บริเวณต้นสนขนาดใหญ่บัดนี้มีเพียงสายลมจางๆที่พัดผ่านไปกับเสียงฝีเท้าที่กำลังเหยียบย่างไปตามพื้นดิน ในที่สุดกลุ่มของมิลอสก็เดินมาถึงบริเวณต้นสนขนาดใหญ่ต้นนั้น สิ่งแรกที่มิลอสมองเห็นคือแอ่งเลือดที่ทิ้งร่องรอยเอาไว้กับพื้นดิน แม้รอยเลือดมันจะเริ่มแห้งกรังไปแล้วแต่มันก็ยังคงไว้ซึ่งร่องรอยของการต่อสู้ มันก้มหน้ามองสำรวจไปตามพื้นดินก็พบรอยเท้าของพยัคฆ์เขาเดียวที่ถูกทิ้งเอาไว้ตามพื้นดินกับรอยเท้าของมนุษย์ผู้หนึ่ง ดูจากร่องรอยที่ทิ้งเอาไว้คงเป็นการต่อสู้ระหว่างสัตว์อสูรจำพวกเสือและมนุษย์ หากคาดเดาแล้วก็คงเป็นนักเวทหนึ่งในห้าคนที่ไม่ได้เดินทางมากับพวกมัน
“ร่องรอยต่อสู้พึ่งเกิดไปเมื่อไม่นานนี้เอง แสดงว่ามีคนอื่นอยู่แถวนี้ “
มิลอสวิเคราะห์ตามร่องรอยของการต่อสู้ที่มันพบเจอ
“ มีอะไรรึเปล่า? “
เสียงของเมเบลที่เอ่ยขึ้นถามเมื่อมองเห็นมิลอสทำท่าก้มๆเงยๆคล้ายกำลังสำรวจอะไรอยู่
“ เจ้าคิดว่าสัตว์อสูรที่เจ้าพึ่งสังหารไปมันจะมุดอยู่ใต้ใบไม้แถวนั้นรึอย่างไรฮ่าๆๆ “
โรดาสพูดจาถากถางออกมาอย่างสนุกปาก
“ ไม่ใช่ ที่นี่มีคนอื่นอยู่ด้วย มันมีร่องรอยของการต่อสู้อยู่ “
มิลอสเงยหน้าขึ้นมาตอบคำถามโดยไม่ได้สนใจคำถากถางของโรดาส มันหันมองซ้ายขวาไปทั่วบริเวณเพื่อหาบุคคลที่กำลังเอ่ยถึง แต่ไม่ว่าจะมองไปทางทิศทางไหนก็พบแต่ความว่างเปล่า ทันใดนั้นมันก็นึกถึงเรื่องราวบางอย่างได้ มันเลิกให้ความสนใจกับการค้นหาบุคคลปริศนาผู้นั้น มันกวาดสายตาไปทั่วบริเวณแต่ก็ไม่พบแม้แต่สิ่งใด เมื่อบริเวณพื้นดินไม่พบสิ่งใดมันจึงเงยหน้าขึ้นมองหาไปตามกิ่งก้านของต้นสนขนาดใหญ่ต้นนั้น เท่าที่มันจำได้คือมันมองเห็นภาพของสัตว์อสูรตัวนั้นกำลังจะบินกลับรังที่อยู่บนต้นสนต้นนี้ มันใช้ธนูสุ่มเล็งไปบริเวณใกล้ๆกับรังของสัตว์อสูรตัวนั้น เป็นเรื่องที่ไม่คาดคิดจริงๆว่าการสุ่มยิงของมันนั้นจะโดนเป้าหมายเข้าอย่างแม่นยำ
ทันใดนั้นสายตาของมิลอสก็ไปสะดุดเข้ากับภาพรังของสัตว์อสูรตัวหนึ่ง ปักษาแสงจันทร์ที่นอนจมกองเลือดอยู่ภายในรัง ก่อนที่มันจะทันได้แสดงความดีใจใดๆออกมาสายตาของมันก็สะดุดเข้ากับภาพของแอเรียสที่ยืนอยู่ใกล้ๆกับรังของปักษาแสงจันทร์ ร่างของเขาหยุดนิ่งโดยไม่ได้ไหวติงใดๆ มันมีเพียงเส้นผมของเขาเท่านั้นที่ปลิวไปตามแรงลมเล็กน้อย
“ นั่นแอเรียสใช่รึไม่? ข้าไม่รู้หรอกนะว่าเจ้าเป็นคนที่พบเจ้าสัตว์อสูรตัวนั้นก่อนหรือไม่ แต่ข้าเป็นคนที่สังหารมันได้ร่างของสัตว์อสูรตัวนั้นจะต้องตกเป็นของข้า “
มิลอสรีบตะโกนเสียงดังเพื่อบอกให้แอเรียสรับรู้ว่ามันคือเจ้าของโดยชอบธรรมของสัตว์อสูรตัวนั้น เมื่อมันมองเห็นแอเรียสอยู่ใกล้กับร่างของปักษาแสงจันทร์มันจึงกลัวว่าเขาจะแย่งชิงสัตว์อสูรตัวนั้นไปจากมัน ถึงแม้แอเรียสจะแข็งแกร่งกว่ามันแต่เรื่องในครั้งนี้ย่อมเป็นสิทธิของมันที่จะต้องได้ครอบครองสัตว์อสูรตัวนี้ หากแอเรียสดึงดันที่จะแย่งชิงสัตว์อสูรตัวนั้นให้ได้มันก็คงต้องให้นักเวทอีกสี่คนที่เหลือช่วยเป็นปากเสียงให้กับมัน มันไม่มีทางที่จะยอมให้ใครมาฉกชิงของของมันไปต่อหน้าต่อตาอย่างแน่นอน
“ เจ้าบอกว่าเจ้าเป็นผู้ที่สังหารมันสินะ“
แอเรียสเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่ดูเย็นชา เขาไม่แม้แต่จะหันหน้าไปมองผู้ที่กำลังสนทนาด้วย เขายังคงจ้องมองไปยังรังของปักษาแสงจันทร์คล้ายกับกำลังนึกคิดบางอย่าง
“ ก็ใช่น่ะสิ ข้านี่แหละคือผู้ที่สังหารเจ้าสัตว์อสูรตัวนั้นเพราะฉะนั้นเจ้าสัตว์อสูรตัวนั้นก็ต้องตกเป็นของข้าเจ้าไม่เห็นธนูในมือข้ารึอย่างไร นี่แหละคือหลักฐานว่าข้าคือผู้ที่สังหารมัน “
มิลอสยกธนูขึ้นมาเป็นหลักฐานแสดงให้แอเรียสเห็นว่ามันคือผู้ที่สังหารปักษาแสงจันทร์ด้วยมือของมันเอง
“ เจ้าเห็นหรือไม่ว่าปักษาแสงจันทร์ตัวนี้มันมีไข่อยู่ในรังของมัน“
แอเรียสเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่มันกลับแฝงไปด้วยความเย็นชา ใบหน้าของแอเรียสในตอนนี้กลับนิ่งเฉยราวกับไร้อารมณ์ มันไม่มีแม้แต่ร้อยยิ้มหรือร่องรอยแห่งการแสดงอารมณ์ใดๆออกมา
“ ข้าก็เห็นแค่มันกำลังจะบินกลับรังเท่านั้นแหละ เจ้าตัวนี้มันชื่อปักษาแสงจันทร์อย่างนั้นรึ นี่มันสัตว์อสูรหายากไม่ใช่รึอย่างไร !? ข้าเคยอ่านเจอแต่ในหนังสือไม่คิดเลยจริงๆว่าจะเจอตัวมันก็วันนี้ เอ๊ะ เมื่อกี้เจ้าว่ายังไงนะ มันมีไข่อยู่ในรังด้วยอย่างนั้นรึ!? ไข่ของมันต้องขายได้ราคาดีแน่ๆคงมีคนที่อยากได้ไข่ของเจ้าตัวนี้อย่างแน่นอน วันนี้ช่างเป็นวันที่โชคดีของข้าจริงๆ “
มิลอสนั้นไม่เคยเจอปักษาแสงจันทร์ตัวจริงมาก่อน มันเคยเพียงอ่านเจอในหนังสือเท่านั้น ทันทีที่มันได้ยินว่าในรังของปักษาแสงจันทร์มีไข่อยู่ด้วยมันก็เปลี่ยนสีหน้าเป็นลิงโลดด้วยความดีใจทันที ในหัวของมันตอนนี้กำลังคำนวณอยู่เลยว่าจะนำไข่ของปักษาแสงจันทร์ไปขายในราคาเท่าไร ตัวอ่อนหรือไข่ของสัตว์อสูรนั้นนับว่าค่อนข้างมีราคาแพงตามความหายากและระดับของสัตว์อสูร สัตว์อสูรบางสายพันธุ์สามารถถูกฝึกให้เชื่องได้หากนำไปเลี้ยงตั้งแต่ยังเด็ก หากมันนำไข่ของปักษาแสงจันทร์ไปขายให้กับคนที่ต้องการเลี้ยงปักษาแสงจันทร์ก็จะได้ราคาที่สูงลิบ เพียงแค่คิดถึงเหรียญคริสตัลที่มันจะได้จากการขายไข่ของปักษาแสงจันทร์ก็ทำให้มิลอสยิ้มออกมาจนแก้มแทบปริแล้ว
“ ไสหัวไปให้พ้นจากหน้าข้าซะ!! “
แอเรียสพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาเช่นเดิม แต่น้ำเสียงกลับแฝงไปด้วยความโกรธที่ปะปนอยู่ มือสองข้างที่กำลังกำแน่นมองเห็นริ้วสายฟ้าจางๆที่กระจายออกมา เขากำลังพยายามสะกดข่มเพลิงโทสะที่อยู่ในใจของเขาเอาไว้ แอเรียสรู้ดีว่าการที่นักเวทสังหารสัตว์อสูรนับว่าเป็นปกติทั่วไป มันหาใช่เรื่องที่ผิดอะไรหากมีนักเวทสักคนจะสังหารสัตว์อสูร นั่นคือเหตุผลที่เขายังยืนอยู่ตรงนี้โดยไม่พุ่งไปโจมตีมิลอส
“ แอเรียสถึงเจ้าจะแข็งแกร่งกว่าข้าแต่ข้าก็ไม่ยอมยกสัตว์อสูรตัวนี้กับไข่ของมันให้กับเจ้าหรอกนะ ข้าเป็นผู้ที่สังหารมันได้ถึงอย่างไรมันก็ต้องเป็นของข้า !! “
มิลอสกัดฟันแน่นพร้อมตะโกนออกมาด้วยความไม่พอใจ คำพูดของแอเรียสยิ่งเป็นการตอกย้ำความคิดในหัวของมิลอสเพิ่มขึ้นไปอีก มันเป็นการแสดงออกอย่างแน่ชัดว่าเด็กหนุ่มที่ยืนอยู่บนกิ่งต้นสนกำลังจะแย่งชิงร่างของปักษาแสงจันทร์รวมถึงไข่ในรังไปจากมันอย่างแน่นอน
“ ข้าจะพูดอีกครั้งเดียวเท่านั้น รีบไสหัวออกไปให้พ้นๆจากที่นี่ซะ ความอดทนของข้าไม่ได้มีมากนัก !! “
แอเรียสกัดฟันพร้อมตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงที่ปะปนไปด้วยเพลิงโทสะ
“ เจ้าคิดว่าเพียงเพราะเจ้าเป็นระดับผู้ใช้มนตราแล้วเจ้าจะทำอะไรก็ได้รึอย่างไร !! ข้าไม่คิดเลยจริงๆว่าตระกูลของเจ้าจะสอนให้เจ้ามีนิสัยขี้โกงเช่นนี้ สัตว์อสูรนั่นมันไม่ใช่ของของเจ้าเหตุใดเจ้าจึงคิดจะขโมยมัน !! “
มิลอสตะโกนโต้ตอบไปด้วยความโกรธ มันเหลือบมองไปยังนักเวทอีกสี่คนที่ยืนอยู่บริเวณนั้นเล็กน้อย ถึงอย่างไรกลุ่มของพวกมันก็มีกันถึงห้าคน แม้มันจะรู้ดีว่าต่อให้นักนักเวททั้งกลุ่มร่วมมือกันก็ไม่อาจจะต่อกรกับแอเรียสได้ แต่กลุ่มของมันมีเฮเลน่าผู้ที่เป็นบุตรสาวของดยุคโคเว่นอยู่ นั่นคือไพ่ตายใบสำคัญของมัน เฮเลน่าเดินทางมาร่วมกับมันนางย่อมต้องอยู่ฝ่ายเดียวกับมันอยู่แล้ว และแอเรียสเองก็คงไม่กล้าล่วงเกินเฮเลน่าอย่างแน่นอน
“ มิลอสระวังคำพูดของเจ้าด้วย..!! แอเรียสถึงอย่างไรมิลอสก็เป็นผู้ที่สังหารสัตว์อสูรตัวนั้นได้ แม้เจ้าจะเป็นผู้ที่พบเจอสัตว์อสูรตัวนี้ก่อนแต่ในเมื่อเจ้าไม่สามารถสังหารมันได้เจ้าก็ควรจะมอบมันให้แก่มิลอสไป เอาแบบนี้เป็นอย่างไร..มิลอสเจ้าก็แบ่งไข่บางส่วนให้กับแอเรียสไปสิ “
เมเบลที่เริ่มสังเกตเห็นสถานการณ์ตรงหน้าที่เต็มไปด้วยความตรึงเครียดจึงเริ่มเข้ามาไกล่เกลี่ยให้ทั้งสอง แม้นางจะรู้ว่าการแบ่งเช่นนี้ไม่ค่อยเป็นธรรมแก่มิลอสนัก แต่นางก็ไม่อยากที่จะทำสิ่งใดที่สร้างความขุ่นเคืองให้กับแอเรียส
“ ได้อย่างไรกัน!! นั่นมันของของข้า ทำไมข้าจะต้องแบ่งมันให้กับคนอื่น “
มิลอสหันหน้าไปเถียงกับเมเบลมาด้วยความไม่พอใจในข้อเสนอของนาง แต่ทันใดนั้นมันก็ต้องรีบหันหน้ากลับไปในทิศทางเดิมในทันที เสียงที่ดังคล้ายกับมีสิ่งของบางอย่างตกมาจากฝากฟ้าไม่ห่างจากจุดที่มันอยู่มากนัก ร่างของเด็กหนุ่มที่เคลื่อนที่มาอย่างรวดเร็วพร้อมกับประกายสายฟ้า
ปั๊กกกก !!
มือข้างหนึ่งที่ห่อหุ้มไปด้วยสายฟ้าที่เกรี้ยวกราดชกเข้ามาที่ด้านหน้าของมิลอสด้วยความรวดเร็ว แต่ดูเหมือนปฏิกิริยาของนักเวทธาตุวายุอย่างมันจะรวดเร็วอยู่เช่นกัน ทันทีที่มันสัมผัสได้ถึงร่างของแอเรียสที่พุ่งเข้ามาโจมตีจากด้านหน้ามันก็ยกคันธนูในมือขึ้นมาป้องกันการโจมตีนั้นทันที แม้จะเป็นเช่นนั้นแต่แรงจากการโจมตีของแอเรียสก็ส่งให้ร่างของมิลอสกระเด็นออกไปไกลหลายเมตร เศษฝุ่นผงและใบไม้กระจายคละคลุ้งไปตามทิศทางที่ร่างของมิลอสกระเด็นออกไป
แอเรียสกำหมัดแน่นด้วยเพลิงแห่งโทสะ มือข้างหนึ่งร่ายเวทออกมาด้วยความรวดเร็ว เพลิงสายฟ้าที่ก่อตัวขึ้นจากทักษะเพลิงอัสนีคลั่ง แอเรียสเคลื่อนที่ตามไปยังร่างของมิลอสที่พึ่งกระเด็นออกไปในทันที ทั่วร่างของแอเรียสแผ่ไปด้วยพลังเวทที่แข็งแกร่ง ร่างของแอเรียสส่องประกายออกมาด้วยสายฟ้าขนาดเล็กที่ไหลเวียนอยู่ทั่วร่าง พลังเวทของนักเวทระดับผู้ใช้มนตราสร้างแรงกดดันให้กับนักเวททั้งหมดที่อยู่รอบข้าง
“ นี่เจ้าทำบ้าอะไรของเจ้า!! “
มิลอสที่กระเด็นออกไปยังคงมีความสับสนกับการโจมตีอย่างฉับพลันของแอเรียส มันไม่มีแม้การบอกกล่าวใดๆล่วงหน้ามันไม่แม้แต่จะทันได้ตั้งตัวด้วยซ้ำไป
ไม่มีแม้คำพูดใดๆออกมาจากปากของนักเวทอัสนีผู้ถูกเผาไม้ด้วยเพลิงโทสะ มันมีเพียงร่างที่ห่อหุ้มด้วยประกายสายฟ้าเท่านั้นที่พุ่งเข้ามาโจมตีอีกครั้งเท่านั้นที่พอจะแทนคำตอบได้ มิลอสมองเห็นเปลวเพลิงสีฟ้าที่ถูกจุดขึ้นมาจากสายฟ้าอันแข็งแกร่ง มันลุกโชนอยู่ที่มือของแอเรียสไม่ต่างจากเพลิงโทสะที่อยู่ในใจของแอเรียสเลยแม้แต่น้อย หากโดนโจมตีเข้าไปนั่นต้องไม่ใช่เพียงแค่การบาดเจ็บเพียงเล็กน้อยอย่างแน่นอน