ตอนที่ 30 :เจ้านายและลูกน้อง
เสียงของจางหยางจะอยู่ในโทนกลาง ๆ เนื้อเพลงบางครั้งก็ออกเสียงไม่ค่อยชัดเจนและไม่ถูกต้อง
“เอาล่ะ ! ”
ดังนั้นเมื่อจางหยางร้องไปได้ครึ่งเพลง อู๋เล่ยก็ขัดจังหวะ
เมื่อดนตรีหยุดจางหยางก็มองไปที่อู๋เล่ยด้วยความสงสัย เขาไม่รู้ว่าทำไมต้องให้เขาหยุดร้อง
อู๋เล่ยเอ่ยอย่างตรงไปตรงมา“เพลงนี้แต่งโดยอาจารย์จางฮัวในปี 2000ขณะนั้นอาชีพการร้องเพลงของเขาไม่ค่อยดีนัก อาชีพนักแสดงก็อยู่ในภาวะวิกฤติ ตอนที่เขียนเพลงนี้ออกมาจึงเป็นความเศร้าที่แฝงเอาไว้ด้วยความหวังเล็กๆ ”
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ อู๋เล่ยชี้ให้เห็นถึงข้อบกพร่องของจางหยางต่อว่า
“ถ้านายไม่ได้เรียนเอกละครเวที บางทีฉันก็อาจจะปล่อยนายไปก็ได้สำหรับเพลงนี้เทคนิคในการร้องของนายไม่มีปัญหา แต่กลับเปล่งเสียงออกมาไม่ชัดเจนและไร้อารมณ์ร่วมอีกด้วย ขอโทษด้วยขอเชิญนายกลับไปฝึกออกเสียงให้ชัด และทำยังไงให้มีอารมณ์ร่วมกับเพลงก่อนจะดีกว่า”
“ขอบคุณครับ ! ” ความคิดเห็นของอู๋เล่ยนั้นมีความเป็นมืออาชีพจางหยางจึงยอมรับได้
“คนต่อไป” เย่หลินเถาเอ่ยออกมา
คนที่สองนั้นเป็นเด็กผู้ชายมีอายุราว ๆ 17-18 ปี
ส่วนสูงประมาณ170 ซม รูปร่างท้วมเล็กน้อย คิ้วหนา ตาโต เวลายิ้มที่แก้มจะปรากฎลักยิ้มเล็ก ๆ ขึ้น
“สวัสดีครับอาจารย์ทุกท่าน ผมชื่อหยางลั่วฮวา เป็นนักศึกษาปีสามสาขาการแสดงเอกการแสดงภาพยนตร์และละครโทรทัศน์เขตฮัวเซียครับ”เด็กหนุ่มโค้งคำนับให้กับเหล่ากรรมการ รอยยิ้มบนใบหน้าให้คนรู้สึกว่าเป็นมิตร
“ปีนี้นายอายุเท่าไหร่แล้ว ? ” เย่หลินเถาเอ่ยถามคำถามที่ไม่เกี่ยวกับการแสดง
“ผมอายุ 17 แล้วครับ” หยางลั่วฮวาตอบกลับ
อายุ17 ? อยู่ปี 3 ? กรรมการทุกคนต่างก็รู้สึกประหลาดใจมาก
“คิดไม่ถึงว่านายจะเป็นเด็กเรียนด้วยนะเนี่ย ! ”หลิวจือเซียนั่งอยู่ริมสุดของแถวหน้าหัวเราะออกมา “วันนี้นายจะมาแสดงอะไรหรือ ? ”
“ผมจะมาเดี่ยวไมโครโฟนครับ” หยางลั่วฮวาตอบกลับ
“งั้นเริ่มได้เลย”
“อย่างที่ทุกคนรู้ ภาพยนตร์เรื่องแรกของโลกนั้นถ่ายทำสำเร็จโดยพี่น้องลูมิแยร์ในปี1896 ในชื่อว่า การมาถึงของรถไฟที่ลาซิโอตา มันหมายความว่ายังไงน่ะหรือ ? ”
หยางลั่วฮวาเจ้าอ้วนน้อยไม่มีท่าทางเกรงกลัวใด ๆ พูดบนเวทีอย่างฉะฉานว่า “พูดถึงรถจักรขนาดใหญ่เข้ามาในสถานี โอ้... จบแล้ว !”
หลิวจือเซียและคนอื่น ๆ ต่างก็หัวเราะเบา ๆ
“หนังสือเรื่องแรกที่มีเนื้อเรื่องล่ะชื่อว่าอะไร ? ”หยางลั่วฮวายังคงเอ่ยต่อ “ชื่อว่า ชาวสวนรดน้ำเป็นเรื่องของชาวสวนคนหนึ่งกำลังรดน้ำดอกไม้ ด้านข้างมีเด็กคนหนึ่งวิ่งเข้ามา เอาสายยางไปแล้วก็รดน้ำ โอเค จบแล้ว”
หยางลั่วฮวาใช้คำพูดที่เข้าใจง่ายและการเคลื่อนไหวร่างกายที่เรียบง่ายเพื่อล้อเลียนประวัติศาสตร์ของภาพยนตร์จีนและต่างประเทศขณะเดียวกันเรียกร้องให้มีการสร้างภาพยนตร์ดี ๆ แทนผู้ชม
การเดี่ยวไมโครโฟนเวลา15 นาที ดึงดูดทุกคนเอาไว้ได้อย่างดี
ไม่มีใครที่ขัดจังหวะเขาแม้แต่คนเดียว
“ยอดเยี่ยมมาก ! ”
“ดีมาก ! ”
“สิ่งที่ประเทศเราขาด ก็คือศิลปินเดี่ยวไมโครโฟนแบบนี้แหละ”
ผู้ตัดสินที่นั่งอยู่แถวหน้ากระซิบกระซาบเกี่ยวกับการแสดงของหยางลั่วฮวาเมื่อครู่
โดยรวมแล้วไม่มีจุดไหนที่ผิดพลาดอีกทั้งหนังทุกเรื่องที่พูดถึงในการแสดงก็ถูกต้องหมดการแสดงนี้ไม่เพียงแต่เผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับภาพยนตร์ของทั้งในและต่างประเทศ อีกทั้งยังสามารถทำให้ผู้คนได้หัวเราะสุดท้ายยังเป็นการแสดงที่น่าดึงดูดรูปแบบหนึ่งซึ่งหาได้ยากในวงการบันเทิงของจีนในปัจจุบันอีกด้วย
ขณะที่ผู้ตัดสินกำลังพิจารณาที่จะรับหยางลั่วฮวานั้น หานจวิ้นชิงที่เงียบมาโดยตลอด จู่ ๆ ก็เอ่ยปากว่า “นายมีความสามารถอื่นอีกหรือเปล่า ? ”
หยางลั่วฮวาบนเวทีครุ่นคิดและกล่าวขึ้นว่า “ผมสามารถเลียนแบบการแสดงได้ครับ! ”
หานจวิ้นชิงถามต่อไปอีกว่า “นายร้องเพลงได้ไหม ?เคยเล่นละครเวที ภาพยนตร์ หรือละครโทรทัศน์อะไรหรือเปล่า ? ”
“ผมร้องเพลงได้ แต่ว่าไม่เก่งครับ ! ” หยางลั่วฮวาตอบตรงไปตรงมา“และผมเป็นตัวประกอบในเรื่องครับ”
“เฮอะ ! ” หานจวิ้นชิงหัวเราะเย้ยหยันออกมา “การแสดงทอล์คโชว์ การแสดงเลียนแบบ ฉันคิดว่านายเหมาะที่จะเล่นตลกมากกว่า ครั้งนี้เรามารับสมัครเด็กฝึกหัดเน้นไปที่ด้านการร้องเพลงและการแสดง ขอโทษด้วย นาย...”
“เหล่าหาน ระวังคำพูดหน่อย ! ”
หลางเวิ่นซิงที่นั่งอยู่ในแถวสองมีสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อยเขากล่าวด้วยน้ำเสียงต่ำว่า
“เรามาที่นี่เพื่อรับเด็กฝึก ไม่ได้ให้นายมาหัวเราะเยาะใคร! ฉันคิดว่าเด็กคนนี้ใช้ได้ มีพรสวรรค์ในการแสดงตลก เรียนเอกการแสดงอีกด้วยแค่ฝึกฝนอีกสักเล็กน้อย เขาต้องเป็นนักแสดงตลกที่ดีอย่างแน่นอน ผมให้เขาผ่านเข้ารอบ”
เมื่อหลางเวิ่นซิงพูดเช่นนั้น ท่าทางเย้ยหยันของหานจวิ้นชิง ก็หายไปในพริบตา
หานจวิ้นชิงกล่าวว่า“ยินดีด้วยหยางลั่วฮวานายเป็นเด็กฝึกงานคนแรกของบริษัทเวิ่นซิงเอนเตอร์เทนเมนต์ ! ”
เดิมทีเมื่อได้ยินคำพูดของหานจวิ้นชิง ใบหน้าของหยางลั่วฮวาก็เต็มไปด้วยความผิดหวัง
แต่สถานการณ์กลับพลิกผันเขาผ่านเข้าการคัดเลือกงั้นหรือ ?
“ขอบ ขอบคุณครับอาจารย์ ผม ผมจะพยายามอย่างเต็มที่ครับ !” ใบหน้าของเด็กหนุ่มเต็มไปความดีใจ รีบโค้งคำนับให้กรรมการ
เมื่อเห็นหยางลั่วฮวาเดินลงจากเวทีไปอย่างมีความสุขหานจวิ้นชิงก็หันมาเอ่ยกับหลางเวิ่นซิงว่า “ประธานหลางในเมื่อคุณให้ผมเป็นหัวหน้าผู้ตัดสินแล้ว ถ้าอย่างนั้นสิทธิ์ในการเลือกผู้เข้ารับการฝึกหัดก็อยู่ในมือผมดังนั้นครั้งหน้ากรุณาอย่าขัดขวางการตัดสินใจของผมอีกนะครับ ! ”
“นาย...” หลางเวิ่นซิงสูดลมหายใจในที่สุดเขาก็กล่าวว่า “ผมหวังว่าคุณจะไม่พลาดต้นกล้าดี ๆ ก็แล้วกัน! ”
“ผมไม่ทำเรื่องโง่ ๆ ต่อบริษัทหรอกครับ ! ” หานจวิ้นชิงแค่นเสียงออกมาก่อนจะหันกลับไป
หลิวจือเซียที่เห็นดังนั้นก็รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติระหว่างพวกเขา
ดังนั้นเขาจึงกระซิบข้างหูของเย่หลินเถาว่า “เถาจื่อทำไมฉันรู้สึกว่าพี่ซิงกับอาจารย์หานไม่ค่อยลงรอยกันเลยล่ะ ? ”
“พี่ดูออกแล้วหรือ ? ” เย่หลินเถาเหลือบมองไปทางหานจวิ้นชิงที่มีใบหน้าบึ้งตึงเพราะการสนทนากับหลางเวิ่นซิง“จะว่าไม่ลงรอยกัน คำพูดนี้ถูกก็ไม่ถูก”
เย่หลินเถามองหานจวิ้นชิงอีกครั้งอย่างร้อนตัว ก่อนจะกล่าวด้วยเสียงกดต่ำว่า
“อาจารย์หานเป็นหนึ่งในโปรดิวเซอร์ชั้นแนวหน้าของประเทศเพลงของเขาทุกคนในวงการต่างก็อยากได้ทั้งนั้น ! นานวันเข้าก็เลยทำให้เขามีนิสัยเย่อหยิ่งแม้แต่ต่อหน้าเจ้าของบริษัท บางครั้งก็ยังทำเฉยเมย”
เย่หลินเถาชี้ไปทางหานจวิ้นชิงและเอ่ยว่า
“อาจารย์หานเป็นคนที่มีนิสัยแย่ที่สุดในกลุ่มแล้ว ! ศิลปินในบริษัทมักถูกดุด่าบ่อยๆ เวลาศิลปินในบริษัทขอให้เขาแต่งเพลง ไม่เพียงแค่ต้องรอนานเท่านั้นนะ แถมยังต้องจ่ายเงินก้อนโตให้อีกด้วยประธานหลางทะเลาะกับเขาเรื่องนี้อยู่หลายครั้ง แต่ก็ไร้ประโยชน์ ถ้าเล่นไม้แข็งกับเขาเกิดเขาไม่ทำงานจะทำยังไงกัน”
หลังจากฟังอยู่นาน ในที่สุดหลิวจือเซียก็เข้าใจ ไม่มีอะไรไปมากกว่าคนที่มั่นใจในความสามารถคิดว่าถ้าฉันไปจากนาย นายก็อยู่ไม่ได้ !
ในสมัยโบราณ คนประเภทนี้จะเป็นคนที่มีอำนาจมากที่สุด !
มีความสามารถ แต่ไม่ยอมฟังใคร
ถ้าหากว่าหลางเวิ่นซิงมีนิสัยเหมือนกับจูหยวนจางเขาคาดว่าหานจวิ้นชิงคงถูกฆ่าตายไปหลายร้อยครั้งแล้ว สมัยนี้มีวิธีเยอะแยะไป