ตติรัตน์มองหน้าหล่อเหลาคมเข้ม แล้วมองเมินไปอีกฝั่งอย่างมีแง่งอน ก็เขาทำให้เธอเจ็บทั้งกายเจ็บทั้งใจ และแถมยังเกือบทำให้แท้งลูกอีก จะให้เธอหายโกรธหายงอนง่ายๆ ได้ยังไงกันล่ะ เดี๋ยวเขาก็ได้ใจสิ
“หันมาคุยกันดีๆ ได้ไหม รัตน์!!......”
ภูเวศน์เดินมายืนติดกับเตียงนอนคนไข้ ยื่นมือใหญ่ไปจับปลายคางเล็ก ให้ใบหน้าสวยหวานหันมามองสบประสานสายตากันและกัน แต่ถึงจะหันมามองกันและกันอย่างนั้น คนตัวเล็กก็มิวายทำหน้าบูดหน้าบึ้งเง้างอนให้เห็นอยู่อย่างนั้น
“ให้ตายสิ!!.... พี่น่ะงอนง้อใครไม่เป็นหรอกนะ ตั้งแต่เล็กจนโตมา พี่ก็ไม่เคยต้องงอนง้อใครเลยสักคน...... พี่ขอโทษ ขอโทษที่ทำให้เจ็บ ขอโทษที่ทำให้มีน้ำตา ขอโทษกับทุกสิ่งที่พี่ทำ รัตน์หายโกรธหายงอนพี่เถอะนะ ต่อจากนี้ไปพี่จะไม่ทำให้รัตน์เจ็บอีก คืนดีกันนะเมียจ๋า!!......”
ภูเวศน์กล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้ม เว้าวอน ทั้งคำพูด น้ำเสียง และสายตาที่มองสบประสานกัน ซึ่งคำพูดและการกระทำของคนตัวโต ที่อยู่ มันช่างแตกต่างจากแต่ก่อนลิบลับ ตติรัตน์มองใบหน้าหล่อเหลาคมเข้มอย่างไม่น่าเชื่อ และก็ไม่รู้แล้วว่าจะเชื่อเขาได้สักกี่มากน้อย กับคำพูดของเขาที่พูดมานี้
แต่ถึงจะเชื่อได้หรือเชื่อไม่ได้ หรือถึงเขาจะพูดไปงั้นๆ พูดดีทำดีเฉพาะแค่ในระยะสั้นๆ นี้ เธอก็ควรจะเชื่อเขาใช่ไหม เพราะยังไงเสีย เขาก็ขึ้นชื่อว่าเป็นสามีของ และตอนนี้ก็พ่วงตำแหน่งพ่อของลูกเธอด้วย หากเธอไม่เชื่อคำพูดของเขาแล้ว เธอกับเขาคงจะอยู่ด้วยกันไม่มีความสุข วันๆ หนึ่งก็คงจะมีแต่เรื่อง มีแต่ปัญหาอยู่ร่ำไป
“จริงๆ นะ จะไม่ทำให้รัตน์เจ็บอีกจริงๆ นะ!!??......”
ตติรัตน์ถึงจะมีคำถาม ถามตัวเองอยู่ภายในใจ แต่ด้วยคำพูดของคนตัวโต ที่บอกว่าเขาไม่เคยงอนง้อใคร แต่มาตอนนี้เขากำลังง้อเธอ ซึ่งนั้นก็หมายความว่าเธอเป็นคนแรกที่เขาง้อ จึงทำให้หัวใจพองโตคับแน่นในอกได้เหมือนกัน และทำให้น้ำตาไหลล้นเอ่อ ออกมาอาบสองข้างแก้มนวลเนียนใสด้วยอีกต่างหาก
“จริงสิ!!...... พี่ขอโทษ ขอโทษที่เกือบจะทำให้ลูกของเราแท้ง”
ซึ่งประโยคนี้ชายหนุ่ม กลั่นออกมาจากหัวใจแห่งความสำนึกผิดโดยแท้ ที่เป็นเช่นนั้นเพราะรับรู้ได้จากสายตาแห่งความเจ็บปวด ที่เขามองมาด้วยตาแดงๆ อยู่ภายใน และนั้นก็ทำให้ตติรัตน์ปล่อยโฮ สะอื้นไห้ออกมาอย่างหนัก อย่างไม่คิดจะอาย
“ไม่เอานะ อย่าร้องไห้อีกเลยนะ คนดีของพี่ เดี๋ยวลูกของเราจะร้องไห้ตามนะ”
ภูเวศน์ดึงร่างบางมากอดไว้แนบอกแกร่ง ทั้งพูดปลอบประโลม ทั้งกดจุมพิตลงไปที่กลุ่มเส้นผม ส่วนมือใหญ่ก็ลูบแผ่นหลังบอบบางไปมาเบาๆ เพื่อให้คนตัวเล็กที่กำลังร้องไห้สะอึกสะอื้นหนักอยู่นี้ผ่อนคลายลง
ตติรัตน์ไม่คิดจะขัดขืนใดๆ หนำซ้ำยังสวมกอดกายแกร่งตอบกลับ อย่างต้องการได้รับความอบอุ่นจากคนตัวโต โดยคนตั้งสองสวมกอดกันอยู่อย่างนั้น จนกระทั่งร่างบางค่อยๆ ผ่อนเสียงสะอื้นไห้ และอาการสั่นเทิ้มนั้นเรื่อยๆ จนในที่สุดเสียงสะอื้นก็หายไป ร่างที่สั่นเทิ้มกลับนิ่งเป็นปกติ
ภูเวศน์จับปลายคางเล็กให้เงยหน้าขึ้นมามองสบประสานสายตากันอีกครั้ง ค่อยๆ โน้มใบหน้าหล่อเหลาคมเข้มลงไปใกล้ๆ ใบหน้าสวยหวานช้าๆ จนปากอันร้อนรุ่มของเขาเข้าประกบปิดปากบางอวบอิ่ม
ปากอันร้อนรุ่มจูบแทะเล็กไปรอบๆ ริมฝีปากบางอวบอิ่มอย่างนุ่มนวล ราวกับปีกผีเสื้อกำลังโบยบิน พอจูบวนรอบแล้ว ก็ค่อยๆ สอดลิ้นสากร้อนลื่นเข้าไปในโพรงปากเล็ก โดยที่คนตัวเล็กก็เผยปากรับแต่โดยดี และทั้งยังจูบตอบคนตัวโตกลับไปด้วยอีกต่างหาก
“อือออ!!...... พี่ภู รัตน์อยากเข้าห้องน้ำค่ะ”
คนทั้งสองจูบอยู่อย่างนั้นเป็นนาน ซึ่งในจังหวะหนึ่ง ติรัตน์ดันถอยปากบางอวบอิ่มออกจากปากอันร้อนรุ่ม กล่าวบอกคนตัวโตอย่างอายๆ ที่เธอเกิดอยากเข้าห้องน้ำแบบปัจจุบันทันด่วนขึ้นมา
“หึหึ!!...... ได้สิ”
ภูเวศน์ผละกายแกร่งออกห่างจากร่างบาง แต่ไม่ใช่ว่าห่างออกไปเลย เขายังคงช่วยหญิงสาวให้ลงจากเตียงนอนคนไข้ และแถมยังโอบกอดพยุงร่างบาง พาเดินไปยังห้องน้ำ และหากหญิงสาวไม่ห้ามเอาไว้ซะก่อน เขาก็จะเข้าไปในห้องน้ำด้วยล่ะนั้น แต่กระนั้นเขาก็ยืนรออยู่ที่หน้าห้องน้ำจนเจ้าหล่อนเปิดประตูออกมา และเข้าประคองพากลับมาขึ้นเตียงนอนคนไข้ตามเดิม
๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓