“เรื่องเข้าใจผิด?”
มาร์ควิสเฟลิกซ์พูดขึ้น กิลเบิร์ตยิ้มแล้วพยักหน้าก่อนจะพูดว่า
“ใช่แล้วครับลุงมาร์ควิสที่จริงแล้วเด็กสาวเผ่ามารหูสัตว์เหล่านี้พวกเธอเคยเป็นทาสของ ดอน โกเบอร์ แต่เผอิญได้ถูกเจ้าชายได้ช่วยเอาไว้ครับ และที่พวกเธอไม่มีปลอกคอก็เพราะเจ้าทรงใจดีก็เลยถอดปลอกคอให้เธอผมพูดถูกมั้ยครับเจ้าชาย”
เออร์วินเพียงยิ้มเหมือนปกติโดยไม่ตอบอะไร ในขณะที่เหล่าชาวเมืองต่างก็เริ่มพากันซุบซิบอีกทันที
“อะไรนะที่แท้ก็เป็นเรื่องเข้าใจผิดข้าเองก็สงสัยอยู่แล้วเชียว เมืองที่มีทางเข้าออกทางเดียวอย่างเมืองไพร์ล็อกพวกเผ่ามารจะลอบเข้ามาได้ยังไง”
“ใช่ใช่ข้าเองจะเอะใจอยู่เหมือนกันที่แท้ก็เป็นเรื่องเข้าใจผิดนี่เอง”
“ข้าก็ว่าแล้วเชียวเด็กสาวน่ารักอย่างสองคนนั้นต่อให้เป็นเผ่ามารก็เถอะแต่ดูๆ แล้วก็ไม่น่าจะเป็นคนเลวร้ายอะไร”
“พอได้ยินเจ้าพูดแบบนี้แล้วข้าก็เริ่มรู้สึกสงสารพวกเธอขึ้นมาแล้วสิ”
สายตาของชาวเมืองที่มามุงบางคนเริ่มเปลี่ยนเป็นมองสองพี่น้องด้วยสายตาที่เป็นมิตรมากขึ้น ถึงกับมีบางคนเริ่มรู้สึกสงสารในชะตากรรมของพวกเธอ ถึงกับมีบางคนสงสัยสายตาที่ไม่เป็นมิตรมองแต่ยังร่างกายของฟินน์ที่นอนอยู่บนพื้น
กิลเบิร์ตไม่ใช่คนโง่เรื่องที่ดอน โกเบอร์ซื้อทาสเผ่ามารหูสัตว์มาสามตัวนั้นเขาเองก็เคยได้ยินมาบ้าง จนกระทั่งเกิดเหตุฆ่าล้างคฤหาสน์เมื่อสองสัปดาห์ก่อนผลปรากฏว่าไม่เพียงแต่สินทรัพย์ทั้งหมด แม้แต่ทาสเผ่ามารหูสัตว์ทั้งสามก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย แล้ววันนี้อยู่ๆ ก็มีเด็กผู้หญิงเผ่ามารหูสัตว์ปรากฏตัวขึ้น ด้วยฐานะของลอร์ดอาร์เทมิสพ่อของเขาหากมีเผ่ามารลอบเข้ามาในเมืองเล็กๆอย่างไพร์ล็อกไม่มีทางที่พ่อเขาจะไม่รู้เด็ดขาด แต่การที่ลูกเธอปรากฏตัวแบบนี้และพ่อเขาไม่รู้ก็หมายความได้อย่างเดียวคือเธออยู่ในเมืองนี้ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว และเผ่ามารหูสัตว์ที่อยู่ในเมืองนี้ตั้งแต่แรกก็มีแต่ทาสเผ่ามารหูสัตว์ที่หายตัวไปจากเหตุการณ์ฆ่าล้างคฤหาสน์เมื่อสองสัปดาห์ก่อน ส่วนเรื่องที่ว่าพวกเธอมาอยู่กับเจ้าชายขยะคนนี้ได้อย่างไรนั้นกิลเบิร์ตไม่ได้สนใจเท่าไร ในสายตาของเขาเออร์วินก็เป็นเพียงแต่เด็กที่มีของดีอยู่กับตัวแล้วทำอะไรไม่ยั้งคิด ทั้งการฆ่าคนเพราะเห็นว่ามีอาร์ติแฟกต์ที่ทรงพลังอยู่ในมือ หรือแม้แต่การถอดปลอกคอของพวกเผ่ามาร กระทั่งการใช้อำนาจจากตำแหน่งเจ้าชายบีบให้ขุนนางตัดแขนบริวารของตน การทำสิ่งเหล่านี้โดยไม่ยั้งคิดทำให้กิลเบิร์ตสรุปสั้นๆ เกี่ยวกับตัวเออร์วินว่า ก็แค่ขยะที่ดันถือครองสิ่งที่มีค่าอยู่ในมือ
ในใจกิลเบิร์ตรู้สึกเสียดายสิ่งต่างๆ ที่เออร์วินมีและรู้สึกว่าเขาไม่คู่ควรกับมัน ทั้งตำแหน่งเจ้าชาย อาร์ติแฟกต์ที่สามารถสังหารชาลีฟได้อย่างง่ายดาย และที่สำคัญที่สุดเรเวนสตรีที่เขาแม้พึ่งได้เจอเมื่อวานแต่ก็ยังไม่อาจลบเธอออกไปจากความคิดได้เลย
มาร์ควิสเฟลิกซ์ทุกกำปั้นกับฝ่ามือแล้วพูดเหมือนทำท่าจะนึกอะไรออกมาได้
“งี้นี่เองข้าเองก็สงสัยอยู่แล้วเชียวว่าเด็กสาวเผ่ามารพวกนี้เข้าเมืองมาได้ยังไงที่แท้ก็เป็นเรื่องเข้าใจผิด” มาร์ควิสพูดกับเออร์วินว่า “เจ้าชายขอรับในเมื่อนี่เป็นเรื่องเข้าใจผิดมันก็ช่วยไม่ได้ ถึงลูกชายข้าจะวู่วามไปบ้างตอนนี้เขาทำไปทั้งหมดก็เพราะเป็นห่วงเมืองนี้” มาร์ควิสเฟลิกซ์ปั่นสีหน้ารู้สึกผิดก่อนจะพูดว่า “แต่ถึงยังไงที่เจ้าฟินน์ทำก็ไม่ถูกต้องเดี๋ยวข้าจะส่งของขวัญเป็นการขอโทษให้เจ้าชายในภายหลังแน่นอนพะยะค่ะ”
เออร์วินไม่ได้ตอบอะไรมาร์ควิสเพียงพูดว่า
“คุณลิลลี่ คุณเดซี่ คุณเบธ กลับด้วยกันเถอะครับ”
ลิลลี่กับเดซี่สองพี่น้องยืนกอดกันในใจของพวกเธอทั้งคู่กำลังหวาดกลัว ภาพเหตุการณ์เมื่อตอนที่ถูกจับใส่ปลอกคอทาสย้อนกลับคืนมา วันเวลาเหล่านั้นเป็นช่วงเวลาที่พวกเธอต้องการจะลืมมากที่สุด ทุกๆ วันพวกเธอต้องถูกบังคับให้มองดูพี่สาวยอมเอาตัวเข้าแลกเพื่อปกป้องพวกเธอ ขณะที่สองพี่น้องกำลังหวาดกลัวอยู่นั้นก็ได้ยินเออร์วินพูดออกมา ทั้งลิลลี่และเดซี่ต่างรู้สึกเหมือนตื่นจากฝันร้ายอีกครั้งทั้งคู่วิ่งผ่านมาร์ควิสเข้ามาสวมกอดเออร์วิน
“เจ้าชายคะ”
“เจ้าชายโรคจิต”
เด็กสาวทั้งสาวต่างเข้ามาสวมกอดเด็กชายก่อนจะปล่อยโฮออกมา ภาพที่เห็นนี้ทำให้ชาวเมืองต่างรู้สึกเห็นใจพวกเธอ พวกเขาหลายคนโดยเฉพาะผู้หญิงเริ่มพบว่าที่สุดแล้วทั้งสองก็เป็นเพียงแค่เด็กผู้หญิงเท่านั้นไม่ได้ต่างอะไรกับพวกเธอเลย
เออร์วินปลอบโยนสองพี่น้องจนทั้งคู่เริ่มสงบลง เขาหันไปยิ้มให้เบธ
“ขอบคุณนะครับคุณเบธนี่อยู่เคียงข้างพวกเธอเสมอ”
เบธที่ตอนนี้เนื้อตัวมอมแมมไปด้วยฝุ่นยิ้มรับแล้วถอนสายบัวให้เออร์วิน เออร์วินหันไปขอบคุณไลลา
“ขอบคุณนะครับคุณไลลาถ้าไม่ใช่เพราะคุณออกหน้าผมคงมาไม่ทัน”
ไลลายิ้มให้เด็กชายวางฝ่ามือลงที่ด้ามดาบแล้วค้อมกายกล่าวว่า
“ด้วยความยินดีเพคะเจ้าชาย”
เออร์วินหันไปบอกกับสองพี่น้องว่า
“กลับกันเถอะครับ”
ลิลลี่กับเดซี่พยักหน้าพร้อมกัน แต่ยังไม่ทันที่เออร์วินจะก้าวเท้ามีเรียที่ไม่รู้ว่าเดินมาหาเขาตั้งแต่เมื่อไรก็ร้องว่า
“เอ่อ คือว่าเจ้าชายคะ”
เออร์วินหันไปมองเธอ
“ครับ?”
มีเรียหันไปมองสองพี่น้องเผ่ามารหูสัตว์เธอดูลังเล็กน้อยที่จะพูดอะไรบางอย่างออกมา ตั้งแต่เด็กเธอก็หลงใหลในตำนานของอัศวินที่อยู่ในนิทาน อัศวินเหล่านั้นออกเดินทางต่อสู้กับพวกเผ่ามารที่ชั่วร้าย ปกป้องเจ้าหญิงผู้งดงามกอบกู้อาณาจักร มีเรียหลงใหลในตัวอัศวินที่กล้าหาญเหล่านั้น วาดฝันว่าสักวันหนึ่งเธอก็จะเป็นแบบนั้นบ้างและนั่นคือเหตุผลที่เธอยืนกรานที่จะขึ้นรับการฝึกฝนเพื่อเป็นอัศวินฝึกหัด และเธอที่ต้องการจะเป็นอัศวินที่ทั้งเก่งกาจและกล้าหาญเฉกเช่นในนิทานจึงไม่ชอบเวลาที่มีคนบอกว่าเธอเป็นบุตรีของดยุคกาเลออน เพราะเธอไม่ต้องการให้ใครปรามาสว่าที่เธอเป็นอัศวินได้ก็เพราะพ่อของเธอ
มีเรียที่หลงใหลในเรื่องราวของอัศวินที่โลดแล่นในนิทานเชื่อมาโดยตลอดว่าเผ่ามารทั้งหมดคือความชั่วร้าย และเป็นหน้าที่ของเธอที่จะต้องต่อกรกับเผ่ามารเหล่านั้นเพื่อปกป้องผู้อ่อนแอ แต่พอเธอได้เห็นอัศวินหญิงไลลาหนึ่งในคนที่เธอเคารพกลับต่อสู้เพื่อปกป้องเด็กสาวเผ่ามารเธอจึงรู้สึกสับสน เธอไม่เข้าใจว่าทำไมไลลาถึงต้องปกป้องทั้งสองคนที่เป็นเผ่ามารด้วย และเธอยิ่งรู้สึกสับสนเมื่อได้เห็นเด็กสาวเผ่ามารทั้งสองร้องไห้ไม่ต่างไปจากมนุษย์อย่างพวกเธอ เผ่ามารคือความชั่วร้ายที่เกิดมาเพื่อจะทำลายทุกสิ่ง นั่นคือสิ่งที่นิทานบอกเธอและเธอก็เชื่อมันเสมอมา
มีเรียมีท่าทีลังเลคล้ายเหมือนจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็เหมือนว่ากลัวที่จะพูดออกมา เออร์วินยิ้มให้เธอ
“ผมรู้ว่าคุณอยากจะพูดอะไรครับ”
“เอ๊ะ?”
“คุณสงสัยใช่มั้ยครับว่าเผ่ามารทั้งสองคนนี้เป็นยังไง ไว้ใจได้หรือไม่แล้วก็ตกลงแล้วเผ่ามารเนี่ยชั่วร้ายจริงๆ หรือเปล่าใช่ไหมครับ”
มีเรียปากอ้าตาค้างทันทีเพราะสิ่งที่เออร์วินพูดก็เป็นสิ่งที่เธอสงสัยจริงๆ เออร์วินยิ้มให้เธอแล้วก็พูดว่า
“สำหรับคำตอบนั้นทำไมไม่ลองคุยกับเธอดูล่ะครับ”
“คุยกับเธอ?”
“ใช่ครับลองคุยกันดูลองใช้เวลาร่วมกันแล้วจากนั้นค่อยตัดสินว่าตกลงแล้วเผ่ามารเป็นยังไงกันแน่”
“เอ่อ... คือว่า... แล้วเจ้าชายมองพวกเผ่ามารเป็นยังไงกันเพคะ”
คำถามของมีเรียทำให้ลิลลี่กับเดซี่จ้องมองเออร์วินด้วยความกังวล เออร์วินยิ้มแล้วตอบว่า
“จากผมสังเกตจากพวกเธอแล้วก็ไม่ต่างจากมนุษย์มีสุขมีเศร้ามียินดีมีหวาดกลัว ไม่ต่างจากพวกเราเลยครับ จะต่างก็ตรงพวกเธอดูน่ารักน่ากอดกว่าอย่างเห็นได้ชัดก็เท่านั้นแหละครับ”
ลิลลี่กับเดซี่หน้าแดงทันทีที่ได้ยินเออร์วินพูดเช่นนั้น เบธถึงกับเอาสองมือปิดปากเธอรู้สึกว่าสิ่งที่เจ้าชายพูดตรงใจเธอยิ่งนัก ลิลลี่ร้องออกมาว่า
“โรคจิต”
มีเรียนิ่งไปพักหนึ่งก่อนจะถามอีกว่า
“เอ่อแล้วเจ้าชายไม่กลัวพวกเธอบ้างเหรอเพคะ”
เออร์วินยิ้มแล้วส่ายหน้าให้เธอก่อนจะพูดว่า
“ทำไมผมต้องกลัวด้วยล่ะครับในเมื่อมีคุณมีเรียอยู่แล้วทั้งคน”
“เอ๊ะ?” มีเรียอุทานออกมา
“มีคนที่กำลังจะกลายเป็นยอดอัศวินหญิงอย่างคุณมีเรียอยู่ด้วยยังมีอะไรที่ผมต้องกลัวอีกเหรอครับ”
มีเรียรู้สึกหัวใจพองโตทันทีที่ได้ยินเออร์วินพูด ตั้งแต่ที่เธอไม่ฟังคำทัดทานของเพื่อเลือกที่จะเข้ารับการฝึกเพื่อเป็นอัศวิน นี่เป็นครั้งแรกที่มีคนพูดกับเธอแบบนี้ มีเรียรู้สึกเหมือนตัวเธอจะลอยขึ้นมาไลลาวางมือบนไหลเธอพูดติดตลกว่า
“อย่าเพิ่งลอยขึ้น”
มีเรียหน้าแดงเล็กน้อยที่รู้ว่าไลลารู้ความในใจของตน อยู่ๆ ลิลลี่ก็เข้ามาแทรกการสนทนาแล้วถามว่า
“นี่เธอน่ะบอกหน่อยสิทำยังไงถึงจะได้เป็นอัศวินเหรอ”
เดซี่ที่เห็นดังนั้นจึงร้องพร้อมพยายามดึงลิลลี่ให้ออกมาจากวงสนทนา
“นี่ไม่ได้นะลิลลี่มันเสียมารยาทนะอย่าไปแทรกการสนทนาของเจ้าชายสิ”
“เอ๋!!! ก็มันอยากรู้นี่นา”
มีเรียยังรู้สึกไม่คุ้นชินอยู่บ้างเมื่อรู้ว่าลิลลี่เป็นเผ่ามารแม้เออร์วินจะบอกให้เธอลองคุยดูแล้วจึงค่อยตัดสินก็ตาม ไลลาถามขึ้นว่า
“เธออยากเป็นอัศวินเหรอ?”
ลิลลี่พยักหน้าหงึกๆ ขณะที่กำลังโดนเดซี่ลากอยู่ ลิลลี่ตอบว่า
“อยากสิจะได้เก่งเหมือนคุณแล้วก็จะได้เจอเจ้าหญิงลิลิธด้วย”
ไลลายิ้มเล็กน้อยเมื่อได้ยินว่าลิลลี่อยากเก่งเหมือนเธอ แต่มีเรียหูกระดิกทันทีที่ได้ยินชื่อเจ้าหญิงลิลิธมีเรียถามไปทันทีว่า
“เธออยากเจอเจ้าหญิงลิลิธ?”
ลิลลี่พยักหน้าหงึกๆ ตอบว่า
“อยากเจอสิปกติทำงานเป็นสาวใช้ในวังได้เจอเจ้าหญิงแค่วันละสองครั้งเองคือตอนเจ้าหญิงเดินทางไปฝึกซ้อมกับกลับจากฝึกซ้อมแค่นั้นเอง แต่ถ้าได้เป็นอัศวินนะจะต้องได้เจอเจ้าหญิงบ่อยกว่านี้แน่”
มีเรียจ้องหน้าลิลลี่รู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่างที่เธอกับลิลลี่เชื่อมโยงกัน เธอถามว่า
“เธอชื่มชมเจ้าหญิงลิลิธ?”
“แน่นนอนสิทุกครั้งที่ฉันได้เห็นเวทย์สายฟ้าของเจ้าหญิงผ่าดังเปรี้ยงแล้วก็ระเบิดดังตู้มฉันจะรู้สึกตื่นเต้นจะขนลุกเลยล่ะ”
ลิลลี่พูดพร้อมกับทำหน้าหลงใหลออกมา มีเรียใจเต้นตึกตักรู้สึกค้นพบคนบนเส้นทางเดียวกันเธอคว้ามือของลิลลี่ขึ้นมากุมไว้แล้วพูดว่า
“เธอชื่อว่าลิลลี่สินะ”
“ใช่มีอะไรเหรอ?”
มีเรียหันไปถามไลลาว่า
“คุณไลลาคะให้ลิลลี่ฝึกอัศวินด้วยได้ไหมคะ?”
“เอ๊ะ?” ไลลาอุทานอย่างงุนงงไม่เข้าใจถึงท่าทีที่เปลี่ยนไปของมีเรีย เธอหันไปมองเออร์วินคล้ายเป็นเชิงขออนุญาต ลิลลี่ก็มองมาที่เขาด้วยสายตาคาดหวัง เออร์วินก็ยิ้มและพยักหน้าให้เธอ
“ได้ครับไม่มีปัญหา”
“ “ไชโย!!!” ” เด็กสาวทั้งสองก็กระโดดชูมือขึ้นฟ้าดีใจแล้วก็กอดกันไปมา
เออร์วินที่รู้สึกงุนงงทีอยู่สองเด็กสาวก็สนิทกันขึ้นมาเสียอย่างนั้นแต่เขาก็ไม่อยากจะขัด ขณะที่เด็กสาวทั้งสองกระโดดโลดเต้นกันไปมา ก็มีผู้หญิงคนหนึ่งที่ดูแล้วน่าจะเป็นแม่ค้าเดินเข้ามาหาเดซี่พลางยื่นแอปเปิ้ลให้เธอ
“นี่หนูน่ะรับไว้สิป้าขอโทษที่เมื่อกี้เข้าใจหนูผิดไปวันหลังก็แวะมาเที่ยวที่ตลาดอีกนะ”
“คะ..?” เดซี่รับแอปเปิ้ลมาอย่างงุนงง แล้วก็มีผู้หญิงอีกคนหนึ่งเดินเข้ามาหาเดซี่อีก
“นี่หนูน่ะน่ารักดีนะฉันเปิดร้านรับตัดเสื้ออยู่ตรงนั้นวันหลังเธอกับพี่น้องของเธอก็มาที่ร้านฉันสิฉันจะตัดชุดน่ารักๆ ที่เหมากับพวกเธอให้ฟรีๆเลยล่ะ”
“เอ๊ะ?”
หลังจากนั้นก็มีเหล่าชาวเมืองเข้ามามุงเดซี่เรื่อยๆ บางคนก็ยื่นของกินอย่างพวกอาหารหรือผลไม้ บางคนก็พยายามชวนเธอไปที่ร้านของตน บางคนที่เห็นว่าเข้าหาเดซี่ยากก็เริ่มเปลี่ยนเป็นเข้าหาลิลลี่บ้างจนในที่สุดสองพี่น้องเผ่ามารหูสัตว์ก็ถูกรุมล้อมด้วยฝูงชน
เออร์วินปลีกตัวออกมายืนกับเรเวนโดยมีเบธกับไลลาและมีเรียคอยยืนอยู่ใกล้ๆ
“เอ่อ จ้าชายเพคะปล่อยไว้แบบนี้จะดีเหรอเพคะ”
เบธมองสองพี่น้องด้วยความเป็นห่วง
“บ่อยไว้สักพักคงไม่เป็นไรหรอกครับจะได้ให้พวกชาวเมืองทำความคุ้นชินกับพวกเธอด้วย วันหลังพวกเธอจะได้ออกมาเที่ยวเล่นในเมืองได้อย่างสบายใจ เพราะจะให้ทนอุดอู้อยู่แต่ในปราสาทตลอดไปก็คงไม่ได้ใช่ไหมครับ”
เบธพยักหน้าเข้าใจเธอรู้สึกว่าหากเป็นตามที่เออร์วินพูด นั่นก็เป็นเรื่องดีเพราะหากวันหลังพวกเธอจะได้เที่ยวในเมืองโดยที่ไม่ต้องระแวงและปกปิดตัวตน ในขณะที่มีเรียมีแต่จ้องมองลิลลี่ด้วยความสนอกสนใจ
เรเวนมองสองพี่น้องเผ่ามารแล้วก็พูดว่า
“โชคดีนะที่เป็นที่นี่เพราะหากเป็นอาณาจักรส่วนใหญ่ในทวีปอาร์เคนัสความเกลียดชังที่มีต่อเผ่ามารนั้นฝังรากลึกกว่านี้มาก ยิ่งใกล้ศูนย์กลางทวีปอาร์เคนัสมากเท่าไรความเกลียดชังที่มีต่อเผ่ามารก็ยิ่งทวีความรุนแรงมากนั้น ไม่มีทางที่ผู้คนจะเปลี่ยนท่าทีง่ายแบบนี้หรอก”
“แปลว่านี่คือข้อดีของเมืองนี้ที่อยู่สุดขอบทวีปสินะครับ”
มาร์ควิสเฟลิกซ์จ้องมองฝูงชนที่เข้ามาห้อมล้อมเด็กสาวเผ่ามารหูสัตว์ทั้งสอง ส่วนกิลเบิร์ตก็เอาแต่จ้องมองเรเวนไม่วางตา ตั้งแต่ที่เขาปรากฏตัวออกมาก็ไม่มีสักครั้งเลยที่เรเวนจะชายตามองมาที่เขา ใจจริงเขาอยากเข้าไปทักแล้วชวนเธอคุยเพื่อสร้างความสนิมสนม แต่การที่มีเออร์วินอยู่ด้วยทำให้เขาทำแบบนั้นไม่ได้ เพราะมันคงเป็นปัญหาใหญ่เลยล่ะหากเขาไปจีบผู้หญิงอื่นต่อหน้าน้องชายของผู้หญิงที่เขาต้องการจะแต่งงานด้วย
มาร์ควิสเฟลิกซ์ที่ไม่รู้ความคิดของกิลเบิร์ตพูดขึ้นว่า
“วันนี้ข้าต้องขอบใจเจ้ามากถ้าไม่ได้เจ้าข้าคงถูกเจ้าชายขยะนั่นต้อนจนมุมจนต้องทำตามที่สั่งแน่”
กิลเบิร์ตหันมายิ้มให้มาร์ควิสแล้วพูดว่า
“ไม่ต้องใส่ใจหรอกครับเพราะถึงยังไงลุงก็เป็นสหายของพ่อ การช่วยเหลือเกื้อกูลกันก็นับเป็นเรื่องปกติ”
มาร์ควิสเฟลิกซ์พยักหน้าก่อนจะหันไปมองบทชายร่างอ้วนที่ยังคงสลบไสลไม่ได้สติกำลังโดนบริวารสองคนหามอยู่ เขารู้สึกโล่งใจที่เรื่องในวันนี้ยังนับว่าคลี่คลายไปได้ด้วยดี ฟาราห์ที่ตอนนี้เพราะได้ดื่มโพชั่นทำให้บาดแผลหายดีแล้วก็ยืนอยู่นิ่งไม่พูดอะไร
เขาถอนหายใจหวังว่าเรื่องในวันนี้จะจบลงที่ตรงนี้ไม่ถูกทางราชวังเอาเรื่อง มาร์ควิสเฟลิกซ์บอกลากิลเบิร์ตทั้งยังสัญญาว่าความช่วยเหลือในครั้งนี้เขาจะตอบแทนให้อย่างแน่นอน ส่วนกิลเบิร์ตก็เอาแต่จ้องเรเวนก่อนจะละสายตามาที่เออร์วินแล้วเดินเข้าไปหาเด็กชาย
“เจ้าชายเออร์วินกระหม่อมต้องขอประทานโทษเป็นอย่างยิ่งสำหรับเรื่องเมื่อวานพะยะค่ะ ตอนที่พ่อของกระหม่อมได้รู้เรื่องนี้ท่านตำหนิกระหม่อมไปยกใหญ่ทั้งยังกำชับให้กระหม่อมมาขอโทษเจ้าชายด้วยตนเอง”
เออร์วินหันมามองกิลเบิร์ตก่อนจะพูดทั้งที่ยิ้มให้อีกฝ่ายว่า
“คุณกิลเบิร์ตคิดมากไปแล้วครับแต่ถ้าคุณรู้สึกว่าต้องรับผิดชอบจริงๆ เพียงแค่มอบเงินทองส่วนหนึ่งให้พวกเขาใช้ก็พอแล้วครับ”
เออร์วินเปิดปากก็ไถเงินทองอีกฝ่ายโดยที่หน้าหน้ายังยิ้มอยู่ กิลเบิร์ตคล้ายไม่รู้ถึงเจตนาของเออร์วินเขายิ้มออกมาก่อนจะบอกว่า
“ถ้าทำเช่นนั้นแล้วพวกเขาจะยอมรับคำขอโทษกระหม่อมก็ยินดีพะยะค่ะ” กิลเบิร์ตพูดจบก็หันเหไปเรื่องอื่นทันที เขาพูดพลางมองไปที่ลิลลี่กับเดซี่ “กระหม่อมรู้สึกว่าเจ้าชายทรงมีเมตตาอย่างยิ่งนับว่าเป็นความโชคดีของของพวกเธอจริงๆ ที่ได้มาพบกับเจ้าชาย”
กิลเบิร์ตเริ่มแผนตีสนิททันที เออร์วินกลับยิ้มออกมาแล้วพูดว่า
“ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกครับถ้าโชคดีจริงพวกเธอต้องได้รับความช่วยเหลือจากคุณกิลเบิร์ตถึงจะถูกครับ เกิดมาเพียบพร้อมทั้งฐานะรูปร่างและความสามารถ”
ได้ยินที่เออร์วินพูดกิลเบิร์ตก็นึกระหยิ่มยินดีในใจ
‘นับว่าแกยังรู้ตัวเองนะว่าด้วยกว่าคนอื่น’
ขณะที่เขากำลังคิดในใจอยู่นั้นเออร์วินก็พูดในสิ่งที่ทำให้เขารู้สึกเหมือนหล่นลงไปในถังน้ำแข็ง
“จากสิ่งเหล่านี้คาดว่าคงมีผู้หญิงมารุมล้อมไม่น้อยเลยสินะครับ”