เนตรสวรรค์ พันธะวิญญาณ

    60 เจ้าโดนหลอกแล้ว

            จางฝูลู่เอ่ยถามลู่เจียวซินด้วยความสงสัย“แม่นางลู่ ที่นี่มีพี่ชายเจ้าเป็นรองหัวหน้ากองทหารรักษาเมืองแล้วหัวหน้าเล่ามิมีหรือ”

            ลู่เจียวซินหัวเราะเบาๆ“พี่ชายข้าสอบได้ตำแหน่งรองหัวหน้า แต่ก็ถือว่าเป็นหัวหน้าด้วยเพราะมิมีผู้ใดต้องการสอบเป็นหัวหน้าเลย”

            จางฝูลู่มีสีหน้าพิศวง“เหตุใดหรือ”

            ลู่เจียวซินมองไปที่บิดาของนาง“เจ้าคิดว่าผู้ใดจะกล้าเล่า” นางหันมามองจางฝูลู่ เขาจึงพยักหน้าเข้าใจขึ้นมาทันที“อ้อ! เข้าใจแล้ว”

            จินลี่หยางยืนคุยกับจงฉงและต้วนห่าวอู๋

            “จินโหวซื่อจื่อ คาดว่าจะรับตำแหน่งอยู่ที่เมืองซุนฉืออีกนานเท่าใดหรือ”ต้วนห่าวอู๋เอ่ยถาม

            “ก็คงจนกว่าจะครบกำหนดวาระ(สี่ปี) หรือมิเช่นนั้นก็จนกว่าจะมีกำหนดสอบเลื่อนระดับตามขั้นตอนขอรับ”จินลี่หยางกล่าว

            “ซื่อจื่อมิคิดจะใช้เส้นสายเพื่อเลื่อนตำแหน่งสินะ” จงฉงกล่าวพลางยิ้ม

            “ทำสิ่งใดควรเป็นไปตามลำดับขั้นตอนเพื่อความยุติธรรมกับผู้อื่นดีกว่าขอรับ”

            จงฉงและต้วนห่าวอู๋ถึงแม้จะรู้สึกว่าจินลี่หยางไร้ความทะเยอทะยานแต่ก็ชอบใจในความคิดของเขา

     

            หญิงสาวนางหนึ่งที่มากับคณะดนตรีเข้ามาพูดคุยกับเฉินอี้และรินสุราให้เขาดื่ม

            นางรู้สึกถูกใจเขาตั้งแต่ได้พบหน้าแม้นางจะรู้ว่าเขาตาบอด แต่ก็มิได้ถือสาเพราะเฉินอี้รูปงามยิ่งนัก

            ยิ่งวันนี้เขาได้สวมเสื้อผ้าเนื้อดีราคาแพงก็ยิ่งทำให้เขาดูโดดเด่นน่าหลงใหลขึ้นไปอีก

            เหล่าอนุและบ่าวชายหญิงที่หมายตาเฉินอี้อยู่ต่างก็มองหญิงสาวคนนั้นด้วยสายตาขุ่นเคือง

            เฉินอี้ไม่เคยดื่มสุราเมื่อสุราเข้าปากก็มีสีหน้าเหยเกรสชาติทั้งเผ็ดและขมยิ่งกว่าดื่มยาซังเอ๋อร์จื่อเมื่อตอนเป็นหวัดเสียอีก

            หญิงสาวคนนั้นเห็นเฉินอี้ทำหน้าเช่นนี้ก็หัวเราะอย่างนึกเอ็นดูในความไร้เดียงสาของเขา

            “ถ้าดื่มอีกจอกจะไม่ขม สุราจะหวานขึ้น หากไม่เชื่อท่านก็ลองดูสิเจ้าคะ”

            “จริงหรือ”เฉินอี้เอ่ยถามและกลั้นใจดื่มอีกจอกตามที่หญิงคนนั้นป้อนใส่ปากเขา “ก็ยังขมอยู่ดี”เฉินอี้กล่าวพลางส่ายหน้า ตอนนี้เขารู้สึกร้อนวูบวาบไปทั้งช่องท้อง

            หญิงคนนั้นยิ้มและขยับเข้าไปจนชิดกับเฉินอี้“ท่านรู้ตัวหรือไม่ว่าท่านรูปงามนัก” นางจับเส้นผมของเฉินอี้มาเล่น“มิทราบว่าคืนนี้มีผู้ใดอุ่นเตียงให้ท่านหรือยังเจ้าคะ”

            แขนของหญิงสาวถูกจับและดึงให้ลุกขึ้นยืนนางหันไปมองผู้ที่มาขัดจังหวะอย่างขุ่นเคือง “ผู้ใดกัน!”เมื่อเห็นว่าผู้ที่มาจับแขนของตนเป็นหนุ่มรูปงามอีกคนหนึ่ง น้ำเสียงของนางจึงอ่อนลง“ท่านทำอันใดเจ้าคะ”

            “เจ้ากล่าวเช่นนั้นกับเขาคงไม่เหมาะนัก ถึงอย่างไรเขาก็ยังเด็ก”จินลี่หยางพูดกับหญิงสาว และดึงนางให้ถอยห่างออกมาจากเฉินอี้“หัวหน้าคณะเรียกเจ้าแล้ว”

            หญิงสาวมองจินลี่หยางอย่างไม่พอใจและสะบัดหน้าเดินจากไป

            จินลี่หยางนั่งลงข้างเฉินอี้แทนหญิงสาวคนนั้นแก้มและปากของเฉินอี้แดงน้อยๆ เขาหันมายิ้มให้จินลี่หยาง

            “พี่ลี่หยาง ดื่มด้วยกันไหมขอรับ” เฉินอี้ถามเขาแต่ยกจอกสุราเข้าปากตนเอง

            “พอได้แล้วเฉินอี้ สุราไม่ดีต่อสุขภาพของเจ้า”

            “แต่หญิงคนนั้นบอกว่า ถ้าดื่มอีกสุราจะหวานขึ้น” เฉินอี้ขมวดคิ้ว“ต้องอีกกี่จอกถึงจะหวานกันนะ”

            จินลี่หยางนึกขำทีเรื่องอื่นเห็นฉลาดนัก แต่พอเป็นเรื่องนี้เหตุใดจึงโง่ไปเสียได้

            จินลี่หยางเลื่อนกาสุราออกไปให้พ้นมือเฉินอี้“เจ้าโดนนางหลอกแล้ว”

            “อ๋า……จริงหรือ” เฉินอี้หน้าเหวอ จินลี่หยางขำ

     

            เมื่อเวลาล่วงเลยถึงยามห้าย (สามทุ่มถึงห้าทุ่ม) ลู่ฉงเยวี่ยจึงลุกขึ้นกล่าวก่อนที่งานเลี้ยงจะเลิกรา

            “สองวันนี้ข้าลู่ฉงเยวี่ยมีความสุขยิ่งนักที่ได้มีสหายที่ดีเพิ่มขึ้นมาครั้งเดียวตั้งหลายคนเช่นนี้”ลู่ฉงเยวี่ยยกจอกสุราขึ้น “ข้าขอขอบคุณท่านเจ้าเมืองเจียงหลิงและท่านหัวหน้าตุลาการที่ดำเนินการตัดสินลงโทษคนผิดอย่างฉลาดหลักแหลมและยุติธรรม”

            จงฉงและต้วนห่าวอู๋พยักหน้ายิ้มรับลู่ฉงเยวี่ยกล่าวต่อ

            “ขอบคุณหัวหน้ากองทหารรักษาเมืองซุนฉือ ที่ร่วมกันวางแผนช่วยตัวประกันและจับคนร้ายด้วยความทุ่มเทตั้งใจ ขอบคุณพ่อหนุ่มจาง ที่พาลูกสาวของข้าลงเขามาอย่างปลอดภัย และขอบคุณเจ้าเฉินอี้” ลู่ฉงเยวี่ยหันจอกสุราไปทางเฉินอี้“ที่เสียสละแม้แต่ชีวิตตนเอง เพื่อช่วยเหลือคนฉางผิง”

            เฉินอี้ยิ้ม“ท่านกล่าวหนักไปแล้ว”

            ลู่ฉงเยวี่ยโบกมือ“มันคือความจริง” เขายิ้มให้เฉินอี้

            “ข้าขอดื่มให้ทุกท่านด้วยความเคารพและขอบคุณ” ลู่ฉงเยวี่ย ยกจอกสุราขึ้นดื่มทุกคนยกจอกขึ้นดื่มพร้อมกัน

     

            จางฝูลู่นั้นเมามากจนบ่าวชายต้องหามเขาไปส่งที่ห้องจินลี่หยางจึงเดินมาส่งเฉินอี้ที่ห้องพักด้วยตนเอง

            “ขอบคุณมากขอรับพี่ลี่หยาง ท่านไปนอนเถิด ข้าดูแลตนเองได้” เฉินอี้ยิ้ม

            จินลี่หยางมองเฉินอี้ด้วยความสงสัย“เจ้าไม่เมาจริงหรือ”

            “ไม่หรอกขอรับ”

            จินลี่หยางเห็นว่าเฉินอี้ดื่มไปอีกหลายจอกถึงแม้ว่าหูและคอของเขาจะแดงขึ้นแต่เขาก็ดูมั่นคงดี มิได้ดูมึนเมาอันใดจึงพยักหน้า“เช่นนั้นเจ้าก็เข้าไปเถิด ข้าจะปิดประตูให้”

            “ขอบคุณขอรับ พี่ลี่หยาง”

            เมื่อเฉินอี้เดินเข้าไปแล้วจินลี่หยางก็ปิดประตู แต่พอหันหลังเดินออกไปกลับได้ยินเสียงดัง โครม!ในห้องของเฉินอี้ จินลี่หยางรีบวิ่งกลับมาเปิดประตูและเห็นเฉิินอี้นั่งอยู่กับพื้น มีเก้าอี้ล้มอยู่ข้างๆเขานั่งคลำหัวเข่าตัวเองป้อยๆ

            “เฉินอี้! เป็นอันใดหรือไม่!”จินลี่หยางรีบประคองเฉินอี้ให้ลุกขึ้นนั่งบนเก้าอี้อีกตัวหนึ่ง

            เฉินอี้หัวเราะ“นิดหน่อยเท่านั้นขอรับพี่ลี่หยาง ท่านอย่าได้ตกใจไปเลย”

            “ขอข้าดูหน่อย” จินลี่หยางถอดรองเท้าเขาออกและดึงขากางเกงขึ้นจนถึงหัวเข่าปรากฏว่ามีแผลเลือดไหลออกมา ขาอีกข้างหนึ่งก็เป็นเช่นเดียวกัน

            “เลือดออกเช่นนี้ยังมิเป็นไรอีกรึ” จินลี่หยางเอ่ยเสียงดุและกลับไปหยิบกล่องยาที่ห้องของตนเองมาทำแผลให้เฉินอี้

            “แค่ชนเก้าอี้ เหตุใดจึงเลือดไหล” จินลี่หยางทำแผลให้เขาและเงยหน้าถามเฉินอี้“นอกจากจิงอี๋เหนียงแล้ว เฝอจิ่วเซ่อก็ทำร้ายเจ้าด้วยใช่หรือไม่”

            เฉินอี้รีบส่ายหน้าปฏิเสธ“เปล่าขอรับ”

            จินลี่หยางพยักหน้าพรุ่งนี้ก่อนเดินทางกลับคงต้องแวะไปทักทายเฝอจิ่วเซ่อเสียหน่อยแล้ว

            เมื่อทำแผลเสร็จเฉินอี้ก็นั่งเท้าคางมีท่าทีง่วงซึมแล้ว

            “เฉินอี้ เดินไหวไหม ไปนอนที่เตียงเถิด” จินลี่หยางสะกิดเรียกเขาเฉินอี้พยักหน้าตาปรือ

            “ไหวขอรับ”

            เมื่อไปถึงเตียงจินลี่หยางก็ช่วยเฉินอี้ถอดชุดออกเหลือแต่ชุดใส่นอนระหว่างนั้นเฉินอี้ก็พูดเจื้อยแจ้วไปเรื่อย

            “หลิวซูเจี๋ยบอกข้าว่าเหล่าจางชอบแม่นางลู่ หากว่าทั้งสองคนชอบกันจริงๆก็คงจะดีนะขอรับ พี่ลี่หยางเล่าชอบผู้ใดอยู่หรือไม่” เฉินอี้ถามพลางยิ้มจินลี่หยางส่ายหน้า

            “ไม่มีหรอก”

            “พี่ลี่หยางควรจะมองหาหญิงสาวสักคนได้แล้วนะขอรับ เหล่าจางมีแม่นางลู่แล้วเหลือท่านคนเดียว ท่านจะเหงานะ” เฉินอี้พูดไปพลางก็ล้มตัวลงนอน จินลี่หยางดึงผ้าห่มมาคลุมตัวให้เขา

            “ข้าก็มีเจ้าเป็นเพื่อนนี่อย่างไร ปล่อยเหล่าจางของเจ้าไปก่อน”

            เฉินอี้ดันตัวลุกขึ้นมานั่ง“มิได้ๆ ขอรับ ถ้าไม่มีข้าอีกคน ท่านก็จะต้องอยู่คนเดียวแล้วท่านต้องรีบหาหญิงสาวมาแต่งงานด้วยได้แล้วนะขอรับ”

            จินลี่หยางขมวดคิ้ว“ถ้าไม่มีเจ้างั้นหรือ แล้วเจ้าจะไปที่ใดล่ะ”

            เฉินอี้ที่ยังนั่งอยู่เบือนหน้าไปทางอื่น “ข้าแค่พูดเผื่อไว้ ว่าถ้าหากไม่มีข้า…..”

            จินลี่หยางจับหน้าเฉินอี้ให้หันมาทางเขา“เจ้าเมาหรือ”

            เฉินอี้ยิ้ม“ข้าจะเมาได้อย่างไร ข้าดื่มไปแค่ หนึ่ง..สอง..สาม..สี่..” เฉินอี้นั่งนับนิ้วตนเอง

            จินลี่หยางมองอาการของเฉินอี้แล้วก็นึกขำยังจะปากแข็งว่าไม่เมาอีก

            “นอนเถิด” จินลี่หยางจับเฉินอี้ให้ล้มตัวลงนอน และจัดผ้าห่มให้เขาอีกครั้ง

            “พี่ลี่หยาง ข้าพูดจริงๆ นะ หากวันไหนไม่มีข้า….”

              “เจ้าหุบปากแล้วก็นอนได้แล้วน่า”จินลี่หยางเอ่ยเสียงดุ

              “ขอรับๆ”เฉินอี้พยักหน้าหงึกหงัก “คิดถึงอาหลิ่งจังเลย” กล่าวจบ เฉินอี้ก็หลับไป

              จินลี่หยางนั่งมองเฉินอี้พลางถอนใจ

              หากจินลี่หลินน้องชายของเขายังมีชีวิตอยู่คงจะมีอายุไล่เลี่ยกันกับเฉินอี้นี่เอง

    คล้ายกับเรื่องเนตรสวรรค์ พันธะวิญญาณ ที่คุณอ่าน