บทที่ 43
ลูกศิษย์คนรอง
ห้องตำราบริเวณด้านหลังหุบเขา
ในตอนนี้ลู่หมิงก้าวเดินเข้ามาภายในสถานที่แห่งนี้จริงๆแม้แต่ตัวของมันเองก็ไม่อยากจะคิดว่าตนเองจะได้เข้ามาภายในเขตหวงห้ามแบบนี้
ห้องตำราแห่งนี้มีขนาดไม่ได้ใหญ่มากนักมีพื้นที่เท่ากับบ้านหลังกลางหลังหนึ่งมันเป็นห้องขนาดกลางที่มีตำราเก็บเอาไว้หลายพันเล่ม
แม้ว่ามองจากขนาดพื้นที่แล้วก็ความกว้างขวางของสถานที่แห่งนี้มันจะเทียบกับผอตำราขนาดใหญ่บริเวณใจกลางสำนักไม่ได้เลยแม้แต่นิดเดียว
แต่ว่าภายในสถานที่แห่งนี้มีหลายหลายอย่างที่แตกต่างออกไปจากหอตำราแห่งนั้นมันเป็นสถานที่ที่ลูกศิษย์ทุกคนภายในสำนักอยากจะเข้ามาภายในสถานที่แห่งนี้แม้แต่ผู้อาวุโสเองก็เช่นเดียวกัน
เพราะว่ามีเรื่องเล่าหรือมากมายว่าภายในสำนักขอตำราที่มีพวกเคล็ดวิชาล้ำค่าเก็บเอาไว้จริงๆคือหอตำราบริเวณด้านหลังเขา
เพราะว่ามีในสถานที่แห่งนี้ตำราทั้งหมดภายในสถานที่แห่งนี้มันคือตำราที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นมาจากเจ้าสำนักรุ่นก่อนและก็ท่านเจ้าสำนักรุ่นปัจจุบันที่ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในสามราชากระบี่ที่ใกล้เคียงกับวิถีกระบี่ระดับจักรพรรดิมากที่สุด
ภายในสถานที่แห่งนี้มันเลยกลายเป็นว่ามีตำรามีค่ามากมายถูกเก็บเอาไว้
กลายเป็นว่าแม้ว่าจะเป็นสถานที่ขนาดเล็กแต่กลับมีพวกตำรามีค่ามากมายที่ผู้คนอยากจะได้ไปครอบครองบรรจุเอาไว้เป็นจำนวนมาก
ในตอนนี้ตัวของมันได้ก้าวเข้ามาภายในสถานที่แห่งนี้แล้วจริงๆลองกวาดสายตามองดูตำราล้ำค่ามากมายถูกเก็บเอาไว้เลี้ยงเอาไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย
ผู้ที่เข้ามาภายในสถานที่แห่งนี้มีน้อยนิดแต่คนที่ดูแลอยู่ก็คงจะหยิบพวกตำราผู้นี้ไปอ่านบ้างนั่นก็คือสิทธิ์คนที่สองของเจ้าสำนัก
ชายผู้นั้นนั่งเฝ้าอยู่บริเวณด้านหน้าก่อนทางเดินเข้ามาภายในห้องเก็บตำราลูกศิษย์คนรองของท่านเจ้าสำนักผู้คนส่วนใหญ่แทบจะไม่เคยพบเห็นตัวของเขาเลยด้วยซ้ำ
เพราะเขาไม่ปรากฏกายออกไปบริเวณด้านนอกเพราะว่าเขานั้นหมกตัวอยู่ภายในสถานที่แห่งนี้ ผู้คนส่วนใหญ่รู้เพียงแต่ว่าเขามีนามว่าไป๋ลู่ เท่านั้น
ในวันนี้ได้มาพบเจอคนผู้นั้นภายในสถานที่อย่างนี้ไม่ผิดจากที่คาดเอาไว้สักเท่าไหร่เขาคงจะเป็นผู้ที่ชื่นชอบในการอ่านหนังสือวันวันเอาแต่นั่งศึกษาตำราภายในสถานที่อย่างนี้
หรือว่าลูกศิษย์คนรองก่อนท่านเจ้าสำนักนั่งศึกษาตำราภายในสถานที่แห่งนี้มาเป็นเวลาหลาย10 ปีแล้วตั้งแต่เข้าสำลักแล้วก็เข้ามาหลังเขา
การที่เขาจำเป็นจะต้องใช้เวลาจำนวนมากในการศึกษาผู้ทำงานภายในสถานที่แห่งนี้มันก็คงจะเป็นเพราะว่ากำลังพวกนี้มีความลึกลับมากกว่าคนธรรมดาทั่วไปจะเข้าใจ
ลู่หมิงเริ่มทำการเดินสำรวจภายในสถานที่แห่งนี้ชั้นตำรามากมายที่ตั้งอยู่ตำราพวกนี้เป็นตำราเก่าแก่ตัวของพวกมันมีทั้งพวกตำราที่อยู่ในระดับสูงแล้วก็พวกตำราที่อยู่ในระดับกลาง
แต่ว่าลำพังเพียงแค่ความรู้ของลู่หมิงไม่สามารถเข้าใจผู้ตำราเหล่านี้ได้ทั้งหมดตัวของมันไม่ใช่คนโง่แต่ว่าก่อนหน้านี้มีตำราที่ศึกษาเพียงแค่น้อยนิด
พวกตำราที่ตนเองสามารถเข้าถึงได้ภายในหอตำราส่วนใหญ่ภายในสำนักก็มีเพียงแค่ตำราระดับล่างศึกษาพวกมันจนหมดในสองปีแรกก็ทำการศึกษาพวกมันวนเวียนอยู่เช่นนั้น
ในตอนนี้เมื่อมาพบเจอพวกตำราระดับสูงตนเองเลยไม่เข้าใจมันนะคงจำเป็นจะต้องใช้เวลาในการศึกษา
ลู่หมิงเริ่มทำการทำความเข้าใจตำราภายในสถานที่อย่างนี้โดยที่ตนเองนั้นตั้งเป้าหมายเอาไว้ว่าตัวของมันจะต้องเข้าใจตำราทั้งหมดภายในสถานที่แห่งนี้ให้ได้ในเวลา10 ปี
สามวันผ่านไป
ช่วงเวลาดำเนินผ่านพ้นอย่างรวดเร็วในช่วงเวลาสามวันที่ผ่านมาลู่หมิงใช้เวลาอยู่ภายในห้องตำราแทบจะทั้งหมดมันมุ่งมั่นในการศึกษาตำราภายในนี้อย่างจริงจังเพราะรู้ดีว่ามันเป็นประโยชน์กับตนเอง
ผู้เป็นอาจารย์ทำการบอกว่าให้ตนเองนักศึกษาภายในสถานที่แห่งนี้ด้วยตนเองเพราะแบบนั้นจำเป็นจะต้องศึกษาตำราพวกนี้ด้วยความจริงจัง
ถึงแม้จะบอกว่าใช้เวลาถึงสามวันในการหมกตัวอยู่ภายในสถานที่แห่งนี้ศึกษาตำราอย่างจริงจัง
แต่ว่าเวลาเพียงแค่สามวันก็ทำการศึกษาตำราจนแตกฉานไปได้เพียงแค่เล่มเดียวแถมยังเป็นตำราที่มันง่ายที่สุดด้วย
แต่แน่นอนว่าตัวของมันไม่ได้ยอมแพ้เพียงแค่นี้นี่เป็นเพียงแค่การเริ่มต้นของการฝึกฝนเท่านั้น
ลู่หมิงทำการฝึกฝนพลังวิญญาณของตนเองภายในสถานที่แห่งนี้พร้อมกับศึกษาตำราไปด้วยนำเอาพวกวิธีการและก็พวกวิชาที่ตนเองได้มาจากการศึกษาตำราพวกนี้มาใช้กับการขัดเกลา
มันสามารถทำได้จริงๆอย่างที่รู้ดีตอนนี้ลู่หมิงมีระดับขอบเขตพลังอยู่ในระดับขอบเขตเริ่มต้นสีม่วงที่สองหลังจากที่ศึกษาตำราภายในสถานที่อย่างนี้มาสามวันแล้วใช้วิชาและความรู้นั้นที่ได้มาในการขัดเกลา
ในตอนนี้มันทำให้ตนเองนั้นเลื่อนระดับขึ้นมาถึงขั้นถือว่าเป็นผลลัพธ์ที่ดีเยี่ยม
มันทำให้ลู่หมิงรู้ได้แล้วว่าตำราภายในสถานที่แห่งนี้มีประโยชน์จริงๆและก็ทำให้ตนเองนั้นอยากจะศึกษามากขึ้นไปอีก
หน้าห้องตำราในช่วงยามบ่าย
ศิษย์คนรองของท่านเจ้าสำนักนั่งเฝ้าอยู่บริเวณด้านหน้าพร้อมกับอ่านตำราภายในมือของตนเองอยู่
เสียงของท่านอาจารย์ผู้คุ้นเคยดังขึ้น “ ไป๋ลู่ ”
เมื่อเสียงอันคุ้นเคยดังขึ้นมาลูกศิษย์คนรองของท่านเจ้าสำนักที่กำลังนั่งอยู่ลุกขึ้นไป๋ลู่ผู้มีท่าทางสงบเสงี่ยมนิ่งสนิทจ้องมองไปที่ผู้เป็นอาจารย์ที่ปรากฏกายอยู่บริเวณด้านหน้า
มันก้มศีรษะของตนเองลงแล้วก็ทำการคารวะ “ ศิษย์คาราวะท่านอาจารย์”
หลี่ฉีหงก้าวเดินเข้ามาหยุดลงบริเวณด้านหน้าแล้วก็พูดขึ้น “ศิษย์น้องเล็กของเจ้าเข้าไปภายในนั้นนานขนาดไหนแล้ว ”
“ สามวันแล้วขอรับ ” ไป๋ลู่ทำการเอ่ยขึ้น
หลังจากได้ยินแบบนั้นหลี่ฉีหงยกมือขึ้นมาลูบเคราของตนเองแสดงท่าทางครุ่นคิดบางอย่าง“เก็บตัวอยู่ภายในนั้นเป็นเวลาถึงสามวันเต็มเต็มทำการศึกษาตำราอย่างต่อเนื่องข้าคิดว่าตัวของศิษย์น้องเล็กคงจะเหมือนกับเจ้าเป็นอย่างมาก”
“ ช่วยดูแลเขาด้วยล่ะไป๋ลู่เด็กหนุ่มผู้นี้มีความสามารถแต่ความสามารถของเขากลับถูกกดทับเอาไว้ด้วยชะตากรรมที่ไร้ซึ่งพรสวรรค์”
“ ก่อนหน้านี้ตัวของข้าเองก็ไม่ได้ค่อยจะไปยุ่งวุ่นวายกับเรื่องราวภายในสำนักสักเท่าไหร่เพราะแบบนั้นจึงไม่รู้ว่ามีคนที่มีความสามารถเช่นนี้”
“ ตัวของเจ้าเองก็อยู่ภายในหอตำราแห่งนี้ถ้าเป็นผู้ดูแลห้องตำราเมื่อเขาอยากได้อะไรตัวของเจ้าก็ช่วยหาให้ด้วยละ ”
“ เจ้าน่าจะเป็นผู้ที่รู้เกี่ยวกับพวกตำราภายในสถานที่แห่งนี้ดีกว่าใคร”
“ ขอรับท่านอาจารย์ ” ไป๋ลู่ตอบกลับมา
หลังจากนั้นเวลามันเองก็ผ่านไปอีกสองวันเต็มเต็ม
ในตอนนี้เมื่อจับนับเวลาแล้วมันก็เป็นเวลาห้าวันหลังจากที่เข้ามาศึกษาพวกตำราภายในห้องตำราแห่งนี้ลู่หมิงทำการศึกษาทดลองภายในสถานที่แห่งนี้มาเป็นเวลาห้าวันเต็มเต็ม
ได้รู้ความรู้มากมายเป็นไปได้ตนเองก็อยากจะเก็บตัวอยู่ภายในสถานที่แห่งนี้อีกซักหน่อยแต่ว่าในวันนี้กระบี่มารหลงหมิงที่เป็นกระบี่ของรางวัลจะถูกส่งมาให้มัน
เพราะแบบนั้นจำเป็นจะต้องออกจากห้องตำราเพื่อไปรับกระบี่เล่มนั้นด้วยตนเอง
ณ บ้านพักของลู่หมิง
ลู่หมิงไม่ได้กลับมาเป็นเวลาห้าวันเต็มเต็มตอนนี้เดินทางกลับมาพร้อมที่จะรับกระบี่ที่เป็นรางวัลการในทดสอบเดินทางกลับมาถึงที่พักของตนเอง
เมื่อเดินทางกลับมาถึงบ้านในสถานที่แห่งนี้ผู้เป็นอาจารย์ที่เป็นเจ้าสำนักหุบเขากระบี่แห่งนี้ก็มารออยู่ภายในบ้านพักพร้อมกับศิษย์พี่คนโตเกาเทียน
ทั้งสองนั่งรอลู่หมิงอยู่ก่อนแล้วเพราะรู้ว่ารูหมิงจำเป็นจะต้องเดินทางมารับกระบี่ด้วยตนเอง
ทั้งสองนั่งอยู่บนโต๊ะโดยโต๊ะที่พวกเขากำลังนั่งอยู่มีกล่องยาวปริศนาวางอยู่ด้วยลู่หมิงรู้ได้ในทันทีว่านั่นคือกระบี่มารหลงหมิง
“ มาแล้วสินะ ”
จบบท