ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 4 บทที่ 105 ใครดักใคร

            ไม่รู้ว่าใครเป็นคนตะโกนขึ้นเป็นคนแรกแต่เหล่าโจรสลัดที่เหลืออีกสิบกว่าคนก็กระโจนเข้าใส่หลินหยางทันที

            แต่น่าเสียดายที่สำหรับหลินหยางแล้วโจรสลัดเหล่านี้มันไม่ต่างอะไรกับ มดปลวก เลยจริงๆ

            เมื่ออยู่ต่อหน้าหลินหยางแล้วเหล่าโจรสลัดที่มีพลังฝีมือระดับเซียนเทียนนี้ก็เหมือนกับผึ้งน้อยฝูงหนึ่งที่บินวนไปวนมาเท่านั้นทำอะไรเขาไม่ได้เลยแม้แต่น้อย

            ตอนที่หลินหยางออกจากคฤหาสน์เวินนั้นตัวเขาก็มีพลังฝีมือระดับสูงสุดของเซียนเทียนโดยไม่ต้องพึ่งอุปกรณ์อะไรแล้วพลังฟ้าดินในจุดชี่ไห่มหาศาลจนยากเปรียบเทียบมีชีพจรพลังมากถึงยี่สิบสี่เส้นที่คอยทำหน้าที่ลำเลียงพลังไปทั่วร่างกายซึ่งทั้งหมดนี้เป็นขีดจำกัดสูงสุดของมนุษย์ในระดับเซียนเทียนแล้ว

            พลังด้านกายภาพของเขาก็สูงถึงหนึ่งหมื่นห้าพันชั่งซึ่งเหนือกว่ายอดฝีมือระดับเซียนเทียนทั่วๆ ไปแบบขาดลอย

            เหล่าโจรสลัดสุดโหดเหี้ยมอำมหิตเหล่านี้ถูกหลินหยางจัดการจนลงไปนอนกลิ้งหลุนๆ บนพื้นดุจโถน้ำเต้าในเวลาไม่ถึงหนึ่งนาที

            ความสามารถห่างชั้นกันอย่างชัดเจน

            หลินหยางที่เป็นคนเดียวที่ยังยืนอยู่ก็ก้มลงมองเหล่าโจรสลัดที่กำลังนอนกองอยู่บนพื้นถึงแม้ว่าคนเหล่านั้นจะถูกซัดจนหมอบไปแล้วแต่ก็ยังปล่อยจิตสังหารอันเกรี้ยวกราดออกมาอย่างชัดเจนพร้อมกับด่าทอด้วยวาจาอย่างดุร้ายโดยไม่มีท่าทางหวั่นเกรง

            แต่ด้วยคำพูดของหลินหยางเพียงประโยคเดียวก็ทำให้คนเหล่านั้นหุบปากเงียบลงทันที

            “ให้เซวี่ยเทียนออกมาเถอะ”

            อ้าวเฮ้ย!!

            เหล่าโจรสลัดอึ้งไปทันที

            ทักษะการแสดงของพวกเขามันห่วยแตกขนาดนั้นเลยหรือ?

            ทำไมไอ้หนุ่มคนนี้ถึงดูออกได้ไวขนาดนี้กันล่ะนี่?

            ความตื่นตระหนกในใจเมื่อผสมรวมกับความเจ็บปวดบนร่างกายแล้วทำให้เหล่าโจรสลัดเหล่านี้ที่มี พี่สาม เป็นหัวหน้า ถึงกับปากสั่นด้วยความหวาดกลัวและในจังหวะนั้นเอง ก็มีเสียงพูดของเซวี่ยเทียนดังขึ้นมาจากด้านหลังของตำหนักหลังหนึ่งที่ตั้งอยู่ข้างๆลานกว้างแห่งนี้

            “หลินหยาง เจ้ารู้ว่าคนเหล่านี้เป็นพี่น้องของข้ายังบังอาจกล้าลงมืออีกอย่างนั้นรึ เจ้าคิดจะหักหน้าของเซวี่ยเทียนผู้นี้อย่างนั้นสินะ...”

            เซวี่ยเทียนออกโรงแล้ว

            วายุทมิฬผู้มีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วมหาทะเลสาบแดนใต้ผู้นี้ทุกย่างก้าวที่เขาเดินมานั้นราวกับว่ามีเกลียวคลื่นของจิตสังหารขนาดมหึมาพุ่งทะลักออกมาจากตัวเขาดุจดั่งฉลามสีดำทมิฬขนาดยักษ์ตัวหนึ่งกำลังแหวกว่ายออกมาจากคลื่นน้ำในมหาสมุทร คมเขี้ยวแต่ละซี่ของมันเปล่งประกายอำมหิตอันเย็นชาออกมา

            ด้านหลังเขาก็ยังมีระดับผู้นำของกลุ่มโจรสลัดเดินตามมาด้วยอีกสามคนแต่ละคนล้วนมีพลังระดับอวิ้นหลิงขั้นต้นทั้งนั้น ตอนที่เดินออกมาพร้อมกับเซวี่ยเทียนนั้นแรงกดดันอันมหาศาลที่ทะลักแผดพุ่งออกมาราวกับเขื่อนแตกก็ปกคลุมไปทั่วบริเวณ

            อารมณ์ของเซวี่ยเทียนตอนนี้ค่อนข้างจะหงุดหงิดเอาเรื่องเลยทีเดียว

            เขารู้สึกโมโหมากๆ

            โมโหที่เหล่าพี่น้องของเขากลับถูกไอ้หนูน้อยแค่คนเดียวอัดยับจนมีสภาพอย่างกับปลาดองนี่เป็นเรื่องที่น่าอับอายอย่างถึงที่สุดของกลุ่มโจรสลัดสายลมทมิฬของเขา

            แต่เขาก็แอบรู้สึกดีใจอยู่บ้างเล็กน้อย

            เพราะถึงแม้ว่าสภาพที่เกิดขึ้นจะออกมาดูอนาถไปหน่อยแต่มันก็ได้บรรลุจุดประสงค์ที่เขาวางเอาไว้ตั้งแต่แรก

            นั่นก็คือเขาต้องการให้หลินหยางลงมือตอบโต้เพื่อที่เขาจะได้มีเหตุผลในการใช้กำลังโดยชอบธรรม

            ถึงแม้ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อครู่จะทำให้เขาแอบรู้สึกประหลาดใจกับความสามารถของหลินหยางนี่อยู่บ้างแต่ฝีมือแค่นั้น เมื่ออยู่ต่อหน้าวายุทมิฬเซวี่ยเทียนผู้เลื่องชื่อแห่งมหาทะเลสาบแดนใต้แล้วมันก็ไม่ต่างอะไรจากเด็กน้อยเลย!

            ขอแค่ได้โจมตีเพียงครั้งเดียวเขาก็มั่นใจว่าจะสามารถฉีกเอ็นหักกระดูกไอ้เด็กน้อยผู้ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงคนนี้จนมันไม่สามารถเข้าร่วมการสำรวจครั้งนี้ได้ไปตลอดกาล!!

            เซวี่ยเทียนมุ่งหน้าตรงดิ่งไปทางหลินหยาง

            เขาแสดงเป็นลูกพี่ใหญ่ที่กำลังโมโหโกรธเกรี้ยวเพราะเห็นลูกน้องถูกรังแกได้อย่างแนบเนียน

            เขาขยับคอไปมาพร้อมกับกวาดสายตามองเหล่าพวกพ้องโจรสลัดที่ยังคงนอนแสดงละครอยู่บนพื้นน้ำเสียงที่ใช้พูดก็เย็นเฉียบดุจคมมีดอันแหลมคม

            “หลินหยาง หวังว่าเจ้าคงจะมีเหตุผลที่ดีพอสำหรับเรื่องนี้ให้ข้านะ”

            เซวี่ยเทียนหรี่ตามองต่ำพร้อมกับปล่อยแรงกดดันใส่หลินหยางดูท่าทางพร้อมจะเปิดฉากวิวาทโดยไม่พูดพร่ำทำเพลงอยู่ตลอดเวลา

            ส่วนหลินหยางนั้นก่อนหน้านี้แสดงสีหน้าใส่พวกโจรสลัดไปแบบไหนตอนนี้ก็ยังคงแสดงสีหน้าแบบเดียวกันใส่เซวี่ยเทียนเหมือนเดิม

            ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเลยแม้แต่น้อย

            สิ่งเดียวที่ไม่เหมือนกันก็คือในที่สุดเขาก็ยอมเปิดปากพูดคุยกับอีกฝ่ายแล้ว

            “แผนของเจ้าน่ะโคตรโบราณ”

            แค่ประโยคนี้ประโยคเดียวก็ทำให้รู้ว่าหลินหยางมองแผนการนี้ออกอย่างทะลุปรุโปร่งอยู่ก่อนแล้ว

            “หึหึ” เซวี่ยเทียนแค่ยักคิ้วทีหนึ่งไม่มีท่าทีตื่นตะหนกเรื่องที่แผนการของตัวเองถูกมองออกเลยแม้แต่น้อยแถมยังแสยะยิ้มเย็นชาพร้อมกับตอบกลับมาว่า “ถึงจะโบราณแต่ก็ได้ผลดีนะ”

            “มันก็ไม่แน่”

             “ฮ่าฮ่า!”เซวี่ยเทียนหัวเราะดังลั่น “อยู่ๆ ข้าก็เริ่มรู้สึกว่าเด็กน้อยที่ชอบอวดดีอย่างเจ้าก็น่าสนใจอยู่บ้างนะแต่น่าเสียดายที่เจ้าทำร้ายคนของข้าไปแล้ว ดังนั้น วันนี้ข้าจึงจำเป็นต้องจับเจ้าไปโยนทิ้งซะ!!”

            จัดการมันซะ!!

            เซวี่ยเทียนนั้นเป็นผู้นำที่เด็ดขาดไร้ความปรานีเวลาปกติเขาก็พูดคุยเฮฮากับเหล่าสหายได้อย่างเป็นมิตร แต่พอต้องทำเรื่องอำมหิตแล้วเขาก็สามารถลงมือได้อย่างไม่ลังเล

            ประโยคสั่งตายจากจ้าวแห่งท้องทะเลถูกประกาศออกมาแล้ว

            ยอดฝีมือระดับอวิ้นหลิงที่อยู่ด้านหลังทั้งสามคนก็พุ่งฟึบออกมาทันทีโดยพวกเขาปิดล้อมหลินหยางเอาไว้จากสามทิศทางแต่ละคนต่างก็ระเบิดพลังฟ้าดินอันน่าสะพรึงกลัวออกมากดดันใส่หลินหยางกำลังจะปะทะเข้าใส่หลินหยางในไม่ช้า

            แต่ในจังหวะนั้นเองก็มีเสียงพูดอันน่าเกรงขามดังขึ้นขัดเอาไว้

            “หยุดนะ!”

            ด้านข้างนั้น ก็มีเถ้าแก่ใหญ่ทั้งสามของกลุ่มพันธมิตรการค้าใต้หล้าและเหล่าสมาชิกระดับสูงจำนวนหนึ่งตามมาถึง

            ทั้งฮว๋างฉาง หลานห่าย และจีหยูยี่ก็ล้วนเป็นยอดฝีมือที่มากประสบการณ์ในยุทธภพแค่ได้เห็นภาพที่กำลังเกิดขึ้นตรงหน้านี้ก็สามารถเข้าใจสถาการณ์ได้ทันที

            คนที่ดูแข็งแกร่งทรงพลังอย่างวายุทมิฬผู้นี้กลับมาวางกับดักเพื่อทำร้ายหลินหยางแบบนี้อย่างนั้นหรือ?

            สถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในตอนนี้เห็นได้ชัดมากว่าหลินหยางเป็นฝ่ายเสียเปรียบอย่างแรงเขามีระดับพลังแค่เซียนเทียนเท่านั้น ถ้าหากเปิดฉากปะทะกับอีกฝ่ายขึ้นมาจริงๆ ละก็เขาจะต้องบาดเจ็บสาหัสแน่นอน แค่รักษาชีวิตตัวเองให้รอดได้ก็บุญโขแล้ว

            “ท่านกัปตันเซวี่ยเรื่องนี้อาจจะมีการเข้าใจผิดเกิดขึ้นก็ได้ เห็นแก่หน้าข้าท่านช่วยหยุดสร้างความลำบากใจให้กับคุณชายหลินได้หรือไม่?”

            ผู้ที่ออกมาไกล่เกลี่ยคนแรกคือหลานห่ายอย่างที่คาด

            สองวันมานี้หลานห่ายแทบจะมองหลินหยางเป็นเหมือนหลานชายแท้ๆ ของตัวเองไปแล้ว เขาไม่มีทางยอมปล่อยให้ใครมาปองร้ายหลินหยางแน่ๆ

            “หึหึ!” เซวี่ยเทียนตอบกลับอย่างเย็นชาว่า “ในเมื่อท่านเถ้าแก่หลานเอ่ยปากขอขนาดนี้อย่างนั้นก็ได้ ข้าเซวี่ยเทียนผู้นี้ก็ไม่ใช่คนไร้เหตุผลด้วย...เอาอย่างนี้แล้วกัน ท่านให้หลินหยางนี่ขอขมาเหล่าพี่น้องของข้าแล้วก็จ่ายค่ารักษาพยาบาลอีกสักหน่อย...”

            “อย่างนี้ค่อยพูดง่ายหน่อย”หลานห่ายย่อมต้องการให้หลินหยางตกลงรับเงื่อนไขอยู่แล้ว

            “รอก่อน ข้ายังพูดไม่จบ!”เซวี่ยเทียนแสยะยิ้มเย็นชาแล้วพูดต่อว่า “ไอ้เด็กน้อยที่ชอบสร้างปัญหาแบบนี้หน่วยฉลามดำของข้าไม่ต้องการมัน ดังนั้นต้องให้มันออกจากทีมสำรวจไปด้วยมิเช่นนั้น... ตัวข้านี่ล่ะที่จะถีบมันออกไปด้วยตัวเอง!”

            นั่นมัน...

            พวกของหลานห่ายหน้าซีดทันที

            ไม่คิดเลยว่าเจ้าเซวี่ยเทียนนี่มันจะยื่นคำขาดมาขนาดนี้และที่น่าปวดหัวที่สุดก็คือ เซวี่ยเทียนและกลุ่มโจรสลัดของมันนั้นเป็นสมาชิกที่จะขาดไปไม่ได้เลยหากคิดจะออกทะเลการที่หลินหยางไปมีเรื่องกับคนกลุ่มนี้ นับเป็นปัญหาที่จัดการยากเสียจริงๆ

            หลานห่ายกำลังจะเอ่ยปากพูดอะไรเพิ่มอีกสักหน่อยแต่จีหยูยี่ที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็รั้งเขาเอาไว้ก่อนสายตาที่แฝงไว้ด้วยความสนุกสนานคู่นั้นมองชี้ไปทางหลินหยาง

            “ดูก่อนเขาคนนั้นเหมือนจะมีแผนไว้ในใจอยู่แล้ว”

            หลินหยางไม่ได้ตอบโต้อะไรกลับไปเลยแม้แต่น้อยเขาปล่อยให้เซวี่ยเทียนพูดให้จบก่อน

            พออีกฝ่ายบอกจุดประสงค์ที่ตัวเองต้องการทั้งหมดออกมาแล้วหลินหยางก็เอ่ยขึ้นด้วยความโมโหว่า

            “ที่พูดมาทั้งหมดนั่นความหมายก็แค่ให้ซัดกันสักรอบ คนที่ชนะก็อยู่ต่อ คนที่แพ้ก็ไสหัวไปแค่นั้นเองไม่ใช่รึ?”

            ฮะ!

            เซวี่ยเทียนกำลังสงสัยว่าตัวเองหูฝาดอยู่รึเปล่า

            ไอ้หนูนี่มันจะโอหังมากเกินเหตุไปแล้วนะ

            แค่ซัดกันสักรอบ.... อย่างนั้นหรือ

            มันคิดว่าการต่อสู้กับกลุ่มโจรสลัดสายลมทมิฬง่ายดายขนาดนั้นเลยหรือ?

            เซวี่ยเทียนรู้สึกว่าฉายาวายุทมิฬอันโด่งดังของตัวเขากำลังถูกท้าทายอย่างรุนแรง

            “หึหึ” คำพูดประโยคสุดท้ายนี้เขาต้องการจะบอกกับทุกคนที่อยู่ในที่แห่งนี้ว่า “ทุกท่านได้ยินกันแล้วใช่ไหม ในเมื่อคุณชายหลินท่านนี้ดื้อด้านขนาดนี้แล้วถ้าอย่างนั้นข้าก็คงต้องใช้วิธีของตัวเองในการจัดการกับปัญหานี้พวกท่านจะมาโทษพวกเรากลุ่มโจรสลัดสายลมทมิฬไม่ได้นะ...”

            เล่นมันซะ!!

            เซวี่ยเทียนออกคำสั่งฆ่าออกมาอีกครั้ง

            ตูม

            ผู้นำกลุ่มทั้งสามคนก็ระเบิดจิตสังหารอันมหาศาลออกมาอีกครั้ง

            “หยุดก่อน!!”

            แต่ครั้งนี้ก็มีคนตะโกนขัดขึ้นอีกเหมือนกัน

            ใครกัน!!

            เซวี่ยเทียนเริ่มหงุดหงิดขึ้นมาหน่อยแล้วจะตะโกนขัดอะไรนักหนา!!

            แต่เขาก็ต้องประหลาดใจเมื่อพบว่าคนที่ตะโกนบอกให้หยุดมือนั้น กลับกลายเป็นหลินหยางที่กำลังถูกล้อมอยู่กลางวง

            หลินหยางยืนมองพลังทั้งสี่สายที่พุ่งเข้ามาจากทั้งสี่ทิศรอบตัวเขาได้ครึ่งทางแล้วแต่ก็ต้องฝืนดึงพลังกลับไปจากนั้นมุมปากของเขาก็ยกขึ้นมาอย่างกะทันหันจนกลายเป็นรอยยิ้มที่ดูชั่วร้ายราวกับอสูรกายก็ไม่ปาน

            เขาพูดขึ้นมาหนึ่งประโยคแบบไม่ช้าไม่เร็วว่า“เมื่อครู่นี้ข้ายังพูดไม่จบจะสู้กัน ข้าไม่มีปัญหาแต่ไม่รู้ว่าเจ้ากล้าพอที่จะเพิ่มเงื่อนไขเข้าไปอีกหรือเปล่า?”

            มาไม้ไหนนี่?

            เพิ่มเงื่อนไข?

            เซวี่ยเทียนถึงกับยืนอึ้งไปครู่หนึ่งไม่รู้ว่าจะตอบสนองอย่างไร

            ในโลกนี้มันยังมีคนที่รู้สึกว่าตัวเองแค่โดนกระทืบอย่างเดียวมันยังไม่พอจนต้องขอเพิ่มเงื่อนไขเข้าไปอีกด้วยรึ?

            “ไอ้หนู เจ้าโง่หรือเปล่า?เจ้าจะเพิ่มอะไรอีก?” หัวหน้าคนหนึ่งที่ยืนข้างเซวี่ยเทียนเองก็ประหลาดใจไม่น้อยจนต้องเอ่ยถามขึ้นอย่างแข็งกร้าว

            บนใบหน้าของหลินหยางตอนนี้ถูกประดับด้วยรอยยิ้มชั่วร้ายอันเป็นเอกลักษณ์ของเขาเอาไว้แล้วเขามองไปทางพวกของเซวี่ยเทียนแล้วกล่าวว่า “แค่ต่อสู้กันอย่างเดียวมันน่าเบื่อจะตายมันต้องพนันเงินกันด้วยสิ!”

            “เท่าไร”

            “อืม...ดูท่าทางพวกเจ้าเองก็ไม่ได้มีฐานะอะไรมากนัก ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ต้องเยอะมาก สักหนึ่งพันล้าน...”

            หนึ่งพันล้าน!!

            เหล่าโจรสลัดรอบตัวของเซวี่ยเทียนแต่ละคนล้วนตาโตไอ้พวกที่นอนกลิ้งอยู่บนพื้นเองก็หยุดโวยวายแล้ว

            ถึงแม้ว่าพวกเขาจะเป็นกลุ่มโจรสลัดที่มีชื่อบนมหาทะเลสาบก็ตามแต่ทรัพย์สินเงินทองของพวกเขาส่วนใหญ่ก็ถูกใช้ไปกับวัตถุดิบสำหรับฝึกปรือทั้งนั้นบนมือพวกเขาก็ไม่ได้มีเงินเยอะขนาดนั้นจริงๆ

            เงินหนึ่งพันล้านชั่งมันมากพอที่จะทำให้พวกเขาหายใจหนักแล้ว

            แต่หลินหยางยังพูดไม่จบ

            “หนึ่งพันล้านชั่ง...ทองคำก็แล้วกัน”

            เงียบสงบ

            เหล่าสมาชิกกลุ่มโจรสลัดสายลมทมิฬต่างก็รู้สึกเจ็บจี๊ดไปทั้งหัวใจราวกับถูกหยิก

            ทองคำหนึ่งพันล้านชั่ง!!

            นั่นมันเป็นเงินหนึ่งแสนล้านชั่งเลยนะ!!

            ไอ้หนูนี่มันบ้าไปแล้วกระมังมารดามันเถอะ คนอย่างมันจะไปมีเงินเยอะขนาดนั้นได้อย่างไร!

            ตอนที่เซวี่ยเทียนได้ยินตัวเลขหนึ่งพันล้านนั้นในใจก็แอบรู้สึกหวั่นไหวอยู่บ้าง แต่พอได้ยินว่าเป็นทองคำแล้ว เขาก็มั่นใจเลยว่าไอ้หลินหยางนี่มันกำลังพูดจามั่วซั่วอยู่แน่ๆ

            “หลินหยาง เจ้าคิดจะใช้วิธีแบบนี้มาถ่วงเวลาอย่างนั้นเรอะไม่คิดว่ามันไร้ยางอายไปหน่อยรึอย่างไร ?”

            “เจ้าคิดว่าข้าไม่มีเงินหรือ?”

            “เจ้าคิดว่าข้าจะเชื่อเรอะ?”

            “เถ้าแก่จี...ต้องรบกวนท่านแล้ว”หลินหยางหันไปหาจีหยูยี่ทันที

            ส่วนจีหยูยี่ที่ยืนดูอยู่ด้านข้างด้วยความสนุกสนานนั้นพอคนอื่นๆ หันมาจ้องมองนางตามหลินหยางแล้ว นางก็แย้มยิ้มเปี่ยมสเน่ห์ออกมาจากนั้นก็พูดออกมาประโยคหนึ่งว่า

            “คุณชายหลินเป็นลูกค้าที่มีสินเชื่อแบบไม่จำกัดวงเงินของพวกเรากลุ่มพันธมิตรการค้าใต้หล้าถ้าหากเขาต้องการกู้เงินเป็นทองคำจำนวนหนึ่งพันล้านชั่งเพื่อใช้พนันแล้วละก็กลุ่มพันธมิตรการค้าใต้หล้าสามารถเป็นผู้ค้ำประกันให้เขาได้ค่ะ!!”

            โห!

            คำพูดประโยคนี้ทำให้บรรยากาศบริเวณนั้นพลันเร่าร้อนขึ้นมาทันที

            “ลูกพี่!! ทองคำหนึ่งพันช่างเลยนะ!! รวยเละแน่คราวนี้!!”

            เหล่าโจรสลัดที่นอนกองอยู่กับพื้นเมื่อครู่รีบดีดตัวขึ้นมาทันทีแววตาของพวกมันแต่ละคนแทบจะเป็นรูปเงินไปแล้ว

            “ลูกพี่กระทืบมันให้ตายไปเลย พวกเราจะได้ไม่ต้องออกทะเลให้เหนื่อยไปอีกหลายปี!”

            “มัวลังเลอะไรอยู่เล่าลูกพี่! นี่มันกำลังโยนเงินมาให้พวกเราใช้ฟรีๆ เลยไม่ใช่หรืออย่างไร?ไปตื้บมันเลยสิ”

            เหล่าโจรสลัดต่างก็ตื่นเต้นจนแทบทนไม่ไหวแต่เซวี่ยเทียนเองก็เป็นพวกเจ้าเล่ห์มีความคิดอ่านลึกล้ำรอบคอบมิใช่น้อย

            พอเห็นว่าหลินหยางมีท่าทางมั่นใจขนาดนั้นก็แอบรู้สึกกังวลใจอยู่ลึกๆ

            ทำไมเขากลับเป็นฝ่ายที่รู้สึกว่าตัวเองต่างหากที่กำลังตกหลุมพลางของศัตรูอยู่...

    คล้ายกับเรื่องราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน