ยุทธวิจิตรพิชิตจักรภพ

    บทที่ ๑๐๓ ปริศนาการตาย (re-edition)

            อุทัยและอนันต์เบียดเสียดร่างผ่านผู้คนมายังประตูมังกรสวรรค์ แต่ทั้งสองก็ต้องชะงักค้าง เพราะที่เบื้องหน้ามีบุรุษสามคนยืนจังก้าขวางทางเอาไว้

            ทั้งสามแต่งกายด้วยเครื่องแบบของทางการ ชุดยาวตัวนอกทำจากหนังสีน้ำตาลเข้ม สวมหมวกปีกกว้างทรงกลมสีดำ ประดับตราสัญลักษณ์กรมเมือง มือกระชับด้ามกระบี่ที่สะพายอยู่ข้างเอว

            “หยุด .. หยุดอยู่ตรงนั้น ..” บุรุษที่อยู่ตรงกลาง ตะคอกใส่อุทัย “เจ้าคือ .. อุทัย .. คนงานในเรือนพักชาวกุสุมา ใช่หรือไม่”

            อุทัยหยุดกึกหันมามอง อนันต์หันมากระซิบถาม “เจ้าไปทำอันใดมา”

            อุทัยยิ้มแหยๆ ตั้งแต่มายังโอริสนคร ไม่มีวันใดที่อยู่อย่างสงบเสงี่ยม .. อนันต์เห็นท่าไม่ดีจึงยกมือขึ้นคารวะถามกลับไปว่า “พวกท่าน คือ ..”

            “ข้า .. มือปราม สังกัดกรมเมือง ..” บุรุษผู้มาตอบ พร้อมล้วงป้ายประจำตัวขึ้นมาแสดงแวบหนึ่งก่อนจะเก็บเข้าไปยังที่เดิม

            ป้ายอันใด ! อนันต์และอุทัยยังไม่ทันมองได้ชัดตาก็ถูกเก็บไปเสียแล้ว ผู้ที่มาขวางทางกลับเป็นกลุ่มมือปราบประจำโอริสนคร

            บุรุษที่อยู่ตรงกลางคือ .. เจ้าหน้าที่กรมเมืองผู้โด่งดัง ฉายา “มือปราบหนวดเหล็ก” มันมีอายุเพียงสามสิบเศษ รูปร่างสูงเพรียว ใบหน้าซูบตอบ แต่ดวงตาเปล่งประกาย จมูกโด่งเป็นสัน ปากเม้นไว้หนวดเรียวยาวเด่นชัด

            ที่ปกเสื้อประดับดาวสีทองสามดวง สายตาของมันคมกริบกล่าวถามย้ำว่า “ผู้ใดคือ อุทัย ..”

            อุทัยพยักหน้าหงึกๆ กล่าวตะกุกตะกักว่า “ข้า .. คือ ข้าเอง ..”

            “คุมตัวมันไป!” มือปราบหนวดเหล็กผู้นำขบวนร้องกล่าว มือปราบอีกสองคนไม่รอช้าพุ่งกายเข้ามาหวังควบคุมตัวตามคำสั่ง

            อนันต์เห็นเช่นนั้นจึงก้าวออกมาข้างหน้า ยกมือกล่าวห้ามปรามว่า “ช้าก่อน! ท่านมือปราบ .. ใช่ มีการเข้าใจผิดหรือไม่”

            ด้วยท่วงท่าลักษณะของอนันต์ทำมือปราบทั้งสองยังไม่กล้าเข้าไปจับกุม มือปราบหนวดเหล็กจึงก้าวเข้ามา กล่าวเสียงห้วนว่า “ท่านจะขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ หรือ ..”

            อนันต์รีบปฏิเสธ กล่าวว่า “มิใช่เช่นนั้น ท่านมือปราบ .. เจ้าผู้นี้ทำผิดอันใดหรือ ..”

            มือปราบหนวดเหล็กพิจารณาลักษณะท่าทางและการแต่งกายของอนันต์ คนผู้นี้อาจเป็นลูกหลานคหบดีผู้มั่งคั่ง มันจึงกล่าวโดยมารยาทว่า “มันคือผู้ต้องสงสัย ข้าต้องการสอบปากคำมัน”

            อนันต์กล่าว “สหายข้าผู้นี้ .. เป็นเพียงผู้ต้องสงสัย เหตุใดจึงต้องลงมือด้วยความรุนแรงด้วย”

            มือปราบหนวดเหล็กทำหน้าแปลกใจ กล่าวถามว่า “ท่านทั้งสองคือสหายกัน!”

            อนันต์กล่าว “ถูกต้อง ..”

            อุทัยพยักหน้างึกๆ กล่าวว่า “ถูกต้อง ..”

            มือปราบหนวดเหล็กมองทั้งคู่อย่างพิจารณา หากบอกว่าทั้งสองคือนายกับบ่าวรับใช้ อาจจะเหมาะสมมากกว่า ส่วนอุทัยเริ่มกระสับกระส่าย หรือมือปราบผู้นี้อาจมาเพราะการตายของเจ้าหมูอ้วนหลี่ในคืนก่อน

            มือปราบหนวดเหล็กกล่าวกับอนันต์ว่า “ท่านผู้นี้ช่างเจรจา ท่านเป็นหมอความหรือ”

            อนันต์กล่าว “จะว่าเช่นนั้นก็ได้ .. สหายของข้าผู้นี้ทำอันใดผิดหรือ พวกท่านจึงยกโขยงมาจับกุมมัน”

            มือปราบหนวดเหล็กกล่าว “ข้ามีเรื่องต้องสอบสวนมัน” มันนำปลายนิ้วลูบไล้เรียวหนวด กล่าวต่อ “เช่นนั้น พวกท่านต้องตามข้ากลับไปยังสำนักกรมเมืองก่อน”

            แล้วกล่าวออกคำสั่งอย่างเด็ดขาด “ติดตามข้ามา .. โดยเร็ว” มันหันไปสั่งมือปราบผู้ติดตาม “ดูมันไว้ อย่าให้คลาดสายตา”

            อุทัยและอนันต์ไม่สามารถปฏิเสธ ได้แต่ติดตามกลุ่มมือปราบไป .. ทั้งหมดเดินไปตามถนนมุ่งหน้าไปยังทิศใต้ เพียงชั่วครู่ก็ถึงที่ทำการสำนักมือปราบ

            สำนักมือปราบสังกัดกรมเมือง เป็นอาคารไม้ชั้นเดียวดูเก่าแก่โบราณแต่โอ่โถงกว้างขวาง ทั่วทั้งสำนักมีเจ้าหน้าที่อยู่ไม่กี่คน เนื่องจากบรรดามือปราบต่างออกไปปฏิบัติงานภายนอก

            อุทัยถูกนำไปยังห้องโถง มือปราบหนวดเหล็กนั่งประจำโต๊ะไม้ขนาดใหญ่บนแท่นยกพื้น มีป้ายอักษรประดับเด่นบนผนังด้านหลัง

            อักษรเขียนไว้ว่า .. 'ซื่อสัตย์ อดทน ประชาชนเป็นศูนย์กลาง’

            อุทัยยืนอยู่กลางห้อง ส่วนอนันต์ยังดื้อดึงติดตามเข้ามา จนทางมือปราบต้องจัดให้มันนั่งตรงชุดโต๊ะเก้าอี้รับรองที่ด้านข้าง

            “เจ้าชื่ออุทัย หรือ ..” มือปราบหนวดเหล็กถามอุทัย

            “ใช่ ..” อุทัยพยักหน้าตอบ

            “เจ้ามากับขบวนของแคว้นกุสุมา ใช่หรือไม่” มือปราบหนวดเหล็กถามต่อ

            “ใช่ ..” อุทัยตอบ อนันต์นั่งฟังการสอบสวนนี้อย่างจดจ่อ

            “เจ้ารู้จักบุคคลผู้นี้หรือไม่ ..” มือปราบหนวดเหล็กกางแผ่นกระดาษ ภายในเป็นรูปวาดลายเส้นใบหน้าของคนผู้หนึ่งมีอายุราวสิบเจ็ดสิบแปดปี วงหน้าเรียวซูบ จมูกปากได้รูป แต่ดวงตาทั้งสองหลับอยู่

            อุทัยเกิดความรู้สึกคุ้น ราวกับเคยพบเจอคนผู้นี้มาก่อน มันพิจารณาอยู่ครู่หนึ่งจึงร้องออกมาว่า “อ่อ ออออ .. ข้านึกออกแล้ว .. เมื่อวาน มันผู้นี้กับสหาย มาขอซื้อป้ายมังกรเหินจากข้า”

            “เจ้าผู้นี้มาขอซื้อป้ายมังกรเหินจากเจ้า” มือปราบหนวดเหล็กถามย้ำ

            “ถูกต้อง!” อุทัยตอบ แล้วกล่าวว่า “มันเสนอให้ถึง เจ็ดสิบตำลึง แต่ข้ามิได้ขายให้เแก่พวกมัน”

            มือปราบหนวดเหล็กกล่าวต่อ “ไหนลองเล่าลำดับเหตุการณ์ ตลอดทั้งวันเมื่อวานของเจ้ามา”

            อุทัยหยุดคิดเล็กน้อย มันลำดับความคิด จึงเริ่มต้นเล่าว่า “ข้าตื่นเดินทางไปวังหลวงพร้อมยอดยุทธ์กุสุมาตั้งแต่เช้าตรู่ ..”

            “ท่านรู้หรือไม่ มียอดยุทธ์เข้าร่วมการประลองนับหลายพันคน .. ทั้งยังมีมังกรปราณ ลักษณะดังมังกรตัวเป็นๆ อีกหลายสิบตัวมาปรากฏตัวขึ้น ..”

            “ผู้ที่สยบมังกรปราณได้ ก็จะได้ครอบครองป้ายมังกรเหิน เพื่อใช้ในการประลองในวันนี้”

            “บรรดายอดยุทธ์ทั้งหลายเข้าต่อสู้กับมังกรปราณเหล่านั้น ทั้งยังต่อสู้กันเองเพื่อช่วงชิงป้ายมังกรเหินมาเป็นของตน”

            “ขณะนั้นเองก็มีมังกรปราณตัวหนึ่ง มาพูดคุยกับข้า .. ข้าไล่มันเท่าไหร่ ก็ไม่ยอมไป .. สุดท้ายจึงต้องเก็บมันกลับมา ..”

            อนันต์นั่งยิ้ม มือปราบหนวดเหล็กหัวเราะ “ฮา ฮา .. เจ้าได้ป้ายมังกรเหิน มาด้วยสาเหตุนี้ ..”

            อุทัยพยักหน้า กล่าวต่อว่า “.. ข้ากลับมาพักผ่อนยังเรือนพักคนงาน .. จวบจนช่วงเย็น บุรุษในรูปและสหายของมันก็มาหา แล้วขอซื้อป้ายมังกรเหินของข้า”

            มือปราบหนวดเหล็กถามย้ำ “มันมากับสหายหรือ ..”

            อุทัยกล่าว “ถูกต้อง .. มันมากับสหาย คนผู้นั้นยังเข้าประลองในวันนี้ด้วย”

            มือปราบหนวดเหล็กพยักหน้าใช้ความคิด อุทัยเล่าต่อ “สุดท้ายคนของกุสุมาก็เข้ามา ทั้งสองจึงต้องหนีเตลิดไป”

            “หลังจากนั้น ..” มือปราบหนวดเหล็กให้อุทัยเล่าต่อ อุทัยเล่าว่า “ผู้มาคือยอดยุทธ์ชาวกุสุมาที่เข้าวังหลวงพร้อมข้าเมื่อเช้า พวกมันต้องการป้ายมังกรเหินจากตัวข้า จนเกิดการวิวาทกัน”

            “สุดท้ายนักพรตผู้หนึ่งก็เข้ามาช่วงชิงป้ายมังกรเหินด้วยเช่นกัน .. ท่านซอกล่าวว่า คนผู้นั้นคือ จ้าวลัทธิอันใดข้าจำไม่ได้เสียแล้ว”

            มือปราบหนวดเหล็กถาม “ซออะวิน หรือ ..”

            อุทัยพยักหน้ารับ แล้วเล่าต่อ “มันผู้นั้นมีเวทมนตร์อันแปลกประหลาด .. แต่ โชคดีที่ข้าวิ่งเร็ว จึงหลบรอดนักบวชเหล่านั้นมาได้ ..”

            อุทัยปิดบังเรื่องที่มันได้เจอนักพรตสัมผัสฟ้า .. มันเล่าเพียงว่า ได้หลบหนีไปอยู่บนหลังคาป้อมมังกรสวรรค์จวบจนรุ่งเช้า

            มือปราบหนวดเหล็กนำปลายนิ้วลูบหนวด กล่าวขึ้นว่า “เจ้าไม่ได้เจอบุคคลผู้นั้นอีก ..” มันหมายถึงบุคคลในภาพที่แสดงแต่แรก

            อุทัยถูกซักถามอีกมากมาย มือปราบหนวดเหล็กผู้นี้สมเป็นนักสอบสวนอันช่ำชอง หลอกถามคำถามจนอุทัยหัวหมุน

            ผ่านไปครู่ใหญ่ .. อนันต์จึงกล่าวขึ้นบ้างว่า “ท่านมือปราบ ยังข้องใจอันใดอีกหรือ”

            มือปราบหนวดเหล็กกล่าว “การสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น .. เช่นนั้น ข้าเห็นสมควรนำมันไปจองจำเอาไว้ก่อน”

            อนันต์กล่าวแย้ง “มิได้ .. ท่านทำไปเช่นนั้นมิได้”

            มือปราบหนวดเหล็กมีท่าทีไม่พอใจ กล่าวว่า “ท่าน .. กำลังขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าพนักงาน .. หรือท่านก็ต้องการถูกจองจำร่วมกับมัน”

            อนันต์รีบกล่าวว่า “มิใช่เช่นนั้น .. ใจเย็นก่อนท่านมือปราบ” มันยกมือขึ้นคารวะแล้วกล่าวต่อ “เอาเช่นนี้ .. ข้าขอวางหลักประกัน หากท่านไม่สามารถติดตามมันมาได้ ก็ให้ยึดหลักประกันนี้ไป”

            “สิบตำลึงทอง เพียงพอหรือไม่” อนันต์กล่าวถามพร้อมนำถุงแพรอันหนักอึ้งออกมา

            มือปราบหนวดเหล็กถึงกับนิ่งไป .. สิบตำลึงทอง .. บุรุษผู้นี้คงมีที่มาไม่ธรรมดาเสียแล้ว .. มันกล่าวว่า “ท่านคิดว่าทองของท่าน สามารถดลบันดาลได้ทุกสิ่งหรือ ..”

            ฮา ฮา .. อนันต์หัวเราะ แล้วล้วงหยิบพัดพับออกมากางดัง .. พรึบบบบ .. พัดทำด้วยไม้และกระดาษชั้นเลิศ ยังมีรูปทิวทัศน์ป่าไม้ทิวเขา วาดด้วยลายเส้นพู่กันอันสุดวิจิตร

            อนันต์นั่งพัดอย่างเย็นใจ แล้วนำแผ่นป้ายครึ่งฝ่ามืออันหนึ่งส่งให้มือปราบผู้ช่วยนำไปให้มือปราบหนวดเหล็กพิจารณา

            เมื่อมือปราบหนวดเหล็กได้เห็นป้ายนั้นชัดตา สีหน้าก็แปรเปลี่ยนไปเป็นเกรงอกเกรงใจ หลังจากครุ่นคิดอันใดครู่หนึ่งก็กล่าวด้วยมารยาทอันดีว่า “เช่นนั้น ท่านทั้งสองติดตามเข้าไปด้านในก่อน”

            บ๊ะ! อุทัยลอบอุทาน .. สหายของมันผู้นี้คงมีหน้ามีตาไม่เบา มือปราบหนวดเหล็กจึงมีท่าทางเช่นนี้

            อุทัยและอนันต์ถูกนำเข้าสู่ภายในสำนักมือปราบ พวกมันเดินผ่านสวนขนาดย่อม เลี้ยวซ้ายขวาเข้าสู่กลุ่มอาคารไม้ ระหว่างทางอุทัยแอบกระซิบถาม “ท่านพี่ .. ท่านทำอันใด เจ้ามือปราบจึงยอมโดยง่าย”

            อนันต์ก็ตอบเสียงเบาอย่างติดตลกว่า “ให้รู้เสียบ้างว่า .. ข้าบุตรผู้ใด .. ฮา”

            อิ อิ .. อุทัยแอบหัวเราะ “ที่แท้ท่านพี่เป็นผู้มีหน้าตา .. นับถือ นับถือ .. ช่างน่านับถือนัก”

            อนันต์ยิ้มกริ่มเดินติดตามมือปราบไป แต่ยิ่งเดินบรรยากาศยิ่งสงัดวังเวง จนมาถึงอาคารหลังหนึ่ง ด้านหน้าตั้งโต๊ะเก้าอี้มีมือปราบชั้นผู้น้อยนายหนึ่งเข้าเวรนั่งรักษาการ

            มือปราบเวรรีบยืนตรงแสดงความเคารพ มือปราบหนวดเหล็กกล่าวด้วยเสียงราบเรียบว่า “เปิดประตูให้แก่เรา”

            “ขอรับ ..” มือปราบเวรเดินพรวดไปเปิดประตูบานใหญ่ กลิ่นกำยานลอยออกมาเตะจมูก

            ทั้งหมดเดินผ่านประตูเข้าไป ภายในเป็นห้องปิดทึบ มีเพียงแสงสลัวจากตะเกียงดวงน้อย และแสงบางๆ ที่ส่องเข้ามาจากระแนงระบายอากาศด้านบน

            มือปราบเวรเร่งแสงสว่างจากตะเกียง ควันบางเบาลอยอยู่เต็มห้อง เป็นควันเผาไหม้จากกระถางกำยาน อุทัยพบเห็นร่างๆ หนึ่งนอนอยู่บนแท่นไม้ยกสูงในระดับเอว

            มือปราบหนวดเหล็กเดินตรงเข้าไป กล่าวถามอุทัยว่า “ใช่บุคคลผู้นี้หรือไม่ ที่เสนอซื้อป้ายมังกรเหินจากเจ้า”

            อุทัยเดินเข้าไปชมดูร่างที่นอนแน่นิ่ง .. เมื่อพิจารณาก็พบว่าเป็นผู้ที่มาหาเมื่อวานจริงๆ แต่มันผู้นี้หามีลมหายใจไม่ .. มันตายเสียแล้ว

            “เป็นมัน ..” อุทัยตอบ

            “แน่ใจหรือ ..” มือปราบหนวดเหล็กถามซ้ำ

            “เป็นมันแน่นอน” อุทัยจดจำได้อย่างแม่นยำ .. ร่างนั้นยังสะบักสะบอมเช่นเดิม แต่ไม่ได้สวมเสื้อผ้า มีเพียงผ้าขาวคลุมปิดตั้งแต่ช่วงเอวลงไป

            อนันต์เดินตามเข้ามา มันมองดูร่างนั้นกล่าวว่า “อายุยังน้อย น่าเสียดาย ตายเสียแล้ว ..” แล้วถามมือปราบว่า “ท่านเจอมันตายมานานเท่าใดแล้ว”

            มือปราบหนวดเหล็กตอบ “เมื่อเช้าตรู่นี้เอง สมควรตายมาไม่เกินหกชั่วโมง” มันหยุดเล็กน้อยจึงกล่าวต่อ “เป็นคนของลัทธิฟ้าเหลืองแจ้งให้เราเข้าไปตรวจสอบ”

            อนันต์ถามต่อ “มันตายด้วยเหตุใด .. หรือ”

            มือปราบหนวดเหล็กกล่าว “ตามร่างกายมีเพียงรอยฟกช้ำ บาดแผลไฟลวกเล็กน้อย ไม่สามารถเป็นสาเหตุให้มันตายได้” มันนำนิ้วมือขึ้นลูบหนวดเรียวของมันราวกำลังใช้ความคิด “กระดูกทุกท่อนยังสมบูรณ์ อวัยวะภายในยังอยู่ในที่ของมัน .. แต่ประเดี๋ยวคงต้องผ่าพิสูจน์ดู ..”

            อุทัยยืนดูร่างนั้นด้วยความเวทนา มือปราบหนวดเหล็กกล่าวต่อ “.. บุรุษผู้นี้มีนามว่า อยาลอง เดินทางมาจากแคว้นกุมพกาม .. เจ้า ..” มันต้องชะงักเพราะเห็นอุทัยก้มลงราวกำลังสูดดมบางสิ่ง

            อุทัยเงยหน้าแล้วยืดตัวขึ้น “มันถูกพิษ .. มันตายเพราะยาพิษ ..”

            มือปราบเวร มือปราบหนวดเหล็ก และอนันต์มองอุทัยด้วยความฉงน อนันต์ถามว่า “ถูกพิษ! เจ้ารู้ได้อย่างไร ใช้จมูกสูดดมได้หรือ .."

            “ถูกต้อง!” อุทัยกล่าว มันยืนกอดอกขมวดคิ้ว “พิษนี้รุนแรงนัก .. ทางที่ดีท่านควรเผาศพนี้เสีย”

            ทั้งสามยิ่งฟังยิ่งฉงน มือปราบหนวดเหล็กยังไม่เชื่อวาจาของอุทัย แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ .. บุรุษผู้นี้อาจตายเพราะถูกพิษจริงๆ

            อนันต์ถามอีกครั้ง “เจ้า .. มั่นใจหรือ ..”

            อุทัยพยักหน้าตอบ “อื่มมม .. ข้ามั่นใจ ..” ยังทำหน้าครุ่นคิดกำลังทบทวนบางสิ่ง

            “ฮึ ..” อุทัยอุทาน แล้วนำมือข้างหนึ่งมาช้อนท้ายทอย มืออีกข้างมาบีบกระพุ้งแก้ม ทำอยาลองเงยหน้าปากอ้าออก แล้วชักมือที่ช้อนท้ายทอยมาล้วงเข้าไปในปากนั้น

            ทั้งหมดมองการกระทำของอุทัยด้วยความสนใจ เพียงชั่วครู่มันจึงดึงมือกลับมา พบเห็นวัตถุถูกนิ้วคีบติดออกมาด้วย .. มือปราบเวรถือถาดไม้เดินเข้ามาอย่างรู้งาน อุทัยจึงปล่อยสิ่งนั้นลงไป

            แกร็ก! .. เสียงวัตถุกระทบถาดไม้ มีแสงสะท้อนวิบๆ วับๆ ลักษณะเป็นเข็มกลัดรูปขนนกยาวเพียงหนึ่งนิ้ว ทำด้วยอัญมณีสีขาวใสบริสุทธิ์

            “.. หรือมันผู้นี้ ตายเพราะบริโภคสิ่งนี้เข้าไป ..” มือปราบเวรเสนอความคิดอ่าน

            มือปราบหนวดเหล็กหันมามองด้วยสายตาแข็งกร้าว พร้อมนำถาดไม้นั้นมาถือไว้ .. มือปราบเวรชั้นผู้น้อยถูกเจ้านายจ้องมองจนสะดุ้ง มันหุบปากก้มหน้าเดินถอยหลังไปสามสี่ก้าว

            เข็มกลัดอัญมณีใสรูปขนนก ถูกมือปราบหนวดเหล็กนำตะเกียบไม้คีบขึ้นมา น้ำข้นเหนียวสีเขียวคล้ำไหลย้อยลงเป็นทางยาว

            “ปักษาเทวา ..” อุทัยกล่าว

            “ถูกต้อง! คือ สัญลักษณ์ ปักษาเทวา ..” อนันต์กล่าว .. มันต้องหันมามองอุทัยอีกครั้ง

            “อันใด .. คืออันใด .. ปักษาเทวา” มือปราบหนวดเหล็กกล่าวถาม มันใช้ความคิดเล็กน้อยจึงอุทานว่า “ปักษาเทวา! .. มิใช่ สมาคมค้าขายสินค้าหรอกหรือ ..”

            กรึ๊กกก! เสียงแผ่วเบาดังออกมาจากเข็มกลัด ทำทั้งสามหันมามองเป็นตาเดียว

            น้ำเมือกสีดำไหลย้อย เป็นกรดเข้มข้นค่อยๆ กัดกร่อนเข็มกลัดนั้น .. ซซซซซซ ซู่ .. ซู่ ..

            ตะเกียบที่ใช้คีบขาดเป็นท่อน เข็มกลัดตกลงถาดไม้อีกครั้ง มือปราบหนวดเหล็กรีบวางถาดไว้บนพื้น แล้วจึงผงะออกมาอย่างรวดเร็ว

            .. ซซซซซซ ซู่ .. ซู่ .. ซู่ .. เข็มกลัดถูกกร่อนจนละลาย ทั้งถาดไม้ทั้งพื้นห้องทะลุเป็นวงหลุมขนาดเท่าฝ่ามือ ยังมีควันกรดลอยขึ้นเป็นสาย เมื่อกระทบถูกหลังคาก็กัดกร่อนกระเบื้องเป็นรูพรุน จนแสงจากภายนอกสาดส่องเข้ามาแนว

            “.. กลับมีการทำลายหลักฐานเช่นนี้” มือปราบหนวดเหล็กกล่าว

            “.. ไม่ธรรมดาเสียแล้ว” อนันต์กล่าวพร้อมกางพัดพับออกมากางแล้วพัดเบาๆ

            มิผิด .. มันไม่ธรรมดาเสียแล้ว .. การตายของอยาลองยังเป็นปริศนา .. สมาพันธ์ปักษาเทวามีแผนการอันใด .. เรื่องราวไม่ธรรมดาดังอนันต์กล่าวจริงๆ

            อุทัยยืนครุ่นคิดอยู่เพียงชั่วครู่ ก็มีมือปราบผู้หนึ่งวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามา มันรีบรายงานต่อมือปราบหนวดเหล็ก “เรียนนายท่าน มีคนจากวังหลวงมาขอพบ .. ขอรับ”

    คล้ายกับเรื่องยุทธวิจิตรพิชิตจักรภพ ที่คุณอ่าน