Pioneer Era

    ตอนที่ 143 สงครามในเมืองที่ไร้ผู้คน

    ***ว่าที่ราชันแห่งสรรพสัตว์ [ไพไรต์]

    "ไม่จำเป็นต้องกระจายกำลัง! อย่าไปสนใจสิ่งก่อสร้างของศัตรู! เป้าหมายของเรามีเพียงหนึ่ง คือหัวของผู้นำพวกมันเท่านั้น! "

    "โอ๊ววววว! "

    โชคดีที่เล่นใหญ่ไฟกระพริบก่อนหน้านี้ เลยทำให้ทุกคนยอมรับเราเป็นผู้นำทัพไปอย่างปริยายไร้คำปริบ่นโต้แย้ง

    หนึ่งในแผนการรบที่นิยมใช้ยามบุกเข้าตัวเมืองศัตรูได้ คือการกระจายกำลังคนไปเผาบ้านเผาเมือง สร้างความโกลาหลเพื่อให้ศัตรูเกิดความสับสนจนเมืองแตกพ่าย



    แต่ผมไม่อยากให้เกิดเรื่องแบบนั้นขึ้น เพราะมันจะทำให้เกิดความสูญเสียเป็นวงกว้าง

    เมืองใคร ใครก็รัก

    เด็ดแค่หัวศัตรูแล้วรีบประกาศชัยชนะเพื่อจบสงครามน่าจะดีกว่าเป็นไหน ๆ

    พวกพ้องเผ่าอสูรที่ตายจากไป จะได้ตายอย่างสงบด้วย



    "ตามข้าพเจ้ามา! "

    จากส่วนลึกของความทรงจำ เหมือนจะเคยได้ยินมาจากสหายเผ่าอสูรว่า

    [ถนนทุกเส้นล้วนมุ่งสู่ที่ทำการรัฐ]

    ถึงจะจำไม่ได้ว่าใครคนไหนเป็นคนพูด แต่ถ้าวิ่งไปตามถนนเส้นหลัก คิดว่าน่าจะไปถึง [ที่ทำการรัฐ] อะไรที่ว่านั้นได้

    ซึ่งผู้นำของพวกเผ่าอสูรกายน่าจะอยู่ที่แห่งนั้น

    ตอนนี้เริ่มเห็นเงาบางอย่างปรากฏขึ้นที่เส้นขอบฟ้า

    ข้างหน้าคือถนนที่ทอดตัวยาวมาจากกำแพงสีเทา

    ไกลออกไปสุดปลายถนน คือยอดมุมหลังคาหลากสี กับต้นไม้ลอยฟ้าที่ดูคุ้นตา



    "เตรียมรับมือโจมตี! "

    ป่าคอนกรีตเริ่มมีขนาดใหญ่โตขึ้นจนเห็นได้ชัด

    พวกเราเข้ามาใกล้ตัวเมืองมากแล้ว

    แน่นอนว่าจะต้องมีการต้อนรับอย่างอบอุ่นเตรียมเอาไว้ให้พวกเราอย่างแน่นอน



    “ (ต้องเตรียมพร้อมรับมือ!) ”

    ทันทีที่คิดเช่นนั้น ชุดเกราะสีทองก็เริ่มเรืองแสงส่องประกายออกมา

    รู้สึกถึงกระแสไฟฟ้าจำนวนมากที่กำลังวิ่งไหลผ่านร่างกาย

    ความเร็วในการวิ่งทะยานของขาคู่นี้เพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ

    ดาบสีขาวในมือทั้งสองแผ่ออร่าสีแดงวาดเป็นเส้นยาวทิ้งเอาไว้บนอากาศ

    ด้วยพลังนี้ ไม่ว่าจะเป็นการโจมตีใดรอคอยอยู่ ผมมั่นใจว่าจะต้องฟันฝ่าผ่านไปได้แน่นอน



    ***



    "... ทำไมถึงไม่มีการโจมตี? "

    แต่ทว่ากลับไม่มีการโจมตีมาจากศัตรู

    ถนนที่วิ่งเลียบตัดผ่านเมืองนั้น ช่างเงียบเหงาไร้ซึ่งการเคลื่อนไหว

    บนทางเท้าลอยฟ้าที่เคยเต็มไปด้วยชีวิต กลับไร้ผู้คนนอกจากนกน้อยที่คอยขับขานรับยามอรุณเบิกฟ้า

    เป็นเมืองยามเช้าที่เงียบเหงาผิดวิสัยไปจากที่ผมเคยรู้จักตอนมาอาศัยอยู่ที่นี่...

    ไม่สิ

    บางทีอาจเป้นเพราะศัตรูได้ประกาศภาวะสงครามออกไปล้ว เลยมีการอพยพชาวเมืองหนีไปที่อื่นแทนแล้วหรือเปล่า?

    หรือว่าอาจจะมีกับดักรออยู่ข้างหน้า?

    จะประมาทไม่ได้เด็ดขาดเชียวนะไพไรต์!



    "... ตั้งค่ายที่ปากถนนตรงนี้รอรับหน่วยที่กำลังตามมาสมทบ และแบ่งกำลังออกมาสามร้อยนาย พวกเราจะบุกล่วงหน้าเข้าไปสังเกตุการณ์ก่อน"

    การบัญชานักรบนับหมื่นนับแสนคน มันออกจะเกินมือผมไปหน่อย

    ยิ่งเป็นตัวเมืองที่มีพื้นที่ถนนจำกัด ยิ่งทำให้ยากจะประสานงาน

    อีกอย่าง เจ้าพวกนี้มันยิ่งหัวร้อนกันอยู่ด้วย

    ถ้าพวกมันบุกเข้าเมืองพร้อมกันทั้งหมด… ผมมั่นใจว่าคุมพวกมันไม่อยู่แน่ ๆ ถ้าได้เผชิญหน้ากับศัตรู

    ดีไม่ดีจะได้เห็นไฟไหม้วอดวายทั้งเมืองก็คราวนี้

    สู้ให้พวกมันจัดตั้งค่ายอย่างสงบอยู่ตรงปากทางเข้ายังจะดีเสียกว่า



    พวกเราใช้เวลาราวสิบนาทีกับการตั้งค่ายอย่างง่าย และจัดแบ่งกองทัพย่อยออกมา

    กองทัพนักรบจำนวนสามร้อยคนที่ถูกคัดแยกออกมานั้น เห็นว่าเป็นระดับยอดฝีมือที่คอยรับใช้สิบผู้อาวุโสโดยเฉพาะ---

    เออ…

    เดียวนะ?

    จะบอกว่ากลุ่มผู้อาวุโสคิดจะติดตามผมเข้าไปในเมืองด้วยอย่างงั้นเรอะ!?



    “ท่านผู้อาวุโส พวกท่านรอ---”

    “อย่ามาห้ามให้ยาก แนวหน้าที่ควรสละชีพนั้น มิควรเป็นคนหนุ่ม แต่ควรเป็นผู้หลักผู้แก่ใกล้ลงโลงอย่างพวกข้าต่างหาก เจ้าเองก็คิดเช่นนั้นเลยสั่งให้เหล่าผู้กล้าไปประจำแนวหลังกับกองกำลังเสริมที่ทัพกลางมิใช่หรือยังไงกัน? ”

    เหล่าผู้อาวุโสพยักหน้าเห็นด้วยกับลุงโกล ผู้อาวุโสชนเผ่าสิงโตที่ผมให้ความเคารพเป็นอันดับหนึ่ง



    “อายุนั้นหาได้มีคุณค่าบนสนามรบอันโหดร้าย เจ้าสามารถเรียกใช้พวกเราเป็นโล่หรือหมากใช้แล้วทิ้งเพื่อชัยชนะของเผ่าพันธ์ุได้ตามที่ใจปราถนาเลย! ”

    นี่พวกท่าน…

    ดูจากดวงตาแล้ว สงสัยคงไม่มีทางยอมถอยแน่นอน

    ช่วยไม่ได้...

    เอาไว้ถ้ามีเรื่องอะไรไม่เข้าท่าเกิดขึ้น คงต้องใช้กำลังบังคับพาพวกเขาหนีกลับมาก่อน

    รู้สึก… ไม่ค่อยสบายใจเท่าไหรเลยแฮะ...



    ***



    “เงียบ…”

    มันเงียบสงบเกินไป

    บนถนนที่เรียงรายไปด้วยอาคารบ้านเรือน

    เส้นทางที่เต็มไปด้วยกลิ่นหอมของดอกไม้

    ณ ใจกลางเมืองอสูรกายขนาดใหญ่แห่งนี้ กลับมีเพียงแค่กลุ่มนักรบจำนวนสามร้อยคนของพวกเราเดินอยู่เพียงกลุ่มเดียวเท่านั้น

    ไม่มีวี่แววของทหารศัตรู

    ไม่มีวี่แววของสิ่งมีชีวิตปรากฏให้เห็นเลยแม้แต่น้อย



    “... มีใครพบอะไรไหม? ”

    “ไม่มีเลยครับ”

    มันไม่มีใครเลยจริง ๆ

    ซ่อนอยู่หลังกำแพงอาคารหรือเปล่า?

    แต่หมวกเกราะที่โนอาร์มอบมาให้ใช้นั้น มันสามารถมองตรวจจับสิ่งที่เคลื่อนไหวอยู่หลังกำแพงหรือสิ่งกีดขวางได้

    ผมสิ่งที่ผมมองเห็นเบื้องหลังกำแพงโดยรอบนี้ มันก็แค่พื้นที่ว่างเปล่าไร้ชีวิตไม่ต่างกับบนถนนสายหลัก

    แบบนี้มันแปลกเกินไปแล้ว…



    “... ตรงนั้นคืออะไร? ”

    ในตอนนั้นเองที่ผมเห็นเศษซากบางอย่างสุมกองอยู่ตรงหัวมุมของถนนข้างหน้า

    “นี่มัน? ”

    สิ่งนั้นคือซากโลหะขนาดใหญ่

    มันมีรูปร่างคล้ายปลากระเบน

    ที่ใจกลางลำตัวของมันถูกบางสิ่งเจาะทะลุ และมีร่องรอยของการต่อสู้ปรากฏไปทั่วผิวถนนบริเวณนี้



    “ทุกคน ระวังตัวกันด้วย! ”

    ผมเริ่มรู้สึกใจคอไม่ดีขึ้นมาแล้ว

    เมืองที่ไร้ผู้คน

    ร่องรอยการต่อสู้ที่ถูกทิ้งเอาไว้

    บางทีมันอาจจะมีความเกี่ยวข้องกันอยู่

    พวกเราเริ่มเดินเคลื่อนทัพต่อด้วยความหวาดระแวง

    ยืนหันหลังชนกัน แล้วเฝ้าระวังรอบทิศทางด้วยความตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออก



    “... ดูเหมือนว่าจะใกล้ถึงใจกลางเมืองแล้วสินะ? ”

    อาคารที่รายล้อมถนนสองฝั่งเริ่มบางตาลง และถูกแทนที่ด้วยลานหินกว้างขนาดใหญ่

    ได้ยินเสียงแท่นน้ำพุที่กำลังไหลดังอย่างสงบอยู่ตรงหน้า

    ไอเย็นของละอองน้ำลอยกระทบผิวของชุดเกราะ และส่งผ่านความรู้สึกที่เย็นสบายเข้าสู่ร่างเนื้อภายใน

    เสียงของนกน้อยขับขานอันไพรเราะ ดังแว่วกังวาลจากบนยอดไม้ลอยฟ้าที่ถูกปลูกเลียบขนานไปกับถนนสองฝั่ง

    สวยงาม…

    ช่างเป็นสถานที่ดูสวยงามและให้ความรู้สึกผ่อนคลายเป็นอย่างมาก

    ผมไม่เคยมาใจกลางเมืองของเผ่าอสูรกาย เลยคาดไม่ถึงว่าจะมีสถานที่สวยงามแบบนี้ตั้งอยู่ในเมืองของเผ่าอสูรกายด้วย



    “... ซากอะไรกันละนั่น? ”

    ในระหว่างที่กำลังทึ่งให้กับความสวยงามตรงหน้า ผมก็บังเอิญเหลือบตาไปเห็นบางสิ่งที่อยู่ใจกลางสวนแห่งนี้

    มันคือเศษซากของสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่

    วัสดุปริศนาที่ผมไม่รู้จักได้แตกกระจายไปทั่วบริเวณ ราวกับว่าในอดีต ที่แห่งนี้เคยเป็นสมรภูมิสงครามมาก่อน



    “หรือว่า... เป็นฝีมือของพวกแฟตอย่างงั้นหรือ? ”

    พวกแฟตอาจจะเข้าต่อสู้กับคณะรัฐบาลที่นี่ เลยทำให้มีร่องรอยของการต่อสู้กระจายไปทั่วบริเวณ

    และบางที… ศพของพวกเธออาจจะจมอยู่ใต้ซากนี้ด้วยเช่นกัน

    “ทุกคน... ขอโทษด้วย เป็นเพราะความเอาแต่ใจของผม...”

    แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาจะมามัวเศร้าเสียใจ

    “ส่งคนกลับไปที่ค่าย ไปเรียกกำลังเสริมมา พวกเราจะยึดศูนย์กลางเมืองมาเป็นศูนย์บัญชาการใหม่ของพวกเรา”

    เพราะที่ผมควรทำในตอนนี้ คือการสร้างศูนย์บัญชาการ แล้วหาข้อมูลของศัตรูเพิ่มเติมเพื่อยึดเมืองของเผ่าอสูรกายต่างหาก---



    *เปรี๊ยง! *

    เสียงระเบิดดังลั่นทำลายความสงบ

    เสียงเพลงที่นกน้อยขับขานฉับพลันสิ้นจางหาย

    เกิดเสียงยอดไม้สั่นไหวอย่างรุนแรง พร้อมกับเสียงของสายลมที่โบกสะบัดอย่างรุนแรง

    พื้นที่รอบลานกว้างเต็มไปด้วยฝุ่นควันลอยขึ้นสูง

    “ศะ-- ศัตรู! ศัตรูโจมตีพวกเราแล้วครับ! ”

    การโจมตีของศัตรูได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว



    “เป็นกับดักล่อมาฆ่าจริง ๆ ด้วยสินะ? ”

    คิดเอาไว้อยู่แล้วว่ามันไร้ผู้คนจนแปลกประหลาด

    “ทุกหน่วยหาที่กำบัง เตรียมพร้อมรับมือโจม---”

    “หาที่กำบัง? ”

    “หมายถึงให้ตั้งทัพกำแพงโล่หรือเปล่า? ”



    ชิบหาย...

    ลืมไปว่าคนที่อยู่ตรงนี้ ส่วนใหญ่คือกลุ่มนักรบระดับอาวุโสที่ไม่เคยได้ไปเข้าเรียนในโรงเรียนของอสูรกายเหมือนกับผม

    ดังนั้น พวกเขาจึงไม่เคยเห็นหรือรู้แนวคิดวิธีการต่อสู้ด้วยอาวุธที่เรียกว่า [ปืน] ของศัตรู

    การยืนหัวโด่เป็นกองทัพอยู่หลังแนวโล่ มันก็ไม่ต่างอะไรไปจากบอกว่า “เอาฉันเป็นเป้านิ่งฝึกยิงได้เลย” หรอกนะ



    “ชิ! ”

    จะมาสอนแนวคิดการต่อสู้ยุคใหม่ตอนนี้คงไม่ทันการ

    แบบนี้มีแต่ต้องเชื่อใจในอาวุธกับชุดเกราะของโนอาร์ แล้วเสี่ยงบุกประชิดตัวศัตรูแทน

    “บุกโจมตีกลับ! ”

    “เอ๊ะ? คะ--- ครับท่าน! ทุกคน บุก! ”



    ผมใช้ประโยชน์จากกลุ่มควันฝุนที่ขึ้นมาหนาทึบเพราะระเบิดในการซ่อนตัว

    “ตรงนั้น! ”

    หลังม่านควันสีดำ มีเงาของบางสิ่งจำนวนมากกำลังผุดขึ้นมาจากผิวดิน

    มันมีรูปร่างคล้ายกับอสูรกายยักษ์ ตัวสูงใหญ่ราวสามถึงสี่เมตร มีผิวเป็นมวลดินมหาศาล และมีส่วนหัวที่เต็มไปด้วยก้อนหญ้าสีเขียวประดับแสงสีฟ้า

    ถ้าจำไม่ผิด เหมือนเผ่าอสูรกายจะเรียกพวกมันว่า “โกเลม” อะไรสักอย่างนี่ละ



    เจ้าตัวโกเลมดินที่อยู่ใกล้ผมมากที่สุด กำลังหันมาทางผมอย่างเชื่องช้าราวกับเต่าคลาน

    ดวงตาสีฟ้าเพียงหนึ่งเดียวของมันเริ่มส่องแสงเจิดจ้า ก่อนจะมีแสงสีขาวบาดตาพุ่งตรงเข้าปะทะกับส่วนหัวของผม

    อากาศโดยรอบถึงกับบิดผันแปรปรวนและลุกไหม้เป็นเปลวไฟ

    หลบไม่ทัน…

    แต่ทว่าลำแสงที่รุนแรงนั้น กลับจางหายไปทันทีที่เข้าปะทะกับชุดเกราะหมวกของผม

    ไม่สิ

    มันเหมือนกับไหลสะท้อนออกไป คล้ายกับกระแสน้ำที่วิ่งแยกออกเป็นสองสายเพราะปะทะก้อนหินที่ขวางเส้นทางเช่นนั้น

    รอดมาได้เพราะชุดเกราะของโนอาร์เลยนะเนี่ย...



    “ไม่โจมตีต่อแล้วอย่างงั้นหรือ? ”

    ถึงการโจมตีจะรุนแรงและรวดเร็ว แต่การเคลื่อนไหวของพวกมันนั้นช่างเชื่องช้า

    แถมดูเหมือนจะไม่สามารถยิงโจมตีต่อเนื่องได้อีกด้วย

    “ (ถ้าจะปราบโกเลม จะต้องหยุดการทำงานของแกนมันนะดอง) ”

    ในตอนนั้นเองที่เสียงของสหายลิลลี่ดังขึ้นจากซอกหลีบของความทรงจำ

    ว่าแล้วก็ต้องขอทดลองดูเสียหน่อย



    “จงเปลี่ยนรูป [อาวุธไร้ลักษณ์] ”

    ปลายดาบสีขาวของผมเริ่มเปลี่ยนรูปเป็นเรเปียร์ที่มีความยาวมากกว่าหกเมตร

    ในเวลาเดียวกัน แผ่นกระจกของหมวกเกราะก็เริ่มแสดงตำแหน่งสีแดงที่กำลังแผ่นขยายออกมาจากร่างกายของศัตรู

    โดยโกเลมแต่ละตัวจะมีตำแหน่งความร้อนสีแดงที่ต่างกันออกไป

    “ตายซะ! ”

    ผมสะบัดปลายแหลมของเรเปียร์ไปที่ส่วนปลายแขนของโกเลม

    เป้าหมายคือคลื่นความร้อนสีแดงที่ซุกซ่อนอยู่ภายในแขนข้างนั้น



    *กี๊ส! *

    เจ้าโกเลมกรีดเสียงคล้ายกับเสียงเสียดสีของก้อนหิน

    สิ่งที่ปลายเรเปียร์สีขาวแทงออกมาจากแขนข้างนั้น คือก้อนคริสตัลสีรุ้งขนาดเล็กเท่ากำปั้น

    รอยร้าวที่เกิดจากการแทงทะลุบนผิวอันสวยงามของมัน กำลังเริ่มกระจายไปทั่ว ก่อนจะแตกกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยกลับสู่ผิวดิน



    “ให้เล็งโจมตีไปที่คลื่นความร้อนสีแดง! นั่นคือจุดอ่อนของมัน! ”

    “ครับท่าน! ”

    เหล่านักรบทั้งสามร้อยชีวิตต่างวิ่งไล่ตามผมออกมาจากกลุ่มควันฝุ่นที่อยู่ข้างหลัง

    คลื่นสีขาววิ่งเข้าประชิดเหล่าโกเลมที่เข้าปิดล้อมพวกเรา



    “ตายซะไอพวกอสูรกาย! ”

    “ลำแสงแค่นี้ไม่ระคายผิวของพวกเราหรอก! ”

    ถึงจะรู้สึกเป็นห่วงในตอนแรก แต่ดูแล้วอาวุธของพวกมันไม่สามารถทำอะไรชุดเกราะของพวกเราได้เลยแม้แต่รอยมดกัด

    เยี่ยม!

    “เยอะชิบ! ”

    แต่ศัตรูมันมีจำนวนมากกว่าพวกเราเกือบห้าเท่าตัวได้

    ทั่วทั้งลานที่สวยงาม กำลังถูกย้อมไปด้วยร่างของโกเลมที่น่าขยะแขยง

    พวกมันคืบคลานขึ้นมาจากดินดั่งหนอนแมลง พร้อมกับเข้าปิดล้อมพวกเราจากทุกทิศทุกทางอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย



    “...”

    นี่ผมแทงเรเปียร์ออกไปกี่ครั้งแล้ว?

    ฆ่าศัตรูไปกี่สิบคนกันแล้ว?

    จำนวนโกเลมที่ถูกฆ่านั้น เริ่มทับถมกองจนเป็นภูเขาสูงมากกว่าสิบเมตร

    แต่กระนั้น พวกโกเลมก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะมีจำนวนลดลงมาเลยแม้แต่น้อย

    “อั๊ก! ”

    ในขณะเดียวกัน นักรบของฝ่ายเรากลับเริ่มเสียท่าจนถูกเล่นงานหายไปมากกว่าครึ่ง



    “ชิ… รีบพาคนเจ็บออกจากสนามรบ! ”

    ผมหลบหมัดที่โกเลมตัวหนึ่งกำลังชกใส่

    หมัดนั้นพลาดไปกระแทกในพื้นทางเดินอย่างรุนแรง

    พลังที่ส่งออกมาจากหมัดของมัน ถึงกับทำให้พื้นดินยุบตัวลงเป็นหลุมลึกมากกว่าสามเมตร

    ด้วยแรงหมัดระดับนี้ ถ้าโดนอัดเข้าลำตัว คงไม่จบแค่รอยแผลพกช้ำแน่นอน

    ถึงจะป้องกันการโจมตีประเภทลำแสงของพวกมันได้ แต่มันไม่อาจป้องกันการโจมตีระยะประชิดที่รุนแรงขนาดนี้ได้หรอก



    “เจี๊ยก! ”

    มีเสียงของนักรบกรีดร้องอย่างเจ็บปวดดังขึ้นมาอีกแล้ว

    ถึงความสามารถของทางนี้จะสูงกว่า แต่กลับแพ้ที่จำนวนอย่างงั้นหรอกหรือ?

    ที่ยังไม่มีใครตายจนถึงตอนนี้ นับว่าเป็นเรื่องที่ปาฏิหาริย์มาก

    แต่กระนั้น มันก็ไม่พ้นความจริงที่ว่าพวกเรา กลุ่มนักรบสามร้อยคนตรงนี้กำลังจะพ่ายแพ้

    “... การที่นำคนเข้ามาแค่ 300 คน มันเป็นความคิดที่ผิดพลาด… ให้ตายสิ! ”

    ถ้าหากว่าผมยอมตัดใจเรื่องเมืองของอสูรกาย แล้วนำกองทัพเข้ามามากกว่านี้ คงไม่ต้องมาเจอกับสภาพที่น่าเวทนาแบบนี้หรอก

    ผมมันช่าง... อ่อนหัด

    หวาดกลัวที่จะสูญเสียหรือทำร้ายแม้แต่ศัตรู จนกลายเป็นพากองทัพสามร้อยคนเข้ามาตายเปล่า

    ผมมัน… อ่อนหัดจริง ๆ ...



    “มา---! ”

    “...? ”

    ในตอนนั้นเองที่ได้ยินเสียงบางอย่างดังขึ้นมา

    “มา---แล้ว----”

    เสียงนี้มัน---

    “มาช่วยแล้วไพไรต์! ”

    เสียงของยัยโทแพซ!?!

    พริบตานั้นเองที่มีเส้นแสงสีแดงวิ่งตัดผ่านลงมาจากท้องฟ้า ทิ้งตัวลงสู่ผืนดิน ณ ใจกลางสนามรบ

    เสาลำแสงนั้นมีเป็นจำนวนมาก อีกทั้งยังเรียงตัวอย่างเป็นระบบระเบียบเฉกเช่นทิวเสาที่ปรากฏอยู่ในพระวิหารของเทพเจ้า

    ร่างของโกเลมที่สัมผัสกับเสาแสงนั้น ได้ถูกกลืนหายจากไปประหนึ่งไร้ซึ่งมีตัวตนอยู่บนโลกใบนี้ในทันที

    พลังบ้าอะไรกันเนี่ย...



    “ฉันมาแล้วค่ะนายท่าน”

    “โนอาร์หรือ? โทแพซก็ด้วย? แล้วยังทุกคนอีก? ”

    บนถนนที่พวกเราพึ่งใช้เดินทัพผ่านมานั้น มีวัตถุคล้ายแมงกะพรุนขนาดใหญ่กำลังบินทะยานตรงมาทางนี้

    ข้างในผิวที่โปรงแสงตรงส่วนหัวของมัน มีโนอาร์ โทแพซ ซุนไกท์ กับวานาดิไนต์นั่งบังคับมันอยู่

    “ทำไมถึงมาที่นี่กันละโทแพซ! ”

    “ฉัน ไม่ยอมนั่งอยู่เฉย ๆ ในที่ปลอดภัยคนเดียวหรอกนะ! ”

    “สวนพวกเราตามยัยโทแพซมาอีกทีเพื่อปกป้องตามคำสั่งของแกยังไงละ! ”

    ผมหันไปมองโนอาร์

    โนอาร์ทำหน้าประมาณว่า “ฉันห้ามเธอไม่ไหวหรอกค่ะ” เป็นคำตอบกลับมา



    นี่พวกแก…

    ผมชำเลืองมองไปดูที่แขนขาของโทแพซ

    เธอสวมชุดเกราะคลุมทั้งตัวไม่ต่างจากคนอื่น ๆ

    บางทีคงเป็นฝีมือของโนอาร์ ที่ทำให้เธอสามารถกลับมาขยับร่างกายได้อีกครั้ง

    ทั้งที่โยนให้ไปอยู่ในแนวหลังเพื่อจะได้ไม่ต้องมาเสี่ยงอันตราย แต่ก็ยังดันทุรังตามมาที่แนวหน้ากันอีกนะเจ้าพวกนี้!



    “หึ…”

    โทแพซ โนอาร์ ซุนไกท์ วานาดิไนต์…

    สุดท้ายก็ไม่อาจแยกจากพวกนี้ได้จริง ๆ สินะ

    บางที… นี่อาจจะเป็นโชคชะตาของพวกเรา

    โชคชะตา… ที่จะมาร่วมต่อสู้ในศึกสุดท้าย โดยมีอิสระภาพของพวกเราเป็นเดิมพัน



    ถ้าอย่างงั้น...

    “มาลุยไปพร้อมกันเลย! ”

    ถึงจะเป็นกำลังเสริมเล็กน้อยเพียงแค่ 4 คน

    แต่ภายในใจของผม กลับรู้สึกเสมือนหนึ่งได้รับกองทัพอันเกรียงไกรนับแสนมาอยู่ในกำมือ

    ด้วยคนกลุ่มนี้ ผมจะไม่มีทางพ่ายแพ้อย่างแน่นอน

    ไม่มีวัน



    ***ในเวลาเดียวกัน ณ อีกมุมหนึ่งของเมือง

    “นักแสดงมาครบแล้วคุณ [ควีน] ตอนนี้คุณพร้อมแล้วหรือยังคะ? ”

    “พร้อมแล้ว”

    “ยังจำที่เตี้ยมกันเอาไว้ได้อยู่นะคะ”

    “จำได้สิ ไม่ต้องห่วงหรอก”

    “งั้น… รบกวน แสดงให้สมบทบาททีนะคะคุณควีน”

    คล้ายกับเรื่องPioneer Era ที่คุณอ่าน