เทพสงครามหวนจุติ

    ชัยชนะที่เป็นปริศนา

    ตอนที่ 77


    ชัยชนะที่เป็นปริศนา




    “ โอ้!! เจ้าหนุ่มนามหลี่หานเฟิงผู้นี้ หากไม่รีบเผ่นหนีไปตอนนี้ ก็คล้ายจะไม่มีโอกาสแล้ว กิ้งก่ากัมปนาทเป็นสัตว์อสูรระดับปราณนภาขั้นปลาย คิดจัดการกับมันยังไม่ง่าย ยิ่งตัวคนเดียวเช่นนี้ มีแต่จะกลายเป็นส่งตัวเองเข้าไปเป็นอาหารมัน”


    เดิม สุ่ยอิงที่พบเห็นว่าหานเฟิงยืนประจันหน้ากับกิ้งก่าตัวมหึมา ก็เป็นกังวลยิ่งแล้ว แต่พอได้ฟังคำบรรยายของพิธีกร ก็ยิ่งพาให้นางแตกตื่นร้อนใจ


    “ ท ท่านพี่เร็วเข้า บอกให้พวกมันรีบไปช่วยลูกของเราเร็วเข้า”


    สุ่ยอิงกล่าวคำอย่างแตกตื่นลนลาน สองมือเขย่าแขนผู้เป็นสามีด้วยความกังวล


    หลี่หานซานขมวดคิ้วมองภาพบนข่ายเวทย์ กล่าวเพียงว่า “ นี่เป็นการแข่งขัน ผู้ใดก็ไม่อาจยื่นมือยุ่งเกี่ยว”


    “ แต่…” สุ่ยอิงพยายามที่จะแย้ง


    “ ข้าเชื่อว่าลูกเฟิงย่อมตระหนักได้ถึงเรื่องราวจำเป็นตรงหน้า มันอย่างไรย่อมมีความสามารถที่จะหลบหนีจากไป”


    แม้ผู้เป็นบิดาจะเชื่อในตัวบุตรชาย หากยังเป็นความเชื่อที่ว่า บุตรชายมีความสามารถมากพอที่จะหลบหนี ผิดจากเสวี่ยเอ๋อร์ นางที่บัดนี้นั่งชมเรื่องราวอย่างเรียบเฉย แววตาที่อยู่เหนือผ้าคลุมหน้า หาได้มีความรู้สึกกังวลอันใด ซึ่งก็เป็นเช่นเดียวกันกับอีกคน…


    “ เสด็จพ่อมิต้องกังวลไป มันที่เป็นถึงเทพสงคราม หากเพียงกิ้งก่ากัมปนาทตัวเดียวก็พ่าย ยังจะคงมีค่าใดให้เราต้องฝากความหวังไว้อีก”


    เป็นเสียงกล่าวที่ดังออกมาจากเบื้องหลังม่านมุก ผู้กล่าวคือธิดามังกรหลงเสวี่ยเอ๋อร์ เป็นเมื่อครู่ผู้เป็นพระบิดาห่วงกังวลถึงความปลอดภัยของหานเฟิง นางจึงกล่าวคำเพื่อคลายกังวล


    “ พ่อเข้าใจ แต่มันที่ยามนี้ยังมิได้เติบโตจนกลายเป็นเทพสงครามตามที่เจ้าว่า…”


    “ เสด็จพ่ออย่าได้กังวล มันที่แม้ตอนนี้ยังคงห่างไกลจากคำเทพสงคราม แต่อย่างไร เทพสงคราม ก็คือเทพสงคราม เสด็จพ่อเชื่อลูกเถอะ มันย่อมสามารถจัดการได้อย่างไร้เรื่องราว”


    “ โฮกกกกกก!!!!...”


    เสียงคำรามของกิ้งก่ากัมปนาทดังกึกก้องออกมาอีกครั้ง หากที่ครานี้บรรดาผู้ชมต่างก็เห็นเปลวอัคคีพวยพุ่งออกมาจากปาก คล้ายดั่งเปลวอัคคีพุ่งเข้าใส่ใบหน้า ผู้ชมพากันผงะถอยหลังด้วยความตื่นตกใจ ทว่า นั่นเป็นเพียงภาพที่ถูกฉายออกมาจากข่ายเวทย์ เปลวเพลิงไหนเลยจะทะลุออกมา


    ผู้คนที่พอตั้งสติได้ก็พลันรู้สึกว่าแผ่นหลังชุ่มโชกไปด้วยหยาดเหงื่อ เป็นเปลวอัคคีที่ถูกปล่อยออกมาเมื่อครู่น่าหวาดหวั่นจนเกินไป จนผู้คนต่างก็พากันเริ่มสงสัย ชายหนุ่มผู้นั้นเป็นเช่นไรไปแล้ว


    เปลวอัคคีในภาพมอดดับ จึงเห็นเป็นร่างที่ใหญ่โตของกิ้งก่ากัมปนาทมุดลอดออกมาจากถ้ำ ส่วนเจ้าหนุ่มหานเฟิง ไม่อยู่แล้ว


    “ เจ้าหนุ่มหานเฟิงหายไปแล้ว… ”


    พิธีกรผู้บรรยายกล่าวเสียงเข้ม น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเคร่งเครียดปลุกเร้าอารมณ์ของผู้ชมให้คล้อยตาม


    “ ใช่เป็นถูกสังหารไปในกระบวนท่าเดียวแล้วหรือไม่…”


    พิธีกรกล่าวหวามเห็น ก่อนจะมีเสียงตอบรับว่า “ ไม่!!!...” ที่เต็มไปด้วยความปวดร้าวของสุ่ยอิงดังแทรกมา เสียงนางไม่ดังมาก ที่คอยปลอบใจจึงเป็นสามีที่ข้างกาย


    “ เจ้าอย่าได้กังวล ลูกเฟิงต้องไม่เป็นอะไร” แม้จะกล่าวเช่นนั้น หากสีหน้าของหานซานก็หาได้ดีไปกว่า ท่านก็กังวลยิ่งไม่แพ้กัน


    กระทั่งที่เสียงของพิธีกรโพลงขึ้นอย่างตื่นเต้น


    “ อยู่นั่น!!! ยังมีชีวิตอยู่”


    สองสามีภรรยาจึงพลันใจชื้นขึ้นมา ก่อนจะเห็นว่า บนข่ายเวทย์ปรากฏเห็นเป็นภาพบุตรชายที่กระโจนทะยานขึ้นไปกลางอากาศ สองมือกุมกระชับด้ามทวนสีเงิน ทวนเงินง้างออกไปเบื้องหลังอย่างสุดหล้า เจ้ากิ้งก่าก็คล้ายจะไม่ตระหนักถึงชายหนุ่มที่ด้านบน ชายหนุ่มทิ้งตัวลงดิ่ง ทวนในมือหวดวาดลงมาอย่างสุดกำลัง


    “ ปังงง!!!...”


    กิ้งก่ายักษ์ถูกทวนเงินฟาดเข้ากลางศีรษะ ทวนเงินโค้งงอราวกับจะหัก กระบวนท่านี้ของหานเฟิงหวดฟาดอย่างเรียบง่าย เพียงแค่ใส่กำลังลงไปโดยมิได้ใช้เคล็ดวิชา


    “ โอ้ว!!!... เจ้าหนุ่มนานเฟิงนับใจกล้าไม่เบา ถึงกลับเลือกต่อสู้ไม่หลบหนี แต่การจู่โจมเพียงเท่านั้นจะทำอันใดกิ่งก่ากัมปนาทได้…”


    “ นั่นไงเล่า! ไม่ทันขาดคำ กิ้งก่ากัมปนาทจู่โจมสวนกลับแล้ว”


    ภาพที่เห็นเป็นเจ้ากิ้งก่าใช้หางที่ยาวดุจแซ่หวดฟาด มันที่เมื่อครู่ถูกทุบหัวไม่เจ็บไม่คัน


    ควับบบ!!...


    รวดเร็วยิ่ง เสียงหากฉีกกระฉากอากาศดังออกมาจนผู้ชมยังสั่นสะท้าน หากทว่า กลับฟาดหวดไว้ได้เพียงแค่ภาพติดตา


    “ อ อะไร!!!...” พิธีกรโพลงขึ้นอย่างตื่นเต้น “ หายไปอีกแล้ว นั่นเคล็ดวิชาใดกัน ใช่เป็นเคล็ดตัดข้ามมิติหรือไม่…”


    “ ตรงนั้น!!...” พิธีกรร้องโพลงขึ้นทันทีที่หานเฟิงปรากฏที่มุมภาพ จากนั้น ภาพในข่ายเวทย์ก็เคลื่อนขยับเข้าหาหานเฟิง


    มองเห็นหานเฟิงที่บัดนี้เรือนร่างยังคงไร้รอยขีดข่วน มันที่ลอยอยู่กลางอากาศ ชี้เล็งคมทวนเข้าใส่ศีรษะของกิ้งก่ากัมปนาท ทว่า กิ้งก่ากัมปนาทที่ครานี้ก็มิได้ชะล่าใจปล่อยให้มนุษย์ตัวจ้อยได้เหิมเกริม


    มันเงยหน้าขึ้นจ้องสบตากับชายหนุ่ม มองเห็นคมทวนวาววับ มันเปิดปากปล่อยลิ้นยาวที่พุ่งฝ่าอากาศราวกับลูกธนู


    ฟ้าววว!!...


    หานเฟิงจำต้องต้านรับ ขวางทวนเกร็งรั้งลมปราณเข้าต้าน หากเพราะเป็นตนอยู่กลางอากาศ จึงลอยคว้างชนต้นไม้ดังโครม


    ครืนนนน…


    ตึงงงง!!!...


    ต้นไม้ใหญ่ล้มลงจนพื้นดินสั่นสะเทือน ผู้ชมชมภาพพากันเอามือปิดปาก ต่างลุ้นไปว่าสภาพของชายหนุ่มจะเป็นเช่นไรแล้ว ยิ่งโดยเฉพาะบิดามารดาของเจ้าตัว ที่มารดานั้นแทบจะเป็นลมล้มพับอยู่แทบอกผู้เป็นสามีที่สีหน้าเคร่งเครียดไม่แพ้กัน ล้วนเป็นทั้งสองที่ห่วงใยความปลอดภัยของบุตรชาย


    กระทั่งที่เห็นเงาร่างหนึ่งดีดทะยานออกมาจากกลุ่มคน กระทั่งยืนมั่น จึงค่อยเห็นชัดว่าเป็นชายหนุ่ม แม้เสื้อผ้าหน้าผมจะกระเซอะกระเซิงไปบ้าง หากยังอยู่ครบสามสิบสองประการ กระทั่งเลือดสักหยดก็ไม่หลั่งออกมาให้ชมดู เห็นชัดว่า การจู่โจมเมื่อครู่มันไม่เป็นอะไร


    ผู้ชมมองดูรู้สึกตื่นเต้น มองเห็นชายหนุ่มในภาพทำปากขมุบขมิบ ก็มิรู้ว่ากล่าวคำอันใด ซึ่งหากถ้าใครอ่านปากออกได้ ก็จะทราบคำกล่าวของมัน


    ...พอข้าออมมือให้หน่อย ก็เอาเข้าใหญ่เชียวนะเจ้ากิ้งก่า


    นี่จึงเป็นคำกล่าวที่ว่า หากเสียดายไม่มีผู้ใดได้ยิน ก่อนจะเห็นว่า ชายหนุ่มตั้งลำทวนมั่น ชี้ตรงเข้าใส่กิ้งก่ากัมปนาท มันสืบเท้าออก ร่างพุ่งทะยานออกไปเป็นดาวตกอัคคีลูกหนึ่ง


    ฟิ้ววว!!!...


    ตูมมม!!!...


    เปลวอัคคีลุกท่วม เรียกเป็นเสียงร้องด้วยความตื่นเต้นจากทั้งผู้ชมและผู้บรรยาย


    “ โอ้ว!!!... จู่โจมอีกแล้ว ครานี้ถึงกับงัดเอาเคล็ดวิชาออกมาใช้แล้ว เป็นอัคคีธาตุ สมแล้วที่เป็นนักกลั่นสมุนไพร… ”


    “ แต่แบบนี้ไม่ฉลาดเอาเสียเลย กิ้งก่ากัมปนาทเป็นธาตุอัคคี เอาอัคคีเข้าสู้ รังแต่จะไร้ผล เราคงต้องมาดูกันแล้ว ว่าเปลวไฟที่ใช้กลั่นเม็ดยาของเจ้าหนุ่มจากอาณาจักรร่มพฤกษาผู้นี้ จะร้อนแรงพอที่จะทำให้กิ้งก่ากัมปนาทแสบคันได้หรือไม่…”


    พิธีกรยังคงบรรยาอย่างตื่นเต้น ผู้ชมชมดู ก็รับฟังการบรรยายไป หากจะมีก็แต่กลุ่มคนที่รู้จักกันกับหานเฟิงเป็นการส่วนตัว ที่ต่างก็หันหน้ามองกันเลิกลัก ที่บ้างก็สอบถามขึ้นมาว่า


    “ มันไปเป็นนักกลั่นเม็ดยาตั้งแต่เมื่อไร?...”


    แน่นอนว่าไม่ใช่ หานเฟิงมิใช่นักกลั่นโอสถเม็ดยา หากเพราะมันเป็นตัวแทนจากอาณาจักรร่มพฤกษา อาณาที่เชี่ยวชาญในศาสตร์แห่งการกลั่นสกัดเม็ดยา จึงถูกเหมารวมว่า เป็นนักกลั่นโอสถเม็ดยาไป ซึ่งถ้าพิธีกรผู้นี้ทราบรู้ความจริงในภายหลัง คาดว่า คงได้มีอับอายไปหลายปี


    “ ไฟดับแล้ว เรามาดูกันว่าเจ้ากิ้งก่าใช้กลายเป็นเม็ดยาไปแล้วหรือไม่”


    “ โอ้!! ยังอยู่ดีกันทั้งคู่ เจ้ากิ้งก่าเปิดฉากจู่โจมกลับแล้ว…”


    ภาพที่ฉายเห็นเป็นเจ้ากิ้งก่าที่อ้าปากปล่อยลูกเพลิงออกมาอย่างต่อเนื่อง จนเรียกเป็นเสียงระเบิดดังขึ้นตูมตาม ส่วนหานเฟิงก็หลบรอดด้วยดาราวาบวับ ซ้ายที ขวาที คล้ายดั่งว่ามันกำลังยุแหย่ให้เจ้ากิ้งก่ากัมปนาทโกรธเคืองก็มิปาน


    “ ตูมมม!!!...”


    “ ตูมมม!!!...”


    “ ตูมมม!!!...”


    “ โอ้ว!!!... จู่โจมกันอย่างดุเดือดเลือดพล่าน เจ้าหนุ่มก็ไม่น้อยหน้า เคล็ดวิชาท่าร่างตัดข้ามมิติของมันก็พาให้มันสามารถหลบรอดการจู่โจมไปได้ทุกครา…”


    “ แต่สู้กันอีแบบนี้ จะจบลงยังไงละ?... เป็นเจ้าหนุ่มนั่นหลบจนเหนื่อยเอาเสียก่อน หรือจะเป็นเจ้ากิ้งก่ากัมปนาทที่พ่นไฟจนหมดลมเอาเสียก่อน…”


    “ แต่คิดว่าคงต้องเป็นเจ้าหนุ่มที่หมดแรงเอาเสียก่อนแล้ว เพราะอย่างไร กิ้งก่ากัมปนาทก็เป็นสัตว์อสูรปราณนภาขั้นปลาย ลำพังเพียงลมปราณในร่างก็มากมายกว่าเจ้าหมุ่มไม่รู้ตั้งกี่เท่าต่อกี่เท่า อีกทั้งด้วยความที่ว่าตัวมันเป็นสัตว์อสูร ขีดความสามารถในเรื่องพลังจึงเหนือกว่ามนุษย์เป็นทุนเดิม ซึ่งมนุษย์นั้นมีสิ่งที่เหนือกว่าคือสติปัญญา แต่จากที่เจ้าหนุ่มหานเฟิงแสดงออกมาอยู่นี้ คล้ายกับไม่ได้ใช้สติปัญญาสักเท่าไรจริงๆ…”


    ถ้อยความบรรยายนี้เรียกเสียงหัวร่อจากผู้ชมได้ไม่น้อย ผู้ชมที่ชมมองหานเฟิงแวบหลบไปมาก็รู้สึกขบขัน ว่าชายหนุ่มผู้นี้แทนที่จะเอาเวลามามัวแต่หยอกล้ออยู่กับกิ้งก่ากัมปนาท สู้หาหนทางอื่นตามหาเกล็ดมรกตก็ยังดี


    กระทั่งผ่านไปอีกครู่ใหญ่ ชายหนุ่มที่เอาแต่หลบเลี่ยงการโจมตีของกิ้งก่ากัมปนาท ก็ไม่คล้ายว่าจะทำใดอื่น ทั้งไม่มีทีท่าว่าจะจู่โจมสวนกลับ เอาแต่แวบหลบวนไปวนมา ชมดูก็เบื่อหน่ายยิ่ง สุดท้าย พิธีกรตัดสินใจเปลี่ยนไปดูผู้เข้าแข่งขันคนอื่นๆแทน


    ทันทีที่ภาพเปลี่ยน เสียงบรรยายด้วยความตื่นเต้นของพิธีกรก็ดังขึ้นมาในทันที


    “ โอ้ว นี่อะไร!!!... กำลังต่อสู้กันเอง แย้งชิงเกล็ดมรกตกันงั้นหรือ?...”


    “ สี่คนในชุดขาวลายริ้วเมฆ เป็นอาณาจักรเมฆคราม ส่วนที่กำลังสู้ด้วย เป็นห้าคนจากอาณาจักรนภาทมิฬ ดูแล้ว เป็นห้าคนจากอาณาจักรนภาทมิฬที่มีเปรียบ ซึ่งสี่คนของอาณาจักรเมฆครามที่ยามนี้คล้ายตกอยู่ในวงล้อม พยายามทุกวิถีทางที่จะตีฝ่าออกไป…”


    “ จากภาพเหตุการณ์ คงคล้ายเป็นคนจากอณาจักรนภาทมิฬ ที่คิดชิงเกล็ดมรกตจากผู้เข้าแข่งขันของอาณาจักรเมฆครามเป็นแน่แล้ว…”


    “ โอ้!! ดูนั่น หัตถ์คว้าเมฆาอันเลื่องชื่อของอณาจักรเมฆคราม…”


    ภาพที่แสดงบนข่ายเวทย์ เห็นเป็นร่างในชุดดำที่อยู่ๆก็ลอยคว้างเข้าหากลุ่มคนชุดขาวที่ใจกลางวงล้อม ราวกับว่ามันถูกหัตถ์ไร้สภาพฉุดกระชาก ร่างที่ลอยลิ่วมิอาจหยุดยั้งแต่อย่างไร กระทั่งถึงตัวก็ถูกหนึ่งฝ่ามืออัดกระแทกเข้ากลางอก ร่างที่พึ่งจะเข้ามาก็ถูกส่งลอยละลิ่วไปจนไกล


    “ โอ้ว!! ฝ่ามืออัดอากาศ สวยงามจริงๆ… ” 


    “ วงล้อมคล้ายแล้ว ผู้เข้าแข่งขันจากอณาจักรเมฆครามฉวยจับช่องว่างนี้เอาไว้ได้ ใช้ออกด้วยท่าร่างอันเคลื่อนคล้อย นี่คงจะเป็นเท้าก้าวเมฆาอันเลื่องชื่อแล้ว... งดงามมาก ฝ่าวงล้อมออกมากันได้แล้ว…”


    พิธีกรบรรยายอย่างตื่นเต้น เรียกพาเสียงปรบมือจากผู้ชมดังขึ้นเกรียวกราว โดยเฉพาะทางฝ่ายผู้ติดตามของอาณาจักรเมฆคราม อย่างตงฟางเยว่ ที่บัดนี้พยักหน้าอย่างภูมิใจ 


    “ ถังซานนับเป็นศิษย์ที่มีฝีมือโดดเด่นในรุ่น การลงมือจับช่องว่างนับว่าเฉียบคม องค์หญิงว่าเช่นนั้นไหมเพคะ?” 


    ตงฟางเยว่กล่าวคำอย่างภูมิใจ พลางเหลือบไปมองหยุนซินถงที่ด้านข้าง หากพบว่า หยุนซินถงที่บัดนี้กลับนั่งนิ่งคิ้วขมวดไม่คลาย 


    “ องค์หญิงกังวลในความปลอดภัยของเจ้าหนุ่มนั่นหรือเพคะ?”


    เจ้าหนุ่มนั่น ย่อมหมายถึงหานเฟิง หากหยุนซินถงไม่ตอบ แต่ย่อมแน่นอนว่านางห่วงใยในความปลอดภัยของหานเฟิงจริง นางที่แม้จะถูกหานเฟิงปักมีดลงที่กลางอก หากความรู้สึกที่มิให้ ใช่ว่าจะตัด ก็ขาดสะบั้นในทันที


    “ มันก็น่าห่วงอยู่จริง… โอ้!! ไม่นะ แย่แล้ว…” 


    ตงฟางเยว่ออกความเห็น หากภาพเหตุการณ์บนข่ายเวทย์กลับทำให้นางต้องร้องโพลงขึ้นอย่างตระหนก เช่นกันกับพิธีกรที่โพลงขึ้นมาอย่างตื่นเต้น


    “ หืม!!! นั่นอะไร? โอ้!! เป็นกับดัก…” 


    “ ผู้เข้าแข่งขันของอณาจักรนภาทมิฬไม่ธรรมดาจริงๆ ถึงกับวางข่ายอาคมไว้รอบนอก ผู้เข้าแข่งขันทั้งสี่ของอาณาจักรเมฆครามตกเข้าสู่ข่ายอาคมแล้ว เช่นนี้จะแก้ไขสถานการณ์กันอย่างไร…”


    ภาพบนข่ายเวทย์แสดงให้เห็นว่าสี่คนของอณาจักรเมฆครามตกเข้าสู่ข่ายอาคมบางอย่าง พวกมันคล้ายจะดูเจ็บปวดจนไม่อาจขยับเยื่อน จึงกลับกลายเป็นว่าถูกผู้เข้าแข่งขันของอาณาจักรนภาทมิฬล้อมเอาไว้ได้อีกครั้ง ก่อนจะพากันจู่โจมด้วยคลื่นอาคมสีดำทมิฬ


    “ สถานการณ์ทางฝั่งอาณาจักรเมฆครามไม่สู้ดีเลย ยังคงต้องดิ้นรนให้มากว่านี้ แต่ดูท่าคงหมดโอกาสแล้ว ผู้เข้าแข่งขันของอณาจักรนภาทมิฬคงไม่เผยช่องว่างออกมาอีก...”


    แต่แล้ว ภาพในข่ายเวทย์ก็แสดงให้เห็นว่า มีผู้เข้าแข่งขันจากอณาจักรเมฆครามผู้หนึ่งถูกดีดกระเด็นออกมาจากวงล้อม


    “ อะไร!!!... กระเด็นออกมาเช่นนี้ ใช่เป็นถูกฝ่ายเดียวกันซัดฝ่ามืออัดอากาศเข้าให้แล้วหรือไม่? แต่อีแบบนี้ก็เท่ากับหลุดออกมาได้แล้ว อย่างไรต่อ โอ้!! เกล็ดมรกตในมือ อย่างไร? วกตัวถีบทะยานหนีไปแล้ว นี่คือ?...”


    “ ตัวล่อ? โอ้!! ทางฝ่ายผู้เข้าแข่งขันของอณาจักรนภาทมิฬติดตามไปกันแล้ว แสดงว่าเป้าหมายคือเกล็ดมรกตชิ้นนั้น…”


    “ เอาตัวเองเข้าล่อ เพื่อช่วยคลายสถานการณ์ให้สหาย นับเป็นชายหนุ่มที่มากไปด้วยความเสียสละจริงๆ แต่แบบนี้ ดีแล้วหรือ ท้ายสุดเกล็ดมรกตที่อุตส่าห์หามาได้ใยมิใช่ตกเป็นของผู้อื่นไป…”


    ผู้ชมรับชมภาพการไล่ล่าติดตามอย่างตื่นเต้น ชายหนุ่มของอณาจักรเมฆครามผู้นั้นก็มีความเร็วที่ไม่ธรรมดา แม้จะถูกคนมากกว่าติดตามไล่ล่า หากยังคงหลบรอดได้อย่างปลอดภัย 


    กระทั่งที่จุดหนึ่งของการไล่ล่า ที่เกิดการจู่โจมระลอกใหญ่ปะทุขึ้น ผู้ชมกำลังตื่นเต้นกับภาพเหตุการณ์ หากกลับพลันต้องถูกขัดขวางไว้ด้วยสิ่งที่ผู้คนชมดูต้องอึงงัน


    เป็นลำแสงที่สว่างวาบอย่างเจิดจ้าที่กลางเวที ก่อนจะปรากฏเป็นร่างของชายหนุ่มชุดดำ ชายหนุ่ม ที่พอทุกผู้คนตั้งสติมองดู จึงรู้ว่า เป็นชายหนุ่มที่ต่อกรกับกิ้งก่ากัมปนาทผู้นั้น เป็นหานเฟิง


    ผู้คนรอบสนามประลองกลายเป็นเงียบงัน มีเพียงเสียงระเบิดของเวทย์วิชาที่ดังออกมาจากข่ายเวทย์ หากสายตาของผู้คนยามนี้เพียงจับจ้องมองชายหนุ่มผู้มาใหม่ ชายหนุ่มที่ก่อนหนี้ยังต่อสู้ติดพันเป็นตาย ไฉนจึงได้ปรากฏตัว


    กระทั่งที่ชายหนุ่มล้วงหยิบเอาของชิ้นหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ จึงเห็นว่ามันเป็นเกล็ดมรกต


    หานเฟิงยื่นส่งเกล็ดมรกตให้กับพิธีกรผู้นั้น ท่ามกลางสายตาที่มองมาอย่างเงียบงัน ไม่กล่าวคำใด ก็ก้าวเท้าลงจากเวที กลับไปนั่งยังที่พักของตน


    ทุกผู้มองตามจนกระทั่งมั่นนั่ง ก่อนที่คำถามหนึ่งจะดังขึ้นมาที่ข้างตัวของมันเอง


    “ พี่ใหญ่ล้มเจ้ากิ้งก่าตัวใหญ่นั่นได้แล้วใช่หรือไม่?”


    ผู้ถามเป็นซวงเอ๋อร์


    หานเฟิงมองนางกล่าวว่า “ พวกเจ้าไม่เห็น?”


    ซวงเอ๋อร์ส่ายหน้า เรียกเป็นรอยยิ้มกว้างอย่างพอใจจากหานเฟิง “ ล้มแล้ว กิ้งก่าตัวเขื่องถูกพี่ใหญ่ย่างไฟจนไหม้เกรียม”


    เสียงมันมิได้ดัง หากผู้คนโดยรอบที่เงียบงัน ถ้าพอจะมีความสำเร็จอยู่บ้าง ย่อมฟังได้ยิน ดังนั้น จึงกลับกลายเป็นความสงสัย ว่าชายหนุ่มผู้นี้กระทำเช่นไร จึงได้ชัยชนะมา

    คล้ายกับเรื่องเทพสงครามหวนจุติ ที่คุณอ่าน