หลังจากที่สอบเค้นคนของตระกูลลู่อย่างหนักพ่อบ้านตระกูลลู่และลูกศิษย์ในโรงหมอก็สารภาพจนหมดเปลือก พวกเขาล้วนโยนสวะให้ไปตกที่หมอหลวงลู่
“มิน่าล่ะสามีข้าตอนแรกอาการไม่ย่ำแย่ถึงเพียงนั้น ที่แท้ที่เขาอาการทรุดลงเพราะหมอในโรงหมอชั่วจัดเทียบยาที่ใช้สมุนไพรต้านกันหลังจากกินยานั่นไป สามีข้าก็อาการทรุดลงต้องกลับมาหาหมอที่นี่อีกห้าหกครั้งจึงหาย”
“ข้าเองก็เพียงแค่ไอเจ็บคอ คนของโรงหมอชั่วก็จัดเทียบยาให้ข้าราวกับข้าเป็โรคร้ายแรงเสียเงินหลายตำลึง แต่กินไปเกือบเดือนก็ไม่หาย ข้าต้องไปที่โรงหมออื่น จึงหาย”
“ไอ้หยาฮูหยินผู้เฒ่าของข้า กินไม่ค่อยได้ นอนไม่ค่อยหลับ จึงเชิญหมอจากที่นี่ไปตรวจพวกเ้ารู้หรือไม่ ค่ายาของฮูหยินผู้เฒ่าแพงราวกับทอง แต่กลับไม่ดีขึ้นต้องรับยาของโรงหมอชั่วอยู่นาน ตอนนี้ฮูหยินผู้เฒ่าอาการแย่ลงด้วยซ้ำ”
“อ้าว แล้วที่ทุกครึ่งเดือนจะเปิดตรวจโรคให้กับคนยากจนโดยไม่คิดเงินเล่า”
“ถุย! น้ำลายทั้งเพข้าเองที่โดนมากับตัว ปากก็บอกว่ารักษาโดยไม่คิดเงินแต่พวกหมอชั่วพวกนี้ก็มักมีข้ออ้างว่า ต้องใช้ยาจากสมุนไพรล้ำค่าจนข้าต้องหายืมเงินพี่น้องถึงสองตำลึงมาจ่ายค่ายา”
“ตระกูลลู่ก็ดีแค่เปลือกชายารองเองก็คงไม่ต่างกัน”
“นี่ๆ พวกเ้าว่าพิษของลู่หว่านเหลียน นางจะเอาไว้ใช้กับ....”
“เงียบ..อย่าได้พูดไปมาถึงขั้นนี้แล้ว ยังดูไม่ออกอีกหรือ”
“นับว่า์ยังคุ้มครองท่านหญิงและท่านชายทั้งสองนี่แหละน้า เขาถึงว่า ให้ทุกข์แก่ท่าน ทุกข์นั้นถึงตัวกลายเป็ว่าคนถูกพิษเป็ลูกของนางเอง หึหึ”
ไม่อยากเชื่อก็ต้องเชื่อว่าคนที่ทำตัวเปรียบดังพระโพธิสัตว์ที่คอยช่วยเหลือชาวบ้านผู้ยากไร้จะมีจิตใจอำมหิตถึงเพียงนี้
ผู้เป็หมอรักษาคนแต่กลับมียาพิษไว้ใน
ตระกูลลู่ล้วนหลอกลวงคนทั้งแผ่นดินมานานใช้ชื่อเสียงอันดีงามหาผลประโยชน์เข้าตัว
ถ้อยคำก่นด่าคนตระกูลลู่ดังไปทั่วเมืองหลวงทั้งที่เดือนที่แล้วพวกเขาต่างสาปแช่งตระกูลเสวียนแทบไม่มีชิ้นดี
ทางด้านลู่หว่านเหลียนตอนแรกถูกตัดสินให้ปะาชีวิตในข้อหาปลงพระชนม์เชื้อพระวงศ์แต่ชินอ๋องคุกเข่าขอร้องอยู่สามวันสามคืน ฮ่องเต้จึงพระทัยอ่อนไทเฮาเองก็ช่วยออกหน้า จึงทำให้ลู่หว่านเหลียนสามารถรักษาชีวิตเอาไว้ได้ แต่ก็แลกกับการที่หลินเฉิงจวินต้องหย่ากับลู่หว่านเหลียนทำให้บุตรทั้งสองไม่สามารถเรียกขานว่าท่านชายหรือท่านหญิงอีกต่อไป
โทษตายเว้นไปแล้วหากแต่โทษเป็ต้องรับ ลู่หว่านเหลียนถูกโบยหนึ่งร้อยไม้หากเป็คนอื่นคงตายไปนานแล้วหากแต่หลินเฉิงจวินมานั่งกดดันแผ่ไอสังหารให้แก่ทหารที่ทำหน้าที่โบยพวกเขาจึงไม่กล้าลงแรง
จากนั้นก็มีราชโองการเนรเทศลู่หว่านเหลียนและบุตรทั้งสองไปยังเมืองชายแดนที่แร้นแค้นห่างไกลจากเมืองหลวงนับพันลี้ห้ามสามแม่ลูกกลับเมืองหลวงตลอดชีวิต
ลู่หว่านเหลียนก็ถึงกับกรีดร้องอย่างบ้าคลั่งราวกับคนเสียสติ
ต่างกับเสวียนเยี่ยนฟางที่บุตรทั้งสองมารอรับที่ด้านหน้าของศาลต้าหลี่ด้วยใบหน้าที่แช่มชื่นชาวเมืองก็มารอรับให้กำลังใจเช่นกัน
สิบวันต่อมา
คดีของหมอหลวงลู่ก็ได้รับการตัดสิน
โทษของเขาคือ การปะาชีวิตพร้อมด้วยพ่อบ้านและหมอในโรงหมอที่ร่วมมือกันทำร้ายชาวเมืองทางอ้อม
คนในตระกูลลู่ถูกโบยคนละห้าสิบไม้ หากรอดถูกขายเป็ทาสไปยังชายแดนหากไม่รอด ร่างก็ถูกโยนทิ้งที่เหว ไม่มีใครกล้าประกาศตัวเป็ญาติของผู้ตาย
เห็นความโเี้ของเสนาบดีหนุ่มเสวียนเกาไม่มีใครกล้าปริปากตำหนิ จวนอื่นก็ราวกับนกรู้ พวกเขาขับไล่คนจากตระกูลลู่ออกจากตระกูลทั้งหมดไม่เว้นแม้แต่บุตรชายหรือหลานชายของตน เพราะหากเก็บสายเืแซ่ลู่เอาไว้ ตระกูลของตนก็คงสูญสิ้นเช่นกัน
หากไม่ทำเช่นนี้ตระกูลเสวียนไม่เอาพวกเขาไว้แน่
ใส่ร้ายพระชายาเสวียนไม่พอยังวางยาพิษท่านหญิงใหญ่อีกด้วย การเดินหมากของตระกูลเสวียนครั้งนี้ไม่เพียงทวงถามความยุติธรรมให้เสวียนเยี่ยนฟางและหลินเฟยหลันเท่านั้น
หากแต่เป็การล้างบางตระกูลลู่!
ราวกับทั้งสองตระกูลมีเื่เจ็บแค้นกันมาแต่ชาติปางไหนจนถึงขั้นอยู่ร่วมกันไม่ได้
ระหว่างตระกูลลู่กับตระกูลเสวียนโอรส์ย่อมเลือกตระกูลแม่ทัพอยู่แล้ว ใยจะกล้าท้วงติงสิ่งที่เสวียนเกาได้ทำลงไป
เมื่อรู้ว่ามารดาของตนต้องถูกเนรเทศไปยังชายแดนพร้อมคนตระกูลลู่ ลู่หว่านเหลียนก็ฝืนร่างกายคุกเข่าขอร้องผู้เป็สามีให้อ้อนวอนต่อฮ่องเต้ให้ผ่อนปรนมารดาของนาง
“ให้ท่านแม่ไปกับเหลียนเอ๋อร์ก็ได้เพคะ”
ชินอ๋องที่ทนเห็นน้ำตาของคนรักไม่ได้ มีหรือจะไม่ใจอ่อน
เขาตรงไปยังพระราชวังอีกครั้ง เพื่อแบกหน้าขอร้องฮ่องเต้ต่อให้ต้องเสียเกียรติ ผู้คนก่นด่าหรือแม้แต่จะต้องโทษจากฮ่องเต้ เขาก็ยอม
ขอเพียงลู่หว่านเหลียนมีความสุขก็พอ
แต่ครั้งนี้ไทเฮาปิดตำหนักเพื่อไม่้าพบโอรสที่ตนเลี้ยงดูมาส่วนฮ่องเต้ก็ติดข้อราชการ ยังไม่สามารถให้ชินอ๋องเข้าเฝ้าได้
หลินฟางซินนั่งมองบ่าวรับใช้กำลังใส่ยาให้มารดาของตน ส่วนหลินเฟยเทียนนั่งกินขนมที่โต๊ะเมื่อเห็นเสวียนเยี่ยนฟางเดินเข้ามา นางก็ตะคอกเสียงใส่ด้วยความโกรธแค้น “เ้าเข้ามาทำไม”
ลู่หว่านเหลียนใส่เสื้อผ้าอย่างลวกๆ นางดึงบุตรสาวให้อยู่ด้านหลังของตน
พระชายาเลิกคิ้ว “บุตรคนต้องโทษผู้นี้กำเริบเสิบสานกล้าตะคอกใส่พระชายาแห่งชินอ๋อง ดูท่ามารดาคงไม่มีเวลาสอนสั่ง หนิงอ้าย”
“เพคะ” หนิงอ้ายยกยิ้มที่มุมปาก
นางรอเวลาเช่นนี้มานานแล้ว
หนิงอ้ายกระชากต้นแขนของหลินฟางซินแล้วสะบัดฝ่ามือตบเข้าที่ใบหน้าของนางอย่างแรง
เพี้ยะ!
“หยุดนะ” ลู่หว่านเหลียนไม่ยอมอยู่เฉยเช่นกัน
นางผลักหนิงอ้ายแต่แรงอันน้อยนิดของลู่หว่านเหลียนหรือจะสู้แรงของหนิงอ้ายที่เคยหยิบดาบเคียงคู่เสวียนเยี่ยนฟางมาก่อน
“ขอร้อง พระชายา ซินเอ๋อร์สำนึกผิดแล้ว ปล่อยนาง ปล่อย ฮือ”ลู่หว่านเหลียนยอมคุกเข่าโขกศีรษะอ้อนวอนต่อเสวียนเยี่ยนฟาง
พระชายายกมือเป็เชิงปรามคนของตน แล้วเอ่ยกับลู่หว่านเหลียน “เ้าเป็ชายารองก็สุขสบายดีอยู่แล้วเหตุใดต้องคิดทำอะไรเกินตัว เฮ้อ..ทำตัวเองแท้ๆ”
หนิงอ้ายผลักหลินฟางซินไปหามารดา
อดีตชายารองได้แต่กำมือแน่น แววตายังมีความไม่ยินยอม ”เป็เพราะเ้า”
เสวียนเยี่ยนฟางหัวเราะขึ้น “เป็เพราะข้า? ฮ่าฮ่าใครใช้ให้เ้าคิดร้ายต่อข้าก่อนอยู่ดีๆ ไม่ว่าดี แกว่งเท้าหาเสี้ยนก่อนจะโทษผู้อื่นโทษตัวเองเถอะ แต่ข้าก็ต้องขอบใจเ้า ที่ทำให้ข้าหูตาสว่าง”
น้ำเสียงและแววตาของผู้เป็พระชายาเข้มขึ้น ทำให้ลู่หว่านเหลียนรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาจริงๆ
เสวียนเยี่ยนฟางนั่งลงตรงหน้าลู่หว่านเหลียนใช้มือข้างหนึ่งบีบกรามของลู่หว่านเหลียนไว้อย่างแรง นางแค่นเสียงลอดไรฟันออกมาด้วยความแค้นที่สุมเต็มอก“ปีนั้น พ่อเ้าสั่งให้โยนร่างท่านแม่ของข้าพี่สะใภ้และคนของข้าทิ้งในเหวอย่างไม่ใยดี ข้าก็จะให้พ่อของเ้าและคนตระกูลลู่แม้ตายไม่อาจมีร่างที่สมบูรณ์ ไม่มีป้ายิญญา ไม่มีคนเซ่นไหว้เช่นกัน”
“จะ เ้าพูด อะ อะไร ข้า ข้าไม่รู้เื่” ลู่หว่านเหลียนปฏิเสธเสียงสั่น
“ไม่เป็ไร ข้าไม่ได้มาถามคำตอบจากเ้าหรอกเพราะพ่อเ้าสารภาพกับข้าหมดแล้ว” เสวียนเยี่ยนฟางตอบด้วยน้ำเสียงเนิบ
“สารภาพ อะไร เ้าพูดอะไร” ลู่หว่านเหลียนตะคอกใส่
นางขยับตัวขึ้นหมายจะทำร้ายผู้เป็พระชายาแห่งชินอ๋องหากแต่เสวียนเยี่ยนฟางที่ไวกว่า ใช้มือข้างหนึ่งกุมลำคอของลู่หว่านเหลียนเอาไว้
“ปล่อยท่านแม่/ปล่อยท่านแม่ข้านะ”บุตรทั้งสองของลู่หว่านเหลียนเข้ามาทุบตีเสวียนเยี่ยนฟางนางมองทั้งสองด้วยแววตาที่เ็า ไวกว่าคำพูดมืออีกข้างที่ว่างก็ตบเข้าที่ใบหน้าของทั้งสองอย่างไม่ปรานี
โดยเฉพาะหลินฟางซินที่ถูกตบอีกสองครั้ง
ถือซะว่าแก้แค้นเล็กน้อยแทนบุตรสาวคนโตของนางก็แล้วกัน
“ฮื้อออออ ท่านแม่ ช่วยลูกด้วย”
สองพี่น้องร้องไห้กอดกันกลมด้วยความหวาดกลัว
ที่ผ่านมาพระชายาไม่เคยลงมือกับพวกเขาทั้งสอง ทั้งยังมีบิดาให้ท้ายพวกเขาจึงคิดว่าตนมีอำนาจมากที่สุดในตำหนัก ขนาดหลินฟางซินทะเลาะกับหลินเฟยหลันก็มีเพียงหลินเฟยหลันที่ถูกลงโทษ พวกเขาจึงได้ใจ ไม่คิดเกรงกลัวสิ่งใด เมื่อถูกพระชายาลงมือจึงหวาดกลัวอย่างมาก
“ซินเอ๋อร์ เทียนเอ๋อร์ ปล่อยข้า” ลู่หว่านเหลียนพยายามดิ้นรนเพื่อเข้าหาบุตรของตน
เสวียนเยี่ยนฟางจิกเล็บที่คอของลู่หว่านเหลียนจนเืออก แล้วจึงยอมปล่อย
แม้จะเป็คนที่จิตใจโหดร้ายในสายตาคนอื่นหากแต่ลู่หว่านเหลียนก็รักบุตรของตนสุดหัวใจ ทันทีที่ได้รับอิสระนางก็โอบกอดบุตรทั้งสองเอาไว้อย่างหวงแหน โดยไม่ได้สนใจาแที่ลำคอของตน
ทั้งสามกอดกันร้องไห้ออกมาหลินฟางซินและหลินเฟยเทียนร้องเสียงดังจนหนิงอ้ายต้องคว่ำปาก
ใจเสาะเสียจริง ฮึ!ตอนท่านหญิงใหญ่ของข้าโดนโบยไม่เห็นร้องดังเพียงนี้
“เ็ปรึ ร้องไห้? แค่นี้เ้าก็จะเป็จะตายแต่ตอนที่พวกเ้าฆ่าท่านแม่ข้า ฆ่าพี่สะใภ้ข้า ฆ่าเหล่าพี่น้องของข้าใยจึงไม่รู้สำนึกผิดชั่ว” เสวียนเยี่ยนฟางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเย็น
นางพยายามอย่างยิ่งที่จะไม่ให้ตนเองใช้ดาบสังหารลู่หว่านเหลียนไปเสียก่อน
คนอย่างลู่หว่านเหลียนต้องมีชีวิตแบบอยู่ไม่สู้ตาย จึงจะสาสม!