จ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 5 ตอนที่ 149 ความเปลี่ยนแปลงของวิหคสายฟ้า พันธะวิญญาณ?!

            หลังจากไป๋หยุนเฟยกลับถึงบ้านตระกูลเย่ก็เข้าไปยังห้องของตนทันที เตรียมใคร่ครวญคาดการณ์ว่าตระกูลจ้าวจะเดินหมากอย่างไรต่อไปและตนควรจะรับมืออย่างไร--- ในเมื่อตัดสินใจจะช่วยตระกูลเย่ฝ่าฟันอุปสรรคครั้งนี้แล้วก็ต้องทุ่มเททั้งใจกายไม่อาจปล่อยให้มีความผิดพลาดใดเกิดขึ้นได้ ไม่เช่นนั้นคงกลายเป็นการทำลายตระกูลเย่เสียเองแล้ว

            “หากไม่ทำลายสภาวะที่เป็นอยู่ในปัจจุบันตระกูลเย่คงไม่อาจรอดพ้นอันตรายได้ ยามนี้เมื่อลากตระกูลหลิวเข้ามาแม้ว่าจะยังไม่ได้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือแต่อย่างน้อยก็ทำให้ตระกูลจ้าวห่วงหน้าพะวงหลังได้อีกอย่างเมื่อข้าแสดงฝีมือออกไปน่าจะเพียงพอให้พวกมันเกิดความแตกตื่นหวาดหวั่นได้บ้างน่าจะช่วยยืดเวลาออกไปได้อีกสักระยะ หากใช้โอกาสนี้ทำให้ตระกูลเย่กับตระกูลหลิวร่วมมือกันสำนักธาตุไม้หนึ่งในเบญจธาตุก็จะสามารถยื่นมือเข้ามาโดยไม่มีข้อกริ่งเกรงอีกวิกฤติครั้งนี้ก็จะคลี่คลายไปเอง แต่กระนั้น ยังมีความเป็นไปได้อีกอย่างก็คือตระกูลจ้าวไม่คิดที่จะนิ่งเฉยปล่อยวิกาลยาวนานฝันยุ่งเหยิงและชิงลงมือก่อนด้วยสำนักอสูรวิญญาณที่หนุนหลังตระกูลจ้าวอยู่ แม้จะเหลือบรรพวิญญาณเพียงคนเดียวขุมกำลังที่มีก็ยังเกินพอที่จะล้มตระกูลเย่ได้”

            “หากตระกูลจ้าวคิดจะลงมือในบัดดลก็ยังอยู่ในความคาดคิดข้ายังสามารถใช้อิทธิพลของผู้อาวุโสหยิวยืมมือตระกูลหลิวเข้ามาช่วยเหลือได้ข้าเองไม่คิดจะรั้งอยู่ที่เมืองเกายี่นานนัก แก้ปัญหาจบโดยเร็วก็ดี...หากเกิดการปะทะขึ้นมาก็ยังไม่ทราบว่าพลังฝีมือของข้าจะสามารถรับมือผู้บรรลุด่านบรรพวิญญาณได้หรือไม่ด้วยท่าไม้ตายที่ข้ามี ทะลวงเก้าทบกับมีดปีกเพลิงยังไม่พอจะรับมือชนชั้นเอกะวิญญาณแต่กับภูตวิญญาณนับว่าเกินพอ หากมีโอกาสได้ประมือกับบรรพวิญญาณสักคราก็น่าจะช่วยให้ข้าประเมินได้ว่าพลังฝีมือข้าแท้จริงแล้วอยู่ระดับใด”

            การต่อสู้กับศิษย์สำนักเจ้าอสูรที่จริงแล้วเป็นการต่อสู้กับอสูรวิญญาณอสูรวิญญาณเหล่านั้นไม่มีทั้งเหตุผลและความหวาดกลัวจึงต้องมุ่งจู่โจมใส่ผู้เป็นนายโดยตรง หลักการเช่นนี้ไม่ว่าผู้ใดก็ล้วนทราบดีแต่หากง่ายดายเช่นนั้นสำนักเจ้าอสูรคงไม่มีคุณสมบัติจะเป็นหนึ่งในสิบสำนักใหญ่ในแผ่นดินได้ยอดฝีมือที่แท้จริงของสำนักเจ้าอสูรล้วนมีพลังในการป้องกันตนเองอันเด่นล้ำเกินคาดเดามิหนำซ้ำยังสามารถควบคุมอสูรวิญญาณของตนได้ราวแขนขาจึงเป็นเรื่องยากเย็นยิ่งนักที่จะจู่โจมถึงตัวผู้เป็นนายได้โดยไม่สยบอสูรวิญญาณลงก่อน

            ไป๋หยุนเฟยเคยประมือกับศิษย์สำนักเจ้าอสูรมาก่อนที่ฝีมือร้ายกาจที่สุดก็เพียงภูตวิญญาณระดับปลายสำหรับมันแล้วเพียงอาวุธที่ผ่านการอัพเกรดก็สามารถรุกไล่ปานผ่าลำไผ่ การจะเอาชนะก็ไม่ใช่เรื่องลำบากกินแรงแต่หากได้พบยอดฝีมือที่แท้จริงแล้วคาดว่าคงไม่ง่ายดายเช่นนี้

            “อสูรวิญญาณ...ที่ข้าเคยพบเห็นมาก็ไม่น้อย แต่ที่ถือเป็น‘อสูรวิญญาณ’ที่แท้จริงก็มีเพียงเสี่ยวไป๋กับเสี่ยวถังเท่านั้นที่เหลือนอกจากนั้นล้วนเป็นอสูรวิญญาณหุ่นเชิด... ของสำนักเจ้าอสูรทั้งสิ้นช่างเป็นสำนักที่ชวนให้ผู้คนชิงชังรังเกียจนัก พี่หงยินเคยกล่าวไว้ว่าศิษย์สำนักเจ้าอสูรล้วนสมควรตายข้าเองแม้จะไม่ได้เคียดแค้นชิงชังเช่นเดียวกับเขาแต่ก่อนหน้านี้ที่สังหารคนของสำนักเจ้าอสูร กลับไม่ได้รู้สึกสำนึกเสียใจเท่าใดนักแม้จะเป็นเพราะเหตุการณ์บังคับ แต่ทว่า...”

            “ข้าเปลี่ยนไปแล้ว... ตั้งแต่เมื่อใดกัน? ยามที่หลบหนีการไล่ล่าในมณฑลเป่ยเหยียนยามที่ถูกสำนักธารน้ำแข็งตามล่า ยามที่ล้มล้างค่ายไม้ดำหรือว่ายามที่ผู้เฒ่าอู๋สละชีวิตแทนข้า? หรือว่าก่อนหน้านั้นอีก?”ไม่ทราบเพราะเหตุใด จู่ๆไป๋หยุนเฟยก็นึกถึงเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นจนถึงวันนี้มันพบว่าตั้งแต่ได้รับความสามารถในการอัพเกรดสิ่งของและกลายเป็นผู้ฝึกปรือวิญญาณในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมานี้ตนเองกลับผ่านเรื่องราวต่างๆมากมายทั้งซับซ้อนยิ่งกว่าตลอดช่วงชีวิตสิบเก้าปีรวมกันด้วยซ้ำ

            ทว่าไป๋หยุนเฟยกลับไม่ได้สำนึกเสียใจต่อสิ่งที่ได้กระทำมาแม้แต่เรื่องเดียวหากเทียบกับช่วงที่ดิ้นรนใช้ชีวิตอย่างกระเสือกกระสนโดยไร้จุดหมาย สิ่งที่มันมีอยู่ในวันนี้จึงจะเรียกว่าการใช้ชีวิตที่แท้จริง

            “ไม่ว่าจะมีอะไรเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงเช่นใด ขอเพียงมีศรัทธาที่ไม่เปลี่ยนแปลง--- ท่านปู่เคยกล่าวไว้ว่า‘มีมโนธรรม’ ยังมีที่มารดาบอกว่า‘อิสระเสรี’ ทั้งสองสิ่งนี้ก็คือศรัทธาของข้า!!”

            ในยามที่จิตใจสับสนมันก็สัมผัสจี้หยกรูปก้อนเมฆ ทันใดเมฆหมอกในใจไป๋หยุนเฟยก็สลายไปพร้อมกับที่แววตามันแปรเปลี่ยนเป็นแน่วแน่เด็ดเดี่ยว

            หลังจากใคร่ครวญอีกครู่หนึ่งไป๋หยุนเฟยก็นำอสูรวิญญาณหุ่นเชิดออกมาจากแหวนช่องมิติที่พกพาอยู่หลังจากใช้สัมผัสวิญญาณสำรวจพวกมันทีละตัว มันก็ถอนหายใจออกมา “อสูรวิญญาณเมื่อใดข้าถึงจะมีอสูรวิญญาณคู่หู? ป่าอสูรวิญญาณ... หากว่าพลังฝีมือเข้มแข็งพอข้าจะลองฝ่าเข้าไปดู!”

            “เอ๊ะ? นี่มัน...” ขณะที่ไป๋หยุนเฟยหยิบแหวนที่บรรจุวิหคสายฟ้าออกมาทันใดมันก็ต้องตกตะลึง เนื่องเพราะมันสัมผัสได้ถึงคลื่นพลังวิญญาณอยู่ข้างใน!อสูรวิญญาณหุ่นเชิดของสำนักเจ้าอสูรต้องถูกสั่งการเท่านั้นจึงจะมีปฏิกิริยาตอบสนอง แต่ทว่าเจ้าของวิหคสายฟ้าตายไปแล้วแล้วยามนี้...

            ไป๋หยุนเฟยพิจารณาอย่างละเอียดอีกครั้ง ก็พบว่าวิหคสายฟ้ากำลังจำศีลอยู่แต่ก็ปล่อยพลังวิญญาณออกมาอย่างแผ่วจาง และยิ่งใช้สัมผัสวิญญาณสำรวจลงลึกเข้าไปพลังวิญญาณของมันก็สั่นไหวและเกิดปฏิกิริยากับไป๋หยุนเฟยเช่นเดียวกับที่มีต่อนายของมัน

            ไป่หยุนเฟยรีบลุกขึ้นออกจากห้องไปเมื่อมาถึงลานบ้านก็ยื่นแหวนไปเบื้องหน้าก่อนจะสะบัดคราหนึ่งบังเกิดแสงสีม่วงสว่างขึ้นแล้ววิหคสายฟ้าก็ปรากฏขึ้นที่ตรงหน้า

            พลังวิญญาณที่แผ่ออกมาสามารถสัมผัสได้ชัดเจนขึ้นกว่าเดิมยามที่อยู่ใกล้เพียงเอื้อมมือ ไป๋หยุนเฟยก็รู้สึกได้ถึงแรงกดดัน --- วิหคสายฟ้าอสูรวิญญาณระดับห้าขั้นต้นมีพลังเทียบได้กับผู้ฝึกปรือวิญญาณแห่งด่านบรรพวิญญาณระดับต้น

            “ไฉนจึงเป็นเช่นนี้ได้.... อืม? ดวงตาของมัน...”ไป๋หยุนเฟยตรวจสอบวิหคสายฟ้าด้วยความสงสัยทันใดก็พบว่าดวงตาของวิหคสายฟ้านั้นกลายเป็นสีม่วงอ่อน

            แม้จะยังคงปราศจากอารมณ์ แต่ก็ไม่ได้ไร้ชีวิตชีวาดังเดิมดูไปคล้ายจะอยู่ในภาวะ‘สมองเสื่อม’มากกว่า

            “เป็นไปได้อย่างไร? อสูรวิญญาณของสำนักเจ้าอสูรไม่ใช่ว่าต้องมีดวงตาสีแดงและเป็นเช่นหุ่นเชิดหรอกหรือ?”ไป๋หยุนเฟยขมวดคิ้วชั่วครู่ด้วยความไม่แน่ใจจึงสะบัดมืออีกครั้งเพื่อนำอสูรวิญญาณออกมาอีกสองตัวและก็เป็นดังที่คิด ดวงตาพวกมันเป็นสีแดงสดแต่ไร้ชีวิตชีวา

            “แล้วไฉนตัวนี้จึงได้แปลกประหลาดนัก? หรือว่าจะเป็น...”ไป๋หยุนเฟยนึกย้อนเพื่อหาความพิเศษของอสูรวิญญาณตัวนี้อย่างละเอียดนอกจากว่าเป็นอสูรวิญญาณระดับสูงที่สุดที่มีแล้ว ยังมีอีกเรื่องที่...

            “ระเบิดตัวเอง? หรือจะเป็นเพราะคราก่อนมันเกือบจะระเบิดตัวเอง?”ไป๋หยุนเฟยยิ่งคิดก็ยิ่งเห็นว่าเป็นไปได้ ในยามนั้นระหว่างสถานการณ์วิกฤตมันสังเกตพบว่าในตัวของวิหคสายฟ้ามีจุดที่พลังปะทุออกมาอย่างรุนแรงแต่ก็ไม่ทันได้สังเกตว่าอะไรเป็นสิ่งกระตุ้นหรือพลังวิญญาณมีความเปลี่ยนแปลงอันใดเป็นพิเศษหลังจากเก็บกวาดสนามรบไป๋หยุนเฟยก็ไม่ได้ตรวจตราอย่างละเอียดกระทั่งถึงยามนี้จึงค่อยพบเห็น

            หลังจากเดินวนเวียนรอบวิหคสายฟ้าหลายรอบก็ลองยื่นมือไปผลักดันไป๋หยุนเฟยพบว่านอกจากพลังวิญญาณที่แผ่ออกมาแล้วอย่างอื่นก็ไม่ได้มีอันใดแตกต่างจากอสูรวิญญาณหุ่นเชิดตัวอื่น สร้างความผิดหวังแก่ไป๋หยุนเฟยซึ่งคาดว่าจะค้นพบสิ่งใดที่แปลกพิเศษขึ้นมาได้บ้าง

            แต่กระนั้น หลังจากไป๋หยุนเฟยทดสอบแล้วไม่ได้ผลลัพธ์อันใดขณะที่คิดจะนำมันเก็บใส่แหวนช่องมิตินั้นเอง ก็บังเกิดเรื่องน่าตื่นตะลึงขึ้น ---ไฉนไม่อาจเก็บมันใส่แหวนได้!!

            ก่อนหน้านี้เป็นมันที่นำออกมาเองแต่ว่ายามนี้กลับไม่อาจเก็บมันกลับคืนได้ ไป๋หยุนเฟยได้แต่งงงัน หลังจากลองอีกหลายครั้งก็ไม่เป็นผลสุดท้ายมันจึงล้มเลิกความคิดเปลี่ยนเป็นจ้องมองวิหคสายฟ้าอย่างซึมเซาอยู่อย่างนั้นใบหน้ามันกลายเป็นสับสนและอับจนปัญญา

            “นี่... มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่...”

            ไป๋หยุนเฟยขบคิดอยู่พักใหญ่สุดท้ายจึงนำมือทั้งสองข้างไปแตะที่ส่วนอกของวิหคสายฟ้า ก่อนจะแผ่สัมผัสวิญญาณเพื่อสำรวจในตัวของมัน เพื่อลองตรวจสอบดูอีกคราว่านี่เป็นเรื่องราวใดกันแน่

            ……

            หลังจากนั้นเพียงไม่กี่อึดใจระหว่างที่หนึ่งคนหนึ่งวิหคซึ่งประจันหน้ากันอย่างเงียบงันอยู่นั้นทันใดนั้นก็บังเกิดพลังวิญญาณปะทุขึ้นอย่างรุนแรงสองระลอก แล้วพลังสีแดงและม่วงทั้งสองก็ห่อหุ้มร่างของทั้งคู่เอาไว้พร้อมกับผสานเข้าด้วยกัน

            ห้องทางด้านซ้ายของลานบ้านพลันเปิดออกแล้วจิ้งหมิงเฟิงก็พุ่งออกมาราวพายุกระโชกพร้อมกับกวาดตามองอย่างรวดเร็วหลังจากพบเห็นเหตุการณ์ที่กลางลานแล้ว สีหน้ามันก็แปรเปลี่ยนเป็นตะลึงพรึงเพริด

            “นี่คือ... พันธะวิญญาณ?!”