เส้นทางจักรพรรดินี

    บทที่ 45 เตรียมลุย

    บทที่45 เตรียมลุย

     

              ณ หมู่บ้านวินด์วิว ทวีปแห่งลม

            สถานการณ์ของกิลด์วอลันเทียร์ตกอยู่ในสภาวะคับขันสุดขีดเมื่อกิลด์ “ไจแอนท์” กิลด์ใหญ่อันดับต้น ๆ ของทวีปเอเชีย ซึ่งเป็นกิลด์ในสังกัดของเมือง“วินด์เดอลอส” เมืองที่อยู่ใต้การปกครองของจักรวรรดิแห่งลมอีกทอดหนึ่ง ได้รับภารกิจจากจักรวรรดิฯให้เข้ากวาดล้างหมู่บ้านต่าง ๆ ที่อยู่ในอาณาเขตการปกครองของพวกมันจากการยึดครองโดยกลุ่มผู้เล่นฯให้กลับมาขึ้นตรงต่อจักรวรรดิแห่งลมอีกครั้ง โดยที่ผ่านมากิลด์ไจแอนท์ได้ทำการโจมตีและยึดครองหมู่บ้านในอาณาเขตของเมืองวินด์เดอลอสมาเป็นจำนวนมากกว่า20หมู่บ้านแล้ว และในรอบนี้ ก็มาถึงรอบของหมู่บ้าน “วินด์วิว” ซึ่งเป็นหมู่บ้านสุดท้ายของเมืองวินเดอลอสที่ถูกยึดครองโดยกลุ่มผู้เล่นแล้ว

            “หมู่บ้านวินด์วิว”ได้รับการอัพเกรดให้เป็นหมู่บ้านระดับ A เมื่อไม่นานมานี้จากการทำงานอย่างหนักของสาวน้ำ รวมไปถึงบรรดาสมาชิกกิลด์วอลันเทียร์ทั้งหมดร่วม 2,000ชีวิต การพัฒนาของหมู่บ้านเป็นไปอย่างก้าวกระโดด จากหมู่บ้านระดับ Cถูกยกระดับขึ้นมาอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นหมู่บ้านระดับ A ในเวลาอันสั้น ซึ่งการยกระดับหมู่บ้านอย่างรวดเร็วเช่นนี้ ขอเพียงใช้สมองคิดก็จะรู้ว่าการพัฒนาในระดับนี้จำเป็นต้องใช้ทรัพยากรและการทุ่มเทแรงการแรงใจมากถึงเพียงไหน โดยผู้ลงทุนลงแรงหลักๆ คงจะหนีไม่พ้นสมาชิกแก๊งค่ายอาสาฯ และกลุ่มเพื่อนพ้องที่สนิทสนมราว 40 คน ที่ใช้เงินรายได้ ซึ่งได้รับมาจากการสังหารสัตว์อสูรและการทำภารกิจมากถึง90 เปอร์เซ็นต์ มาพัฒนาให้หมู่บ้านแห่งนี้กลายเป็นเมืองอย่างที่ทุกคนหวังเอาไว้

            แม้ว่าสมาชิกกิลด์วอลันเทียร์ทุกคนต่างก็มีความต้องการที่จะเห็นกิลด์ฯ และหมู่บ้าน ซึ่งพวกตนร่วมกันสร้าง เกิดการพัฒนาไปข้างหน้า...

            เพียงแต่...จักรวรรดิแห่งลมกลับมิได้คิดเช่นนั้น

            ในมุมมองของจักรวรรดิฯการที่มีหมู่บ้านระดับสูงอยู่ใต้อาณาเขตการปกครองของตนถือว่า เป็นเรื่องที่ดีแต่การมีหมู่บ้านระดับสูงที่ตนไม่อาจปกครองหรือสั่งการใด ๆ ได้ มันก็ไม่ต่างอะไรกับการเลี้ยงเสือเลี้ยงจระเข้เอาไว้ข้างกาย

            หมู่บ้านเล็ก ๆ ซึ่งถูกครอบครองโดยผู้เล่นเหล่านี้ปกครองยากนักหรือ?

            คำตอบก็คือ ไม่…

            ในสายตาจักรวรรดิฯพวกมันมิได้ต้องการอะไรมากกว่าความจงรักภักดีที่เมืองบริวารมีต่อพวกมัน และการแสดงความภักดีก็คือ“การส่งบรรณาการ” อย่างต่อเนื่องในจำนวนที่เหมาะสม เพียงแต่ตัวเลขของความเหมาะสมที่จักรวรรดิต้องการ...อาจจะมากเกินไปสักหน่อยสำหรับหมู่บ้านซึ่งถูกยึดครองโดยกลุ่มผู้เล่น

            เพราะหากกลุ่มผู้เล่นต้องการจะพัฒนาและยกระดับหมู่บ้านให้สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องนั้นพวกมันก็จะไม่สามารถส่งเครื่องบรรณาการให้ทางจักรวรรดิฯในจำนวนตัวเลขที่ทำให้จักรวรรดิเกิดความพึงพอใจได้

            สำหรับหมู่บ้านวินด์วิวแล้วการมอบความจงรักภักดีด้วยการถวายบรรณาการต่อจักรวรรดิฯ ในจำนวนตัวเลขที่ผู้ปกครองได้ตั้งเอาไว้กลับไม่ใช่เรื่องยากเย็นแต่ประการใด เพียงแต่ในช่วงห้าถึงหกเดือนหลังมานี้ทางเมืองต้นสังกัดกลับเรียกบรรณาการฯ ในตัวเลขที่สูงขึ้นกว่าเดิมถึง 3 เท่า ซึ่งทางหมู่บ้านวินด์วิวหรือกิลด์วอลันเทียร์เห็นว่าตัวเลขที่เมืองวินด์เดอลอสเรียกร้องมา เป็นจำนวนที่...มากเกินไป

            และไม่ใช่เพียงแค่หมู่บ้านวินด์วิวเท่านั้นที่ไม่สามารถจ่ายบรรณาการให้แก่เมืองต้นสังกัดฯในจำนวนที่ทางจักรวรรดิแห่งลมเรียกร้องมาได้ หมู่บ้านอื่น ๆ ซึ่งถูกปกครองด้วยผู้เล่นเองก็เช่นกันพวกมันก็ไม่สามารถจ่ายบรรณาการและภาษีในตัวเลขที่เมืองต้นสังกัดแจ้งมาได้จนเป็นสาเหตุให้พวกมันทั้งหมดรวมตัวกันแข็งข้อและหยุดส่งบรรณาการ รวมไปถึงงดจ่ายภาษีให้แก่เมืองต้นสังกัดเป็นเวลาหลายเดือนจนทำให้จักรวรรดิฯ ตัดสินใจส่งกองทัพมาปราบปรามอย่างที่เป็นอยู่ในเวลานี้

            แต่ในความเป็นจริงแล้วทางจักรวรรดิฯ เพียงต้องการให้เมืองบริวารแต่ละเมืองจัดส่งบรรณาการฯ และภาษีฯ จำนวนหนึ่งให้แก่ทางจักรวรรดิเป็นประจำอย่างต่อเนื่องเมืองวินด์เดอลอส ซึ่งเป็นเมืองบริวารของจักรวรรดิฯ ก็จัดส่งบรรณาการให้แก่อีกฝ่ายเป็นประจำมิได้ขาดด้วยเช่นกัน

            ในส่วนของเมืองวินด์เดอลอสเองก็มีอัตราในการจัดเก็บภาษีและจำนวนตัวเลขบรรณาการของแต่ละหมู่บ้านอยู่แล้ว แต่ทว่าเมืองวินด์เดอลอสนั้นกลับเป็นเมือง ซึ่งมีหมู่บ้านระดับสูงอยู่ภายใต้การปกครองเพียงน้อยนิด อีกทั้งในช่วงนี้สถานการณ์ภายในจักรวรรดิก็เริ่มเกิดสงครามตามแนวชายแดนระหว่างทวีปมากขึ้น ดังนั้นทางจักรวรรดิจึงต้องการให้เมืองที่อยู่ภายใต้การปกครองของตนส่งทรัพยากรมาให้ในจำนวนที่มากขึ้นกว่าเดิม

            ไม่เพียงเท่านั้นเมืองวินด์เดอลอสเองก็ยังประสบปัญหาฯ จากการที่หมู่บ้านต่าง ๆ ซึ่งมีผู้เล่นปกครองอยู่เริ่มแข็งข้อต่อต้านรวมทั้งปัญหาในการบริหารงานที่ผิดพลาดของตัวเจ้าเมืองเอง จนทำให้สภาวะทางการเงินของเมืองเริ่มเกิดปัญหาและไม่สามารถส่งบรรณาการตามจำนวนตัวเลขที่จักรวรรดิกำหนดไว้ได้

            ในระยะแรก ๆเมื่อจักรวรรดิเริ่มทวงถาม ทางเจ้าเมืองก็พอจะสามารถกลบเกลื่อน เพื่อยืดระยะเวลาออกไปได้จวบจนถึงครั้งล่าสุด เจ้าเมืองวินด์เดอลอสก็ไม่สามารถทำการบ่ายเบี่ยงได้อีก ดังนั้นเจ้าเมืองจึงได้แจ้งต่อจักรวรรดิฯถึงสาเหตุที่พวกมันไม่สามารถส่งบรรณาการได้ตามเป้าฯ โดยอ้างว่า “หลายหมู่บ้าน ซึ่งถูกครอบครองโดยมนุษย์ผู้ได้รับพรจากองค์เทพีฯ(ผู้เล่น) ต่างพากันแข็งข้อไม่ยอมจ่ายภาษีให้แก่เมืองฯ ดังนั้นเมืองวินด์เดอลอส จึงไม่สามารถส่งบรรณาการให้แก่จักรวรรดิได้ครบตามจำนวนที่ร้องขอ...”

              และนี่...จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้จักรวรรดิตัดสินใจส่งกองทัพเข้าปราบปรามหมู่บ้านหรือเมืองที่ถูกครอบครองโดยผู้เล่น โดยมีจุดประสงค์ให้เมืองหรือหมู่บ้านต่าง ๆ ที่อยู่ภายใต้การปกครองของจักรวรรดิเกิดความเกรงกลัวและรับรู้ถึงการคงอยู่ของจักรวรรดินั่นเอง

              ในการปราบปรามหมู่บ้านครั้งนี้ทางจักรวรรดิได้ส่งกองทหารมาให้แก่เจ้าเมืองฯ ในภารกิจกวาดล้างครั้งนี้เป็นจำนวนถึง4,000 นาย นำโดย “เคนดริก” แม่ทัพหนุ่มฝีมือดีคนหนึ่งของจักรวรรดิฯ ซึ่งทหารในสังกัดทั้งหมดมีมีระดับเฉลี่ยอยู่ที่230 ส่วนตัวแม่ทัพเคนดริกเอง มันก็มีระดับสูงถึง 300 เลยทีเดียว นอกจากนี้ทางเจ้าเมืองวินด์เดอลอสเองก็ยังได้มอบหมายให้กิลด์ไจแอนท์ร่วมเป็นผู้นำในการกวาดล้างหมู่บ้านที่แข็งข้อในครั้งนี้อีกด้วยเพราะกิลด์ไจแอนท์ถือเป็นกิลด์ที่มีกำลังรบ และมีอิทธิพลต่อเมืองแห่งนี้สูงที่สุดในบรรดากองกำลังที่อยู่ในเมืองวินด์เดอลอสทั้งหมดอีกทั้งพวกมันยังมีความสัมพันธ์อันดีกับเจ้าเมืองเป็นการส่วนตัวอีกด้วย

              “กิลด์ไจแอนท์”แม้จะเป็นกิลด์ที่อยู่ในสังกัดเมืองวินด์เดอลอส แต่พวกมันก็ใช่ว่าจะรับคำสั่งจากเจ้าเมืองไปเสียทุกครั้งเนื่องจากพวกมันไม่ใช่หน่วยทหารประจำเมืองฯ ถึงแม้สมาชิกในกิลด์ของพวกมันจะเป็นประชากรของเมืองนี้แต่รูปแบบการปกครองของเมืองที่มีต่อพวกมัน กลับไม่ได้เป็นการขึ้นตรงต่ออำนาจของเจ้าเมืองแต่อย่างใดคล้ายกับเป็นกองกำลังอิสระของผู้เล่นที่ใช้เมืองแห่งนี้ แผ่อิทธิพลและขยายฐานอำนาจของกิลด์ออกไปเพียงเท่านั้น

            ส่วนสาเหตุที่ทำให้พวกมันตกลงรับงานนี้ก็เพราะว่าผลตอบแทนที่พวกมันจะได้รับ หลังจากสำเร็จภารกิจปราบปรามแล้วก็คือ พวกมันจะได้รับสิทธิ์ในการจัดเก็บภาษีจากหมู่บ้านที่ถูกยึดครองในสัดส่วนที่สูงถึง20 เปอร์เซ็นต์ รวมทั้งได้รับสิทธิ์ในการครอบครองหมู่บ้านแห่งหนึ่งเป็นของแถมอีกด้วยเมื่อพวกมันมองเห็นผลประโยชน์ที่ถูกวางกองอยู่ตรงหน้าเช่นนี้ มีหรือ? พวกมันจะยังรีรอไม่รีบตะครุบเอาไว้ก่อนที่กิลด์อื่นที่ทราบข่าว...และมาขอส่วนแบ่งจากเค้กก้อนโตชิ้นนี้ไป

              ในปฏิบัติการกวาดล้างครั้งนี้กิลด์ไจแอนท์เรียกระดมบรรดาสมาชิกในกิลด์ถึงครึ่งหนึ่ง เป็นจำนวนกว่า 3,000 คน โดยสมาชิกแต่ละคนก็ถือว่าเป็นผู้เล่นระดับสูงของกิลด์แทบทั้งสิ้น อีกทั้งภารกิจในครั้งนี้สำหรับไจแอนท์แล้วถือได้ว่า เป็นภารกิจ “ระดับเมือง” ที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่พวกมันเคยรับมาอีกด้วย

              ตามแผนการฯกิลด์ไจแอนท์คิดว่า พวกมันจะสามารถกวาดล้างหมู่บ้านน้อยใหญ่ที่แข็งข้อจำนวนกว่า 20หมู่บ้าน ได้ด้วยความสะดวกราบรื่น อีกทั้งยังคาดว่าเวลาที่ใช้ในการปฏิบัติภารกิจก็น่าจะไม่นานนัก เนื่องจากหมู่บ้านเหล่านั้น ต่างก็เป็นหมู่บ้านที่มีจำนวนประชากร(NPC) น้อยนิด และกิลด์ของผู้เล่นที่ครอบครองหมู่บ้านอยู่ก็ไม่ได้มีความแข็งแกร่งมากนักเมื่อเป็นเช่นนี้ สมาชิกทุกคนในกิลด์ไจแอนท์ต่างก็เข้าใจว่า ภารกิจการกวาดล้างหมู่บ้านที่รับมา...เสมือนเป็นภารกิจง่ายๆ ที่มีแต่ได้กับได้

            ส่วนสาเหตุที่หมู่บ้านของผู้เล่นได้เกิดการแข็งข้อต่อต้านยุติการส่งบรรณาการและงดจ่ายภาษีให้แก่เมืองฯ ก็เป็นเพราะพวกมันต่างก็คิดตรงกันว่าเมืองวินด์เดอลอส คงไม่มีปัญญาส่งกองทัพขนาดใหญ่มาจัดการกับพวกมันอย่างแน่นอนเพราะดูจากกองกำลังทหารประจำเมืองของวินด์เดอลอสนั้น อย่างมากก็มีจำนวนเพียงแค่ 2พันนายเท่านั้น ดังนั้นเจ้าเมืองจึงไม่อาจส่งกำลังทหารของเมืองทั้งหมดออกมาปราบกฎได้อย่างแน่นอนนอกจากนี้หมู่บ้านต่าง ๆ ที่แข็งข้อ ต่างก็มีที่ตั้งอยู่ในละแวกใกล้เคียงกันเมื่อมีการโจมตีเกิดขึ้น พวกมันย่อมสามารถส่งกำลังมาสนับสนุนช่วยเหลือหมู่บ้านที่ถูกโจมตีได้อย่างทันท่วงทีอีกทั้งพวกมันยังคิดไปไกลถึงขั้นที่ว่า หากเจ้าเมืองวินด์เดอลอสมอบภารกิจกวาดล้างให้กองกำลังของผู้เล่นที่อยู่ภายใต้สังกัดเมืองเป็นผู้รับภารกิจฯแต่การจะกวาดล้างพวกมันทั้งหมดในเวลาอันสั้นนั้น...แทบจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เพราะหากพวกมันรวมกำลังกัน กองกำลังฝ่ายกบฏอย่างพวกมัน ก็จะมีจำนวนมากถึงเกือบ 2หมื่นคนเลยทีเดียว

              แต่คนคำนวณหรือจะสู้ฟ้าลิขิต...ใครจะไปรู้ได้ว่าจักรวรรดิแห่งลมที่เพิกเฉยต่อกิจการภายในของเมืองบริวารต่าง ๆ มาโดยตลอด กลับเปลี่ยนแนวคิดการปกครองไปอย่างพลิกฟ้าคว่ำดินเช่นนี้พวกมันไม่รู้ด้วยซ้ำว่า เหตุใดทางจักรวรรดิ? จึงส่งกองทัพอันแข็งแกร่งมาร่วมภารกิจกวาดล้างพวกมันในครั้งนี้และเหตุใดจักรวรรดิ? จึงต้องเข้ามาแทรกแซงกิจการภายในของเมืองที่อยู่ใต้อาณัติของพวกมันด้วย...

              ผู้อื่นอาจจะไม่รู้แต่มีอยู่คนหนึ่งที่รู้อยู่เต็มอก...จางหลง

            “จางหลง”ผู้เป็นหัวหน้ากิลด์ไจแอนท์ ย่อมรู้มาก่อนหน้านี้แล้ว มันรู้เรื่องนี้มาก่อนที่จะเกิดการแข็งข้อของหมู่บ้านต่างๆ ซึ่งอยู่ใต้อาณัติของเมืองวินด์เดอลอสเสียอีก

            และเป็นมันนี่เองที่แอบส่งสมาชิกในกิลด์ฯ ไปแฝงตัวอยู่ในหมู่บ้านต่าง ๆ เพื่อคอยปลุกปั่นยุยงให้หมู่บ้านซึ่งอยู่ใต้การปกครองของเมืองวินด์เดอลอสเกิดการแข็งข้อและยุติการส่งทรัพยากรให้แก่ต้นสังกัดฯ

              จางหลงทำแบบนี้ไปทำไม?

              สิ่งที่จางหลงต้องการก็คือ“เมืองวินด์เดอลอส”

            จางหลง หมายมั่นปั้นมือจะยึดเอาเมืองวินด์เดอลอสมาเป็นฐานกำลังของกิลด์นานมากแล้วแต่กระนั้น ตัวมันเองกลับไม่มีความสามารถพอที่จะใช้วิธี “ทำสงครามชิงเมือง” นั่นก็เป็นเพราะว่ากิลด์ของมัน ยังไม่พร้อมจะรับศึกหลายด้านในคราเดียว เพราะหากมันประกาศทำสงครามชิงเมืองฯตัวมันและกิลด์ฯ ก็จะถูกเมืองวินด์เดอลอสประกาศให้เป็นศัตรูกับเมืองในทันที ซึ่งนั่นก็จะทำให้กิลด์อื่นๆ รวมไปถึงหมู่บ้านต่าง ๆ ซึ่งอยู่ใต้สังกัดเมืองวินด์เดอลอสรุมกระหน่ำมันโจมตีพวกมันอยู่แต่ฝ่ายเดียวจางหลงรู้ตัวดีว่า กิลด์ของมันไม่ได้ใหญ่พอจะทำสงครามชิงเมืองได้อย่างเปิดเผยดังนั้นมันจึงวางแผนการให้เมืองวินด์เดอลอสเกิดความระส่ำระสายจากภายใน รวมไปถึงหยิบยืมกองกำลังภายนอกมาช่วยเหลือในการปฏิบัติการชิงเมืองของมันในครั้งนี้...

              จางหลงสร้างความปั่นป่วนวุ่นวายจากภายในได้แล้ว มันปลุกปั่นให้หมู่บ้านหลายแห่งเกิดการแข็งข้อต่อเมืองวินด์เดอลอสจากนั้นตัวมันก็จะขอให้เจ้าเมืองร้องขอให้ทางจักรวรรดิฯ จัดส่งกำลังทหารมาช่วยในการปราบปรามหมู่บ้านต่างๆ เหล่านั้น ส่วนอีกทางหนึ่ง จางหลงก็ได้ติดต่อกับทางจักรวรรดิเป็นการลับผ่านทางอาจารย์ของมัน(NPC) ซึ่งพอจะมีอำนาจอยู่ในสภาของจักรวรรดิฯ โดยปล่อยข่าวลวงสร้างข้อมูลเท็จเกี่ยวกับพฤติกรรมอันเหลวแหลกและการบริหารงานที่ผิดพลาดของเจ้าเมืองฯ จนทำให้จักรวรรดิเห็นว่า ต้องมีการปฏิรูปเมืองแห่งนี้เสียใหม่และสุดท้าย เมื่อกิลด์ของมันจัดการกวาดล้างหมู่บ้านที่แข็งข้อลงได้ ตัวมันก็จะนำกำลังสมาชิกกิลด์ผสานทั้งในและนอกบุกจู่โจมเข้ายึดปราสาทของเมืองวินด์เดอลอส พร้อมกับยึดอำนาจการบริหารเมืองมาเป็นของตัวเองอย่างรวดเร็ว

              แผนการอย่างคร่าวๆ ของจางหลงเป็นเช่นนี้ แต่สิ่งที่มันคาดไม่ถึงก็คือ “หมู่บ้านที่แข็งข้อ” ซึ่งมันได้ประเมินไว้ในตอนแรกกลับผุดขึ้นมาราวกับดอกเห็ดหากนับรวม ๆ แล้ว ฝ่ายตรงข้ามกลับมีจำนวนเกือบ 30 หมู่บ้านเลยทีเดียว ฉะนั้นการจะโจมตีหมู่บ้านกบฏทั้งหมดให้ราบในคราเดียวนั้นกลับไม่ได้เป็นเรื่องง่ายเหมือนที่ตัวมันเคยคาดการณ์เอาไว้อีกแล้ว

            เมื่อเป็นเช่นนี้กองกำลังทหารที่มันร้องขอไปในคราวแรกจำนวน 2,000 นาย จึงไม่น่าจะเพียงพอที่จะปราบหมู่บ้านของเหล่ากบฏให้สิ้นในเวลาอันสั้นด้วยเหตุนี้ จางหลงจึงร้องขอกองกำลังสนับสนุนเพิ่มเติมในครั้งนี้อีกจำนวน 1,000นายต่อจักรวรรดิแห่งลมอีกครั้ง

             มิคาด...ไม่เพียงจักรวรรดิฯ จะตอบรับข้อเสนออย่างรวดเร็วอีกทั้งยังเพิ่มจำนวนกองทหารให้มันจากเดิม 2 พันนาย มาเป็นจำนวน 4 พันนายให้อีกต่างหากนอกจากนี้ทางจักรวรรดิยังได้ส่งแม่ทัพชั้นแนวหน้ามาร่วมปฏิบัติภารกิจปราบปรามในครั้งนี้อีกด้วย

            และที่จางหลงคาดไม่ถึงอีกเรื่องหนึ่งก็คือทางด้านเจ้าเมืองวินด์เดอลอสเอง ก็ได้ส่งกองทหารประจำเมือง ซึ่งมีอยู่เพียงน้อยนิดให้มาเข้าร่วมภารกิจปราบปรามในครั้งนี้เป็นจำนวนถึง 1,000 นาย หนำซ้ำตัวเจ้าเมือง ยังได้ส่งแม่ทัพใหญ่คู่กายมาร่วมปราบปรามสังหารกลุ่มผู้เล่นที่แข็งข้อในครั้งนี้ร่วมด้วยอีกต่างหาก

              จางหลงไม่กังวลเกี่ยวกับภารกิจการปราบปรามหมู่บ้านที่แข็งข้ออีกต่อไปเมื่อมันมีกองทัพขนาดใหญ่ ซึ่งมีจำนวนนักรบรวมกันถึง 8 พันคน อีกทั้งในบรรดานักรบเหล่านี้ยังมีทหารของจักรวรรดิ ซึ่งเป็นนักรบแกร่งระดับสูงอีกด้วย

            เพียงแต่...สิ่งที่มันต้องระวังเป็นพิเศษก็คือแผนการในขั้นต่อไป ซึ่งจะเป็นการยึดอำนาจจากเจ้าเมืองต่างหากที่จางหลงเกรงว่า จะเกิดความผิดพลาดจนถึงขั้นภารกิจของตัวเองต้อง“ล้มเหลว” เพราะการที่เจ้าเมืองวินด์เดอลอสได้ส่งแม่ทัพใหญ่คู่บารมี ซึ่งมีระดับสูงถึง320 ออกมาร่วมปราบกบฏกับพวกมันด้วยเช่นนี้ จึงทำให้จางหลงคิดเป็นอย่างอื่นไม่ได้เลยนอกเสียจากว่าตัวเจ้าเมืองเอง อีกฝ่ายก็คงจะรับรู้ระแคะระคายในแผนการบางอย่าง จนเกิดเป็นความระแวงสงสัยในตัวมันอยู่ด้วยเช่นกันหากไม่เป็นเช่นนั้น...เจ้าเมืองเฒ่าผู้นี้ คงไม่คิดส่งแม่ทัพใหญ่ที่ประดุจดั่งแขนขาและเป็นเสมือนเสาหลักของเมืองฯ มาคอยจับตาดูการกระทำของมันอยู่เช่นนี้เป็นแน่...

            ดังนั้นก่อนที่มันจะเปิดเผยแผนการขั้นต่อไปให้กองกำลังฝ่ายมันได้รับทราบตัวมันจะต้องแน่ใจเสียก่อนว่า อีกฝ่ายไม่ได้ล่วงรู้หรือรับทราบแผนการลับของมัน ไม่เช่นนั้น...สิ่งที่มันได้วางแผนไว้ตั้งแต่แรกคงจะต้องล้มครืนพังลงในคราเดียวอย่างแน่นอน

              ในส่วนของแม่ทัพหนุ่มจากจักรวรรดิแห่งลมนั้นจางหลงแทบไม่จำเป็นต้องห่วง หรือเกิดความกังวลอันใดกับตัวตนของอีกฝ่าย เพราะถึงแม้“เคนดริก” จะเป็นแม่ทัพในสังกัดของจักรวรรดิฯ แต่แม่ทัพหนุ่มผู้นี้ ก็เคยได้รับการสนับสนุนและผลักดันจากผู้เป็นอาจารย์ของมันจนสามารถเลื่อนขึ้นมาเป็นแม่ทัพใหญ่ของจักรวรรดิได้นั่นเอง อีกทั้งการที่เคนดริกได้รับมอบหมายหน้าที่ให้นำกองกำลังจำนวน4 พันนายออกมาปฏิบัติภารกิจในครั้งนี้ ยังเป็นเพราะได้รับการเสนอชื่อจากผู้เป็นอาจารย์ของจางหลงด้วยเช่นกัน

            เมื่อเป็นเช่นนี้ปัญหาและความกังวลใจเพียงหนึ่งเดียวของหัวหน้ากิลด์ไจแอนท์ผู้นี้ กลับอยู่ที่แม่ทัพใหญ่ผู้เป็นมือขวาของเจ้าเมืองวินด์เดอลอสเท่านั้น

              จางหลงในฐานะของผู้บัญชาการศึกฯ ได้แบ่งกองกำลังออกเป็น 3 ส่วนตามต้นสังกัด คือทัพหน้าจำนวน1 พันนาย เป็นกองทัพจากเมืองวินด์เดอลอส กองทัพด้านปีกซ้าย-ขวาจำนวน 4 พันนาย จะเป็นกองกำลังจากกองทัพของจักรวรรดิแห่งลมส่วนทัพกลางและทัพหลังจำนวน 3 พันคน ตกเป็นหน้าที่รับผิดชอบของผู้เล่นกิลด์ไจแอนท์ซึ่งมีตัวมันเป็นผู้ควบคุมและสั่งการทั้งหมดนั่นเอง

              ผลจากการโจมตีและบุกยึดหมู่บ้านของเหล่ากบฏจำนวนกว่า20 หมู่บ้านที่ผ่านมา กองทัพปราบกบฏของจางหลงได้รับความเสียหายไปไม่น้อยกว่า 30เปอร์เซ็นต์ โดยกองทัพที่เกิดความสูญเสียมากที่สุดย่อมเป็นทัพหน้าฯ ซึ่งนำโดยกองทัพของเมืองวินด์เดอลอสนั่นเองส่วนปีกซ้ายขวาที่มาจากกองทัพจักรวรรดิฯ พวกมันก็พบกับความสูญเสียอยู่บ้างเล็กน้อยส่วนกองทัพของกิลด์ไจแอนท์...แทบไม่มีผู้เล่นรายใดที่เสียชีวิตจากศึกในครั้งนี้เลย

              เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น...

              คำตอบก็คือตัวเลขความเสียหายที่เกิดขึ้นที่เห็นอยู่นี้...อยู่ในแผนการของจางหลงมาแต่แรกแล้ว

            จางหลงทราบดีว่าด้วยศักยภาพของกองทัพระดับนี้ การโจมตีหมู่บ้านเล็ก ๆ ย่อมไม่ใช่ปัญหาแต่อย่างใด พวกมันสามารถจัดการขุดรากถอนโคนหมู่บ้านต่างๆ ได้โดยดาย สิ่งเดียวที่จางหลงกริ่งเกรงอยู่ก็คือ “ลูเซียส” แม่ทัพใหญ่แห่งมืองวินด์เดอลอสระดับ 320 ผู้นี้

            ดังนั้นในการบุกจู่โจมหมู่บ้านแต่ละครั้งจางหลงจะออกคำสั่งให้ทัพหน้าฯ เป็นผู้บุกตะลุยจู่โจมและเผชิญหน้ากับกองกำลังป้องกันของหมู่บ้านโดยตรงก่อนจากนั้นทัพปีกซ้ายขวาที่คอยคุมเชิงอยู่ด้านนอกจะเข้ามาสนับสนุนฯ ทำการสังหารศัตรูและผู้ที่หลบหนีออกมาจากหมู่บ้านโดยล้อมกระหนาบโจมตีจากด้านนอกเข้ามา ส่วนทัพกลางจะเป็นฝ่ายคอยเก็บตกศัตรูที่เหลือรอดมาจากการปะทะกับทัพหน้าฯซึ่งจางหลงให้เหตุผลที่มันสั่งการเช่นนี้ว่า “การศึกครั้งนี้ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากปัญหาของเมืองวินด์เดอลอสดังนั้นกองกำลังทัพวินด์เดอลอส จึงต้องเป็นกองทัพหลักในการจู่โจมและเผชิญหน้ากับศัตรูฯเพื่อให้ศัตรูทั้งหมดได้เห็นความร้ายกาจของกองทัพฯจนไม่กล้าแข็งข้อต่อต้านคำสั่งของเจ้าเมืองอีกต่อไป” และอีกเหตุผลหนึ่งที่เหนือชั้นไปกว่านั้นก็คือจางหลงกล่าวขยายความว่า “ตนต้องการให้กองทัพของวินด์เดอลอส ‘สร้างผลงาน’ ให้เป็นที่ประจักษ์ฯ และได้รับเอาความชอบส่วนใหญ่ของการศึกครั้งนี้ไว้...อย่างเต็มภาคภูมิ”

            ด้วยเหตุผลเหล่านี้จึงทำให้แม่ทัพใหญ่แห่งวินด์เดอลอสตกอยู่ในสภาพน้ำท่วมปาก ไม่สามารถหาข้ออ้างมาหักล้างเหตุผลของอีกฝ่ายได้อีกทั้งนี่...ยังเป็น “คำสั่ง” จากผู้บัญชาการศึกฯ หาใช่ “คำร้องขอ” แต่ประการใด

            ในส่วนลึกแล้ว แม่ทัพใหญ่ผู้ชำนาญศึกผู้นี้ก็พอจะมองออกถึง “ความผิดปกติ” ในแผนการฯ การจัดทัพบุกโจมตีศัตรูครั้งนี้อยู่ไม่น้อย

            แต่ทหารก็คือทหารเมื่อได้รับ “คำสั่ง” ก็ต้อง “ปฏิบัติ”

            ด้วยเหตุนี้ แม้กองทัพของเมืองวินด์เดอลอสจะได้รับความเสียหายอย่างหนัก แต่พวกมันก็ยังกัดฟันปฏิบัติหน้าที่ฯ ตามที่ได้รับมอบหมายอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง...

              แต่ผลจากการกรำศึกหนักมาตลอด1 เดือนเต็ม ก็ทำให้กองทัพวินด์เดอลอสเหลือนักรบอยู่เพียงครึ่งหนึ่ง...จากที่เคยนำมาในตอนแรกเท่านั้น

            เพียงแต่...หมู่บ้านวินด์วิวที่ตั้งอยู่เบื้องหน้ากลับเป็นเป้าหมายสุดท้ายของภารกิจปราบปรามกลุ่มกบฏในครั้งนี้แล้ว “คอยดูไปเถอะ...หากสิ้นสุดภารกิจนี้เมื่อไหร่ข้าจะรายงานพฤติกรรมอันไม่ชอบมาพากลของผู้บัญชาการศึกฯ ต่อท่านเจ้าเมืองอย่างแน่นอน...”แม่ทัพใหญ่แห่งวินด์เดอลอสกล่าวกระตุ้นตัวเองอีกครั้ง ก่อนจะมุ่งหน้าออกจากกระโจมของตนเพื่อกล่าวคำปลุกใจแก่เหล่าทหารในสังกัดกองทัพวินด์เดอลอสทั้งหมดที่รออยู่ด้านนอก...

              ............

              เวลาที่มีนใช้ในการสลักกลไกวงเวทบทมหาเวทฯลงบนแผ่นน้ำแข็งรูปวงกลมขนาดมหึมาผ่านไปกว่า 6 ชั่วโมงแล้ว จนท้ายที่สุดกลไกมหาเวทที่จอมอาคมสาวผู้นี้เคยคิดจะลองใช้งานฯแต่กลับต้องกลายเป็นหมันไป...ก็เสร็จสมบูรณ์อย่างงดงาม อีกทั้งในคราวนี้ หลังจากหญิงสาวเรียกใช้ทักษะตกแต่งงานศิลป์...มันก็ยังแสดงผลออกมาในระดับสูงสุดให้หญิงสาวได้เห็นอีกด้วยนั่นก็คือ “ระดับพิศวง”

            นั่นก็หมายความว่าระดับความรุนแรงของกลไกมหาเวทวงนี้ จะมีพลังทำลายเพิ่มขึ้นจากปกติมากกว่า 300 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว(250 เปอร์เซ็นต์จากทักษะ [สร้างเงื่อนไข] ขั้นเชี่ยวชาญ อีก 50 เปอร์เซ็นต์ จากทักษะ [ตกแต่งงานศิลป์]ระดับพิศวง)

              หลังจากเก็บวงเวทมหาประลัยเข้าคลังสมบัติเคลื่อนที่ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วมีนจึงเดินดุ่มมุ่งหน้าเข้าสู่อาณาเขตของเมือง “วังเจ้าสมุทร” อย่างไม่รอช้า จากนั้นจึงเรียกปลาตีนน้อยทั้งหมดออกมาช่วยต่อสู้ซึ่งพวกมันทุกตัวต่างก็มีความกระดี๊กระด๊าและรู้สึกสนุกสนานไปกับการได้เข่นฆ่าสังหารศัตรูเป็นการใหญ่

              ทันทีที่มีนและคณะเข้ามาในอาณาเขตชั้นนอกของวังเจ้าสมุทรข่ายเวทมนตร์เตือนภัยฯ ซึ่งถูกติดตั้งอยู่โดยรอบก็ส่งเสียงแจ้งเตือนขึ้นมาในทันทีจากนั้นไม่นาน...กองทัพสัตว์อสูรจากทั่วทุกสารทิศต่างทยอยมุ่งหน้าออกจากประตูเมืองฯเพื่อมาต้อนรับฝ่ายผู้บุกรุกอย่างรวดเร็ว

            แม้นักรบในกองทัพสัตว์อสูรจะมีจำนวนไม่น้อยแต่ “จำนวน” กลับก็ไม่ใช่ปัญหาสำคัญสำหรับหญิงสาวและพวก นั่นก็เพราะว่ากองทัพสัตว์อสูรเหล่านี้พวกมันมีระดับอยู่ในช่วง 180-230 เท่านั้น

              กองทัพสัตว์อสูรซึ่งตั้งทัพอยู่ตรงหน้าประตูเมือง หากกะคร่าว ๆ ด้วยสายตาแล้ว พวกมันน่าจะมีจำนวนราวๆ  2,500-3,000 ตัวเห็นจะได้ พวกมันทั้งหมดต่างก็ยืนเข้าแถวเป็นแถวตอนเรียงกันอย่างเป็นระเบียบนับจำนวนได้ไม่ต่ำกว่า30 แถว อีกทั้งกองทัพที่ว่ายังตั้งประจันหน้ากับกลุ่มของผู้บุกรุก โดยขวางปากทางเข้าเมืองเอาไว้ไม่ให้อีกฝ่ายล่วงล้ำผ่านแนวเขตของกำแพงเมืองเข้าไปด้านในได้

              มีนยิ้มมุมปากพร้อมกับหน่วงเวทที่ตัวเองร่ายเอาไว้อย่างใจเย็นและรอให้กองทัพสัตว์อสูรจัดแถวตั้งขบวนจนแล้วเสร็จ

              สัตว์อสูรชั้นทหารหลายตัวมีสีหน้าสับสนปนสงสัยอย่างไม่อาจปิดบัง

            เห็น ๆกันอยู่ว่า สัญญาณเตือนภัยที่ดังขึ้นมานี้ เป็นสัญญาณเตือนภัย “ระดับสูงสุด” ซึ่งสัญญาณนี้จะถูกตั้งค่าให้ทำการแจ้งเตือนต่อเมื่อ “มีผู้บุกรุก” ที่มีความอันตรายและอาจจะสร้างความเสียหายต่อเมืองอย่างร้ายแรงเท่านั้นดังนั้นพวกมันจึงเกิดความสงสัยว่า เหตุใด? กลุ่มผู้บุกรุก ซึ่งมีจำนวนเพียงไม่กี่คนแต่กลับทำให้สัญญาณเตือนภัยระดับสูงสุด...ดังขึ้นมาได้

              แต่ความสงสัยที่ปรากฏอยู่บนใบหน้าของพวกมันก็หมดไปกลับเปลี่ยนเป็นความตื่นตระหนกเข้ามาแทนที่ในชั่วพริบตา เมื่อสิ้นสุดเสียงร้องตะโกนด้วยความเหี้ยมหาญจากแม่ทัพของพวกมันที่แหกปากตะเบ็งเสียงขึ้นมาคำหนึ่งว่า “แอกโซโลตล์!!”

              …………