บทที่ 26 ความยินดีที่เหนือความคาดหมาย
ไม่ว่าจะเป็การรักษาด้วยการแพทย์แผนจีนหรือการแพทย์แผนปัจจุบัน หมอจะเพียงแค่จ่ายใบสั่งยาให้คนไข้กลับไปกินยาอย่างเดียวไม่ได้ การบอกคนไข้ว่าตนเองเป็โรคอะไรและทำไมถึงต้องกินยาแบบนี้ คือพื้นฐานที่สำคัญที่สุด
หมอไม่จำเป็ต้องอธิบายหลักการเกิดโรคหรือแผนการรักษาในเชิงวิชาการให้คนไข้ฟัง แต่ความรู้พื้นฐานจำเป็ต้องบอกให้ทราบ
"อาการนี้เกิดจากหลายปัจจัยประกอบกัน อาการท้องผูกเรื้อรังทำให้ลำไส้ใหญ่ขาดแรงบีบตัว อีกทั้งม้าม กระเพาะ และไตที่พร่องยังส่งผลให้ลำไส้แห้งขาดน้ำหล่อเลี้ยง นอกจากนี้ในร่างกายของคุณยังมีปราณเย็นสะสมอยู่ ความเย็นที่สะสมจะทำให้แรงบีบตัวของกระเพาะอาหารไม่เพียงพอ จนเกิดการสะสมของสิ่งตกค้างในลำไส้ หลังจากกลับไปแล้วให้กินยาตามใบสั่ง งดกินอาหารดิบและของเย็น รวมถึงลดปริมาณผลไม้ลงด้วย"
แพทย์ประจำบ้านหลี่มองดูใบสั่งยา และค่อย ๆ เริ่มเข้าใจเมื่อเทียบกับคำอธิบายของฟางหาน
ใบสั่งยาที่ฟางหานจ่ายให้นั้นเป็ตำรับยาชื่อดังใน 'คัมภีร์ซางหานลุ่น' ซึ่งเป็ตำรับยากุ้ยจือที่ปรับเปลี่ยนสัดส่วน โดยมุ่งเน้นไปที่อาการหยางของหัวใจและไตพร่อง และลำไส้ขาดแรงบีบตัวของคนไข้โดยเฉพาะ
ในจำนวนนั้น ฟางหานเพิ่มปริมาณโกฐเขมาขาวดิบเป็ 60 กรัม ซึ่งถือว่าใช้ในปริมาณที่มากเป็พิเศษ จุดประสงค์คือการใช้โกฐเขมาขาวดิบที่มีไขมันสูงเพื่อสร้างน้ำหล่อเลี้ยงและบำรุงม้าม ให้ความอบอุ่นแก่ลำไส้ ในขณะเดียวกันโกฐเขมาขาวดิบยังมีฤทธิ์บำรุงม้ามและกระเพาะอาหาร และช่วยเสริมพลังปราณเพื่อขจัดความชื้นสะสม
ที่แพทย์ประจำบ้านหลี่ดูใบสั่งยาของฟางหานไม่ออกในตอนแรก เป็เพราะเขาไม่เข้าใจกลไกพยาธิสภาพของโรค แต่หลังจากที่ฟางหานอธิบายเขาก็เข้าใจทันที หลักเภสัชวิทยาพื้นฐานนั้นแพทย์ประจำบ้านหลี่เข้าใจอยู่แล้ว เมื่อม้ามและกระเพาะอาหารถูกทำลาย การใช้โกฐเขมาขาวดิบที่มีรสหวานและอุ่นเพื่อบำรุงจึงเป็สิ่งที่ควรกระทำ และเมื่อพลังของม้ามแข็งแรงขึ้น ปราณบริสุทธิ์ก็จะลอยสูงขึ้น ส่วนปราณขุ่นจะถูกขับลงด้านล่างตามกลไกธรรมชาติ
ขณะที่แพทย์ประจำบ้านหลี่เริ่มเข้าใจ แต่คนไข้กลับยังไม่ค่อยคลายสงสัย "กินผลไม้ให้น้อยลงเหรอครับ? หมอคนอื่นมักบอกให้กินผลไม้เยอะ ๆ โดยเฉพาะกล้วยหอมที่ช่วยหล่อลื่นลำไส้ไม่ใช่เหรอครับ? อีกอย่าง ในผลไม้ยังมีวิตามินสูงด้วยนะ"
ฟางหานยิ้มบาง ๆ "คุณทนทุกข์กับโรคนี้มานานพอสมควรแล้ว หากการกินผลไม้ตลอดทั้งวันช่วยได้จริง อาการท้องผูกของคุณคงหายไปนานแล้วไม่ใช่เหรอครับ?"
คนไข้ชะงักไปและไม่ได้พูดอะไรออกมาอีก
บางครั้งต่อให้พูดจาดีเพียงใด ก็ต้องวัดกันที่ผลการรักษา วิตามินสูงหรือกล้วยช่วยหล่อลื่นลำไส้นั้น หากได้ผลถึงจะนับว่ามีความหมาย แต่ถ้ากินเข้าไปแล้วไม่เกิดผลดี จะกินต่อไปให้เกิดประโยชน์อะไร?
"วิตามินเป็นิยามของการแพทย์แผนปัจจุบัน ในการแพทย์แผนจีนเราพิจารณาจากสี่ปราณห้ารส ความอุ่น ความเย็น และความร้อน คุณลองดูเล็บมือของคุณสิครับ มันเริ่มเขียวคล้ำนั่นพิสูจน์ว่ามีปราณเย็นในร่างกายมากเกินไป คุณจึงห้ามััของเย็นเด็ดขาด แม้ตอนนี้อากาศจะร้อน แต่ผลไม้ส่วนใหญ่จัดเป็อาหารฤทธิ์เย็น
ต่อให้วิตามินจะดีแค่ไหน คุณก็ต้องมีความสามารถในการดูดซึมและย่อยมันเสียก่อน ตอนนี้ในร่างกายคุณมีปราณเย็นสะสมอยู่ หากกินของดิบและของเย็นจะยิ่งทำให้อาการหนักขึ้น แม้โสมคนจะมีสรรพคุณบำรุงสูงมาก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกโรคจะรักษาได้ด้วยโสมคนเพียงอย่างเดียวไม่ใช่เหรอ?"
คนไข้เงยหน้าขึ้นมองฟางหาน หมอหนุ่มคนนี้ดูสุขุมเยือกเย็น และพูดจาตรงไปตรงมาโดยไม่รักษาหน้าเลยสักนิด
"กลับไปกินยาตามใบสั่ง และระมัดระวังข้อห้ามอย่างเคร่งครัด หากกินยาครบสามชุดแล้วยังไม่ได้ผลค่อยกลับมาหาผม ผมชื่อฟางหาน" ฟางหานยืนขึ้นและเอ่ยลา
แพทย์ประจำบ้านหลี่รีบลงบันทึกเวชระเบียนและเซ็นชื่อลงบนใบสั่งยา ก่อนจะส่งให้คนไข้ไปรับยาตามขั้นตอน
คนไข้ถือใบสั่งยาเดินออกไปและได้พบกับเหมียวต้าหลง โดยปกติแล้วหากภารกิจไม่ล้นมือนัก เมื่อรู้ว่าฟางหานเป็ผู้รักษา เหมียวต้าหลงจะเข้ามาตรวจสอบเสมอ ส่วนหนึ่งเพื่อประเมินศักยภาพของฟางหาน และอีกส่วนคือเพื่อความถูกต้องแม่นยำเพื่อความมั่นใจ
"รักษาเสร็จเรียบร้อยแล้วเหรอ?"
หมอเหมียวพยักหน้าทักทายคนไข้ "ขอผมตรวจสอบใบสั่งยาหน่อย"
ชายวัยกลางคนเห็นหมอเหมียวดูมีาุโกว่า จึงรีบยื่นใบสั่งยาให้ทันทีเพราะเชื่อมั่นว่านี่คือระดับหัวหน้า
หมอเหมียวรับใบสั่งยามาพิจารณาเพียงแวบเดียวก็ชะงักไปโดยสัญชาตญาณ ใบสั่งยาของฟางหานเขียนได้อย่างเป็ระบบระเบียบมาก เริ่มจากระบุอาการ ตามด้วยการวินิจฉัยแยกโรค ต่อด้วยตำรับยา และปิดท้ายด้วยข้อปฏิบัติอย่างชัดเจน
โดยไม่ต้องตรวจคนไข้ด้วยซ้ำ แค่เห็นใบสั่งยาเพียงอย่างเดียว ก็สามารถมองเห็นพยาธิสภาพของโรคทั้งหมดได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
ไม่ว่าแพทย์แผนจีนคนไหนทำการรักษา ก็ต้องวินิจฉัยตามอาการของคนไข้ คำบอกเล่า และชีพจร จากนั้นจึงจ่ายยาตามอาการ หากการวินิจฉัยของฟางหานแม่นยำ หรือข้อมูลอาการนั้นถูกต้อง ใบสั่งยานี้ก็นับว่าสมบูรณ์แบบจนไม่สามารถแก้ไขอะไรเพิ่มได้อีกแล้ว
วินิจฉัยได้เฉียบคม ใช้ยาได้อย่างเชี่ยวชาญ แม้แต่หมอเหมียวเอง หากเป็คนจ่ายยาก็คงไม่มีใบสั่งยาที่สมบูรณ์แบบเท่าฟางหาน
"ขอผมตรวจชีพจรหน่อยครับ" เหมียวต้าหลงยื่นมือออกไป คนไข้ให้ความร่วมมือเป็อย่างดี ขณะจับชีพจรเหมียวต้าหลงก็สังเกตสีหน้าและอาการของคนไข้ไปพร้อมกัน
"อืม ไม่มีปัญหาอะไร ไปรับยาได้เลยครับ" เหมียวต้าหลงปล่อยข้อมือและพยักหน้าอย่างพอใจ ในด้านการวินิจฉัย ฟางหานทำได้อย่างแม่นยำไร้ที่ติจริง ๆ
เ้าหนุ่มนี่เก่งกาจราวกับปีศาจเลยทีเดียว
เมื่อมองส่งคนไข้เดินจากไป เหมียวต้าหลงยืนนิ่งอยู่ที่หน้าห้องตรวจด้วยสีหน้าทึ่ง ยิ่งรู้จักฟางหานมากเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งพบว่าสิ่งที่เขารู้เกี่ยวกับเด็กหนุ่มคนนี้เป็เพียงยอดูเาน้ำแข็งเท่านั้น ดูเหมือนฟางหานจะรู้แจ้งในทุกสรรพวิชา และฝีมือก็ไม่ธรรมดาเลยจริง ๆ
คนไข้ที่มีอาการท้องผูกเมื่อครู่ หากพูดกันตามตรง ถ้าไม่ใช่เพราะได้เห็นการวินิจฉัยของฟางหาน ต่อให้เขาระดมสมองลงมือเองก็ใช่ว่าจะจัดการได้เบ็ดเสร็จรวดเร็วเพียงนี้
ในฐานะหมอแผนกฉุกเฉิน เหมียวต้าหลงไม่ได้เชี่ยวชาญไปเสียทุกด้าน สิ่งที่เขาถนัดที่สุดยังคงเป็การปฐมพยาบาลในภาวะวิกฤต
ในสายตาของเหมียวต้าหลง ฝีมือของฟางหานในตอนนี้อยู่ในระดับที่สามารถประจำการที่แผนกอายุรกรรมได้อย่างเต็มภาคภูมิแล้ว
ภายในห้องตรวจ แพทย์ประจำบ้านหลี่กำลังขอคำชี้แนะอย่างนอบน้อม "คุณหมอฟาง เคสเมื่อสักครู่นี้คลาสสิกมาก คุณคำนึงถึงทุกปัจจัยรอบด้านเลย"
อู๋เหล่ยพูดแทรกขึ้นมา "ฟางหาน ช่วยถ่ายทอดวิชาให้พวกเราบ้างเถอะ การต้องมานั่งเป็ตัวประกอบแบบนี้ เมื่อไหร่พวกเราจะเก่งขึ้นได้ล่ะ"
หลินกวางเลี่ยงและฉินซีหร่านต่างก็มีความรู้สึกในทิศทางเดียวกัน
พวกเขาจินตนาการไม่ออกว่านักศึกษาแพทย์ฝึกงานในแผนกอื่นจะเป็อย่างไร แต่หลังจากมาที่แผนกฉุกเฉินได้ไม่กี่วัน พวกเขากลับรู้สึกว่าเป็เพียงตัวประกอบไร้บทบาท เพราะต้องเดินตามหลังฟางหานอยู่ตลอดทั้งวัน อย่าว่าแต่จะลงมือรักษาเลย แม้แต่จะช่วยหยิบจับอะไรก็ยังทำได้ไม่ดีนัก
คำสอนที่เหมียวต้าหลงเคยบอกแพทย์ประจำบ้านหลี่ก่อนหน้านี้แม้จะมีเหตุผล แต่หากนำมาใช้กับพวกอู๋เหล่ย มันก็มีข้อจำกัดอยู่บ้าง
การติดตามหมอเฉพาะทางหรือแพทย์ประจำบ้านรุ่นพี่ นักศึกษาแพทย์ฝึกงานยังมีโอกาสได้รับมอบหมายงานเล็ก ๆ น้อย ๆ และหากแสดงฝีมือได้ดี ก็อาจจะได้รับโอกาสให้ลงมือฝึกฝนจริง
แต่การติดตามฟางหานนั้นต่างออกไป ฟางหานเองก็ยังมีสถานะนักศึกษาแพทย์ฝึกงาน และยังไม่มีสิทธิ์ในการสั่งยาอย่างเป็ทางการ แล้วจะให้พวกเขาลงมือปฏิบัติได้อย่างไร?
แน่นอนว่านี่ไม่ใช่ปัญหาหลัก ตราบใดที่ฟางหานยินดีสอน และมีหมอเหมียวกับฟางหานคอยตรวจสอบอยู่เื้ั แต่ตัวฟางหานเองก็้าโอกาสในการเรียนรู้เช่นกัน
ฟางหานรู้สึกกระอักกระอ่วนใจ เขาจะถ่ายทอดประสบการณ์ออกมาได้อย่างไร ในเมื่อความรู้และความสามารถทั้งหมดนั้นมาจากระบบ
หมอเหมียวผลักประตูเข้ามาแล้วหัวเราะร่า "พวกเธอเริ่มรู้สึกว่าการแพทย์แผนจีนมันยากเกินไปแล้วใช่ไหม?"
หลายคนพยักหน้ารับหงึก ๆ ราวกับลูกไก่จิกข้าว มันยากเกินความคาดหมายไปมากจริง ๆ แม้จะเรียนในมหาวิทยาลัยมาหลายปีและมีผลการเรียนอยู่ในลำดับต้น ๆ แต่พอมาเผชิญหน้ากับสถานการณ์ในโรงพยาบาลจริง กลับพบว่าตนเองแทบจะไม่รู้อะไรเลย
หมอเหมียวหาเวลาว่างได้ยากและวันนี้อารมณ์ดีเป็พิเศษ เขาจึงทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ แพทย์ประจำบ้านหลี่รีบจัดหาแก้วน้ำมาเทส่งให้ทันที นักศึกษาแพทย์ฝึกงานทั้งสามคนถึงกับตะลึง ไม่แปลกใจเลยว่า เหตุใดหมอหลี่ถึงได้ก้าวขึ้นเป็แพทย์ประจำบ้าน ดูสายตาที่เฉียบคมและไหวพริบนั่นสิ
เหมียวต้าหลงจิบน้ำอึกหนึ่งก่อนจะกล่าวต่อ "จริง ๆ แล้วหากพวกเธอตั้งใจพินิจให้ดี การแพทย์แผนจีนไม่ได้ยากจนเกินเอื้อม พื้นฐานการวินิจฉัยแยกโรคพวกเธอมีความเข้าใจดีอยู่แล้ว ตอนนี้สิ่งที่ต้องทำคือการเชื่อมโยงทฤษฎีในตำราเข้ากับการปฏิบัติหน้างานจริง
ยกตัวอย่างเช่น การตรวจทั้งสี่ของการแพทย์แผนจีน ทักษะการมองตรวจ ทั้งท่าทาง แววตา รูปร่าง สีหน้า ผิวพรรณ เล็บ เส้นผม ลิ้น และปัจจัยอื่น ๆ
ตอนที่พวกเธอเรียนในสถาบัน ท่าทางแบบไหนบ่งบอกอาการบกพร่องใด สีหน้าแบบใดแทนความผิดปกติส่วนไหน สิ่งเหล่านี้มีสอนไว้ชัดเจนอยู่แล้ว ในโรงพยาบาล พวกเธอต้องนำมาเชื่อมโยงกับการปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง เมื่อเห็นคนไข้ก็ต้องประยุกต์ใช้ในทันที
อันดับแรก เมื่อคนไข้ก้าวเข้ามา ไม่ว่าหมอเฉพาะทางจะรักษาอย่างไร พวกเธอต้องมีความเห็นเป็ของตัวเองก่อน จากนั้นนำความเห็นนั้นไปเปรียบเทียบกับความเห็นของอาจารย์ผู้สอน หากตรงกันก็พิสูจน์ได้ว่าการวินิจฉัยถูกต้อง แต่หากผิดพลาด ให้ย้อนกลับมาดูว่าเรามองข้ามจุดไหนไป?
ยกตัวอย่างคนไข้เมื่อครู่นี้ เล็บสีเขียวคล้ำ คือมีปราณเย็นสะสมในร่างกาย เมื่อพวกเธอเห็นเล็บคนไข้เป็อย่างแรก ได้วินิจฉัยแบบนี้ออกมาไหม หากทำได้ แสดงว่าพวกเธอเดินมาถูกทาง ครั้งหน้าหากเจอเคสที่คล้ายคลึงกันนี่แหละคือประสบการณ์สะสม แต่หากมองไม่ออก ก็จดจำไว้... พื้นฐานเหล่านี้คือหลักการที่คงที่ หมอทุกคนใช้เกณฑ์เดียวกัน ไม่ใช่ว่าหากเธอเห็นเล็บเขียวแล้วแปลว่ามีปราณเย็น แต่พอหมอเฉพาะทางเห็นแล้วจะกลายเป็อย่างอื่น
เกณฑ์การวินิจฉัยด้วยการมอง การดม การฟัง การถาม และการคลำชีพจรของการแพทย์แผนจีนนั้นเป็มาตรฐานเดียวกันสำหรับทุกคน มันเปรียบได้กับใบรายงานผลตรวจทางห้องปฏิบัติการของการแพทย์แผนปัจจุบัน ข้อมูลพื้นฐานเหล่านี้ล้วนคงที่ จงใช้การสังเกตตัดสินอาการของคนไข้..."
เหมียวต้าหลงอธิบายอย่างละเอียด แม้แต่ฟางหานเองก็ยังต้องตั้งใจฟังอย่างจดจ่อ
ในบางแง่มุม ฟางหานไม่ได้ด้อยไปกว่าเหมียวต้าหลงเลย แต่ความรู้เชิงทฤษฎีเชิงลึกของเขายังคงอยู่ในระดับนักศึกษาแพทย์ฝึกงาน หลายวันที่ผ่านมาในการรักษา ฟางหานอาศัยประสบการณ์ปฐมพยาบาลขั้นกลางที่ได้รับจากระบบเพื่อเปรียบเทียบและตัดสินใจ ไม่ใช่การใช้พื้นฐานความรู้มาวิเคราะห์ทีละขั้นตอนเหมือนที่เหมียวต้าหลงอธิบาย
หากเปรียบกับการทำข้อสอบ ทักษะที่ฟางหานได้รับมาก็เหมือนกับ 'เฉลย' เขาเพียงแค่คัดลอกคำตอบลงไป เมื่อเทียบกับเฉลยแล้วถึงได้รู้ว่าโจทย์ข้อนี้ต้องตอบแบบนี้ ที่แท้มันเป็อย่างนี้นี่เอง ไม่ใช่การรู้แจ้งด้วยตัวเองั้แ่ต้นจนจบ นี่คือความแตกต่างที่สำคัญ
เหมียวต้าหลงแม้ระดับฝีมือการรักษาอาจไม่ได้สูงส่งที่สุด แต่ด้วยประสบการณ์การทำงานในโรงพยาบาลมาอย่างยาวนานและการดูแลนักศึกษาแพทย์ฝึกงานมามากมาย ทำให้การอธิบายของเขาเห็นภาพชัดเจนและสร้างความกระจ่างแจ้งให้แก่ผู้ฟังทันที
ยกตัวอย่างเช่นทักษะการมองตรวจ บัณฑิตจบใหม่หลายคนทราบว่าสีหน้าแบบใดแทนอาการใด แต่ยามเผชิญหน้ากับคนไข้จริงกลับไม่อาจเชื่อมโยงสิ่งที่เห็นเข้ากับสิ่งที่เรียนมาได้ จนเกิดความลังเลสงสัยในใจ
เมื่อเหมียวต้าหลงชี้แนะเช่นนี้ ทุกคนก็มองเห็นแนวทางที่ชัดเจนทันที หากยังไม่เข้าใจก็เพียงแค่ต้องลองทำและเปรียบเทียบไปเรื่อย ๆ เพื่อสร้างความชำนาญ
หากวินิจฉัยถูกด้วยตัวเองก็จะจดจำได้แม่นยำ หรือหากผิดแล้วได้รับการแก้ไข ก็จะกลายเป็บทเรียนที่มีค่า และนั่นคือหนทางแห่งการพัฒนาที่ยั่งยืน
ขณะที่รับฟังคำอธิบาย ฟางหานได้เปรียบเทียบข้อมูลกับพื้นฐานที่เรียนมา พร้อมเชื่อมโยงกับประสบการณ์ในทักษะปฐมพยาบาลขั้นกลาง ทำให้ความรู้มากมายที่เคยกระจัดกระจายเริ่มหลอมรวมเข้าด้วยกันและกระจ่างแจ้งในพริบตา
[ยินดีด้วย ทักษะการมองตรวจของโฮสต์บรรลุขั้นเริ่มต้น รางวัลแต้มความชอบ 50,000 แต้ม ขอให้โฮสต์พยายามต่อไป]
เสียงแจ้งเตือนของระบบดังขึ้นกะทันหัน ขัดจังหวะห้วงความคิดของฟางหาน
'การมองตรวจบรรลุขั้นเริ่มต้น รางวัลแต้มความชอบ 50,000 แต้ม?' ฟางหานชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะลิงโลดด้วยความดีใจ ครั้งนี้เขาไม่ได้พึ่งพาระบบ แต่พัฒนาทักษะการมองตรวจขึ้นมาด้วยตนเองจนถึงเกณฑ์ ระบบกลับมอบแต้มความชอบมหาศาลซึ่งสามารถใช้แลกทักษะขั้นต้นถาวรให้แก่เขา นั่นหมายความว่าหากเขาเรียนรู้ทักษะด้วยตนเองจนบรรลุระดับ ระบบก็จะมอบรางวัลเป็แต้มความชอบให้อย่างงามใช่หรือไม่?
นี่คือความยินดีที่เหนือความคาดหมายจริง ๆ