ตอนที่ 48
เผิงเซวียนเจ้าเมืองหมอกอำไพ กำลังนั่งขบคิดอยู่หลังกระดานหมาก ฝั่งตรงข้าม คือเมิ่งไป๋กุนซือประจำตัว
ปัง!!!
ในขณะที่เจ้าเมืองกำลังจะวางหมากก็ได้มีเสียงกระแทกเปิดประตูเข้ามาดังสนั่น รบกวนสมาธิ จึงหันไปตวาด "หลี่คุนข้าเตือนเจ้ากี่ครั้งแล้ว ว่าเวลาข้าเดินหมากกับกุนซือเมิ่งห้ามเข้ามารบกวน"
ชายผู้ถูกตวาดละล่ำละลักกล่าว สีหน้าท่าทางของเขาเหมือนไปเจอเรื่องที่น่าตื่นตระหนกมา "ข้า..ข้า..อง..อง…
"ข้าๆ องๆ อะไรของเจ้า มีอะไรก็รีบกล่าวมา ถ้าเป็นเรื่องไม่เป็นเรื่องละก็เจ้าโดนดีแน่" เจ้าเมืองกล่าว
กุนซือเมิ่งเห็นว่าหลี่คุนเหมือนมีเรื่องสำคัญรายงานจริงๆ แต่กลับพูดไม่ออกเพราะความตื่นเต้นและลนลาน จึงกล่าว "ท่านเจ้าเมืองโปรดทำใจเย็นๆไว้ก่อนเถิด ข้าว่าหลี่คุนคงมีเรื่องสำคัญจริงๆไม่งั้นเขาคงไม่กล้ารบกวนท่านหรอก"
ดับโทสะเจ้าเมืองเสร็จ ก็หันมากล่าวกับหลี่คุนว่า "เจ้าเองก็หายใจเข้าลึกๆสงบสติอารมณ์ แล้วค่อยกล่าววาจา"
หลี่คุนผงกศีรษะรับทราบ เรียบเรียงคำพูดในสมอง สามสี่ลมหายใจต่อมาจึงค่อยกล่าว "องค์ชายห้าขอรับ! พระองค์มาขอพบท่านเจ้าเมือง กำลังรออยู่ในห้องรับแขก!"
"อะไรนะ/อะไรนะ!!!" เจ้าเมืองกับกุนซืออุทานพร้อมกัน
เจ้าเมืองรู้สึกว่าเรื่องนี้มันตลกเกินไปแล้ว "ไอ้เด็กบ้านี่! เพราะข้าให้ท้ายเจ้ามากเกินไปใช้มั้ย ถึงได้กล้าเอาเรื่องใหญ่ขนาดนี้มาล้อเล่น!"
หลี่คุนรู้สึกว่าตนเองไม่ได้รับความเป็นธรรม น้ำเสียงจึงแฝงความน้อยใจ "โถ่..ท่านเจ้าเมือง...ข้าน้อยจะหลอกท่านเพื่ออะไรละขอรับ อีกอย่าง แม้ข้าจะไม่เคยเห็นป้ายประจำตัวองค์ชาย แต่ข้าก็แยกแยะออกนะขอรับ ว่าอันไหนเป็นของจริง อันไหนเป็นของปลอม"
ฟังจากน้ำเสียง เผิงเซวียนก็รู้สึกว่าหลี่คุนไม่ได้โกหก จึงส่งสายตาไปหาเมิ่งไป๋เป็นเชิงถามไถ่
"เรื่องนี้พวกเราออกไปดูเล็กน้อยก็ไม่เห็นจะเป็นไร อย่างมากก็แค่เสียเวลานิดหน่อยเท่านั้นเอง" เมิ่งไป๋กล่าว
เผิงเซวียนผงกศีรษะเห็นด้วย "อืม..งั้นทำตามที่กุนซือเมิ่งว่าเถอะ" แล้วชี้หน้าคาดโทษหลี่คุน "ถ้าผู้ที่รออยู่ไม่ใช่องค์ชายห้าล่ะก็ ครั้งนี้เจ้าเจอดีแน่"
หลี่คุนไม่ได้กล่าวอะไร เพียงส่งสายตาตัดพ้อ แบบภรรยาน้อยที่โหยหาความรักไปให้เผิงเซวียน
แต่เผิงเซวียนไม่สนใจ
แล้วทั้งสามคนก็เดินออกไปจากห้อง โดยมีเผิงเซวียนนำหน้า เมิ่งไป๋ตามหลัง และหลี่คุนก็ตามหลังเมิ่งไป๋อีกที
____________________________
ได้ยินเสียงประตูเปิด ไป๋กุนหลางก็หันไปสังเกตผู้เข้ามา คนแรกเป็นชายดูจากชุดที่ใส่ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่ามีตำแหน่งอะไร เจ้าเมืองผู้นี้แม้จะมีรูปร่างอ้วน แต่ฝีเท้ากลับมั่นคงมีพลัง บ่งบอกว่าเป็นผู้ฝึกยุทธ์ที่มีฝีมือมิใช่ชั่ว คนที่สองเป็นชายรูปร่างผอม มือถือพัดขนนก คนที่สามคือเด็กหนุ่มที่เขาคุยด้วยตอนแรกมาถึง
"ถวายพระพรองค์ชายห้า"
เมื่อทั้งสามมาถึงเบื้องหน้าไป๋กุนหลางก็ทำความเคารพเขาทันที
พอเห็นหน้าคนที่นั่งรอชัดตา เผิงเซวียนก็รู้ว่านี่คือองค์ชายห้าตัวจริง เพราะเขาเคยเห็นตอนไปราชการที่เมืองแสงศักสิทธิ์ แต่ความรู้สึกที่ให้กลับแตกต่างอยู่บ้าง
องค์ชายห้าที่เผิงเซวียนเจอในเมืองแสงศักดิ์สิทธิ์นั้น เป็นเพียงเด็กเสเพลที่มีความกล้าหาญคนหนึ่ง ทว่าเผิงเซวียนไม่ได้ชื่นชมความกล้าหาญนั้นเลย เพราะมันเหมือนกับความกล้าของลูกวัวที่ไม่รู้จักพยัคฆ์ เป็นความกล้าที่จะพาตัวเองไปตายโดยไม่รู้ตัว
แต่องค์ชายห้าผู้นี้ แม้จะไม่ได้มีลักษณะแห่งราชัน ทว่าแววตามีการตกผลึกของความคิด รู้จักสังเกต รู้จักประเมินสถานการณ์และสัมผัสพลังได้บอกกับเผิงเซวียนว่าท่านเป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับปรมาจารย์แล้ว
ความรู้สึกของการเป็นคนมีอำนาจนี้มันดีจริงๆ… "ตามสบายเถอะ" ไป๋กุนหลางกล่าว
เผิงเซวียนลุกขึ้นและแนะนำชื่อพวกเขาทั้งสามให้ไป๋กุนหลางรู้ แล้วมองไปที่แขนขวาของเขา
ไป๋กุนหลางเห็นเผิงเซวียนมองแขนขวาของตนแล้วมีสีหน้ากังวล ก็เข้าใจ "ข้าแค่ออกมาหาประสบการณ์ในป่าหมอกแล้วได้รับบาดเจ็บ ไม่มีสิ่งใดเกี่ยวกับพวกท่านหรอก"
ไป๋กุนหลางกล่าวแบบนี้เพื่อเผิงเซวียนวางใจ องค์ชายมาบาดเจ็บในเมืองที่ตัวเองปกครอง ไม่ว่ายังไงถ้ารู้ไปถึงเบื้องบนก็ต้องตำหนิเผิงเซวียนแน่
คลี่คลายความไม่สบายใจของเผิงเซวียนเสร็จ ไป๋กุนหลางจึงค่อยกล่าวธุระของตน "อืม...เจ้าเมืองเผิงข้าต้องการให้ท่านช่วยหาแรงงานมาย้ายต้นหมอกควัน ไปส่งให้ข้าที่เมืองแสงศักดิ์สิทธิ์ ตามวิธีการที่เขียนอยู่ในกระดาษแผ่นนี้หน่อย ส่วนเงินค่อยไปเก็บกับข้าที่เมืองแสงศักสิทธิ์นะ"
กล่าวจบก็ยื่นกระดาษระบุวิธีเคลื่อนย้ายต้นหมอกควันให้เผิงเซวียน
เผิงเซวียนรับกระดาษมาแล้วกล่าว "เรื่องเงินไม่ต้องพูดถึงหรอกพ่ะย่ะค่ะ ถือเป็นของขวัญที่พระองค์ได้มาเยือนเมืองหมอกอำไพแห่งนี้"
ไป๋กุนหลางก็ไม่ได้ปฏิเสธน้ำใจนี้ "เจ้าเมืองเผิงเร็วๆนี้มีขบวนพ่อค้าเดินทางไปเมืองแสงศักสิทธิ์ไหม?"
"เอ่อ…"
เห็นเผิงเซวียนอ้ำๆอึ้งๆ ตอบไม่ได้ เมิ่งไป๋จึงกล่าวแทน "เรียนองค์ชายห้าไม่มีพ่ะย่ะค่ะ แต่มีขบวนทหารส่งวัตถุดิบไปให้หอปรุงยา จะออกเดินทางช่วงบ่ายพ่ะย่ะค่ะ"
เรื่องนี้จะว่าเผิงเซวียนหย่อนยานต่อหน้าที่ก็ไม่ได้ เพราะการตรวจขบวนพ่อค้าไม่ใช่หน้าที่เจ้าเมือง
"ดี! ขอบใจมากกุนซือเมิ่ง" ไป๋กุนหลางหันถามเผิงเซวียน "งั้นเจ้าเมืองเผิงท่านช่วยเตรียมรถม้า ให้ข้าได้ติดตามขบวนส่งวัตถุดิบกลับเมืองหลวงได้หรือไม่?"
"แต่ว่าเพื่อส่งวัตถุดิบให้สดใหม่ที่สุดขบวนขนส่งจะเดินทางจากเช้าจรดเย็นไม่ได้หยุดพักเลยเว้นตอนกลางคืนนะพ่ะย่ะค่ะ" เผิงเซวียนกล่าวเตือน แม้จะเปลี่ยนไปแต่ยังไงไป๋กุนหลางก็คือองค์ชายคนหนึ่ง เผิงเซวียนกลัวว่าเขาจะทนการเดินทางอย่างสมบุกสมบันของขบวนขนส่งไม่ได้
ตอนนี้ไป๋กุนหลางไม่มีอารมณ์ลั้นลาแวะข้างทางอีกต่อไป เขาต้องการหาวิธีรักษาแขนให้เร็วที่สุด ซึ่งการเดินทางไม่หยุดพักนี่ตรงใจสุดๆ
"ไม่เป็นไร ข้าเองก็ต้องการกลับเมืองแสงศักสิทธิ์ ให้เร็วที่สุด" ไป๋กุนหลางกล่าว
"ได้พ่ะย่ะค่ะ สบายมาก" เผิงเซวียนรับรอง
ระหว่างรอเวลาไป๋กุนหลางก็ไปหาซื้อของฝาก ไปฝากเหมยเซื่ยน,ปินปิน,ชูหลิง,ลี่อินและลี่หมิง
หลังกินอาหารเที่ยง ไป๋กุนหลางขึ้นไปนั่งบนรถม้าที่เผิงเซวียนเตรียมไว้ให้ แม้มันจะไม่หรูหราเท่ากับรถม้าในตำหนักของเขา แต่ก็สามารถนั่งได้สบาย
เผิงเซวียนทุ่มทุนอย่างมาก
ไป๋กุนหลางนับนิ้วคำนวณเวลา เมื่อกลับถึงเมืองแสงศักดิ์สิทธิ์ คงเป็นเวลาเดียวกับที่พระเอกเข้าเมือง แต่ไป๋กุนหลางก็ไม่หวั่น ในนิยายพระเอกในตอนนี้ยังเป็นแค่อาจารย์ ส่วนไป๋กุนหลางพอแขนหายดีแล้ว เขาจะมีฝีมืออยู่ในขอบเขตปรมาจารย์ขั้นกลาง
___________________________
สิบห้าวันต่อมา…
ต้นไม้ใหญ่หนาแน่นในหุบเขาช่วยป้องกันแสงแดดอันแรงกล้า ในยามสายทำให้ไป๋กุนหลางกำลังควบม้าตามเส้นทางมุ่งสู่ป่าไผ่ได้อย่างสบาย
ทีแรกไป๋กุนหลางกะจะเข้าเมืองไปรวบรวมวัตถุดิบก่อน แต่นึกๆดูแล้วในเมื่อโฮ่วตงถึงขนาดปรุงยาขายได้แล้ว มีรึในที่พักของท่านจะไม่มีวัตถุดิบอื่น ไป๋กุนหลางจึงตัดสินใจแยกทางกับขบวนขนส่งวัตถุดิบและขอม้ามาหนึ่งตัว
พอถึงหน้าป่าไผ่ ต้นไผ่ก็เคลื่อนแหวกเป็นทางเดินเหมือนเดิม ไป๋กุนหลางจึงเสียบกระบี่ไว้ที่อานม้าแล้วเดินเข้าไป
เดินไปถึงโต๊ะน้ำชาที่เคยนั่ง ไป๋กุนหลางก็ได้ยินเสียงพูดดังมาจากในห้อง
"ฮึฮึ..จากกันไปไม่กี่เดือนเจ้ากลับสามารถใช้พลังธรรมชาติได้แล้ว ช่างหน้าเหลือเชื่อจริงๆ"
วาจากล่าวจบแล้ว แต่คนกลับไม่ออกมา มีเพียงลำแสงสีขาวพุ่งใส่ไป๋กุนหลางโดยไม่ให้ตั้งตัว!
!!!
_____________________________
ขอขอบคุณนะครับที่ติดตามอ่าน