***ว่าที่ราชันแห่งสรรพสัตว์ [ไพไรต์]
"ไม่จำเป็นต้องกระจายกำลัง! อย่าไปสนใจสิ่งก่อสร้างของศัตรู! เป้าหมายของเรามีเพียงหนึ่ง คือหัวของผู้นำพวกมันเท่านั้น! "
"โอ๊ววววว! "
โชคดีที่เล่นใหญ่ไฟกระพริบก่อนหน้านี้ เลยทำให้ทุกคนยอมรับเราเป็นผู้นำทัพไปอย่างปริยายไร้คำปริบ่นโต้แย้ง
หนึ่งในแผนการรบที่นิยมใช้ยามบุกเข้าตัวเมืองศัตรูได้ คือการกระจายกำลังคนไปเผาบ้านเผาเมือง สร้างความโกลาหลเพื่อให้ศัตรูเกิดความสับสนจนเมืองแตกพ่าย
แต่ผมไม่อยากให้เกิดเรื่องแบบนั้นขึ้น เพราะมันจะทำให้เกิดความสูญเสียเป็นวงกว้าง
เมืองใคร ใครก็รัก
เด็ดแค่หัวศัตรูแล้วรีบประกาศชัยชนะเพื่อจบสงครามน่าจะดีกว่าเป็นไหน ๆ
พวกพ้องเผ่าอสูรที่ตายจากไป จะได้ตายอย่างสงบด้วย
"ตามข้าพเจ้ามา! "
จากส่วนลึกของความทรงจำ เหมือนจะเคยได้ยินมาจากสหายเผ่าอสูรว่า
[ถนนทุกเส้นล้วนมุ่งสู่ที่ทำการรัฐ]
ถึงจะจำไม่ได้ว่าใครคนไหนเป็นคนพูด แต่ถ้าวิ่งไปตามถนนเส้นหลัก คิดว่าน่าจะไปถึง [ที่ทำการรัฐ] อะไรที่ว่านั้นได้
ซึ่งผู้นำของพวกเผ่าอสูรกายน่าจะอยู่ที่แห่งนั้น
ตอนนี้เริ่มเห็นเงาบางอย่างปรากฏขึ้นที่เส้นขอบฟ้า
ข้างหน้าคือถนนที่ทอดตัวยาวมาจากกำแพงสีเทา
ไกลออกไปสุดปลายถนน คือยอดมุมหลังคาหลากสี กับต้นไม้ลอยฟ้าที่ดูคุ้นตา
"เตรียมรับมือโจมตี! "
ป่าคอนกรีตเริ่มมีขนาดใหญ่โตขึ้นจนเห็นได้ชัด
พวกเราเข้ามาใกล้ตัวเมืองมากแล้ว
แน่นอนว่าจะต้องมีการต้อนรับอย่างอบอุ่นเตรียมเอาไว้ให้พวกเราอย่างแน่นอน
“ (ต้องเตรียมพร้อมรับมือ!) ”
ทันทีที่คิดเช่นนั้น ชุดเกราะสีทองก็เริ่มเรืองแสงส่องประกายออกมา
รู้สึกถึงกระแสไฟฟ้าจำนวนมากที่กำลังวิ่งไหลผ่านร่างกาย
ความเร็วในการวิ่งทะยานของขาคู่นี้เพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ
ดาบสีขาวในมือทั้งสองแผ่ออร่าสีแดงวาดเป็นเส้นยาวทิ้งเอาไว้บนอากาศ
ด้วยพลังนี้ ไม่ว่าจะเป็นการโจมตีใดรอคอยอยู่ ผมมั่นใจว่าจะต้องฟันฝ่าผ่านไปได้แน่นอน
***
"... ทำไมถึงไม่มีการโจมตี? "
แต่ทว่ากลับไม่มีการโจมตีมาจากศัตรู
ถนนที่วิ่งเลียบตัดผ่านเมืองนั้น ช่างเงียบเหงาไร้ซึ่งการเคลื่อนไหว
บนทางเท้าลอยฟ้าที่เคยเต็มไปด้วยชีวิต กลับไร้ผู้คนนอกจากนกน้อยที่คอยขับขานรับยามอรุณเบิกฟ้า
เป็นเมืองยามเช้าที่เงียบเหงาผิดวิสัยไปจากที่ผมเคยรู้จักตอนมาอาศัยอยู่ที่นี่...
ไม่สิ
บางทีอาจเป้นเพราะศัตรูได้ประกาศภาวะสงครามออกไปล้ว เลยมีการอพยพชาวเมืองหนีไปที่อื่นแทนแล้วหรือเปล่า?
หรือว่าอาจจะมีกับดักรออยู่ข้างหน้า?
จะประมาทไม่ได้เด็ดขาดเชียวนะไพไรต์!
"... ตั้งค่ายที่ปากถนนตรงนี้รอรับหน่วยที่กำลังตามมาสมทบ และแบ่งกำลังออกมาสามร้อยนาย พวกเราจะบุกล่วงหน้าเข้าไปสังเกตุการณ์ก่อน"
การบัญชานักรบนับหมื่นนับแสนคน มันออกจะเกินมือผมไปหน่อย
ยิ่งเป็นตัวเมืองที่มีพื้นที่ถนนจำกัด ยิ่งทำให้ยากจะประสานงาน
อีกอย่าง เจ้าพวกนี้มันยิ่งหัวร้อนกันอยู่ด้วย
ถ้าพวกมันบุกเข้าเมืองพร้อมกันทั้งหมด… ผมมั่นใจว่าคุมพวกมันไม่อยู่แน่ ๆ ถ้าได้เผชิญหน้ากับศัตรู
ดีไม่ดีจะได้เห็นไฟไหม้วอดวายทั้งเมืองก็คราวนี้
สู้ให้พวกมันจัดตั้งค่ายอย่างสงบอยู่ตรงปากทางเข้ายังจะดีเสียกว่า
พวกเราใช้เวลาราวสิบนาทีกับการตั้งค่ายอย่างง่าย และจัดแบ่งกองทัพย่อยออกมา
กองทัพนักรบจำนวนสามร้อยคนที่ถูกคัดแยกออกมานั้น เห็นว่าเป็นระดับยอดฝีมือที่คอยรับใช้สิบผู้อาวุโสโดยเฉพาะ---
เออ…
เดียวนะ?
จะบอกว่ากลุ่มผู้อาวุโสคิดจะติดตามผมเข้าไปในเมืองด้วยอย่างงั้นเรอะ!?
“ท่านผู้อาวุโส พวกท่านรอ---”
“อย่ามาห้ามให้ยาก แนวหน้าที่ควรสละชีพนั้น มิควรเป็นคนหนุ่ม แต่ควรเป็นผู้หลักผู้แก่ใกล้ลงโลงอย่างพวกข้าต่างหาก เจ้าเองก็คิดเช่นนั้นเลยสั่งให้เหล่าผู้กล้าไปประจำแนวหลังกับกองกำลังเสริมที่ทัพกลางมิใช่หรือยังไงกัน? ”
เหล่าผู้อาวุโสพยักหน้าเห็นด้วยกับลุงโกล ผู้อาวุโสชนเผ่าสิงโตที่ผมให้ความเคารพเป็นอันดับหนึ่ง
“อายุนั้นหาได้มีคุณค่าบนสนามรบอันโหดร้าย เจ้าสามารถเรียกใช้พวกเราเป็นโล่หรือหมากใช้แล้วทิ้งเพื่อชัยชนะของเผ่าพันธ์ุได้ตามที่ใจปราถนาเลย! ”
นี่พวกท่าน…
ดูจากดวงตาแล้ว สงสัยคงไม่มีทางยอมถอยแน่นอน
ช่วยไม่ได้...
เอาไว้ถ้ามีเรื่องอะไรไม่เข้าท่าเกิดขึ้น คงต้องใช้กำลังบังคับพาพวกเขาหนีกลับมาก่อน
รู้สึก… ไม่ค่อยสบายใจเท่าไหรเลยแฮะ...
***
“เงียบ…”
มันเงียบสงบเกินไป
บนถนนที่เรียงรายไปด้วยอาคารบ้านเรือน
เส้นทางที่เต็มไปด้วยกลิ่นหอมของดอกไม้
ณ ใจกลางเมืองอสูรกายขนาดใหญ่แห่งนี้ กลับมีเพียงแค่กลุ่มนักรบจำนวนสามร้อยคนของพวกเราเดินอยู่เพียงกลุ่มเดียวเท่านั้น
ไม่มีวี่แววของทหารศัตรู
ไม่มีวี่แววของสิ่งมีชีวิตปรากฏให้เห็นเลยแม้แต่น้อย
“... มีใครพบอะไรไหม? ”
“ไม่มีเลยครับ”
มันไม่มีใครเลยจริง ๆ
ซ่อนอยู่หลังกำแพงอาคารหรือเปล่า?
แต่หมวกเกราะที่โนอาร์มอบมาให้ใช้นั้น มันสามารถมองตรวจจับสิ่งที่เคลื่อนไหวอยู่หลังกำแพงหรือสิ่งกีดขวางได้
ผมสิ่งที่ผมมองเห็นเบื้องหลังกำแพงโดยรอบนี้ มันก็แค่พื้นที่ว่างเปล่าไร้ชีวิตไม่ต่างกับบนถนนสายหลัก
แบบนี้มันแปลกเกินไปแล้ว…
“... ตรงนั้นคืออะไร? ”
ในตอนนั้นเองที่ผมเห็นเศษซากบางอย่างสุมกองอยู่ตรงหัวมุมของถนนข้างหน้า
“นี่มัน? ”
สิ่งนั้นคือซากโลหะขนาดใหญ่
มันมีรูปร่างคล้ายปลากระเบน
ที่ใจกลางลำตัวของมันถูกบางสิ่งเจาะทะลุ และมีร่องรอยของการต่อสู้ปรากฏไปทั่วผิวถนนบริเวณนี้
“ทุกคน ระวังตัวกันด้วย! ”
ผมเริ่มรู้สึกใจคอไม่ดีขึ้นมาแล้ว
เมืองที่ไร้ผู้คน
ร่องรอยการต่อสู้ที่ถูกทิ้งเอาไว้
บางทีมันอาจจะมีความเกี่ยวข้องกันอยู่
พวกเราเริ่มเดินเคลื่อนทัพต่อด้วยความหวาดระแวง
ยืนหันหลังชนกัน แล้วเฝ้าระวังรอบทิศทางด้วยความตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออก
“... ดูเหมือนว่าจะใกล้ถึงใจกลางเมืองแล้วสินะ? ”
อาคารที่รายล้อมถนนสองฝั่งเริ่มบางตาลง และถูกแทนที่ด้วยลานหินกว้างขนาดใหญ่
ได้ยินเสียงแท่นน้ำพุที่กำลังไหลดังอย่างสงบอยู่ตรงหน้า
ไอเย็นของละอองน้ำลอยกระทบผิวของชุดเกราะ และส่งผ่านความรู้สึกที่เย็นสบายเข้าสู่ร่างเนื้อภายใน
เสียงของนกน้อยขับขานอันไพรเราะ ดังแว่วกังวาลจากบนยอดไม้ลอยฟ้าที่ถูกปลูกเลียบขนานไปกับถนนสองฝั่ง
สวยงาม…
ช่างเป็นสถานที่ดูสวยงามและให้ความรู้สึกผ่อนคลายเป็นอย่างมาก
ผมไม่เคยมาใจกลางเมืองของเผ่าอสูรกาย เลยคาดไม่ถึงว่าจะมีสถานที่สวยงามแบบนี้ตั้งอยู่ในเมืองของเผ่าอสูรกายด้วย
“... ซากอะไรกันละนั่น? ”
ในระหว่างที่กำลังทึ่งให้กับความสวยงามตรงหน้า ผมก็บังเอิญเหลือบตาไปเห็นบางสิ่งที่อยู่ใจกลางสวนแห่งนี้
มันคือเศษซากของสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่
วัสดุปริศนาที่ผมไม่รู้จักได้แตกกระจายไปทั่วบริเวณ ราวกับว่าในอดีต ที่แห่งนี้เคยเป็นสมรภูมิสงครามมาก่อน
“หรือว่า... เป็นฝีมือของพวกแฟตอย่างงั้นหรือ? ”
พวกแฟตอาจจะเข้าต่อสู้กับคณะรัฐบาลที่นี่ เลยทำให้มีร่องรอยของการต่อสู้กระจายไปทั่วบริเวณ
และบางที… ศพของพวกเธออาจจะจมอยู่ใต้ซากนี้ด้วยเช่นกัน
“ทุกคน... ขอโทษด้วย เป็นเพราะความเอาแต่ใจของผม...”
แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาจะมามัวเศร้าเสียใจ
“ส่งคนกลับไปที่ค่าย ไปเรียกกำลังเสริมมา พวกเราจะยึดศูนย์กลางเมืองมาเป็นศูนย์บัญชาการใหม่ของพวกเรา”
เพราะที่ผมควรทำในตอนนี้ คือการสร้างศูนย์บัญชาการ แล้วหาข้อมูลของศัตรูเพิ่มเติมเพื่อยึดเมืองของเผ่าอสูรกายต่างหาก---
*เปรี๊ยง! *
เสียงระเบิดดังลั่นทำลายความสงบ
เสียงเพลงที่นกน้อยขับขานฉับพลันสิ้นจางหาย
เกิดเสียงยอดไม้สั่นไหวอย่างรุนแรง พร้อมกับเสียงของสายลมที่โบกสะบัดอย่างรุนแรง
พื้นที่รอบลานกว้างเต็มไปด้วยฝุ่นควันลอยขึ้นสูง
“ศะ-- ศัตรู! ศัตรูโจมตีพวกเราแล้วครับ! ”
การโจมตีของศัตรูได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
“เป็นกับดักล่อมาฆ่าจริง ๆ ด้วยสินะ? ”
คิดเอาไว้อยู่แล้วว่ามันไร้ผู้คนจนแปลกประหลาด
“ทุกหน่วยหาที่กำบัง เตรียมพร้อมรับมือโจม---”
“หาที่กำบัง? ”
“หมายถึงให้ตั้งทัพกำแพงโล่หรือเปล่า? ”
ชิบหาย...
ลืมไปว่าคนที่อยู่ตรงนี้ ส่วนใหญ่คือกลุ่มนักรบระดับอาวุโสที่ไม่เคยได้ไปเข้าเรียนในโรงเรียนของอสูรกายเหมือนกับผม
ดังนั้น พวกเขาจึงไม่เคยเห็นหรือรู้แนวคิดวิธีการต่อสู้ด้วยอาวุธที่เรียกว่า [ปืน] ของศัตรู
การยืนหัวโด่เป็นกองทัพอยู่หลังแนวโล่ มันก็ไม่ต่างอะไรไปจากบอกว่า “เอาฉันเป็นเป้านิ่งฝึกยิงได้เลย” หรอกนะ
“ชิ! ”
จะมาสอนแนวคิดการต่อสู้ยุคใหม่ตอนนี้คงไม่ทันการ
แบบนี้มีแต่ต้องเชื่อใจในอาวุธกับชุดเกราะของโนอาร์ แล้วเสี่ยงบุกประชิดตัวศัตรูแทน
“บุกโจมตีกลับ! ”
“เอ๊ะ? คะ--- ครับท่าน! ทุกคน บุก! ”
ผมใช้ประโยชน์จากกลุ่มควันฝุนที่ขึ้นมาหนาทึบเพราะระเบิดในการซ่อนตัว
“ตรงนั้น! ”
หลังม่านควันสีดำ มีเงาของบางสิ่งจำนวนมากกำลังผุดขึ้นมาจากผิวดิน
มันมีรูปร่างคล้ายกับอสูรกายยักษ์ ตัวสูงใหญ่ราวสามถึงสี่เมตร มีผิวเป็นมวลดินมหาศาล และมีส่วนหัวที่เต็มไปด้วยก้อนหญ้าสีเขียวประดับแสงสีฟ้า
ถ้าจำไม่ผิด เหมือนเผ่าอสูรกายจะเรียกพวกมันว่า “โกเลม” อะไรสักอย่างนี่ละ
เจ้าตัวโกเลมดินที่อยู่ใกล้ผมมากที่สุด กำลังหันมาทางผมอย่างเชื่องช้าราวกับเต่าคลาน
ดวงตาสีฟ้าเพียงหนึ่งเดียวของมันเริ่มส่องแสงเจิดจ้า ก่อนจะมีแสงสีขาวบาดตาพุ่งตรงเข้าปะทะกับส่วนหัวของผม
อากาศโดยรอบถึงกับบิดผันแปรปรวนและลุกไหม้เป็นเปลวไฟ
หลบไม่ทัน…
แต่ทว่าลำแสงที่รุนแรงนั้น กลับจางหายไปทันทีที่เข้าปะทะกับชุดเกราะหมวกของผม
ไม่สิ
มันเหมือนกับไหลสะท้อนออกไป คล้ายกับกระแสน้ำที่วิ่งแยกออกเป็นสองสายเพราะปะทะก้อนหินที่ขวางเส้นทางเช่นนั้น
รอดมาได้เพราะชุดเกราะของโนอาร์เลยนะเนี่ย...
“ไม่โจมตีต่อแล้วอย่างงั้นหรือ? ”
ถึงการโจมตีจะรุนแรงและรวดเร็ว แต่การเคลื่อนไหวของพวกมันนั้นช่างเชื่องช้า
แถมดูเหมือนจะไม่สามารถยิงโจมตีต่อเนื่องได้อีกด้วย
“ (ถ้าจะปราบโกเลม จะต้องหยุดการทำงานของแกนมันนะดอง) ”
ในตอนนั้นเองที่เสียงของสหายลิลลี่ดังขึ้นจากซอกหลีบของความทรงจำ
ว่าแล้วก็ต้องขอทดลองดูเสียหน่อย
“จงเปลี่ยนรูป [อาวุธไร้ลักษณ์] ”
ปลายดาบสีขาวของผมเริ่มเปลี่ยนรูปเป็นเรเปียร์ที่มีความยาวมากกว่าหกเมตร
ในเวลาเดียวกัน แผ่นกระจกของหมวกเกราะก็เริ่มแสดงตำแหน่งสีแดงที่กำลังแผ่นขยายออกมาจากร่างกายของศัตรู
โดยโกเลมแต่ละตัวจะมีตำแหน่งความร้อนสีแดงที่ต่างกันออกไป
“ตายซะ! ”
ผมสะบัดปลายแหลมของเรเปียร์ไปที่ส่วนปลายแขนของโกเลม
เป้าหมายคือคลื่นความร้อนสีแดงที่ซุกซ่อนอยู่ภายในแขนข้างนั้น
*กี๊ส! *
เจ้าโกเลมกรีดเสียงคล้ายกับเสียงเสียดสีของก้อนหิน
สิ่งที่ปลายเรเปียร์สีขาวแทงออกมาจากแขนข้างนั้น คือก้อนคริสตัลสีรุ้งขนาดเล็กเท่ากำปั้น
รอยร้าวที่เกิดจากการแทงทะลุบนผิวอันสวยงามของมัน กำลังเริ่มกระจายไปทั่ว ก่อนจะแตกกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยกลับสู่ผิวดิน
“ให้เล็งโจมตีไปที่คลื่นความร้อนสีแดง! นั่นคือจุดอ่อนของมัน! ”
“ครับท่าน! ”
เหล่านักรบทั้งสามร้อยชีวิตต่างวิ่งไล่ตามผมออกมาจากกลุ่มควันฝุ่นที่อยู่ข้างหลัง
คลื่นสีขาววิ่งเข้าประชิดเหล่าโกเลมที่เข้าปิดล้อมพวกเรา
“ตายซะไอพวกอสูรกาย! ”
“ลำแสงแค่นี้ไม่ระคายผิวของพวกเราหรอก! ”
ถึงจะรู้สึกเป็นห่วงในตอนแรก แต่ดูแล้วอาวุธของพวกมันไม่สามารถทำอะไรชุดเกราะของพวกเราได้เลยแม้แต่รอยมดกัด
เยี่ยม!
“เยอะชิบ! ”
แต่ศัตรูมันมีจำนวนมากกว่าพวกเราเกือบห้าเท่าตัวได้
ทั่วทั้งลานที่สวยงาม กำลังถูกย้อมไปด้วยร่างของโกเลมที่น่าขยะแขยง
พวกมันคืบคลานขึ้นมาจากดินดั่งหนอนแมลง พร้อมกับเข้าปิดล้อมพวกเราจากทุกทิศทุกทางอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
“...”
นี่ผมแทงเรเปียร์ออกไปกี่ครั้งแล้ว?
ฆ่าศัตรูไปกี่สิบคนกันแล้ว?
จำนวนโกเลมที่ถูกฆ่านั้น เริ่มทับถมกองจนเป็นภูเขาสูงมากกว่าสิบเมตร
แต่กระนั้น พวกโกเลมก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะมีจำนวนลดลงมาเลยแม้แต่น้อย
“อั๊ก! ”
ในขณะเดียวกัน นักรบของฝ่ายเรากลับเริ่มเสียท่าจนถูกเล่นงานหายไปมากกว่าครึ่ง
“ชิ… รีบพาคนเจ็บออกจากสนามรบ! ”
ผมหลบหมัดที่โกเลมตัวหนึ่งกำลังชกใส่
หมัดนั้นพลาดไปกระแทกในพื้นทางเดินอย่างรุนแรง
พลังที่ส่งออกมาจากหมัดของมัน ถึงกับทำให้พื้นดินยุบตัวลงเป็นหลุมลึกมากกว่าสามเมตร
ด้วยแรงหมัดระดับนี้ ถ้าโดนอัดเข้าลำตัว คงไม่จบแค่รอยแผลพกช้ำแน่นอน
ถึงจะป้องกันการโจมตีประเภทลำแสงของพวกมันได้ แต่มันไม่อาจป้องกันการโจมตีระยะประชิดที่รุนแรงขนาดนี้ได้หรอก
“เจี๊ยก! ”
มีเสียงของนักรบกรีดร้องอย่างเจ็บปวดดังขึ้นมาอีกแล้ว
ถึงความสามารถของทางนี้จะสูงกว่า แต่กลับแพ้ที่จำนวนอย่างงั้นหรอกหรือ?
ที่ยังไม่มีใครตายจนถึงตอนนี้ นับว่าเป็นเรื่องที่ปาฏิหาริย์มาก
แต่กระนั้น มันก็ไม่พ้นความจริงที่ว่าพวกเรา กลุ่มนักรบสามร้อยคนตรงนี้กำลังจะพ่ายแพ้
“... การที่นำคนเข้ามาแค่ 300 คน มันเป็นความคิดที่ผิดพลาด… ให้ตายสิ! ”
ถ้าหากว่าผมยอมตัดใจเรื่องเมืองของอสูรกาย แล้วนำกองทัพเข้ามามากกว่านี้ คงไม่ต้องมาเจอกับสภาพที่น่าเวทนาแบบนี้หรอก
ผมมันช่าง... อ่อนหัด
หวาดกลัวที่จะสูญเสียหรือทำร้ายแม้แต่ศัตรู จนกลายเป็นพากองทัพสามร้อยคนเข้ามาตายเปล่า
ผมมัน… อ่อนหัดจริง ๆ ...
“มา---! ”
“...? ”
ในตอนนั้นเองที่ได้ยินเสียงบางอย่างดังขึ้นมา
“มา---แล้ว----”
เสียงนี้มัน---
“มาช่วยแล้วไพไรต์! ”
เสียงของยัยโทแพซ!?!
พริบตานั้นเองที่มีเส้นแสงสีแดงวิ่งตัดผ่านลงมาจากท้องฟ้า ทิ้งตัวลงสู่ผืนดิน ณ ใจกลางสนามรบ
เสาลำแสงนั้นมีเป็นจำนวนมาก อีกทั้งยังเรียงตัวอย่างเป็นระบบระเบียบเฉกเช่นทิวเสาที่ปรากฏอยู่ในพระวิหารของเทพเจ้า
ร่างของโกเลมที่สัมผัสกับเสาแสงนั้น ได้ถูกกลืนหายจากไปประหนึ่งไร้ซึ่งมีตัวตนอยู่บนโลกใบนี้ในทันที
พลังบ้าอะไรกันเนี่ย...
“ฉันมาแล้วค่ะนายท่าน”
“โนอาร์หรือ? โทแพซก็ด้วย? แล้วยังทุกคนอีก? ”
บนถนนที่พวกเราพึ่งใช้เดินทัพผ่านมานั้น มีวัตถุคล้ายแมงกะพรุนขนาดใหญ่กำลังบินทะยานตรงมาทางนี้
ข้างในผิวที่โปรงแสงตรงส่วนหัวของมัน มีโนอาร์ โทแพซ ซุนไกท์ กับวานาดิไนต์นั่งบังคับมันอยู่
“ทำไมถึงมาที่นี่กันละโทแพซ! ”
“ฉัน ไม่ยอมนั่งอยู่เฉย ๆ ในที่ปลอดภัยคนเดียวหรอกนะ! ”
“สวนพวกเราตามยัยโทแพซมาอีกทีเพื่อปกป้องตามคำสั่งของแกยังไงละ! ”
ผมหันไปมองโนอาร์
โนอาร์ทำหน้าประมาณว่า “ฉันห้ามเธอไม่ไหวหรอกค่ะ” เป็นคำตอบกลับมา
นี่พวกแก…
ผมชำเลืองมองไปดูที่แขนขาของโทแพซ
เธอสวมชุดเกราะคลุมทั้งตัวไม่ต่างจากคนอื่น ๆ
บางทีคงเป็นฝีมือของโนอาร์ ที่ทำให้เธอสามารถกลับมาขยับร่างกายได้อีกครั้ง
ทั้งที่โยนให้ไปอยู่ในแนวหลังเพื่อจะได้ไม่ต้องมาเสี่ยงอันตราย แต่ก็ยังดันทุรังตามมาที่แนวหน้ากันอีกนะเจ้าพวกนี้!
“หึ…”
โทแพซ โนอาร์ ซุนไกท์ วานาดิไนต์…
สุดท้ายก็ไม่อาจแยกจากพวกนี้ได้จริง ๆ สินะ
บางที… นี่อาจจะเป็นโชคชะตาของพวกเรา
โชคชะตา… ที่จะมาร่วมต่อสู้ในศึกสุดท้าย โดยมีอิสระภาพของพวกเราเป็นเดิมพัน
ถ้าอย่างงั้น...
“มาลุยไปพร้อมกันเลย! ”
ถึงจะเป็นกำลังเสริมเล็กน้อยเพียงแค่ 4 คน
แต่ภายในใจของผม กลับรู้สึกเสมือนหนึ่งได้รับกองทัพอันเกรียงไกรนับแสนมาอยู่ในกำมือ
ด้วยคนกลุ่มนี้ ผมจะไม่มีทางพ่ายแพ้อย่างแน่นอน
ไม่มีวัน
***ในเวลาเดียวกัน ณ อีกมุมหนึ่งของเมือง
“นักแสดงมาครบแล้วคุณ [ควีน] ตอนนี้คุณพร้อมแล้วหรือยังคะ? ”
“พร้อมแล้ว”
“ยังจำที่เตี้ยมกันเอาไว้ได้อยู่นะคะ”
“จำได้สิ ไม่ต้องห่วงหรอก”
“งั้น… รบกวน แสดงให้สมบทบาททีนะคะคุณควีน”