อิ่นหมัวมัวและตงกูกูแตกหักกันเป็นการส่วนตัวนานแล้ว ทั้งยังต่อสู้กันอย่างดุเดือดเหมือนตาไก่ดำ[1] ไม่มีใครยอมใครก่อนแต่ต่อหน้าอีเอ่อร์เกินเจวี๋ยหลัวซื่อพวกนางก็ยังคงร่วมมือกันปกปิดความบาดหมางนี้เอาไว้อย่างสุดความสามารถไม่ยอมให้ผู้เป็นนายล่วงรู้แม้แต่น้อย
ต่งเอ้อซื่ออารมณ์หุนหันพลันแล่นลงมือแต่ละครั้งล้วนทารุณโหดเหี้ยม แต่นางก็ไม่ใช่คนปราดเปรื่องแต่อย่างใดเพียงพวกนางสองคนลงมือเพียงเล็กน้อยก็สามารถปิดฟ้าข้ามทะเล[2]ได้แต่กับอีเอ่อร์เกินเจวี๋ยหลัวซื่อนั้นไม่ง่ายเลยการที่นางสามารถเป็นนายหญิงปกครองสกุลต่งเอ้อได้เช่นนี้หากมีเพียงแผนการและกลอุบายตื้นเขินไหนเลยจะสามารถนั่งอยู่ในตำแหน่งภรรยาเอกและกุมอำนาจในเรือนไว้ได้อย่างมั่นคงทั้งที่ไม่ได้รับความโปรดปรานได้
แม้ว่าหลังจากที่ทั้งแปดกองธงจะเข้ายึดครองเมืองหลวงแล้วฮ่องเต้จะทรงให้ความสำคัญกับประเพณีแบบฮั่นจึงทำให้มีการกำหนดตำแหน่งภรรยาเอกและอนุภรรยาให้แตกต่างกันอย่างชัดเจน ทว่าจะเป็นพระชายาหรือชายารองทั้งสองตำแหน่งล้วนแล้วแต่เป็นภรรยา เพียงมีระดับต่างกันเล็กน้อยเท่านั้น หลังจากที่เข้ายึดครองและได้มีการเรียนรู้วัฒนธรรมประเพณีของฮั่นอำนาจของผู้เป็นพระชายาก็มีเพิ่มมากขึ้นเล็กน้อย แต่หากมองให้ลึกลงไปแล้วตำแหน่งภรรยาเอกของชาวแมนจูนั้นไม่ได้สูงส่งเปี่ยมอำนาจเท่ากับภรรยาเอกของชาวฮั่นเลย
ด้วยเหตุนี้ต่งเอ้อซื่อจึงพยายามป้องกันหว่านซีอย่างสุดกำลังเพราะเกรงว่านางจะถูกอีกฝ่ายกดข่มอีเอ่อร์เกินเจวี๋ยหลัวซื่อพยายามทำความเข้าใจเรื่องนี้โดยละเอียดเพื่อหาทางจัดการเรื่องตรงหน้าให้ดีที่สุด
"ฟังที่พวกเจ้าพูดมาแล้ว หวันเหยียนซื่อก็เป็นสตรีที่ดีทีเดียว" นางเป็นคนเดียวในเรือนหลังที่ไม่ยื่นมือออกมาในยามนี้ซึ่งเป็นการกระทำที่ชวนให้ขบคิดยิ่งนัก
อิ่นหมัวมัวและตงกูกูชำเลืองมองกันทั้งรอยยิ้มบิดเบี้ยวหากมองในตอนนี้ หวันเหยียนชายารองคนนี้ก็ถือว่าวางตัวได้เป็นอย่างดีแต่นางก็คือคนที่องค์ชายโปรดปรานที่สุด ขอเพียงมีนางอยู่ในใจขององค์ชายก็ไม่มีวันมีที่ว่างให้กับผู้อื่นอีก
“ในเมื่อนางยังไม่ยื่นมือออกมาก็ไม่จำเป็นต้องไปยั่วยุนางส่วนผู้ที่ยื่นมือยืดยาวออกมาในยามนี้ก็ฟาดพวกมันให้แรงหากไม่สั่งสอนพวกนางเสียบ้างก็คงจะลืมไปแล้วว่านายหญิงที่แท้จริงในจวนแห่งนี้คือใคร!” อีเอ่อร์เกินเจวี๋ยหลัวซื่อกำหมัดแน่นสีหน้าเย็นชา
อิ่นหมัวมัวและตงกูกูมองดูเปลวเพลิงแห่งความโกรธอันเย็นเยียบที่แผดเผาในดวงตาของอีเอ่อร์เกินเจวี๋ยหลัวซื่อแล้วต่างรู้สึกตื่นตะลึงพวกนางทั้งสองรู้ว่านายหญิงกำลังวางแผนจัดการอนุที่ไร้กาละเทศะเหล่านั้นอย่างรุนแรงแล้ว
หลังจากอีเอ่อร์เกินเจวี๋ยหลัวซื่อเอ่ยจบนางมองไปยังนางกำนัลทั้งสองที่ยังคงคุกเข่าอยู่บนพื้นก่อนจะก้าวไปข้างหน้าสองก้าวแล้วพยุงให้พวกนางลุกขึ้นพร้อมกับพูด “ข้ารู้ว่าหลายวันมานี้พวกเจ้าต้องตรากตรำทำงานอย่างหนักแต่ใกล้ถึงกำหนดคลอดแล้ว พวกเจ้ายิ่งต้องใส่ใจให้มากกว่านี้”
อิ่นหมัวมัวและตงกูกูทั้งยินดีทั้งประหลาดใจเมื่อเห็นอีเอ่อร์เกินเจวี๋ยหลัวซื่อให้เกียรติพวกนางถึงเพียงนี้หลังจากฟังคำพูดของนางแล้ว ต่างก็อดไม่ได้ที่จะทำท่าหวาดเกรงและซาบซึ้งใจระคนกัน“นี่เป็นหน้าที่ของบ่าวอยู่แล้ว มิใช่เรื่องลำบากอะไรเลยเจ้าค่ะ”
"ดีมาก" อีเอ่อร์เกินเจวี๋ยหลัวซื่อมองไปที่ท่าทางหวาดหวั่นของทั้งสองนัยน์ตาทั้งคู่ปรากฏรอยยิ้ม
อีเอ่อร์เกินเจวี๋ยหลัวซื่อไม่สงสัยในความภักดีของอิ่นหมัวมัวและตงกูกูแต่อย่างใดไม่ว่าอย่างไรชีวิตของสมาชิกในครอบครัวของทั้งคู่ก็อยู่ในมือของนาง ไม่จำเป็นที่จะต้องห่วงเรื่องการทรยศหักหลังถึงอย่างนั้นนางก็จำเป็นต้องให้หน้าแก่คนทั้งคู่บ้างเพราะว่าพวกนางต่างเป็นมือเท้าของบุตรีนางเองนางจึงต้องใช้ทั้งไม้อ่อนไม้แข็งเพื่อทำให้พวกนางตั้งใจทำงานให้แก่ต่งเอ้อซื่อมากยิ่งขึ้น
การมาถึงของต่งเอ้อฮูหยินนั้นไม่ได้กระทบต่อหว่านซีที่อยู่ในเรือนชิงอี้เลยสักนิดส่วนหนึ่งเป็นเพราะหวังอันและคนอื่นๆ คอยดูแลอย่างเข้มงวดอีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะอีเอ่อร์เกินเจวี๋ยหลัวซื่อเองก็ไม่ต้องการเผชิญหน้ากับหว่านซีในเวลานี้ดังนั้นชีวิตของนางจึงดำเนินไปอย่างเรียบง่ายเช่นนี้เอง
อากาศช่วงปลายฤดูร้อนมีแดดเป็นส่วนใหญ่ ทว่าไม่กี่วันมานี้กลับมีฝนตกปรอยๆทำให้แสงแดดในตอนกลางวันไม่ได้ร้อนแรงแผดเผาผู้คนเช่นเดิมแสงนั้นส่องมายังผู้คนพร้อมกับให้ความอบอุ่นกลางอากาศเย็น ทำให้รู้สึกสบายตัวเป็นอย่างมาก
หว่านซีเอนกายนอนอย่างเกียจคร้านบนตั่งนุ่มดวงตาปิดสนิทอยู่ในนิทรา แต่ยังคงโอบแขนไปรอบตัวหงหมินน้อยอย่างระมัดระวัง
หงหมินน้อยที่ตื่นนอนแล้วลืมดวงตาสีเข้มมองดูมารดาอย่างไม่เข้าใจว่าเหตุใดนางจึงไม่เล่นกับเขาเหมือนทุกครั้ง
"อืออา..." เสียงอ้อแอ้อ่อนโยนไม่อาจปลุกหว่านซีให้ตื่นขึ้นได้หงหมินน้อยบิดร่างเล็กๆ ของตนเองไปซ้ายที ขวาที มือน้อยที่ทั้งขาวทั้งอวบอ้วนดึงเสื้อผ้ามารดาเป็นพัลวันอย่างซุกซน
วันนี้หว่านซีสวมชุดฉีจ้วงสีฟ้าอ่อนเส้นผมสีดำเงางามถูกรวบเป็นหางม้าเล็กๆ ประดับด้วยปิ่นดอกไม้ผ้าอย่างเรียบง่าย ดวงตาของนางยังคงปรากฏร่องรอยง่วงงุนแต่เมื่อเห็นหงหมินน้อยบิดตัวไปมาอย่างกระตือรือร้นในอ้อมแขนริมฝีปากของหว่านซีจึงยกขึ้นเป็นรอยยิ้มอ่อนโยนใบหน้าไร้เครื่องสำอางเผยให้เห็นผิวสีชมพูระเรื่อ งดงามและอ่อนเยาว์ยิ่งนัก
“เป็นอะไรไป ลูกรักของแม่หิวหรือ” หว่านซียื่นมือออกไปรวบร่างของหงหมินขึ้นนางยิ้มพลางตบก้นเล็กๆ ของเด็กน้อย ก่อนจะลุกขึ้นพาเขาเดินเข้าไปในห้องด้านใน
ปัสสาวะ เปลี่ยนผ้าอ้อมให้นม ไม่ว่าสิ่งใดนางก็ไม่ยอมปล่อยให้ผู้อื่นจัดการแทนหากเมื่อใดที่นางสามารถลงมือทำเรื่องเหล่านี้ได้เอง นางก็จะทำทั้งหมด รวมไปถึงเรื่องเสื้อผ้าที่เขาสวมใส่เป็นประจำด้วย
หงหมินน้อยที่ได้รับการปรนเปรอเป็นอย่างดียามนี้นอนซุกอยู่ในอ้อมแขนของมารดาด้วยท่าทีเปี่ยมพลังรื่นเริงหากไม่เพราะหว่านซีเองก็มีร่างกายแข็งแรงเห็นทีนางคงจะรับมือกับเด็กน้อยที่เริ่มซุกซนขึ้นเรื่อยๆ ได้ยากแล้ว
"ชายารองบ่าวทราบมาว่าตอนนี้พระชายาเริ่มคลอดแล้วเจ้าค่ะ" เกาหมัวมัวเดินเข้ามาอย่างรวดเร็วจากข้างนอกก่อนย่อตัวคำนับพร้อมเอ่ยรายงานอย่างเร่งรีบ
“โอ้” หว่านซีวางของเล่นในมือของนางลูบหลังของหงหมินด้วยฝ่ามือแผ่วเบา น้ำเสียงตอบรับเรียบเฉย
"ชายารอง ตอนนี้คนอื่นๆในเรือนหลังต่างก็รีบพากันไปที่เรือนหลักแล้ว ท่านจะไปด้วยหรือไม่เจ้าคะ" เกาหมัวมัวเอ่ยเสียงเบา
หว่านซีกอดหงหมินแล้วพิงเบาะและพูดอย่างเฉยเมย"ทุกคนรู้ว่าข้าต้องดูแลลูก หากข้าไปก็เป็นเพียงการเปิดโอกาสให้พวกนางได้สนุกปากก็เท่านั้น”
เกาหมัวมัวนิ่งงันไปเล็กน้อยก่อนเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงแฝงความกังวล "แต่หากมีอะไรเกิดขึ้นบ่าวเกรงว่าพวกนางจะสาดน้ำสกปรกใส่ร้ายท่านอีกครั้งนะเจ้าคะ”
"สาดน้ำสกปรก?" หว่านซีสะบัดหน้าน้ำเสียงที่พูดไม่แยแสเลยแม้แต่นิดเดียว "ถ้าสาดน้ำสกปรกง่ายขนาดนั้นข้าคงไม่อาจก้าวมาถึงจุดนี้ได้หรอก”
หากครั้งนี้บุตรของต่งเอ้อซื่อไม่รอดหรือพวกนางสองแม่ลูกต่างไม่รอด นั่นก็เป็นเวรกรรมของนางเอง
"ถึงกระนั้นสิ่งที่ควรระวัง พวกเราก็ยังคงต้องระวังนะเจ้าคะ!" เกาหมัวมัวกล่าวอย่างจริงจัง
เมื่อเห็นความกังวลในดวงตาของเกาหมัวมัว หว่านซีก็ถอนหายใจยาวก่อนเอ่ย "ในเมื่อเกาหมัวมัวพูดอย่างนั้น พวกเราก็ไปดูกันเถอะ!”
"เจ้าค่ะ"
หว่านซีส่งหงหมินน้อยให้แม่นมที่อยู่ข้างๆเอ่ยแนะนำอีกสองสามคำ ก่อนชำระกายเล็กน้อยแล้วเดินไปยังเรือนหลักพร้อมกับทิงจู๋ ทิงอวี่และพาสาวใช้ที่ชำนาญวิชายุทธอย่างทิงซูและทิงเหอไปด้วย
หว่านซีในวันนี้ไม่ได้แต่งตัวหรูหรา ชุดของนางแตกต่างจากชุดที่งดงามชวนตะลึงในอดีตแต่ยามนี้นางแต่งตัวให้ดูสดชื่นและน่ามองทั้งเรียบง่ายอ่อนหวานแต่ไม่ขาดความสง่างาม ชวนให้ผู้คนมองแล้วชอบใจยิ่งนัก
ทันทีที่มาถึงนอกประตูเรือนหลัก เสียงกรีดร้องของต่งเอ้อซื่อพลันลอยมาให้ได้ยินไม่ดังนัก ฝีเท้าของนางหยุดลงเล็กน้อยก่อนที่นางจะยกริมฝีปากขึ้นอย่างสง่างามและเดินเข้าไปอีกครั้ง
เมื่อมองไปยังเรือนหลังในยามนี้ก็จะสามารถเห็นสาวใช้และบ่าวรับใช้เคลื่อนไหวไปมาอย่างมีระเบียบแบบแผนเห็นได้ไม่ยากว่าต่งเอ้อซื่อนั้นวางแผนการเอาไว้รัดกุมพอสมควร
สนมชายาที่ยืนอยู่หน้าห้องคลอดเห็นหว่านซีที่ล่าช้ากว่าผู้ใดมาถึงก็ค้อมกายคำนับหลังจากนั้นพวกนางก็ต่างมีสีหน้าอยากรู้อยากเห็นทว่าต้องสะกดกลั้นเอาไว้อย่างเต็มเปี่ยมนอกเหนือจากอิ้นถังที่ยามนี้เดินทางออกจากจวนและต่งเอ้อซื่อที่กำลังคลอดบุตร ยามนี้หว่านซีผู้เป็นชายารองคือผู้ที่มีอำนาจปกครองเหนือจวนองค์ชายแต่ตอนนี้คนที่ควรนั่งอยู่หน้าห้องคลอดคนแรกกลับเป็นคนสุดท้ายที่มาถึงนี่เป็นเพราะไม่แยแสพระชายาหรือเพราะมั่นใจว่าพระชายาจะปลอดภัยกันแน่แน่นอนว่าหว่านซีไม่รู้ว่าคนเหล่านี้คิดอะไรแต่ถึงแม้จะรู้นางก็ไม่มีทางพูดความจริงออกไปว่านางหวังเหลือเกินหวังให้ต่งเอ้อซื่อจะไม่สามารถผ่านความทรมานนี้ไปได้!
น่าเสียดายที่ต่งเอ้อซื่อเริ่มฉลาดขึ้นมาบ้างแล้วในที่สุดนางก็รู้เสียทีว่าสตรีเรือนหลังนี้ไม่มีใครปรารถนาดีกับนางอย่างแท้จริงดังนั้นนางจึงพาต่งเอ้อฮูหยินเข้ามาอยู่ที่นี่ชั่วคราว
"ฉู่หมัวมัว สถานการณ์ของพระชายาเป็นอย่างไรบ้าง" หว่านซีหันความสนใจไปที่ฉู่หมัวมัวที่ด้านข้างโดยตรงไม่สนใจการจ้องมองของบรรดาสนมชายาในเรือนหลังแม้แต่นิดเดียว
ก่อนหน้านี้อิ้นถังได้จัดให้มีหมัวมัวผู้ดูแลเรือนสี่คนเพื่อช่วยต่งเอ้อซื่อในการจัดการเรือนหลัง นอกจากหลิวหมัวมัวซึ่งจัดการดูแลเรื่องบ่าวไพร่อู๋หมัวมัวที่ดูแลเรื่องห้องเครื่องและการทำความสะอาด และหลี่หมัวมัวที่ดูแลห้องเก็บสมบัติก็มีเพียงฉู่หมัวมัวที่รับผิดชอบดูแลเกี่ยวกับสนมหญิงงามรวมไปถึงเรื่องของทายาทที่กำลังจะคลอดออกมาทุกคน
หากต่งเอ้อซื่อคลอดบุตรโดยไม่พาต่งเอ้อฮูหยินเข้ามาผู้ที่จะอยู่คอยช่วยเหลือนางก็คือฉู่หมัวมัวผู้นี้เองน่าเสียดายที่ต่งเอ้อซื่อนั้นหยิ่งผยองเกินไปนางเลือกที่จะเชื่อในสิ่งที่ตนเองอยากจะเชื่อเพียงเท่านั้น ดังนั้นนางจึงไม่เคยมองเห็นความพยายามและการเตรียมการที่ผู้เป็นสามีอย่างอิ้นถังจัดเตรียมไว้ให้นางเลยแม้แต่น้อย
"เรียนชายารองทุกอย่างเตรียมพร้อมเรียบร้อยแล้วต่งเอ้อฮูหยินก็อยู่ในเพื่อคอยดูการคลอดด้วยเช่นกันเจ้าค่ะ” ฉู่หมัวมัวหลุบเปลือกตาลง เอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงเจือความเคารพ
“เช่นนั้นเรื่องการคลอดของพระชายา ข้าขอมอบให้เป็นหน้าที่ท่านคอยดูแลรับผิดชอบเต็มที่หากมีข่าวใดก็ให้คนไปแจ้งที่เรือนชิงอี้ได้เลย" ใบหน้าของหว่านซีสงบนิ่งแม้แต่รอยยิ้มบนริมฝีปากก็ยังถูกยกอยู่ในมุมที่เหมาะสมเห็นได้ชัดเจนว่านางไม่ตั้งใจอยู่ที่นี่นาน
"น้อมรับคำสั่งเจ้าค่ะ" ดวงตาฉู่หมัวมัวฉายแววประหลาดใจราวกับนางไม่คาดคิดว่าหว่านซีจะมอบเรื่องนี้ให้นางโดยตรง
จ้าวเจียซื่อที่ยืนอยู่มุมห้องมองดูหว่านซีที่มาพร้อมกับสาวใช้ของนางอย่างสง่างามและจากไปอย่างสง่างามดุจเดิม มุมปากของนางพลันยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเสียดสีดวงตางดงามฉายแววเหยียดหยันระคนพึงใจ
สตรีในเรือนหลังแห่งนี้ตลอดจนถึงพระชายาเองมีใครไม่เคยต้องเจ็บปวดทุกข์ทนเพราะหวันเหยียนซื่อผู้นี้บ้างเล่า ยามนี้ได้เห็นท่าทางโอ้อวดและกล้าหาญแต่เพียงภายนอกภายในกลับเป็นคนขลาดกลัวเรื่องเช่นนี้ จะไม่ให้นางรู้สึกดีได้อย่างไร
เพียงเท่านั้นหรือ...
ไม่ว่าอย่างไรวันนี้นางก็ได้ค้นพบจุดอ่อนของหวันเหยียนซื่อแล้ว นี่ก็ถือว่ามาไม่เสียเที่ยวจริงๆ
ในห้องคลอดการคลอดของต่งเอ้อซื่อเกิดติดขัดขึ้นมาเพราะนางมีอาการแพ้ท้องบ่อยครั้งในระหว่างตั้งครรภ์และถึงแม้ว่านางจะดูแลตัวเองเป็นอย่างดีมาโดยตลอดแต่เพราะนางไม่ได้ออกกำลังกายมากเท่าที่ควรดังนั้นแม้การคลอดยามนี้จะไม่มีใครยื่นมือมาวุ่นวาย แต่ต่งเอ้อซื่อก็ไม่ได้มีพื้นฐานร่างกายที่แข็งแรงเท่ากับหว่านซียามนี้นางจึงต้องทนกับความเจ็บปวดมหาศาลที่ถาโถมเข้ามาไม่หยุด
อีเอ่อร์เกินเจวี๋ยหลัวซื่อมองดูต่งเอ้อซื่อที่กรีดร้องเสียงดังด้วยความเจ็บปวดนางรีบจับมือบุตรสาวเอาไว้พลางเอ่ยปลอบโยนไปมา "อย่ากลัวอย่ากลัว มีแม่อยู่ที่นี่แล้ว”
“ท่านแม่ ข้าเจ็บเหลือเกินไม่คลอดแล้ว ไม่ไหวแล้ว...” ใบหน้าต่งเอ้อซื่อซีดเผือดทั้งร่างราวชุ่มไปด้วยเหงื่อราวกับถูกดึงขึ้นมาจากน้ำ สภาพไม่น่ามองยิ่งนัก
“พูดจาไร้สาระอะไรของเจ้า!สตรีทุกคนมีใครไม่ผ่านเรื่องนี้บ้าง ฟังนะ ทำตามที่หมัวมัวบอกประเดี๋ยวเจ้าก็สามารถคลอดบุตรชายออกมาได้แล้ว” อีเอ่อร์เกินเจวี๋ยหลัวซื่อรู้สึกโชคดีที่รู้สึกโล่งใจที่อิ้นถังไม่ได้อยู่ที่นี่หากองค์ชายได้ยินคำพูดเหล่านี้เข้าไม่รู้จะพิโรธสักเพียงใด!
เวลาเช่นนี้ใครเล่าจะใส่ใจชีวิตของสตรีไปมากกว่าบุตรหลานของตนเอง และหากไม่มีบุตร สตรีจะยืนหยัดได้อย่างไร
“แต่..."
“ไม่เป็นไร ฟังเสียงหมัวมัวฟังหมัวมัวก่อน”
“..."
หลังจากดิ้นรนตั้งแต่เที่ยงวันไปจนถึงเที่ยงคืนต่งเอ้อซื่อก็สามารถคลอดบุตรสาวที่ร่างกายอ่อนแอออกมาได้ในที่สุดบรรดาสนมชายาที่รอคอยอยู่เกือบทั้งวันเมื่อได้ข่าวก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอกจ้าวเจียซื่อหันกลับไปมองห้องคลอดด้วยสายตาเต็มเปี่ยมไปด้วยความหมายบางอย่าง
ในห้องคลอด อีเอ่อร์เกินเจวี๋ยหลัวซื่อกอดหลานสาวที่กำลังร้องไห้ด้วยเสียงเบาหวิวราวกับแมวน้อยใบหน้าของนางแม้จะยิ้มแย้มยินดีแต่ในใจกลับเต็มไปด้วยความผิดหวังทว่าอีกใจหนึ่งก็ยังคงยินดีที่ได้ยินหมอหลวงบอกว่าหากดูแลให้ดีแล้วเด็กคนนี้ก็จะสามารถเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ได้
ในขณะที่เขากำลังคิด จู่ๆ ก็มีเสียงกรีดร้องในห้องคลอดอีเอ่อร์เกินเจวี๋ยหลัวซื่อ ขมวดคิ้วและมองไปที่อิ่นหมัวมัวที่วิ่งออกไปด้วยความตื่นตระหนกหลังจากเข้ามาได้ไม่นาน"ฮูหยินเจ้าคะ ไม่ดีแล้ว พระชายา...พระชายาตกเลือดเจ้าค่ะ!”
“อะไรนะ!"
[1] สำนวนนี้ใช้เปรียบเทียบคนที่ทะเลาะกันอย่างดุเดือด ไม่ยอมแพ้กันลักษณะของตาไก่ดำที่กลมโตและดำสนิท เปรียบเปรยถึงคนที่เบิกตาโต มองเขม็งแสดงถึงความโกรธหรือความมุ่งมั่นที่จะเอาชนะ
[2] หนึ่งในสามสิบหกกลยุทธ์ของตำราพิชัยสงครามซุนวู หมายถึงสิ่งที่ตนคิดว่าได้ตระเตรียมไว้อย่างพร้อมมูลแล้วก็มักจะมึนชาและประมาทศัตรูได้ง่ายสิ่งที่พบเห็นอยู่เสมอในยามปรกติก็ไม่เกิดความสงสัยอีกต่อไปเปรียบเทียบกับต่งเอ้อซื่อซึ่งไม่ได้สงสัยคนสนิทของตนเอง ทำให้ถูกหลอกลวงได้ง่าย