คำพูดของเมิ่งซือซินช่างเฉียบคมยิ่งนักตรงประเด็นราวกับเข็มที่ทิ่มแทง
หากต้วนเฉวียนเซินปฏิเสธและยอมรับว่าต้วนจื่อยังเป็นคนของตระกูลต้วนการกระทำเช่นนั้นก็เท่ากับเป็นการแบกรับข้อหาฆาตกรรมผู้นำรุ่นเยาว์มิเพียงแต่จะถูกปลดจากตำแหน่งเจ้าตระกูล แต่ยังต้องเผชิญกับบทลงโทษสถานหนักนับว่าได้ไม่คุ้มเสียเลย
แต่หากยอมรับว่าได้ตัดต้วนจื่อออกจากทำเนียบตระกูลต้วนการกระทำเช่นนั้นก็เท่ากับเป็นการยอมรับโดยปริยายถึงความจริงที่ว่าได้ขับไล่สายเลือดตรงของตระกูลต้วนในช่วงหลายปีที่ผ่านมาข่าวลือที่ไม่สามารถเปิดเผยต่อผู้คนภายนอกก็จะกลายเป็นหลักฐานมัดตัวที่ไม่อาจโต้แย้งได้อีกทั้งต้วนจื่อก็จะไม่ถูกจำกัดด้วยกฎของตระกูลต้วนเรื่องที่ทำลายตันเถียนของต้วนเอ้อร์ ก็เป็นเพียงปัญหาของรูปแบบการแข่งขันมิอาจตามเอาผิดได้
ไม่ว่าจะยอมรับหรือไม่ยอมรับต้วนเฉวียนเซินก็ล้วนแต่ถูกตลบหลัง เสียหายอย่างหนัก
เรื่องนี้ต้วนเฉวียนเซินเองก็ตระหนักดี
เขาเหลือบมองเมิ่งซือซินอย่างลึกซึ้งก่อนจะหันไปมองต้วนจื่อด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยเจตนาฆ่าฟันจากนั้นจึงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ โค้งคำนับต่อผู้คนทั้งสนาม
“ก่อนหน้านี้เป็นข้าเองที่ไม่อาจควบคุมโทสะ จึงกระทำการบางอย่างที่ไม่สมควร ทำให้เสียหน้าและกลายเป็นเรื่องน่าขัน บัดนี้จึงขออภัยทุกท่านหวังว่าท่านทั้งหลายจะยกโทษให้ข้าด้วย”
กล่าวจบเขาก็ยกมือขึ้นถอนทัพกลุ่มทหารรักษาการณ์ออก แล้วหยิบโอสถเม็ดหนึ่งออกมาจากข้างกาย
“เพื่อเป็นการแสดงความเสียใจต่อต้วนจื่อโอสถสู่ขอบเขตเริ่มต้นยุทธ์เม็ดนี้ ขอใช้เป็นการชดเชยความผิดของข้า”
“ฮือฮา……”
ทั่วทั้งสนามเงียบงันไปชั่วขณะก่อนจะตามมาด้วยเสียงฮือฮาด้วยความตกตะลึง
โอสถสู่ขอบเขตเริ่มต้นยุทธ์นี่คือยาขั้นสองระดับสุดยอดที่สามารถเพิ่มโอกาสให้ผู้ฝึกตนขอบเขตนักรบขั้นเนื้อหนังระดับเก้าเลื่อนขั้นไปยังขอบเขตเริ่มต้นยุทธ์ได้นับว่าเป็นของล้ำค่าหายาก
ในตลาดของเมืองจื่อหรานโอสถขั้นสองระดับสุดยอดเกือบจะมีมูลค่าถึงหนึ่งล้านเหรียญทองสูงค่ากว่าเคล็ดวิชาขั้นสุดยอดที่หายากเสียอีก ถึงมีเงินก็ใช่ว่าจะหาซื้อได้
การที่ต้วนเฉวียนเซินมีโอสถเม็ดนี้อยู่แล้วนับว่าไม่ธรรมดา ยิ่งเมื่อนำมาใช้เป็นของขวัญตอบแทน ก็แสดงถึงความใจกว้างอย่างยิ่ง
เฟิงเฉินเองก็ประหลาดใจเล็กน้อย
ในเมืองจื่อหรานเล็กๆ แห่งนี้โอสถขั้นสองระดับสุดยอดก็เพียงพอที่จะก่อให้เกิดการแย่งชิงจากหลายฝ่ายแม้แต่ตระกูลใหญ่เช่นตระกูลต้วน เมื่อรวมทรัพย์สินทั้งหมดแล้วก็อาจจะซื้อโอสถประเภทนี้ได้เพียงสองเม็ดเท่านั้น
การที่ต้วนเฉวียนเซินนำของกำนัลที่มีค่าเช่นนี้ออกมาก็ค่อนข้างจะใจใหญ่เกินไปหน่อย
เยี่ยนชุยเสวี่ยขมวดคิ้วเล็กน้อยนางรู้ว่าต้วนเฉวียนเซินต้องการใช้ของกำนัลมาปิดบังเรื่องราวที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้หลีกเลี่ยงมิให้ส่งผลกระทบต่อหน้าตาของตน
แต่การใช้โอสถสู่ขอบเขตเริ่มต้นยุทธ์เป็นของกำนัลก็ดูจะเกินจริงไปเสียหน่อยโอสถชนิดนี้ทั้งเมืองจื่อหรานมีคนครอบครองอยู่น้อยนิดเพียงหนึ่งเม็ดก็มีค่าเทียบเท่ากับทรัพย์สินรวมทั้งหมดของตระกูลขนาดกลางสามตระกูลยิ่งไปกว่านั้น ต้วนจื่อยังเป็นตัวการที่ทำให้ต้วนเอ้อร์ถูกทำลายตันเถียนจะด้วยเหตุผลใดก็ตามต้วนเฉวียนเซินก็ไม่ควรมอบของที่ช่วยส่งเสริมความแข็งแกร่งให้แก่ศัตรูเช่นนี้
เมิ่งซือซินหัวเราะในใจล่วงรู้แผนการของต้วนเฉวียนเซิน
ต้วนเฉวียนเซินวางแผนการได้อย่างแยบยลเขารู้ดีว่าต้วนจื่อมีความสัมพันธ์อันดีกับสมาคมการค้าเยี่ยนและมีแนวโน้มที่จะพึ่งพาสมาคมการค้าเยี่ยน หากคิดแก้แค้นในระยะเวลาอันสั้นผู้คนย่อมต้องสงสัยตระกูลต้วน และส่งผลเสียต่อความร่วมมือกับสมาคมการค้าเยี่ยนเขาจึงชะลอการลงมือโดยตรง เปลี่ยนมาใช้โอสถสู่ขอบเขตเริ่มต้นยุทธ์เป็นเหยื่อล่อชักนำผู้ที่ปรารถนาโอสถเม็ดนั้นให้หาเรื่องต้วนจื่อในที่ลับเป็นการยืมดาบฆ่าคนอย่างแท้จริง
หากต้วนจื่อรับโอสถสู่ขอบเขตเริ่มต้นยุทธ์เม็ดนี้ไปอนาคตอันใกล้นี้ย่อมต้องนำพามาซึ่งหายนะถึงแก่ชีวิตโอสถขั้นสองระดับสุดยอดนั้นมีแรงดึงดูดมากเพียงใดกันย่อมต้องมีคนที่ไม่กลัวตายทนไม่ไหวที่จะลงมืออย่างแน่นอน
ในเวลานี้ เมื่อมองไปรอบด้านสายตาที่จับจ้องมายังต้วนจื่อล้วนเต็มไปด้วยความปรารถนาราวกับเขาเป็นหญิงสาวเปลือยเปล่าที่ปลุกเร้าความปรารถนาในใจชาย
มิใช่เพียงบุรุษ แม้แต่สตรีในที่นี้ก็ต่างส่งสายตาอันชั่วร้ายมายังต้วนจื่อ ความหมายที่สื่อออกมานั้น มิต้องคาดเดา
"เมื่อมีโอสถสู่ขอบเขตเริ่มต้นยุทธ์ต้วนจื่อก็คงจะเลื่อนสู่ขอบเขตเริ่มต้นยุทธ์ในไม่ช้า นับว่าโชคช่วยจริงๆโชคดีราวกับมีคนยื่นหมอนให้ในยามง่วง! ช่างเป็นเรื่องน่าอิจฉา!""
"โอสถขั้นสองระดับสุดยอดในชีวิตนี้ข้ายังไม่เคยเห็นมาก่อนเลย"
"ข้าคิดว่าโอสถนี้ต้วนเฉวียนเซินเตรียมไว้ให้ต้วนเอ้อร์แต่ตอนนี้เพื่อกอบกู้ศักดิ์ศรี จึงจำต้องมอบให้ต้วนจื่อ น่าสมเพชนักหากไม่หาเรื่องก็คงไม่พบจุดจบเช่นนี้"
……
เห็นได้ชัดว่า หลายคนยังมิได้มองลึกลงไปมองเห็นเพียงภายนอก
ท่ามกลางเสียงซุบซิบนินทาที่แผ่วเบาสีหน้าที่แสร้งทำเป็นสำนึกผิดของต้วนเฉวียนเซินก็พลันปรากฏความเย็นชา
โอสถสู่ขอบเขตเริ่มต้นยุทธ์เม็ดนี้เดิมทีตั้งใจจะใช้เป็นรางวัลสำหรับผู้ชนะในการประลองเชื่อมสัมพันธ์ของตระกูลในครั้งนี้และผู้ที่จะได้รับ ก็คือลูกชายของเขา ต้วนเอ้อร์
เดิมทีคิดว่าในการประลองเชื่อมสัมพันธ์ครั้งนี้คงไม่มีผู้ใดสามารถเอาชนะต้วนเอ้อร์ได้แต่ไม่คาดคิดว่าการปรากฏตัวของต้วนจื่อจะทำลายความเชื่อมั่นของเขาและแผนการที่วางไว้ มิเคยคาดคิดว่าไอ้สารเลวตัวน้อยนี้จะเหี้ยมโหดถึงเพียงนั้นทำลายตันเถียนของต้วนเอ้อร์จนกลายเป็นคนไร้ค่า
ความโกรธที่ท่วมท้นนี้เขาจะต้องปลดปล่อยออกมาให้จงได้ และโอสถสู่ขอบเขตเริ่มต้นยุทธ์ก็คือเดิมพัน
ในอีกไม่กี่วันข้างหน้าย่อมต้องมีผู้คนมากหน้าหลายตาแห่กันไปช่วงชิงโอสถสู่ขอบเขตเริ่มต้นยุทธ์จากมือของต้วนจื่ออย่างแน่นอนจะต้องมีนักรบในขอบเขตเริ่มต้นยุทธ์ มิเช่นนั้นแล้ว แม้เขาจะไม่ลงมือเองก็ต้องมีคนช่วยเขากำจัดต้วนจื่ออย่างแน่นอน
สิ่งที่เขาคาดไม่ถึงก็คือขณะที่เขาคิดว่าต้วนจื่อจะรับโอสถสู่ขอบเขตเริ่มต้นยุทธ์เอาไว้นั้นการกระทำต่อไปของอีกฝ่าย กลับทำให้เขาแทบจะกลายเป็นหิน ความคิดในหัวสับสนปนเป
เห็นเพียงต้วนจื่อรับโอสถสู่ขอบเขตเริ่มต้นยุทธ์มาแล้วยิ้มให้ผู้คนทั้งสนาม
“ก่อนอื่นขอขอบคุณอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่กล่าวแทนข้าในช่วงก่อนหน้านี้ที่ได้ทำให้ข้ารู้สึกอบอุ่นและสบายใจอยู่บ้างในช่วงเวลาที่ข้าถูกใส่ร้ายและไร้ซึ่งกำลังใจ”
“ประการต่อมา ข้าต้องขอบคุณคุณหนูเยี่ยนหากไม่ใช่เพราะนางที่ยืนหยัดภายใต้แรงกดดันให้ข้า ข้าคงจะตายไปแล้ว อืมหรือก็คือจบเห่แล้วนั่นแหละ”
“ประการสุดท้ายข้าขอขอบท่านหญิงเมิ่งซือซินและอาจารย์เฟิงเฉินการปรากฏตัวของทั้งสองท่านราวกับเสียงที่ยิ่งใหญ่ขจัดความมืดมิดดุจฟ้าเปิดใสกระจ่างไร้เมฆหมอก ทำให้ข้าได้เห็นความหวัง ได้เห็นอนาคต”
“เพื่อแสดงความขอบคุณต่อความช่วยเหลือจากทุกท่านข้าจึงขอถือโอกาสนี้ทำบุญ อุทิศโอสถเม็ดนี้ให้กับสมาคมการค้าเยี่ยนเพื่อเป็นการตอบแทนบุญคุณที่ช่วยชีวิตข้า”
เมื่อกล่าวจบต้วนจื่อก็วางโอสถสู่ขอบเขตเริ่มต้นยุทธ์ลงบนมือของเยี่ยนชุยเสวี่ยโดยตรงกำมือนางไว้มั่นด้วยท่าทีที่จริงใจ
“คุณหนูเยี่ยนในฐานะที่เป็นบุตรสาวของสมาคมการค้าเยี่ยนข้าขอให้คุณหนูช่วยส่งมอบโอสถเม็ดนี้ต่อไป”
“ก่อนจะพบท่านข้าสงสัยเสมอว่าจะมีผู้ทรงคุณธรรมบนโลกนี้จริงหรือ แต่บัดนี้ ข้าเชื่อมั่นแล้วข้าเคยลุ่มหลงในเพลงขับขานแห่งราชวงศ์ฮั่นเคยทึ่งในความสามารถทางกวีของหลี่ไป๋และตู้ฝู่ เคยดื่มด่ำในบทเพลงของยุคซ่งและหยวนเมื่อเทียบกับท่านแล้ว สิ่งเหล่านั้นช่างดูด้อยค่า ไม่อาจเทียบเคียง”
“วสันตฤดูมีบุปผาใบไม้ร่วงมีจันทราส่องแสง เป็นภาพที่กวีขับกล่อม แต่สำหรับข้ากลับมิอาจเทียบได้กับรอยยิ้มของท่านลักยิ้มประดับแก้มนวลนั้นคือภาพที่งดงามที่สุดในใจข้า”
“กิ่งหลิวเขียวขจีจะเทียบความงามของเส้นผมท่านได้อย่างไร”
“คลื่นน้ำสีมรกตจะเทียบความลึกล้ำแห่งดวงตาของท่านได้อย่างไร”
“อา…ความงามของท่านมาจากจิตใจสู่รูปลักษณ์ บริสุทธิ์ดุจหยก เป็นที่รักใคร่เอ็นดู”
“อา… ความงามของท่าน จากกระดูกสู่ผิวพรรณสะเทือนฟ้าสะเทือนภพ เป็นที่น่าหวงแหนยิ่งนัก!”
“ในความมืดมิด ข้าเห็นท่านส่องประกายข้ามิหวังให้ท่านมาอยู่เคียงข้าง เพียงปรารถนาเป็นความมืดมิดที่ไม่จางหายเพื่อขับเน้นประกายของท่านให้เด่นชัด!”
ถ้อยคำที่เปี่ยมด้วยท่วงทำนองดุจกวีก้องกังวานยาวนานในลานประลอง
บรรยากาศ…ตกอยู่ในความเงียบงัน!
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน...เล่นเอาทุกคนได้แต่จับตามอง!
ทุกคน… ล้วนแต่ตกตะลึง!
คำพูด...ฝีปากของเจ้าต้วนจื่อนี่มันสุดยอดเหนือใคร!
[ติ๊ง! ขอแสดงความยินดีท่านผู้ใช้ได้ทำการคุยโวระดับสุดยอดจนระบบเองยังขนลุก คะแนนเทียนซิ่ว +999(เพราะเลข 6 คว่ำหน้าคะมำลงไปแล้ว!) ]
เยี่ยนชุยเสวี่ยนิ่งอึ้งไปนางไม่เคยล่วงรู้ว่าต้วนจื่อจะกระทำเช่นนี้ และกล่าววาจาที่แปลกประหลาดออกมา
ชั่วขณะหนึ่งใบหน้าของนางก็อดไม่ได้ที่จะแดงก่ำ
คำพูดก่อนหน้านี้ของอีกฝ่ายฟังดูราวกับเป็นการ... สารภาพรัก ใช่หรือไม่?
ไม่ ไม่ ไม่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาคิดเรื่องพวกนี้ทำไมต้วนจื่อถึงได้มอบโอสถที่ล้ำค่าเช่นนี้ให้กับสมาคมการค้าเยี่ยน?
นางมองไปยังต้วนจื่อ สบสายตาเขาเพียงไม่กี่วินาทีที่สื่อสารกันด้วยสายตา นางก็เข้าใจ
เป็นเช่นนี้นี่เอง!
ต้วนจื่อคิดจะผลักภาระความเสี่ยงจากโอสถสู่ขอบเขตเริ่มต้นยุทธ์ไปให้สมาคมการค้าเยี่ยนนั่นก็เพราะ 'คนธรรมดาไร้ความผิด ไฉนจึงมีหยก'
และในฐานะที่เป็นสมาคมการค้าอันดับหนึ่งแห่งเมืองจื่อหรานแม้ว่าทุกคนจะรู้ว่าโอสถสู่ขอบเขตเริ่มต้นยุทธ์อยู่ที่นี่ ก็คงไม่กล้าคิดอกุศลเพราะท้ายที่สุดแล้วอำนาจและพลังของสมาคมการค้าก็ปรากฏให้เห็นอยู่
ในเวลาเดียวกัน เมิ่งซือซินและเฟิงเฉินรวมถึงผู้ติดตามก็พลันได้สติ อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจให้กับความชาญฉลาดของต้วนจื่อ
เมื่อโอสถสู่ขอบเขตเริ่มต้นยุทธ์อยู่ในมือของเยี่ยนชุยเสวี่ยแล้วใครจะกล้าแย่งชิง?
เมื่อกล้าแย่งชิงก็เท่ากับเป็นการต่อต้านสมาคมการค้าเยี่ยนทั้งหมด เป็นการรนหาที่ตาย!
“ให้ตายเถอะ!ข้ารู้ซึ้งถึงเจตนาของต้วนจื่อแล้ว”
“ข้าก็เข้าใจแล้วที่แท้ก็เป็นแผนของต้วนเฉวียนเซิน สวรรค์ท่านเอ๋ย ข้าเพิ่งจะรู้เดี๋ยวนี้เองข้าช่างโง่เขลาเสียจริง”
“ต้วนจื่อฉลาดล้ำเกินใครดูเหมือนว่าเขาจะหายจากอาการปัญญาอ่อนแล้ว ต่อไปคงเรียกเขาว่าคนโง่ไม่ได้ต้องเรียกว่ายอดอัจฉริยะ”
……
ชั่วขณะที่ความเงียบโรยตัวเสียงเซ็งแซ่ก็ระเบิดขึ้น
สายตาที่ผู้คนมองมายังต้วนจื่อล้วนเต็มไปด้วยความประหลาดใจราวกับได้รู้จักกับอีกฝ่ายเป็นครั้งแรก
"สุภาพชนย่อมมีวิถีข้าขอรับน้ำใจนี้ไว้ในนามตระกูลเยี่ยน" เยี่ยนชุยเสวี่ยยิ้มก่อนที่จะเก็บโอสถสู่ขอบเขตเริ่มต้นยุทธ์ไว้ในมืออย่างรวดเร็วภายใต้สีหน้าที่แทบจะกระอักเลือดออกมาของต้วนเฉวียนเซิน
จากนั้นนางก็เลื่อนสายตาไปยังร่างของต้วนเฉวียนเซิน
“ทุกท่านได้เห็นประจักษ์ถึงความจริงใจของท่านแล้วข้าเชื่อว่าทุกคนคงไม่ถือสาหาความกับเรื่องเล็กน้อย”
ระหว่างที่กล่าวนางก็ได้หันไปถามผู้คนในที่นั้น
“พวกท่านจะยกโทษให้ท่านเจ้าตระกูลต้วนหรือไม่?”
ต้วนจื่อเอ่ยขึ้นก่อนใคร“แน่นอน ข้าย่อมให้อภัยเขา!”
ผู้คนโดยรอบสบตากันมองหน้ากันไปมาก่อนจะพยักหน้า
“ใช่แล้ว พวกเราให้อภัยเขา!”
“ขอบคุณ…ขอบคุณ…” ต้วนเฉวียนเซินเจ็บลึกราวมีดบาดกล้ำกลืนความขุ่นเคืองที่ปะทุขึ้น กัดฟันจนกรามสั่นพยายามยิ้มแต่กลับดูอึดอัดอย่างยิ่ง
[ติ๊ง! ขอแสดงความยินดีผู้ใช้ได้รับตำแหน่งชนะเลิศในการประลองเชื่อมสัมพันธ์ในตระกูลทำภารกิจเทียนซิ่วสำเร็จ ‘ชื่อเสียงระบือไกล’ รับหีบสมบัติเป็นรางวัลสามกล่อง เมื่อเปิดแล้วจะได้รับไอเทมแบบสุ่ม]
เมื่อได้ยินเสียงนี้ในที่สุดต้วนจื่อก็ถอนหายใจออกมา
สำเร็จภารกิจ ปิดจ๊อบ!
ครั้นตระหนักได้ดังนั้น เขาก็กล่าวขึ้นทันที"การเข้าร่วมการประลองเชื่อมสัมพันธ์ของตระกูลในวันนี้ข้าเพียงต้องการทดสอบความสามารถของตนเอง มิได้คาดหวังว่าจะได้รับชัยชนะนับเป็นความโชคดีอย่างยิ่ง เนื่องด้วยข้าได้รับความตกใจก่อนหน้านี้ขอตัวไปพักผ่อนเพื่อฟื้นฟูร่างกายเสียก่อน ลาล่ะ!"
เมื่อกล่าวจบ ต้วนจื่อก็กล่าวอีกว่า“ส่วนรางวัลของผู้ชนะอันดับหนึ่งของข้า ขอส่งต่อให้กับ…… นางเถิด!”
เขาเว้นจังหวะ กวาดสายตาไปทั่วแล้วปลายนิ้วก็ชี้ไปยัง โอวหยางเหมย...ที่อยู่ใกล้กับโอวหยางซวง!