สวรรค์นิรันดร์กาล

    พระสนมหวั่นเซียน

            เหลือเวลา1 วันก่อนวันประมูลจะมาถึงฉางเฟิงเลยคิดจะออกไปเดินเล่นแต่ขณะนั้นเองที่เย่เฉียนได้เข้ามาหาเขาพร้อมกับจักรพรรดิสุรา ทำให้ฉางเฟิงรู้ว่าอีกฝ่ายต้องการอะไร

            “เสี่ยวเฮ่ยเจ้าอยู่เฝ้าพวกศิษย์ก่อนข้าจะออกไปทำธุระ พวกเจ้าเองก็เช่นกันอย่าพึ่งออกไปใหนเพราะพวกเราไม่รู้ว่าฝ่ายมารจะเล่นลูกไม้สกปรกอะไรหรือเปล่า”ฉางเฟิงกล่าว

            “ข้าเข้าใจแล้ว”มู่หลานแม้จะสงสัยแต่ก็ยอมทำตาม

            “ข้าติดตามไปด้วยไม่ดีกว่าเหรอ”มู่เฟยเสวี่ยกล่าว

            “เจ้าเป็นระดับราชันเพียงคนเดียวที่อยู่ที่นี่เพราะงั้นเจ้าต้องอยู่ปกป้องเหล่าศิษย์ถึงอย่างไรเสี่ยวเฮ่ยก็ไม่สามารถลงมือได้ง่ายๆ”ฉางเฟิงกล่าว

            “ก็ได้”มู่เฟยเสวี่ยไม่ชอบใจนักแต่ก็ต้องยอมทำตาม

            “ไปกันเถอะ”ฉางเฟิงและเสี่ยวจินตามเย่เฉียนไป

            เย่เฉียนได้พาฉางเฟิงตรงไปยังวังหลวงทันทีด้วยอำนาจของเย่เฉียนแน่นอนว่าย่อมไม่มีใครสามารถขัดขวางนางได้นางพาฉางเฟิงตรงไปยังตำหนักของหวั่นเซียนทันที

            “นี่มัน”ฉางเฟิงถึงกับตกตะลึง

            เพราะตำหนักของหวั่นเซียนเต็มไปด้วยค่ายกลปกป้องมากมายและยังมีทหารอีกจำนวนมากคอยปกป้องอยู่ไม่สิมันเรียกว่าคุ้มกันไม่ให้คนข้างในออกมามากกว่า

            “อย่างที่เจ้ากำลังคิดท่านแม่ของข้าถูกยังอยู่ข้างในตำหนักนับตั้งแต่นางมาอยู่ที่เมืองหลวง” ใบหน้าของเย่เฉียนเย็นชามาก

            “เพราะอะไร”ฉางเฟิงอดที่จะสงสัยไม่ได้

            “เข้ามาข้างในแล้วเจ้าจะรู้”เย่เฉียนกล่าว

            เมื่อเห็นเย่เฉียนเดินเข้ามาทหารก็พากันแสดงสีหน้าจริงจัง

            “องค์หญิงกลับมาแล้ว”ทหารคำความเคารพเย่เฉียนก่อนจะกวาดตามองไปทางฉางเฟิง

            “ถ้าองค์หญิงต้องการเข้าไปข้างในย่อมไม่มีปัญหาแต่ชายคนนั้นไม่สามารถเข้าไปได้” ทหารชี้ไปทางฉางเฟิงแน่นอนว่าพวกเขาไม่กล้าห้ามจักรพรรดิสุราอย่างแน่นอน

            “เขาคือแขกของข้าที่จะพาเข้าไปดูอาการป่วยของท่านแม่เพราะงั้นไม่มีปัญหาหรอก”เย่เฉียนกล่าว

            “ถึงแบบนั้นก็ต้องให้ฝ่าบาททรงอนุญาติก่อน”ทหารกล่าว

            “เจ้ามีสิทธิ์อะไรมาขวางทางข้ากัน”เย่เฉียนเริ่มอารมณ์เสียขึ้นมาแล้วนางเผยจิตสังหารออกมาทันที

            “องค์หญิงโปรดระงับอารมณ์พวกเราแค่ทำตามคำสั่งของฝ่าบาทเท่านั้น”พวกทหารพากันหวาดกลัว

            เพราะถ้าจักรพรรดิสุราลงมือช่วยเย่เฉียนใครจะกล้าขอความเป็นธรรมให้กับพวกเขาแม้แต่ราชาจงเย่ก็คงทำอะไรไม่ได้แล้วพวกเขาก็จะตายฟรี

            “ระงับอารมณ์งั้นเหรอเจ้าเห็นแม่ของข้าเป็นนักโทษหรือยังไงทำไมเพียงแค่เข้าพบต้องขออนุญาติจากคนอื่น”เย่เฉียนคำราม

            “ให้พวกเขาเข้าไป”ทันใดนั้นเองเสียงที่ทรงพลังก็ดังขึ้น

            “รับบัญชาฝ่าบาท”พวกทหารพากันคุกเข่าลงและเปิดทางให้กับพวกเย่เฉียน

            “พวกเจ้าเข้าไปก่อนข้าจะไปคุยกับเขาเสียหน่อย”จักรพรรดิสุรากล่าวและเดินจากไป

            “พวกเราไปกันเถอะ”เย่เฉียนกล่าว

            ฉางเฟิงรู้สึกอึดอันขึ้นมาทันทีเขาไม่คิดว่าในวังหลวงจะมีสภาพแบบนี้สถานะครอบครัวเรียกได้ว่าไม่มีความเป็นหนึ่งเดียวเลย มันไม่เหมือนกับครอบครัวในความคิดของฉางเฟิงเลยแม้แต่น้อยเมื่อเทียบกันแล้วภาพสวรรค์นิรันดร์ยังรู้สึกอบอุ่นในหัวใจเมื่อมอง

            “นี่หนะเหรอครอบครัวของราชวงศ์”ฉางเฟิงส่ายหัว

            “มันไม่ใช่ครอบครัวหรอกทุกคนในราชวงศ์ล้วนแต่เป็นหมากของราชา ใช่พวกเราก็คือสิ่งของที่เอาไว้ใช้ของราชาจงเย่”เย่เฉียนกัดฟันกล่าว

            “ไม่แปลกใจเลยที่เจ้าไม่มีความสุขเมื่อกลับมายังวังหลวง”ฉางเฟิงกล่าว

            ไม่นานทั้งสองก็เข้ามาถึงสวนในตำหนักซึ่งมีหญิงสาวนางหนึ่งกำลังนั่งดื่มชาอยู่และข้างๆมีสาวใช้อยู่สองคน

            “เฉียนเอ๋อเจ้ากลับมาแล้ว”เสียงที่ไพเราะดังขึ้น

            ฉางเฟิงยมองไปยังหญิงสาวตรงหน้าและแปลกใจหญิงสาวตรงหน้ายังงกงามเหมือนกับพวกมู่เฟยเสวี่ย แถมนางยังงดงามกว่าเย่เฉียนเสียอีกหรือาจจะเพราะเย่เฉียนนั้นมักจะทำตัวไม่เหมือนสตรีทำให้ความงามของนางหายไปก็ได้

            “คารวะพระสนมหวั่น”ฉางเฟิงกล่าว

            “เจ้าคือฉางเฟิงสินะอัจฉริยะด้านปรุงยา ด้วยวัน 16 ปีแต่กลับปรุงยาระดับ 4 ขึ้นมาได้” หวั่นเซียนกล่าว

            “พระสนมกล่าวเกินไปแล้ว”ฉางเฟิงยิ้ม

            “เอาละพวกเจ้านั่งลงก่อนเถอะข้ายังมีเรื่องที่จะคุยกับพวกเจ้าอีกนาน” หวั่นเซียนกล่าว

            พวกฉางเฟิงนั่งสาวใช้ทั้งสองก็นำน้ำชามาให้กับทั้งสอง ฉางเฟิงมองไปถ้วยชาด้วยความแปลกใจ

            “ชาดี”ฉางเฟิงได้กลิ่นหอมจึงรับรู้ได้ถึงความสามารถในการทำชา

            “ชาพวกนี้ข้าเป็นคนทำเองกับมือเป็นอย่างไรถูกปากพวกเจ้าหรือไม่”หวั่นเซียนกล่าว

            “ท่านแม่หลายปีมานี้ท่านเป็นอย่างไรบ้างคนพวกนั้นไม่ได้รังแกท่านใช่หรือไม่” เย่เฉียนกล่าว

            “พวกนางทำไม่ได้หรอกและไม่มีปัญญาทำด้วยถ้าจะมีก็คงมีเพียงเขาเท่านั้นที่สามารถรังแกข้าได้” หวั่นเซียนกล่าวด้วยสีหน้าเยือกเย็น

            “หึต่อให้เป็นเขาถ้ากล้าทำอะไรท่านข้าจะให้ตาแก่ขี้เมาจัดการเขาให้ดู” เย่เฉียนแสดงสีหน้าเย็นชา

            “เอ่อ...ได้ยินว่าพระสนมต้องการจะคุยกับข้าไม่ทราบว่าอยากจะคุยเรื่องอะไรกับข้าหรือ”ฉางเฟิงรู้สึกว่าเรื่องที่ได้ยินอาจจะทำพาความเดือดร้อยมาให้ตนทำให้รีบเปลี่ยนเรื่องคุย

            “ข้าขอถามเจ้าตรงๆเจ้าคิดยังไงกับเฉียนเอ๋อของข้า” หวั่นเซียนกล่าว

            “พวกเราเป็นสหายที่ดีต่อกัน”ฉางเฟิงตอบอย่างไม่ลังเล

            เมื่อมองไปที่แววตาของฉางเฟิงก็พบว่าเป็นแววตาที่ไม่มีสิ่งชั่วร้ายอยู่เลยเป็นความบริสุทธิ์ใจอย่างถึงที่สุด

            “ดูเหมือนเฉียนเอ๋อจะได้สหายที่ดีมากๆคนหนึ่งแล้ว”หวั่นเซียนยิ้ม

            “แน่นอนสสุราของฉางเฟิงนั้นอร่อยมากจริงสิข้าเก็บสุราร้อยบุปผาเอาไว้ให้ท่านด้วย” เย่เฉียนนำสุราร้อยบุปผาออกมาและเทให้กับหวั่นเซียน

            หวั่นเซียนก็ลองชิมดูเมื่อนางชิมแล้วนางก็รู้สึกได้ถึงรสชาติที่ไม่เคยลงมาก่อนทำให้นางอดที่จะดื่มต่อไปเรื่อยๆ

            “อร่อยมากจริงๆเป็นรสชาติที่เหมาะกับหญิงสาวอย่างมาก”หวั่นเซียนเอ่ยชม

            “ถ้าพระสนมชอบข้าก็พอใจแล้ว”ฉางเฟิงกล่าว

            “ในเมื่อเจ้าเป็นสหายที่ดีของเฉียนเอ๋อในอนาคตข้าคงฝากฝักให้เจ้าช่วยดูแลเฉียนเอ๋อได้แล้ว” หวั่นเซียนกล่าวพร้อมกับสีหน้าของนางดูเศร้าลงทันที

            “ท่านแม่ข้าเคยบอกท่านแล้วข้าจะไม่หนีและข้าจะร่วมมือกับท่าน” เย่เฉียนกล่าว

            “ถ้าเป็นก่อนหน้านั้นข้าคงไม่ขัดแต่ตอนนี้ทุกอย่างมันไม่เหมือนเดิมอีกแล้วในงานประลองชายคนนั้นได้เชื้อเชิญราชวงศ์จงโจวมาด้วยแถมยังมีอัจฉริยะของสี่นิกายใหญ่จากราชวงศ์จงโจวมาอีกดังนั้นแผนการของข้าต่อให้สำเร็จก็ยากที่จะมีชีวิต”หวั่นเซียนยิ้มขมขื่น

    คล้ายกับเรื่องสวรรค์นิรันดร์กาล ที่คุณอ่าน