“เฮ้อ! ค่อยโล่งใจหน่อยแต่รู้สึกว่าการที่เราออกไปนอกแคว้นคราวนี้คงไม่ได้ไปตามหาหนึ่งผู้ทำนายอย่างเดียวใช่ไหมคะแต่ต้องออกตามหาดวงจิตของโฮล์เบเรียสที่เหลือด้วย” เนย่าลูบอกอย่างโล่งใจ
“เก่งมากเธอคิดถูกแล้วล่ะจ้ะระหว่างที่พวกเธอเดินทางออกนอกแคว้นไปพวกเราที่เหลือก็เตรียมรับมือกับสงครามมังกรที่อาจจะเกิดตามคำบอกกล่าวของทรีบาสในทุกปีเราจึงให้เด็กปีสุดท้ายได้ประลองกันอย่างเข้มข้นไงล่ะ” มาดามรีรีนโบกพัดไปมาอย่างผู้รู้ที่ให้ความกระจ่างแก่เด็กน้อยผู้โง่เขลา
“ว้าว! ภารกิจตัดกำลังโฮล์เบเรียสสินะคะเนี่ย” รินรินรีบชื่นชมอย่างประจบ
“ก็ทำนองนั้นแหละจ้ะ” มาดามรีรีนปรายตาพลางยกมุมปากอย่างมีจริต
“ว่าแต่เนย่าจะทำยังไงกับคุณหมัดจอมป่วนนี่ดีล่ะเขาไม่ใช่มังกรจริง ๆ นี่นา” รินรินเปลี่ยนประเด็นความสนใจมาที่เพื่อนเธออีกเพราะไม่อยากให้มาดามสีม่วงมีบทไปมากกว่านี้
“กฎบอกแค่เพียงว่าไข่ต้องฟักแต่ไม่ได้บอกว่าจะฟักเป็นมังกรรึไม่จึงจะออกนอกแคว้นได้ใช่ไหมคะอาจารย์หนูออกนอกแคว้นได้เพราะไข่หนูฟักแล้ว” เนย่าหันมาถามซาร์เรียซึ่งคำตอบก็ไม่ได้ทำให้ผิดหวังเลย
“ฉลาดและเจ้าเล่ห์ดีนะเธอนี่ แต่ฉันว่าจริง ๆแล้วเขาอาจจะมีประโยชน์ที่สุดเลยก็ได้นะ” ซาร์เรียแย้มยิ้ม
“ถึงเขาจะดูแปลก ๆ ก็เถอะ” เนย่าถอนหายใจอย่างเอ็นดูเมื่อหันไปมองเจ้าตัวป่วนที่กำลังเกาพุงหลับตาพริ้มอยู่บนเก้าอี้นวมขาดๆ
“การ์รอลกับคินนีย์บ่นใหญ่โตเรื่องที่ไม่ให้เข้ามายุ่งเรื่องพวกไคร์มเมอร์โดยเฉพาะคินนีย์ที่เกือบโดดลงเหวนั่นไปฆ่าไคร์มเมอร์ที่เหลือแล้วถ้าท่านไม่ยอมฟื้นน่ะอีรอส” มาดามรีรีนโบกพัดสีม่วงรัวเร็วคล้ายกับอากาศอบอ้าว
“มังกรของอาจารย์อีรอสชื่อคินนีย์เหรอคะผู้หญิงเหรอ” รินรินฉีกยิ้มทำตาโตหันไปรอคำตอบจากอีรอส
“ใช่ เพศเมีย เธออารมณ์ร้อนแต่ก็เชื่อฟังคำสั่งดีผิดกับเรนนาร์ดของซาร์เรีย” อีรอสโยนประเด็นไปให้คนใกล้ตัว
“อ้อ! เขาค่อนข้างเย็นชาน่ะแล้วก็ไม่ค่อยอยู่ในคำสั่งแก้มาตั้งแต่เริ่มฟักแล้วแต่ก็ไม่เคยหาย” ซาร์เรียไหวไหล่อย่างเสียไม่ได้
“ผู้ชายเหรอคะ เท่จังเลยเนอะว่าแต่ฉันยังคิดชื่อมังกรของฉันไม่ออกเลยเนย่าเธอช่วยตั้งให้หน่อยสิ” รินรินหันมารบเร้าเนย่า
“อืม ถ้าฉันคิดออกแล้วจะบอกนะโชคดีที่ไม่มีมังกรตนไหนเข้ามาไม่งั้นได้ลำบากกว่านี้แน่ ๆ เลย” เนย่าเหมือนจะนึกได้ว่าถ้าเธออยู่ในอันตรายมังกรที่ติดพันธะกับเธออย่างการ์รอลและเรเนรอสต้องเข้ามาแน่แต่ทั้งสองก็ไม่เข้ามานับว่าโชคดีมากทีเดียว
“เอ๊ะ! แต่การ์รอลบอกฉันว่าเรเนรอสกับเขาแล้วก็มังกรของไซรินรู้นะว่าเธออยู่ในอันตรายแต่มีการส่งกระแสจิตถึงกันว่ามีมังกรคุ้มกันเธออยู่แล้วไม่ต้องห่วงและห้ามเข้ามาเด็ดขาดพวกเขาถึงได้รั้งอยู่ข้างนอกตลอดเลยเพราะพันธะผู้พิทักษ์ที่มีต่อเธอน่ะเนย่าทำให้มังกรที่อยู่ในพันธะด้วยกันสื่อสารกันได้” มาดามรีรีนเอ่ยขึ้นพลางโบกพัดรัวเร็วขึ้นอีก
“แต่ไม่มีมังกรอยู่ในนั้นนะคะนอกจากคินนีย์ที่อยู่ใกล้ที่สุดแล้วจริงหรือคะที่มังกรของรุ่นพี่ไซรินติดพันธะผู้พิทักษ์กับเนย่าด้วย” รินรินรีบบอก
เนย่าถอนหายใจอย่างเงียบ ๆคงเพราะฮาร์มอยู่ด้วยสินะ พวกมังกรถึงไม่เข้ามาแต่เรื่องใหญ่กว่าสำหรับเธอตอนนี้คือมังกรของไซรินดันติดพันธะผู้พิทักษ์เธอไปด้วยอีกรายเธอจะถูกรุ่นพี่เกลียดไหมนะ
“ก็เนย่าโดดไปช่วยเขาในวันประลองเองนี่” ฮาร์มเอ่ยนิ่ง ๆหลังจากที่เขานั่งกอดอกไม่มีบทพูดอยู่นาน
“เหรอ ๆ ฮะๆ จำไม่ค่อยได้แฮะ ทนายห้องของอาจารย์ดูเหมือนจะหายดีแล้วนะคะขยันจังห้องใกล้จะคืนสภาพเดิมแล้วด้วย” เนย่าหันไปให้ความสนใจกับทนายห้องของอีรอสที่กำลังโบกมือชี้นิ้วสั่งสิ่งของชิ้นนั้นชิ้นนี้ให้เข้าที่และคืนสภาพเดิมอย่างขะมักเขม้นแต่ในสายตาของคนอื่นคือของใช้ลอยไปมาและเข้าที่ด้วยตัวเอง
“อ้อ! ทนายห้องของนายเธอไม่ได้บกพร่องต่อหน้าที่หรอกนะเธอมาขวางฉันน่ะเลยสะกดเธอไว้” รีสรีบออกตัวแทน
“เธอมองเห็นเหรอเนย่า” อีรอสเอ่ยถามอย่างสงสัย
“ใช่ค่ะ” เนย่าพยักหน้ารับหลบสายตาจากทุกคนเพราะไม่อยากให้ใครรู้ว่าเธอกังวลเรื่องมังกรของไซรินมากขนาดไหน
“จริงสิ เรื่องนี้เรายังคุยค้างกันอยู่นะเนย่า” มาดามรีรีนหุบพัดดังฉับแล้วหันมาสนใจเนย่าทันที
“ตอนแรกหนูก็คิดว่าผีค่ะ แต่ก็ไม่ใช่” เนย่ารีบหลบสายตา
“เธอมีดวงตายมทูตเหรอ” รินรินเอ่ยถามพลางโบกมือไปมาตรงหน้าเนย่า
“อะไรเหรอชื่อน่ากลัวจัง” เนย่ายืดตัวขึ้นพลางยิ้มอย่างฝืดฝืน
“ทนายห้องคือผู้ที่มาจากโลกวิญญาณถูกส่งมาเพื่อทำหน้าที่จัดหาพื้นที่ให้กับผู้อาศัยในโลกเซนเทียแห่งนี้เพื่อปลดพันธะกรรมจนกว่าจะหมดวาระนั้นไม่มีใครสามารถมองเห็นหรอกนอกจากพวกที่เป็นยมทูตหรือเทวทูตมังกรแล้วก็พวกสัตว์เทพด้วยกันและพวกนี้จะอยู่ใต้อาณัติของตุลาการอีกทีเป็นผู้ควบคุมผู้ปกปักษ์หรือตุลาการที่ว่ามาจากแดนสวรรค์นะ เธอเป็นมนุษย์จริง ๆ หรือเปล่าเนี่ย” อีรอสลองเอื้อมมือไปหยิกแก้มเด็กหญิงแรงๆ เพื่อให้แน่ใจแต่ก็ถูกรีสปัดมือเขาออกอย่างรวดเร็ว
โลกนี้ไม่ได้มีแค่อสุรเทวาหรือมังกรแต่รวมสัตว์เทพ เทวทูต หรือแม้แต่พวกครึ่งพันธุ์ต่าง ๆมันคือโลกใหม่ที่ถูกรวมกันและช่วยกันดูแลภายใต้เงื่อนไขที่มีมังกรและอสุรเทวาที่พ่อแม่มังกรเป็นผู้เลือกมาเป็นผู้ปกคลองโลกนี้โดยแบ่งหน้าที่และดูแลร่วมกัน
ห้ามไว้ก็เพียงแต่มนุษย์เท่านั้นที่ไม่ให้เกี่ยวข้องแต่เนย่ากลับเป็นมนุษย์เพียงคนเดียวที่อยู่ที่นี่เสียได้
“ก็มนุษย์นี่แหละค่ะ หนูอาจจะมีตาทิพย์ก็ได้นี่นาแล้วทนายห้องเนี่ยคล้ายกับพวกพรายเฝ้าสมบัติที่คอยส่งของหรือเปล่าคะ” นั่นก็ผีในแบบที่เธอคิดเหมือนกัน
“ก็มีส่วนคล้ายนะแต่พวกพรายน่ะลำบากกว่าเพราะถ้าไม่เจอคนที่ต้องส่งของให้ก็ต้องอยู่เฝ้าไปชั่วกัปชั่วกัลป์เลยแต่ทนายห้องเมื่อหมดพันธะก็พลัดเปลี่ยนกันมาได้” อีรอสอธิบาย
“แล้วตุลาการล่ะคะพวกเขาต้องผลัดเปลี่ยนหน้าที่กันไหม” เนย่าเริ่มจะกังวลเพราะบาร์รามก็จัดอยู่ในประเภทนี้ด้วย
“เช่นกัน แต่แตกต่างตรงที่กรรมของตุลาการจะหมดพันธะลงก็ต่อเมื่อผู้ครอบครองคนนั้นตายจากไปเขาถึงจะไปได้ที่เป็นเช่นนี้เพราะตุลาการเป็นวิญญาณเทพชั้นสูงที่ยึดถือบุญคุณกับคนที่ใช้สถานที่ที่ตัวเองเป็นคนจัดสรรจึงมีอำนาจและกายหยาบให้สามารถมองเห็นหรือไม่ให้เห็นก็ได้ส่วนใหญ่ตุลาการเนี่ยไม่ค่อยพลัดเปลี่ยนกันหรอก เพราะหาผู้ถือครองยาก อาณาเขตกว้างตามทิศในแคว้นนั้นๆ ในแคว้นอื่นก็มีตุลาการอีกนะไม่ใช่มีแค่ที่แคว้นเซนเทียอย่างเดียวและกว่าจะขึ้นมาเป็นผู้ปกปักหรือตุลาการเนี่ย ใช้เวลาคัดเลือกกันนานเลยล่ะเรียกว่าการประลองจตุรทิศกินเวลาเฟ้นหานานนับร้อย ๆ ปีเลยที่นานสุดเห็นจะเป็นห้าร้อยปีกว่านะ สำหรับแคว้นเซนเทียน่าฯ” อีรอสอธิบาย
ไม่น่าเชื่อว่าบาร์รามของเธอต้องผ่านการประลองมาถึงห้าร้อยปีถึงจะขึ้นมาอยู่ในจุดนี้ได้ก็นับว่าทั้งสามคนที่อยู่กับเธอตอนนี้ไม่ธรรมดาจริง ๆยังขาดก็แค่อีกหนึ่งที่ยังหาไม่พบ แม้เธอจะเรียกร่างแยกออกมาแล้วก็ตาม
“อย่างนี้นี่เอง แต่ก็น่าสงสารนะคะถ้าผู้ถือครองไม่ตายเขาก็ต้องอยู่ไปเป็นพัน ๆ ปีเลยนะเนี่ย” รินรินเองก็อดเป็นห่วงบาร์รามไม่ได้นั่นไอดอลเธอเชียวนะคงเหนื่อยแย่เลยถ้าคนที่เขารับใช้ดูแลอายุยืนเป็นล้านปีล่ะคงเหนื่อยน่าดู
แต่เอ๊ะ! เพื่อนเธอเป็นเจ้าของคุณบาร์รามและใช้เขาเป็นอาวุธได้ด้วยนี่นา ถ้าเช่นนั้นเนย่าก็ครองทิศตะวันออกทั้งทิศน่ะสิ
ให้ตายเถอะอำนาจพอใกล้เคียงกับผู้ครองแคว้นเซนเทียเลยนะถ้าไม่ติดว่าทางนั้นมีมังกรที่รักษาบัลลังก์อยู่เน่ย่าก็อาจครอบครองแคว้นนี้ได้ทั้งหมดแต่ถ้ามังกรตนนั้นขึ้นเป็นราชาเต็มตัวทุกแคว้นก็ให้ความเคารพอยู่ดี เพราะราชาคือครองทั้งโลกนี้ไงล่ะ
หือ!! แต่เนย่าฟูมฟักไฮดรา นั่นหมายความว่าเธอคือครองราชามังกรไปอีกถ้าไฮดราปรากฏตัว รินรินกรอกตาไปมาอย่างประมวลความคิด
“เจ้าคิดถูกนะแม่นกน้อยนับว่าฉลาดไม่เบาแต่อย่าพูดเรื่องนี้ไปดีกว่านะเพราะไฮดรายังไม่ปรากฏตัวถึงปรากฏตัวก็คงไม่ง่ายอย่างที่เจ้าคิดหรอกว่าเพื่อนเจ้าจะครองทั้งโลกนี้เลยน่ะฮึๆ” ชูม่าขึ้นมาอยู่บนหัวรินรินตอนไหนเธอไม่มันได้ตั้งตัว
เสียงกระซิบกระซาบของเขาทำให้รินรินเกิดหวั่นใจขึ้นมาจนต้องจับมือตัวเองขึ้นมาตะปบปากปิดไว้หมอนี่รู้มากจนเกินไปแล้วแต่ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงความยากลำบากที่จะเกิดขึ้นกับเพื่อนเธอก็มีไม่น้อยฉะนั้นเธอจะเป็นอีกแรงที่คอยอยู่ช่วยเนย่าไม่ว่าจะยากลำบากแค่ไหนก็ตามรินรินปฏิญาณในใจเพราะถ้าเพื่อนเธอไม่ตาย ไอดอลของเธอยังไงก็จะยังมีชีวิตอยู่ยาว ๆได้ทั้งปกป้องเพื่อน ได้ทั้งปกป้องคนที่ชอบมันย่อมดีกว่าเป็นไหน ๆ และเธอก็หันมาตั้งใจฟังสิ่งที่อาจารย์อีรอสกำลังจะพูดต่อ
“แต่เพราะเป็นวิญญาณชั้นสูงจึงยากนะที่จะถูกชักจูงให้กลายเป็นพวกถ้าไม่มีบุญคุณกับเขาจริง ๆ หรือให้พวกเขายอมรับล่ะก็ยากสุด ๆ” อีรอสอธิบายต่อ
“ซับซ้อนจังแฮะ” เนย่าเกาหัวอย่างงงงวยแต่เธอก็มีบุญคุณไปเสียแล้วนี่นะแบบนี้ถ้าเธออายุสั้นลงคุณบาร์รามก็จะตายด้วยสินะจากนี้ทำอะไรควรจะระมัดระวังตัวเสียแล้ว
“การที่เธอมองเห็นผู้ที่มาจากโลกวิญญาณได้อย่างพวกที่ไม่มีกายหยาบมันไม่ใช่เรื่องธรรมดาเพราะถ้าเป็นมนุษย์จริง ๆ หรือแม้แต่อสรุเทวาก็ยากที่จะมองเห็น” มาดามรีรีนรีบต่อ
“แต่พวกมนุษย์ก็มีบางประเภทนะคะเขาเรียกว่าพวกมีหูทิพย์ตาทิพย์อะไรพวกนี้สามารถมองเห็นหรือพูดคุยกับวิญญาณก็ได้ด้วยหนูอาจจะเป็นประเภทนั้นก็ได้ค่ะ” เนย่าแย้งถึงความเป็นไปได้แต่ในโลกมนุษย์เธอไม่เคยเห็นผีเลยนะ เธอถึงเอาแต่จิตนาการและก็กลัวไปเองไง
“อย่างนั้นหรือ เธออาจจะเป็นประเภทนั้นจริง ๆ ก็ได้” มาดามรีรีนกางพัดออกอีกครั้งแล้วโบกไปมาอย่างครุ่นคิด
“ฉันหิวแล้วล่ะ หวังว่าคุณบาร์รามจะมีอาหารอร่อย ๆ ไว้รอนะ” รินรินรีบตัดบทอีกครั้งเธอไม่อยากให้ใครต้องขบคิดปัญหาอะไรอีกเพราะเพิ่งผ่านความเป็นความตายกันมาหยกๆ การยกเรื่องกินขึ้นมาน่าจะเป็นเรื่องที่ดีที่สุด
“กว่าบาร์รามจะหาของกินมาได้แต่ล่ะครั้งเขาต้องสู้รบกับเฟย์รินเรื่องนี้ทุกวันเลยนะ” เนย่าป้องปากกระซิบ
“ไหน ๆ ใครพูดเรื่องอาหารนะ แจ๊บ ๆ” ชูม่าทำทีงัวเงียลุกขึ้นมาขยี้ตาพลางเช็ดน้ำลายมุมปากรินรินถึงกับอ้าปากค้างช่วงเวลาแปบเดียวถึงกลับหลับบนหัวเธอแล้วทำน้ำลายยืดใส่ด้วย
“เห็นแก่กินจริง ๆ เลยนะชูม่าลงมาจากหัวเพื่อนฉันได้แล้วขึ้นไปตอนไหนน่ะ” เนย่าหันไปเบะปากใส่อย่างหมั่นไส้
“เอาน่า ๆ เห็นใจกันหน่อยเถอะถ้าฉันได้กินเยอะ ๆอาจจะนึกสารของสองมังกรออกก็ได้นะ” ชูม่าป้องปากกระซิบ
“อี๋!ออกไปนะ นายทำหัวฉันสกปรก” รินรินถึงกับใช้สองนิ้วคีบหางเขาลงมาจากหัวแล้วส่งไปให้เนย่าพลางทำหน้าขยะแขยง
“ถ้าอย่างนั้นพวกเราขอตัวก่อนนะคะอาจารย์” เนย่าเป็นคนเอ่ยขอตัวแทนทุกคน
“ตามสบาย ดูแลเนย่าดี ๆ ละชีน่า รีส” อีรอสลุกขึ้นบ้างแล้วฝากฝัง
“อืม เจ้าก็ด้วยนะอีรอสว่าแต่เมื่อไรจะบอกแม่สาวแสบนั่นซะทีล่ะว่าเจ้าคิดยังไงนี่มันก็หลายร้อยปีแล้วนารู้ไหมแม่นั่นร้องไห้ขี้มูกโป่งด้วยนะตอนที่เจ้าเกือบจะตายน่ะ” รีสกระซิบกับอีรอสในขณะที่ทุกคนเดินไปล่ำลากันที่ประตู
“จริงเหรอ” อีรอสยิ้มเจ้าเล่ห์
“จริงซี่ รีบ ๆ เข้าล่ะเผื่อวันหน้าเจ้าตายจริง ๆอาจไม่มีโอกาสจะได้พูด” รีสกระแทกไหล่อีรอสเบา ๆ
“ยายแสบนั่นได้กระโดดเตะก้านคอฉันแหงเลยน่ะสิ” อีรอสป้องปากกระซิบอีก
“นี่หนุ่ม ๆ เลิกกระซิบกันได้ไหม ไหนว่าจะกลับกันแล้วไง” ซาร์เรียอดไม่ได้ที่ทั้งคู่ทำเหมือนผู้หญิงที่กำลังเม้ามอยกันลับหลังเธอ
“ฉันไปก่อนนะแล้วไว้เจอกัน” รีสรีบขอตัวเมื่อเห็นชีน่าส่งสายตาไม่ไว้ใจมาให้
“เอาล่ะ ทีนี้ก็ได้เวลาฉันกลับซะทีนะ” ซาร์เรียยืนรอจนทุกคนออกไปหมดจึงขอตัวกลับบ้าง
“เดี๋ยวซาร์เรียห้องเธออยู่แค่ฝั่งตรงข้ามนี่เองจะรีบกลับไปไหน” อีรอสเผลอปากรั้งไว้และเขาอยากจะตบปากตัวเองที่น่าจะรั้งเธอให้สุภาพกว่านี้สักหน่อย
“แล้วท่านมีอะไรมิทราบรึท่านอีรอสผู้ยิ่งใหญ่กล้าเรียกฉันไว้เนี่ยมีอะไร” ซาร์เรียเดินกอดอกก้าวอาด ๆเข้ามาจนอีรอสต้องหย่อนก้นลงบนเก้าอี้อย่างหวาด ๆ
“ฉันอยากจะบอกเธอว่า...” เขารีบประมวลคำพูดในหัว
“ว่า...?” ซาร์เรียเร่ง
“เครื่องในฉันเกือบพองแหนะตอนเธอกรอกยาแก้พิษนั่นลงไปวันหลังทำอะไรหัดถามคนอื่นเขาก่อนสิฉันอาจจะตายจริง ๆ ก็ได้นะ” เขาทำเป็นเสียงเข้มตอนต้นแล้วก็มาแผ่วลงในตอนท้ายเขาควรจะขอบคุณเธอไม่ใช่เหรอ ทำไมปากมันถึงพูดออกมาแบบนี้ล่ะ
“เฮ้อ! นายก็อย่าอ่อนแอนักสิจะใจเสาะรีบตายไปไหนกันถ้านายเป็นอะไรไปฉันจะทะเลาะกับใครล่ะ” ซาร์เรียถึงกับถอนหายใจอย่างหนักหน่วงแต่ก็ไม่ได้หาความกับคำพูดเหมือนต่อว่าของอีรอสเพราะรู้ดีว่า อีรอสจะไม่ยอมพูดคำว่าขอบใจกับเธอเด็ดขาด
“ก็นะ ตามนั้น เหนื่อยใช่ไหมถ้าอย่างนั้นรีบกลับเถอะ” อีรอสโบกมือไล่ทำเป็นสำรวจดูตัวเองก่อนจะเบนสายตาไปดูสีหน้าซาร์เรียแวบหนึ่งที่กำลังทำสีหน้าเหมือนเบื่อสุดๆ กับการที่ต้องอยู่ในห้องนี้นาน ๆ
“ไปสิ” อีรอสเปิดประตูให้ซาร์เรียได้เดินออกไปและหลังจากที่ประตูปิดลงทั้งสองต่างยืนพิงประตูคนละฝากยกมือทาบอกแทบจะในเวลาเดียวกันต่างคนต่างอดอมยิ้มไม่ได้ที่ปากกับใจไม่ตรงกันทั้งคู่