จนสุดท้ายอาจารย์คามิโนว์ก็โผล่มาอยู่ดูแลผมแทนอย่างที่เห็น
“เอาเถอะยังไงครูก็เป็นหมอส่วนตัวเธออยู่แล้ว เอาละครูเล่าส่วนของครูแล้วทีนี้ถึงตาเธอส่วนของเธอเล่าให้ครูฟังทีมาทำไมถึงมาอยู่ที่นี้ทั้งที่พึ่งเริ่มเรียบคาบ 2 ไปเองนะ”
นี้เรียกเล่าให้ฟังได้เหรอครับอาจารย์มีแต่ให้เดาเองทั้งนั้น!? ผมมองอาจารย์อย่างที่จะแย้งแต่ไม่ได้พูดอะไร ช่างมันเถอะยังไงอาจารย์ก็ถามด้วยความเป็นห่วงแค่มองจากสายตาที่เขามองผมก็รู้ได้
ผมทำหน้าลำบากใจเล็กหน่อยพลางนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ตอนกำลังจะเข้าไปในห้องเรียน…
“ถึงห้องเรียนแล้วค่ะ”
“ห้องนี้นะหรือ?”
พวกเรายืนอยู่ชั้นสองของอาคารเรียนหน้าประตูไม้ที่มีป้ายติดด้านข้างของประตูเขียนว่า 1–d ก็ห้องไม่ผิดแน่ๆนั้นและ ผมให้ฮันนานำทางมายังห้องเรียนที่จริงผมจะดูจากความทรงจำของเอมเบรสก็ได้แต่พอนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อเช้าแล้วทำเอาหมดอารมณ์ไม่อยากพยายามนึกอะไรต่อเลยให้ฮันนานำทางแทนดีกว่า
“……”
“……”
“……”
“นายท่านค่ะ”
“รู้แล้วน่า”
ผมตอบฮันนากลับเข้าใจถึงที่ฮันนาเรียก ผมยืนจ้องประตูห้องเรียนมาพักหนึ่งแล้วยังไม่กล้าที่จะเปิดเข้าไปซะที
ที่จริงพวกเรามาสายแล้วด้วยซ้ำซึ่งก็เป็นเพราะผมเองที่หลังจากเจอเด็กสาวเผ่าหูสัตว์ที่ชื่อ ไปเปอร์ เมื่อเช้าได้วิ่งหนีขอโทษไปอย่างหวาดกลัวทำเอาผมอยากหนีกลับบ้านแต่ฮันนาก็ห้ามผมไว้ก่อนลากมาส่งถึงหน้าประตูห้องเรียน
เอาเถอะก็รู้ยังไงก็หนีไม่ได้แต่ปัญหาคือ ไม่รู้จะทำหน้ายังดีละทีนี่ถ้าเจอกันในห้องเรียน เป็นปัญหาใหญ่สำหรับผม
ภาพใบหน้าของเธอที่หวาดกลัวผมยังคงติดตามาตลอดทางที่ปั่นจักรยานจนเดินมาถึงหน้าประตูนี้ ก็เอาแต่คิดว่าจะทำยังไงดีจะพูดอะไรดีหรือทำหน้ายังไงดีให้เธอไม่กลัวผมจะแก้ไขยังไงกับสถานการณ์นี้
ถ้าเป็นเอมเบรสคงเลือกไม่สนใจอะไรแต่ผมทำไม่ได้เนี่ยสิผมไม่ได้ใจแข็งเท่าตัวเขา เลยต้องผมกลุ้มอยู่แบบนี้…หนีไปห้องพยาบาลมันเลยดีไหมหว้า…
“เอาละ”
จะหนีไปตลอดมันก็ไม่ได้อีกนั้นและคิดว่าเดี๋ยวพอเห็นว่ามีโอกาสเมื่อไรค่อยหาจังหวะเข้าไปขอคุยด้วยคงช่วยปรับความเข้าใจอะไรได้ เมื่อตัดสินใจผมจับลูกบิดประตูก่อนจะหมุดเปิดเข้าไปในห้องเรียนอย่างมั่นใจ เรื่องแค่จัดการได้สบายๆอยู่แล้ว
ในเวลานั้นผมลืมคิดเรื่องสำคัญไปเรื่องหนึ่งไป ถ้าขนาดหนึ่งในเพื่อนห้องที่เจอผมเข้ายังมีปฏิกิริยาขนาดนั้นแล้วถ้าเจอทุกคนในห้องจะมีปฏิกิริยายังไงเมื่อได้เห็นผมกัน…
“เอ๊ะ!?”
เสียงตกใจของผมหลุดออกมาโดยไม่รู้ตัว ทันทีที่บรรดาเพื่อนในห้องทุกคนต่างเห็นว่าใครมาต่างพากันจ้องมองผมกันอย่างหลากหลายอารมณ์จนผมตกใจ แต่อารมณ์ส่วนใหญ่นั้นไม่บอกก็รู้ได้เลยไปทางลบกันทั้งนั้น
สายตาที่จ้องมาอย่างเกลียดชังมาทางผม สีหน้าที่แสดงอาการโกรธแค้นออกมาชัดเจนให้ผมรู้ แววตาท่าทางหวาดกลัวไม่ไว้วางใจมองผมอย่างระวัง และอื่นๆอีกหลายอย่างยิบย่อยที่ไม่ได้มองและไม่อยากมองด้วย แค่สีหน้าท่าทางและสายตาที่มองเห็นผ่านๆผมเมื่อกี้ก็สะเทือนใจจะแย่แล้ว!
‘เอมเบรสนี้แกทำบ้าอะไรไว้ในห้องกันทุกคนถึงได้มีท่าทีเป็นแบบนี้!!’ ผมได้แต่ตะโกนถามอยู่ในใจ
พอมองไปที่ไปเปอร์เด็กสาวหูแมวโจทย์ที่เจอกันเมื่อเช้านี้พอเห็นผมมองทางเธอก็รีบก้มหน้าหนีอย่างกับแมวขี้กลัว…ดูเหมือนงานนี้จะไม่ง่ายซะแล้วนี่ยังไม่รวมสายตาอื่นๆที่จ้องมาทำเอาผมหมดกำลังใจเลยทีเดียว
แม้จะพยายามปั่นหน้าแสดงบทเป็นตัวร้ายเอมเบรสเผื่อจะทำใจให้นิ่งได้แต่พอโดนจ้องด้วยสายตาและสีหน้าขนาดนี้ทำเอาปั่นหน้าแสดงไม่ออกเลย ดูเหมือนฮันนาที่อยู่ด้านหลังผมก็ไม่ต่างกันเธอคงไม่คิดว่าจะเจอการต้อนรับแบบนี้เลยหน้าเสียไป ก็แน่ละขนาดผมยังไม่คิดเลยจะเจอแบบนี้!
ในขณะที่คนในห้องเกือบทั้งหมดผมมองด้วยสายตาที่ไปในทางรู้สึกแย่แต่อย่างน้อยก็ยังมีรอยยิ้มนางฟ้าหนึ่งยินดีต้อนรับการกลับมาของเอมเบรสอยู่
“ยินดีต้อนรับการกลับมานะเอมเบรส อาจารย์ดีใจจริงๆที่เธอกลับมาเรียนอีกครั้งหนึ่ง”
“ครับอาจารย์อิกลูผมก็ดีใจ…ที่กลับมาเรียน…อีกครั้งหนึ่ง…”
แม้จะมีรอยยิ้มดังนางฟ้าของอาจารย์ต้อนรับแต่ก็คงสู้เหล่าผู้คนที่เกลียดแค้นผมไม่ได้ บรรยากาศรู้สึกอึดอัดสุดๆ! อยากกลับบ้านแล้วอะ!
ผมรีบกวาดสายตามองหาแชลลี่โดยด่วนจะได้หาที่นั่งตัวเอง ถ้าจำไม่ผิดเห็นจำได้ว่าผมนั่งข้างๆเธอเลยกวาดตาห้องเรียนสไตล์คลายโรงละครหรือโรงหนังดูเรียบๆที่ที่นั่งเรียนเป็นเหมือนขั้นบันไดขึ้นไป ในแต่ละชั้นจะมีโต๊ะและเก้าอี้ยาวทำจากไม้โดยมีห้าชั้นแบ่งสามส่วนโดยมีทางเดินขึ้นไปแบ่งแต่ละส่วน หลังกวาดดูโต๊ะไม้ยาวที่นั่งได้ประมาณ 3-4 คนต่อโต๊ะที่ละโต๊ะก็ไปเจอแชลลี่นั่งแอบกวักมือเรียกอยู่หลังสุดของห้องติดหน้าต่างก็ไม่รอช้าผมรีบเดินซอยเท้าขึ้นไปนั่งประจำที่ของผมโดยมีฮันนาเดินตามมาติดๆ
พอได้นั่งที่ตัวเองติดหน้าต่างแชลลี่ที่นั่งข้างๆก็แอบหันมาคุยกับผมเบาๆพยายามไม่ให้คนในห้องเห็น
“ไงเอมเบรส ดีใจด้วยนะที่หายดีกลับมาเรียนอีกครั้งไม่นึกว่ามาจะกลับมาเร็วแบบนี้”
“ทางนี้เองก็เช่นกันก็เริ่มคิดว่ากลับมาเรียนเร็วไปหรือเปล่า”
“อะฮะๆๆๆ”
เธอหัวเราะเห็นใจถึงสิ่งที่ผมพูดถึง แม้ผมจะมานั่งหลังห้องสุดแล้วเลยไม่โดนจ้องแต่ก็ยังรู้สึกสายตาและแรงกดดันจากเพื่อนร่วมห้องได้ที่ส่งมาถึงผมอยู่ดี
“ถ้างั้นฉันขอไปหลบอยู่ด้านหลังห้องนะคะท่านเอมเบรส”
“เดี๋ยวก่อนฮันนา เธอไม่ต้องไปไหนนั่งข้างๆฉันเนี่ยและ”
ผมรีบหยุดฮันนาที่จะไปยืนรออยู่หลังห้อง ซึ่งแน่นอนเธอต้องไม่ยอมแน่นอน
“ไม่ได้นะคะ จะให้สาวใช้อย่างฉันมานั่งข้างนายท่าน…”
“ขอรวบรัดตัดตอนเลยละกัน นั่งเป็นเพื่อนฉันหน่อยนะฉันพึ่งหายป่วยอาจจะเรียนได้ไม่เต็มที่ยังไงเธอช่วยจำเนื้อหาการเรียนให้หน่อยนะ”
แม้จะพูดอย่างนั้นไปแต่ความหมายจริงๆของผมคือ ‘นั่งข้างๆเพื่อนฉันนะอย่าปล่อยฉันไว้คนเดียว’ และแน่นอนเธอรู้ได้จากสายตาที่อ้อนขอร้องให้นั่งเป็นเพื่อนข้างๆจึงยอมแต่โดยดี อย่างน้อยมีฮันนานั่งเป็นเพื่อนให้อุ่นใจ
“ไงเพื่อน! โอโหเดี๋ยวนี้พาเมดสาวสวยมาโรงเรียนได้นี้น่าอิจฉาจริงๆเลย”
เพื่อน?
เสียงทักทายเป็นกันเองแบบไม่แคร์สายตาคนในห้องดังมาจากหลังแชลลี่ พอชะเง้อไปก็เด็กหนุ่มดูกระตือรือร้นแสดงท่าทางบอกมิตรเกินจำเป็นกำลังชูนิ้วโป้งยิ้มให้อย่างมั่นใจ
“แชลลี่คนนี้คือ…”
“เอ้าๆๆ ไม่เจอกันแค่อาทิตย์เดียวลืมเพื่อนซี้คนนี้แล้วเหรอ? ชาร์ลไงชาร์ลจำไม่ได้เหรอ?”
“ไม่อะ จำไม่ได้สักนิด”
“โหดร้าย!”
ว่าแล้วเขาก็ทำหน้าเศร้าคอตกไปที่ได้ยินคำตอบผม
ดันเผลอพูดไม่ไปแบบไม่คิดซะได้ ถึงจะไม่ดูจากความทรงจำเอมเบรสคงเดาว่ายังไงก็คงไม่รู้จักเด็กหนุ่มที่ชื่อชาร์ลอยู่แล้วเพราะยังไงตัวเอมเบรสมันไม่สนใจใครมาแต่ไหนแต่ไรเพื่อนคนนี้ก็ไม่ต่าง ว่าแต่…
“เอมเบรสมีเพื่อนด้วยเหรอ?”
“ทำไมใจร้ายอย่างนี้—!”
ว่าแล้วชาร์ลก็ทำเสียงอะเอื้อก~โอเวอร์แอคติ้งก่อนจะลงไปนอนกับโต๊ะโดยมีฮันนากับแชลลี่มองอย่างเห็นใจ ดันเผลอหลุดปากไปอีกแล้ว
อะไรของหมอนี้มันบ้าหรือเป็นเพี้ยนหรือเปล่าเนี้ย?
“ฮึบ แต่ก็คงว่าเอมเบรสไม่ได้หรอกน่ะ”
อะ! อยู่ดีๆฟื้นตัวกลับมานั่งยิ้มเป็นปกติ หายเร็วจังเฮ้ย!
“ได้ยินมาบ้างแล้วละเพราะใช้เวทต้องห้ามไปจนลืมอะไรไปหลายอย่างจะลืมเพื่อนซี้คนนี้ก็ช่วยไม่ได้งั้นมาเริ่มกัน สวัสดีฉันชื่อชาร์ลยินดีที่รู้จักจากนี้ไปฝากตัวด้วยนะเอมเบรส”
“อะ–อือ ยินดีที่รู้จักทางนี้ก็ฝากตัวด้วย”
“ได้เลยไม่ต้องห่วง”
ว่าแล้วพวกเราทำท่าเหมือนจับมือกลางอากาศกันก่อนจะกลับไปนั่งปกติ
ชัดเจนแล้วชาร์ลไม่ได้บ้าหรือเพี้ยน แต่เป็นทั้งคู่เลยตังหากทำไมเอมเบรสถึงได้มีเพื่อนซี้แบบนี้…ไม่สิ เพราะอยู่ในห้องแบบนี้มากกว่าถึงได้มีเพื่อนแบบนี้ก็เป็นได้
……
เพราะกำลังมัวแต่ยุ่งอยู่กับชาร์ลเลยลืมเรื่องที่คนทั้งห้องเกลียดขี้หน้าผมไปได้แป๊บหนึ่งตอนนี้กลับมารู้ถึงสายตาและแรงกดดันได้อีกครั้งแล้วจนเอามือปิดตาแล้วคิดในใจว่า ‘นี้ผมต้องเรียนในสภาพบรรยากาศชวนมาคุๆตลอดการเรียนจริงหรือเนี่ย’พอคิดอย่างแล้วทำเอาผมรู้สึกหนักใจขึ้น 3 เท่าเลย