บทที่ 97 พลังที่คุ้นเคย
ณ สนามประลองที่หนึ่ง เวลานี้ปรากฏร่างสองร่างกำลังยืนประจันหน้ากันอยู่ นั่นก็คือชายหนุ่มกับคู่ต่อสู้ลำดับที่หนึ่งของเขา
“นานมากแล้วนะ ที่ไม่มีใครมาถึงสนามประลองที่หนึ่งนี้”
“เจ้ามีนามว่าอะไร”
เจ้าของเสียงนี้ก็คือคู่ต่อสู้ลำดับที่หนึ่งเบื้องหน้าของชายหนุ่ม คนผู้นี้เป็นบุรุษร่างกายสูงใหญ่ในชุดสีครามความรู้สึกที่คนผู้นี้ปลดปล่อยออกมานั้นทำให้ผู้คนที่พบเจอรู้สึกราวกับว่าตนเองกำลังเผชิญหน้าอยู่กับหน้าผาสูงตระหง่านที่ไม่อาจข้ามได้อย่างไรอย่างนั้น
ใบหน้าของบุรุษผู้นี้ถูกม่านพลังบางอย่างปิดบังเอาไว้ ทำให้ไม่ว่าจะเป็นชายหนุ่มหรือคนอื่นๆ ที่มาดูการต่อสู้ครั้งนี้ก็ไม่สามารถเห็นใบหน้าของบุรุษผู้นี้ได้
“ข้ามีนามว่าหลินตง”
“แล้วเจ้ามีนามว่าอะไร”
ชายหนุ่มที่ได้ยินเช่นนั้นจึงตอบกลับไป พร้อมกับเตรียมตัวรับการโจมตีไปด้วยตัวของชายหนุ่มในตอนนี้ไม่ได้คาดหวังว่าจะคุยกับคู่ต่อสู้ในสนามประลองแห่งนี้แล้ว ก่อนหน้านี้ไม่ว่าใครก็ล้วนแต่ทักทายเขาก่อนและเมื่อเขาตอบไอเจ้าพวกนั้นก็เข้าโจมตีเขาทันที
นั่นจึงทำให้ชายหนุ่มเตรียมตัวต่อสู้ทุกครั้งที่สนทนากับคู่ประลอง ตัวเขาจะต้องเตรียมต่อสู้ไว้ทันที
ทว่าครั้งนี้ชายหนุ่มกลับต้องแปลกใจ เพราะชายตรงหน้าของเขานั้นกลับสนทนาต่อ
“แซ่หลินงั้นรึ ตระกูลของเจ้าเป็นเช่นไรบ้าง”
ชายผู้นั้นเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงสงบ
“ตระกูลของข้าถูกทำลายสิ้นแล้ว ตอนนี้ข้าคือสายเลือดของตระกูลหลินเพียงคนเดียวที่ยังมีชีวิต”
“เป็นเช่นนั้นจริงๆ ด้วย หากเจ้าเฒ่าตระกูลเจ้าเหี้ยมโหดกว่านี้ละก็ผลลัพธ์คงไม่เป็นเช่นนี้ ข้าก็เคยเตือนพวกตาเฒ่าตระกูลเจ้าไปแล้ว”
“เฮ้อๆ”
ชายผู้นั้นเอ่ยพลางส่ายหัวไปมา แต่น้ำเสียงของเขานั้นไม่ได้แสดงความรู้สึกใดๆ ออกมาเลย
“นี่ท่านเป็นใครกัน เหตุใดถึงบอกว่ารู้จักคนของตระกูลข้าแล้วเหตุใดท่านถึงมาอยู่ที่นี่”
ชายหนุ่มเอ่ยถามสิ่งที่ตนสงสัยในทันที
“เจ้าไม่ต้องสนใจหรอก อย่างไรมันก็ผ่านมาแล้ว อีกอย่างข้าก็เป็นแค่ร่างจำแลงที่ถูกสร้างมาจากพลังปราณอันน้อยนิดของร่างต้นเท่านั้นข้าก็ไม่ค่อยรู้อะไรมากนักหรอกเพราะข้าน่ะอยู่ที่นี่มานานมากแล้ว”
“ในการประลองนี้หากเจ้าสามารถรับมือข้าได้หนึ่งก้านธูปและรับกระบวนท่าสุดท้ายของข้าได้เจ้าก็สามารถผ่านไปได้เลย”
สิ้นเสียงชายผู้นั้นไม่รออันใดอีก พุ่งเข้าไปซัดหมัดใส่ชายหนุ่มในทันที
ชายหนุ่มที่เตรียมพร้อมกับสถานการณ์แบบนี้ไว้อยู่แล้ว และกำลังจะชักดาบออกมา เพียงพริบตาเดียวหมัดธรรมดาๆ ที่อัดแน่นไปด้วยพลังปราณของชายผู้นั้นก็ได้ซัดเข้ามาที่ชายโครงของชายหนุ่มเข้าอย่างจัง
“อั๊ก”
ชายหนุ่มถึงกับกระอักออกมาพร้อมกับร่างที่กระเด็นออกไปไกล
ไม่รอให้ร่างของชายหนุ่มได้หยุดนิ่ง ร่างของชายผู้นั้นก็ได้มาปรากฏขวางทางที่ชายหนุ่มกำลังลอยไป พร้อมๆ กับซัดกำปั้นเข้าใส่ชายหนุ่มอีกครั้ง
ราวกับภาพฉายซ้ำร่างของชายหนุ่มได้ถูกซัดกระเด็นลอยกลับไปทางเดิมอย่างรวดเร็ว
“ยังเหลือเวลาอีกนานเลยนะ หากเป็นเช่นนี้เจ้ารับมือข้าได้ไม่ถึงหนึ่งก้านธูปแน่ๆ”
ชายผู้นั้นเอ่ยขึ้นพร้อมๆ กับที่พุ่งเข้าใส่ชายหนุ่มอีกครั้ง
ทว่าครั้งนี้ชายหนุ่มนั้น สามารถตั้งหลักได้แล้วหลังจากที่โดนซัดกระเด็นไปมา
ประกายดาบฉายวาบออกมา ก่อนที่วิชาดาบของชายหนุ่มจะถูกปลดปล่อยตามไป
“หยินผนึกสวรรค์!!!”
เมื่อกระบวนท่านี้ถูกปลดปล่อยออกไป รัศมีดาบที่วิชามรรคนี้ปล่อยออกมาทำให้ชายผู้นั้นหยุดชะงักไปครึ่งลมหายใจ ใช่แล้วเพียงครึ่งลมหายใจเท่านั้น ก่อนที่ครึ่งลมหายใจต่อมากำปั้นของอีกฝ่ายจะมาปรากฏต่อหน้าของชายหนุ่ม
ชายหนุ่มตกตะลึงเป็นอย่างมาก ตั้งแต่ตัวของชายหนุ่มสร้างวิชามรรคดาบนี้มาและใช้มาหลายต่อหลายครั้งต่อให้ศัตรูจะแข็งแกร่งแค่ไหนขอเพียงแค่อยู่ในระดับเดียวกัน เมื่อโดยดาบหยินผนึกสวรรค์เข้าไปอย่างน้อยคนผู้นั้นก็หยุดชะงักสองถึงสามลมหายใจเป็นอย่างน้อย
แม้กระทั่งสตรีในสนามประลองที่สิบที่ชายหนุ่มยอมรับว่ารับมือได้ยากที่สุดก็ยังหยุดชะงักนานกว่าชายตรงหน้าเขาในตอนนี้
นี่มันแทบจะไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิง เวลาเพียงครึ่งลมหายใจกับคู่ต่อสู้ที่ฝีมือเหนือกว่าขนาดนี้ ตัวเขาจะไปทำอะไรทันกันเล่า
เหมือนจะผ่านไปนาน ทว่าสิ่งที่ชายหนุ่มคิดอยู่นี่ใช้เวลาเพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้น ก่อนที่หมัดของชายผู้นั้นจะส่งร่างของชายหนุ่มกระเด็นลอยไปอีกครั้ง
และแล้วสถานะกระสอบทรายของชายหนุ่มก็ดำเนินต่อไปจนครบหนึ่งก้านธูป ก่อนที่ชายผู้นั้นจะหยุดมือ
“ต่อไปเป็นกระบวนท่าสุดท้ายของข้า”
“เตรียมตัวให้ดีล่ะ ข้าลืมบอกเจ้าไปหากเจ้าพลาดแพ้ข้าในสนามประลองนี้ เจ้าก็จะไม่มีสิทธิ์ท้าข้าประลองเป็นครั้งที่สองแล้ว เตรียมใช้ทั้งหมดที่เจ้ามีมาซะ”
สิ้นเสียง ด้านหลังของชายผู้นั้นปรากฏเป็นลมปราณหลายสายก่อตัวเป็นหอกลมปราณที่ผสมพลังธาตุต่างๆ นับร้อยเล่ม กลิ่นอายที่หอกเหล่านั้นปล่อยออกมานั้นให้ความรู้สึกคุ้นเคยบางอย่างแก่ชายหนุ่ม
ชายหนุ่มเองในตอนนี้นั้น ตัวเขาก็เริ่มโคจรพลังปราณเพื่อสำแดงวิชามรรคตอบโต้ไว้แล้วหลังจากที่โดนชายผู้นั้นทุบตีมายกใหญ่
“เหตุใดวิชามรรคของชายผู้นี้ถึงให้ความรู้สึกคุ้นเคยกับข้าเช่นนี้นะ”
ชายหนุ่มคิดกับตัวเองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกลับมาให้ความสนใจกับการโจมตีเบื้องหน้า
เวลานี้ชายหนุ่มสลัดความคิดทั้งหมดในหัวของเขาและให้ความสนใจกับการโจมตีที่กำลังจะเข้ามา และเป็นเวลาเดียวกันที่แรงกดดันทั่วสนามประลองเพิ่มขึ้นมาอย่างกะทันหัน
ชายหนุ่มในตอนนี้ได้เผาผลาญโลหิตบริสุทธิ์ของตนเอง เพื่อจะใช้วิชามรรคห้าจักรพรรดิสี่ทิศให้ทรงพลังมากที่สุด ที่ผ่านมานั้นหากไม่นับการเผชิญหน้ากับจ้าวโลหิต ก็มีเพียงแค่ตอนสู้กับเจ้ามังกรทมิฬเท่านั้นที่ทำให้ชายหนุ่มเข้าขั้นวิกฤตมากที่สุด
และในครั้งนั้นทำให้ชายหนุ่มถึงกับต้องเผ่าผลาญพลังชีวิตของตัวเองซึ่งนั้นมันร้ายแรงกว่าการเผาผลาญโลหิตบริสุทธิ์เป็นไหนๆ และใช้เวลานานมากกว่าในการฟื้นฟูและถ้าหากเผาผลาญมากเกินไปก็อาจจะสูญเสียพลังชีวิตนั้นไปถาวร
แต่ผลลัพธ์ของการเผ่าผลาญโลหิตบริสุทธิ์นั้นก็ต้องแลกมาด้วยการที่ชายหนุ่มจะต้องพักรักษาโลหิตบริสุทธิ์ให้กลับมาดังเดิมอีกพักใหญ่ๆ แต่ก็จะทำให้พลังของร่างจำแลงสัตว์เทพทั้งห้ามากขึ้นกว่าเดิมอย่างมาก ชายหนุ่มจึงเลือกที่จะใช้วิธีนี้เป็นลำดับสุดท้ายลองจากเผาผลาญพลังชีวิตอยู่เสมอ ไม่เช่นนั้นหากเจอสถานการณ์เหมือนตอนสนามรบร้อยดินแดนตัวเขาก็จะขาดไพ่ตายไปอีกหนึ่งใบ
แต่สถานการณ์ตอนนี้ อาจจะไม่อันตรายถึงชีวิตแต่ชายหนุ่มก็ไม่สามารถแพ้ได้เช่นกัน ลางสังหรณ์ของเขามันบอกว่าหากพลาดโอกาสนี้ไปตัวเขาจะพลาดสิ่งสำคัญมากๆ ไป
เวลานี้ร่างจำแลงสัตว์เทพทั้งห้าก็ได้ปรากฏตัวต่อหน้าสายตาของทุกผู้คนแล้ว ทว่าร่างจำแลงในครั้งนี้อัดแน่นไปด้วยกฎสวรรค์มากกว่าครั้งไหนๆ
ในด้านของชายผู้นั้นที่เห็นชายหนุ่มสำแดงวิชามรรคนี้ ก็ยกยิ้มขึ้นมา
“ข้าไม่ได้เห็นวิชานี้มานานแค่ไหนแล้วนะ แต่น่าเสียดายที่สายเลือดของเจ้ายังคงไม่ตื่นขึ้นมาจริงๆ”
“รับการโจมตีสุดท้ายของข้า”
สิ้นเสียง หอกลมปราณพลังธาตุนับร้อยด้านหลังของชายผู้นั้นได้ถาโถมมาทางชายหนุ่มในทันที
ชายหนุ่มที่เห็นการโจมตีที่พุ่งเข้ามา เขาก็สัมผัสได้ถึงอันตรายระดับเดียวกับตอนเผชิญหน้ากับเหล่าจอมยุทธ์ระดับจ้าวดินแดนของสำนักราชสีห์คลั่งเลยก็ว่าได้
ทั้งๆ ที่อีกฝ่ายเป็นจอมยุทธ์ระดับเดียวกันแท้ๆ
ไม่รอช้าชายหนุ่มได้สำแดงวิชามรรคเพลิงมังกรผลาญสวรรค์ ก่อตัวเป็นมังกรเพลิงขนาดใหญ่พุ่งเข้าสกัดหอกพวกนั้นเป็นด่านแรก ทว่าเพียงอึดใจเดียวการโจมตีของชายหนุ่มก็ถูกทำลาย
“เหตุใดถึงถูกทำลายง่ายดายเช่นนี้”
ชายหนุ่มอุทานออกมา ก่อนที่จะสำแดงวิชามรรคดาบทั้งสามกระบวนท่าออกไป ดาบหยินผนึกสวรรค์หยุดการถาโถมเข้ามาของหอกเหล่านั้นได้เพียงครู่เดียว ในขณะที่ดาบหยางสะบั้นภพก็ทำลายหอกพวกนั้นได้หลายเล่ม และดาบสุดท้ายหยินหยางหวนคืนคือดาบที่สร้างความเสียหายให้หอกพวกนั้นได้มากที่สุด
ในตอนนี้หอกที่เหลือก็มีเพียงห้าสิบกว่าเล่มเท่านั้น ชายหนุ่มโคจรพลังปราณและขับเคลื่อนโลหิตในร่างตัวเองอย่างสุดกำลัง ก่อนที่ร่างของสัตว์เทพทั้งห้าจะเข้าปะทะกับหอกทั้งห้าสิบกว่าเล่มนั้น
แรงระเบิดของการปะทะทำให้พื้นผิวของการประลองถูกทำลายกลายเป็นฝุ่นบดบังทัศนะวิสัยของทุกผู้คนจนมิด
เมื่อเวลาผ่านไปฝุ่นควันพวกนั้นจึงค่อยๆ จางลง เผยให้เห็นร่างของชายผู้หนึ่งที่ยืนนิ่งไม่ไหวติง คนผู้นั้นก็คือชายไร้หน้านั่นเอง และตรงข้ามกับชายผู้นั้นไม่ไกลมากนัก ก็ปรากฏร่างของชายหนุ่มที่มีบาดแผลน้อยใหญ่ทั่วร่างกายเสื้อผ้าของชายหนุ่มขาดรุ่งริ่งไม่ต่างจากผ้าขี้ริ้ว
“หอกนั่นของท่าน มีพลังที่เหมือนกับพลังของสหายทั้งสองของข้า ท่านเป็นผู้ใดกันแน่”
สิ้นเสียงของชายหนุ่ม ดวงตาของเขาก็ค่อยๆ ปิดลงและก่อนที่ร่างของเขาจ
ะล้มลงพลังปราณสายหนึ่งก็ได้มาห่อหุ้มตัวของชายหนุ่มไว้ก่อนที่จะพาร่างของชายหนุ่มหายไปจากที่แห่งนี้
จากผู้เขียน: สวัสดีทุกท่านด้วยนะครับ ต้องขออภัยที่ผมหยุดไปหนึ่งอาทิตย์นะครับ ช่วงนั้นผมมีปัญหาสุขภาพและปัญหาอื่นๆ เต็มไปหมด เลยทำให้ไม่สามารถมาเขียนได้ทัน ต้องขออภัยในความล่าช้าด้วยนะครับ ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามนะครับ????????????
ติดตามฉบับนิยายเสียงได้ที่ Novel time studio