หมอกสีเถ้าในหุบเขาอสูรมิได้ไหลเวียนตามครรลองฟ้าดินอีกต่อไป ทว่ามันกำลังกรีดร้องและถอยร่น มวลอากาศที่เคยหนาหนักดุจกำแพงเหล็กถูกเจตจำนงสังหารที่บิดเบี้ยวผลักแหวกออกอย่างรุนแรง รอบกายของมัจจุราชในคราบมนุษย์ที่ยืนเหยียบอยู่บนยอดซากศพอสูรบรรพกาลซึ่งถูกสูบกลืนแก่นชีวิตจนแห้งกรัง หยดโลหิตสีดำข้นราวกับยางไม้เน่าไหลรินลงจากปลายดาบยักษ์ทัณฑ์ปฐพี แหมะ... ในวินาทีที่หยาดเลือดตกกระทบพื้นโคลน เลนสีดำส่งเสียงฉ่าดุจถูกสาดด้วยพิษร้าย ควันสีเขียวหม่นพวยพุ่งขึ้นมาพร้อมกลิ่นกำมะถัน โลหิตนั้นมิใช่เลือดมนุษย์อีกต่อไป หากแต่เป็นตะกรันพิษที่หลอมละลายจากเตานรก เย่เฉินนิ่งงัน นิ่งเสียจนไร้ซึ่งสัญญาณแห่งชีวิต ทว่าความสงัดนั้นกลับเป็นทัณฑ์ทรมานต่อเหล่าเดรัจฉานในเงามืด ดวงตาสีเลือดนับสิบคู่ที่ซุกซ่อนอยู่หลังม่านหมอกเริ่มพร่ามัว พยัคฆ์กระดูกดำหมอบต่ำจนโครงกระดูกเสียดสีกันดังเกรียบกราก มันสัมผัสได้ว่าตราประทับสายเลือดในกายตนกำลังถูกข่มขวัญจนแข็งค้าง ข่ายเส้นเอ็นของพวกมันสั่นสะท้านดุจจะปริแตก หมาป่าเกล็ดโลหิตขนาดมหึมาเดินวนเป็นวงกลมด้วยสังขารที่สั่นเทา กรงเล็บที่เคยแหลมคมกลับจมลงในโคลนอย่างไร้เรี่ยวแรง พวกมันมิได้รั้งรอเพื่อหาจังหวะจู่โจม แต่พวกมันกำลังถูกตรึงไว้ด้วยความหวาดผวา ก้อนเนื้อที่ยืนอยู่ตรงหน้าคือมารร้ายที่สวมคราบมนุษย์ ฟู่... ลมหายใจสีขี้เถ้าพ่นออกจากปากของเย่เฉินอย่างเชื่องช้า ไอความร้อนรอบกายเขาระอุจนห้วงมิติบิดเบี้ยว ทุกครั้งที่หัวใจมารเต้นตุบ... ผืนดินในรัศมีสิบวาจะสั่นสะเทือนหนึ่งครั้ง ราวกับพิภพกำลังหวาดเกรงต่อการจุติของสิ่งมีชีวิตที่ฝืนวิถีสวรรค์
เปลือกผิวใหม่สีหมึกคล้ำที่เพิ่งลอกคราบออกมา ปรากฏลวดลายเส้นเลือดมารที่เต้นกระเพื่อมดูดกลืนไอวิญญาณรอบด้านอย่างตะกละตะกลาม ฝ่ามือซ้ายของเขากำด้ามดาบทัณฑ์ปฐพีไว้ด้วยท่วงท่าที่ขัดแย้งกับสัจธรรม ดาบยักษ์มหึมาที่ควรจะกดทับให้แผ่นดินทรุดฮวบจนเกิดหลุมลึก บัดนี้เมื่ออยู่ในมือของเขา มันกลับเบาหวิวราวกับขนนก ทว่าแรงกดดันที่แผ่ออกมากลับหนักอึ้งทบทวี ครืนนน... ดาบยักษ์ส่งเสียงครางทุ้มต่ำดุจเสียงพิพากษาจากก้นบึ้งนรก เนตรมารสีเลือดของเย่เฉินกวาดมองผ่านม่านหมอกอย่างตายด้าน ดุจเทพมารเบื่อหน่ายในสัจธรรมแห่งการดิ้นรน เขามองเห็นทุกสิ่งในสัณฐานของเศษเนื้อที่รอการชำแหละ เห็นการไหลเวียนของแก่นโลหิตที่ติดขัดในกายอสูร เห็นรอยปริแตกของข่ายเส้นเอ็นที่อ่อนแรง เห็นจุดที่วิญญาณจะแตกซ่านได้ง่ายที่สุด ในสายตาของเขา... เหล่าจ้าวแห่งหุบเขามิใช่ศัตรู แต่เป็นเพียงปราณโอสถเดินได้ที่ต้องถูกกลืนกินเพื่อเติมเต็มความหิวโหย หงิง... หมาป่าเกล็ดโลหิตตัวที่ใกล้ที่สุดถอยกรูดจนเสียหลัก ขนแข็งดุจเข็มทั่วร่างของมันหลุดร่วงด้วยความหวาดกลัว ดวงตาสีแดงที่เคยกระหายเลือดกลับหดเล็กเท่ารูเข็ม มันสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของผู้ล่าที่เหยียบย่ำอยู่บนยอดสูงสุดของวิถีแห่งการกลืนกิน
ทว่าสัญชาตญาณเดรัจฉานของจ้าวหุบเขาที่หยิ่งทะนงกลับสั่งให้มันเลือกที่จะตายดีกว่าจำนน! หมาป่าเกล็ดโลหิตจ่าฝูงแหงนหน้าคำรามลั่นจนหลอดลมฉีกขาด! โฮกกกก—! เสียงคำรามกระชากวิญญาณสั่นสะเทือนไปทั่วหุบเขา แรงระเบิดจากคลื่นเสียงกวาดม่านหมอกจนพินาศสิ้น มันถีบตัวออกจากพื้นโคลนจนดินระเบิดเป็นหลุมกว้าง สังขารมหึมาพุ่งทะยานดุจสายฟ้าสีเลือด! คมเล็บยาวสีดำด้านกางออกเพื่อหมายจะควักหัวใจของศัตรู เขี้ยวพิษอ้ากว้างจนเห็นเนื้องอกสีแดงสดในลำคอที่เต้นระริก มันพุ่งเข้าใส่เย่เฉินด้วยเดิมพันแห่งศักดิ์ศรีเดรัจฉาน! ทว่า... เย่เฉินยังคงนิ่งสงบดุจหลุมศพที่ไร้ก้นบึ้ง ไม่ขยับสังขาร ไม่ตั้งรับ ไม่แม้แต่จะกะพริบตา เขามีเพียงรอยยิ้มที่บิดเบี้ยวจนมุมปากฉีกรั้ง รอยยิ้มที่เยียบเย็นเสียจนพยัคฆ์กระดูกดำที่รอจู่โจมซ้ำยังต้องหยุดลมหายใจด้วยความพรึงเพริด ในเสี้ยววินาทีที่มฤตยูขนสีเลือดเข้าถึงระยะสังหาร คมเขี้ยวอันทรงพลังงับเข้าที่ท่อนแขนซ้ายของบุรุษหนุ่มอย่างจังหมายจะบดขยี้กระดูกให้แหลกละเอียด ทว่าสิ่งที่ดังก้องกลับไม่ใช่เสียงเนื้อฉีกขาด แต่เป็นเสียง ‘เคร้ง!’ ดังกังวานประดุจเหล็กกล้าปะทะภูผาหิน คมเขี้ยวของหมาป่าจ่าฝูงแหลกละเอียดเป็นผุยผงเมื่อปะทะกับผิวกายศิลาเหล็กกล้าและกระดูกเหล็กนิลของเขา! ดวงตาของอสูรร้ายเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด สัญชาตญาณของมันกรีดร้องเป็นครั้งสุดท้ายว่าหายนะมาเยือน ทว่าสายเกินการณ์ไปเสียแล้ว เพราะมัจจุราชที่เพิ่งลอกคราบออกจากครรภ์มาร... ได้เริ่มบรรเลงระบำทัณฑ์ปฐพีสีเลือดแล้ว!
เสียงเศษเขี้ยวของหมาป่าเกล็ดโลหิตที่แหลกละเอียดร่วงหล่นลงบนเลนโคลนร้อนระอุ ส่งเสียงดังฉ่าดุจเนื้อสดถูกนาบลงบนเตาหลอม จ่าฝูงหมาป่าเบิกดวงตาสีเลือดค้างนิ่ง สัญชาตญาณเดรัจฉานที่สลักลึกในรากวิญญาณกรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง ก้อนเนื้อเบื้องหน้า... มิใช่สิ่งมีชีวิตที่ผืนพิภพนี้รู้จัก เย่เฉินแสยะยิ้ม มุมปากฉีกรั้งกว้างจนกรามหลุดออกจากเบ้า โลหิตดำข้นไหลย้อยลงมาตามลำคอ เนตรมารสีแดงฉานสาดประกายหิวโหย ขณะที่ท่อนแขนขวายืดออกไปเบื้องหน้าอย่างผิดสัณฐาน ในห้วงสายตาของอสูรร้าย มันคือมฤตยูที่ไม่อาจหลบเลี่ยง! โพละ! ฝ่ามือที่หุ้มด้วยเปลือกสีหมึกตะปบเข้าที่กะโหลกของจ่าฝูงหมาป่า! แรงอัดมหาศาลกระแทกกายหยาบมหึมาจนทรุดฮวบจมเลนโคลน ปลายนิ้วที่อาบด้วยปราณมารแทงทะลุชั้นกะโหลกหนาเข้าไปดุจแทงก้อนเนื้อเน่า กร๊อบ... กร้วม! จ่าฝูงเดรัจฉานดิ้นทุรน กรงเล็บหน้าตะกุยเข้าที่หัวไหล่ของชายหนุ่มจนเกิดเสียงเสียดสี ทว่าคราบผิวใหม่ศิลาเหล็กกล้าที่เกิดจากการหลอมรวมกลับทนทานจนกรงเล็บอสูรหักสะบั้น ทันใดนั้นกะโหลกทั้งส่วนบนถูกบีบจนระเบิดคามือ! เนื้อสมองสีขุ่นผสมแก่นโลหิตสาดกระเซ็นอาบทั่วใบหน้าของบุรุษหนุ่ม กลิ่นคาวสดใหม่รุนแรงจนบดบังทุกสัจธรรมในหุบเขา ซากไร้หัวกระตุกเกร็งเพียงสองครั้ง ก่อนทรุดลงแทบเท้าอย่างไร้ค่า ทว่าสายเลือดมารในร่างมิปล่อยให้หยาดโลหิตสูญเปล่า เปลือกสีหมึกบนกายหยาบกระเพื่อมสั่นดุจมีชีวิต ฟู่... ละอองโลหิตและเศษเนื้อที่สาดกระเซ็นถูกสูบกลืนเข้าไปในจุดชีพจรดุจทากมารกระหายเลือด เส้นเลือดสีดำปูดโปนเต้นระรัวอย่างตะกละตะกลาม ก่อนจะสงบนิ่งลงพร้อมกลิ่นอายที่ยิ่งวิปริตหนักหน่วง ผัสสะมรณะนี้ทำให้เหล่าเดรัจฉานรอบลานเลือดถอยกรูด พวกมันมิได้หวาดกลัวความแข็งแกร่ง ทว่าข่ายเส้นเอ็นของพวกมันกำลังปฏิเสธที่จะยืนอยู่ร่วมกับจุดสูงสุดของวิถีแห่งการกลืนกิน
ทว่ากลิ่นโลหิตสดของจ่าฝูงกลับกระตุ้นความบ้าคลั่งในสัญชาตญาณสัตว์ตรอกให้ปะทุถึงขีดสุด! โฮกกกกก! เสียงคำรามฉีกหลอดลมสะเทือนหุบเขา พยัคฆ์กระดูกดำสองตนกระดอนร่างออกจากม่านหมอก กรงเล็บสีเถ้าพุ่งแหวกอากาศ ขณะที่หมาป่าเกล็ดโลหิตอีกห้าตนพุ่งทะยานเข้าขย้ำจากทุกทิศทาง หมายรุมทึ้งสังขารนี้ให้แหลกเหลว ทว่าชายหนุ่มกลับทำเพียงส่งเสียงในลำคอ ครอก... เสียงครางต่ำดุจเตาหลอมโลหิตที่กำลังหิวโซ มันมิใช่การตั้งรับของจอมยุทธ์ แต่มันคือการเตรียมพร้อมของห้วงแห่งการกลืนกิน ฝ่ามือซ้ายที่กำด้ามดาบยักษ์ทัณฑ์ปฐพีออกแรงบีบ ศัสตราที่เคยบดขยี้กระดูกมนุษย์ บัดนี้ถูกยกขึ้นด้วยข่ายเส้นเอ็นที่ถักทอใหม่ ฟู่มมม! ละอองโลหิตรอบทิศถูกแรงดึงดูดของดาบยักษ์กระชากเข้าหาเนื้อเหล็ก ศัสตราหนักอึ้งส่งเสียงครางรับความกระหาย ชายหนุ่มก้าวเดินออกไปหนึ่งก้าว ตูม! ผืนพิภพใต้ฝ่าเท้าระเบิดยุบตัวเป็นหลุมลึก พยัคฆ์กระดูกดำตัวแรกเพิ่งอ้ากรามกว้างหมายขย้ำคอ ทัณฑ์ปฐพีสีเลือดถูกเหวี่ยงออกไป ไม่ใช่ด้วยท่วงท่าวิชาอันงดงาม แต่ด้วยแรงบดอัดที่ดิบเถื่อนและไร้สัจธรรมที่สุด! โครมมม! ไม่มีการตัดขาดเป็นสองซีกอันประณีต มีเพียงแรงกระแทกจากห้วงมิติว่างเปล่าที่บดขยี้กายหยาบของพยัคฆ์ร้ายจนโครงกระดูกแหลกละเอียดอยู่ภายในเนื้อ! ก้อนเนื้อและโลหิตระเบิดกระจายเป็นสายฝนสาดกระเซ็นไปทั่วทิศทาง! ชายหนุ่มมิได้หยุดพัก เขาอาศัยแรงเหวี่ยงอันมหาศาลของดาบยักษ์หมุนกายบดขยี้ทุกสรรพสิ่งในรัศมี ปัง! ปัง! ปัง! หมาป่าเกล็ดโลหิตสามตนที่โถมเข้ามาถูกแรงอัดกระแทกจนอวัยวะภายในแหลกเหลว ลอยกระเด็นไปอัดกระแทกซากต้นไม้จนกลายเป็นเพียงเศษเนื้อบด
หมาป่าตนหนึ่งอาศัยช่วงเวลาวิปลาสพุ่งเข้ามากัดทะลุซอกคอของชายหนุ่ม! ทว่าเนตรมารสีเลือดหาได้ใส่ใจ เขาไม่แม้แต่จะหันมอง เพียงแค่กระชากด้ามดาบยักษ์สวนทิศทาง เสยทะลวงจากใต้คางของอสูรร้าย! ฉึก! ศัสตราหนักอึ้งเจาะทะลุกะโหลก เสียบร่างเดรัจฉานทะยานขึ้นสู่กลางอากาศ เลือดทะลักรดลงมาอาบร่างดุจการชำระล้างในห้วงนรก ตึง! ชายหนุ่มสะบัดซากศพออกจากดาบ เหวี่ยงมันกระแทกลงบนกองเนื้อเน่า ฝีเท้าหนักอึ้งก้าวเดินต่อไปท่ามกลางสายฝนโลหิต ทุกย่างก้าวคือการเหยียบย่ำสัจธรรมแห่งชีวิต ทุกลมหายใจคือการสูบกลืนความตาย เกล็ดสีหมึกทั่วร่างพองตัวและหดตัวดุจกำลังเคี้ยวกลืนเศษซากวิญญาณ กระทั่งหมอกสีเถ้ารอบด้านยังต้องบิดเบี้ยวหลีกทางให้ ชายหนุ่มลากดาบยักษ์เปื้อนเลือดไปกับพื้นเลน กรามที่บิดเบี้ยวอ้ากว้างออก น้ำลายข้นหนืดหยดลงปะปนกับกองเลือด ไม่มีวาจาเย่อหยิ่งท้าทายศัตรู ไม่มีแม้แต่ถ้อยคำของเผ่าพันธุ์มนุษย์ มีเพียงเสียงขบกรามดังกึกก้อง แววตาที่จ้องมองเดรัจฉานที่เหลืออยู่ดุจมองปราณโอสถที่รอการเก็บเกี่ยว ในวินาทีนั้น ฝูงอสูรทั้งหุบเขาต่างทรุดตัวลงหมอบกับพื้นโคลน ร่างกายสั่นสะท้านอย่างไม่อาจควบคุม เพราะพวกมันประจักษ์ชัดแล้วว่า ก้อนเนื้อที่ลากดาบอยู่เบื้องหน้า... คือผู้ยึดครองบัลลังก์แห่งผู้ล่าที่แท้จริง
อักขระสีโลหิตที่ปริแตกและแผ่ขยายอยู่ใต้ฝ่าเท้ามิได้เป็นเพียงร่องรอยของค่ายกลโบราณ ทว่ามันกำลังเต้นตุบและปูดโปนขึ้นจากเลนโคลน ดุจเส้นชีพจรปฐพีที่ถูกทำให้วิปริตและกำลังตื่นจากการจำศีลนับหมื่นปี เส้นอักขระทุกสายบิดตัวดุจทากมารร้าย ตุบ... ตุบ... เสียงชีพจรนั้นแผ่วเบา ทว่ากลับสั่นสะเทือนทะลวงลึกเข้าสู่รากวิญญาณของทุกสรรพสิ่งในหุบเขา ทันใดนั้นเอง หมอกสีเถ้าทั่วทั้งป่าอสูรพลันหยุดการเคลื่อนไหว ไร้กระแสปราณฟ้าดิน ไร้สรรพเสียงของสิ่งมีชีวิต แม้แต่รอยเดือดของปลักโคลนยังสงบงันลงอย่างวิปริต ราวกับผืนฟ้าดินทั้งมวลกำลังกลั้นลมหายใจเพื่อสดับฟังการลืมตาของบางสิ่ง มัจจุราชในคราบอสุรกายหรี่เนตรลงช้าๆ เนตรมารสีแดงฉานของเขามองทะลุสัจธรรมจอมปลอมได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ใต้พื้นเลนลึกลงไปนับหมื่นจั้ง มีก้อนเนื้อขนาดมหึมากำลังสูบลมหายใจ ฟู่... ฟู่... ทุกคราที่มันสูบปราณ อักขระเนื้อร้ายทั่วหุบเขาจะแผ่ไอความร้อนขึ้นหนึ่งส่วน หุบเขาแห่งนี้มิใช่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ แต่มันคือส่วนหนึ่งของ ‘เตาหลอมกลืนกิน’ ของสิ่งมีชีวิตใต้บาดาล! ครืนนนน... ผืนดินเริ่มปริร้าวและบิดเกลียว เลนโคลนที่เคยอ่อนนุ่มพลันเดือดพล่านดุจกรดมรณะ หลุมมรณะนับไม่ถ้วนอ้าปากออกดุจวังวน โลหิตของอสูรที่ท่วมลานเลือดถูกกระชากย้อนกลับเข้าสู่อักขระอย่างตะกละตะกลาม สัจธรรมเบื้องหน้าประหนึ่งรากไม้มารนับหมื่นสายกำลังดูดซึมแก่นชีวิตส่งไปยังก้อนเนื้อเน่าใต้พิภพ แกรก... แควกก! รอยแยกขนาดมหึมาฉีกเปิดกลางลานศพดุจขากรรไกรของผืนโลก! แรงอาฆาตที่เน่าหมักหมมมาแต่ยุคบรรพกาลพวยพุ่งขึ้นจากก้นเหว กลิ่นอายนั้นมิใช่เพียงกลิ่นคาวเลือด แต่มันคือกลิ่นของยุคสมัยที่ถูกบดเคี้ยวและคายทิ้ง
เพียงสัมผัสกับไอระเหยนั้น เหล่าอสูรที่เหลือรอดก็ถึงกับสูญเสียสติสัมปชัญญะ กรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง! โฮกกกกก! พยัคฆ์กระดูกดำทรุดตัวลงเกลือกกลิ้งกับพื้น ข่ายเส้นเอ็นทั่วกายหยาบปูดโปนดุจรากไม้ที่พยายามชอนไชหนีความตาย โลหิตในกายของมันถูกดูดทะลุออกมาตามจุดชีพจรและรอยปริแตกของเกล็ด ผิวหนังเหี่ยวหดติดกระดูกในชั่วอึดใจ ลูกตาฝ่อแฟบและหลุดร่วงออกจากเบ้า เสียงกระดูกแตกกรอบแกรบดังก้อง ในเวลาเพียงไม่กี่ลมหายใจ สังขารมหึมาของมันถูกสูบไอชีวิตจนหมดสิ้น สลายกลายเป็นเพียงซากแห้งกรังที่ถูกเลนโคลนสูบกลืนลงไปเป็นเครื่องสังเวย หมาป่าเกล็ดโลหิตตนอื่นตะเกียกตะกายหนีอย่างน่าสมเพช ทว่าอักขระเนื้อร้ายใต้พื้นกลับแทงทะลุขึ้นมาดุจหอกมีชีวิต! ฉัวะ! ฉัวะ! ฉัวะ! รากเนื้อนับสิบสายแทงทะลุช่วงท้องของพวกมันจากด้านล่าง กระชากลากถูและสูบกลืนแก่นชีวิตอย่างดิบเถื่อน เสียงร้องโหยหวนดุจทัณฑ์นรกสะท้อนทั่วฟ้าดิน หุบเขาหมอกอสูรกำลังแปรสภาพเป็นขากรรไกรที่กำลังเคี้ยวอาหาร ภูผาพังครืน รากไม้โบราณบิดเบี้ยวและส่งเสียงหวีดร้อง ขุนเขานับสิบลูกทรุดตัวลงสู่รอยแยกมฤตยู ฝุ่นเถ้าสีศพฟุ้งกระจายบดบังผืนฟ้า ทว่าท่ามกลางการย่อยสลายของพิภพ เศษซากในคราบมนุษย์ยังคงยืนตระหง่านอยู่ใจกลางวังวน เส้นเลือดสีหมึกใต้เปลือกผิวกายศิลาเหล็กกล้าเต้นกระเพื่อมอย่างคลุ้มคลั่ง แรงดูดกลืนของผืนโลกพยายามกระชากโลหิตในกายเขาให้ร่วงหล่นลงไป ทว่าแก่นโลหิตในสังขารของเขากลับปฏิเสธสัจธรรมนั้น!
มารในใจที่ฝังรากอยู่ตรงขั้วหัวใจแผดเสียงกระดูกบดทับกันในลำคอ มันไม่ยอมตกเป็นเศษอาหาร มันไม่ยอมก้มหัวให้มารร้ายที่ตัวใหญ่กว่า! เปลือกสีหมึกทอแสงวิปริตเรืองรอง แทนที่จะถูกสูบกลืน ปราณโลหิตที่ลอยฟุ้งอยู่กลางอากาศกลับถูกจุดชีพจรของเขาแย่งชิงเข้าไปแทน! ดุจมารผลาญเลือดที่กำลังแย่งอาหารในครรภ์ของอสูรยักษ์ ดาบยักษ์ทัณฑ์ปฐพีในฝ่ามือสั่นสะท้านอย่างรุนแรง มันครางทุ้ม... ราวกับศัสตราวิปลาสเองก็กำลังกระหายที่จะดื่มโลหิตโบราณ! ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นช้าๆ และเป็นครั้งแรกที่เขาสัมผัสได้ถึงการจ้องมอง มันซุกซ่อนอยู่ใต้ก้นเหวลึกนับหมื่นจั้ง เน่าเฟะ มืดมิด และเต็มไปด้วยความหิวโหยที่ไม่อาจเติมเต็ม สิ่งนั้นกำลังจ้องมองเขา มิใช่มองในฐานะเครื่องสังเวยอันโอชะ แต่มองในฐานะสิ่งแปลกปลอมที่ต้องถูกบดขยี้ รอยยิ้มบนใบหน้าวิปริตค่อยๆ ฉีกรั้งกว้างขึ้นจนโลหิตซึม ความหวาดกลัวถูกกลืนกินไปจนหมดสิ้น สัญชาตญาณสัตว์ตรอกสั่งการให้เขาหวงแหนอาณาเขตแห่งการฆ่านี้ เขาไม่เอื้อนเอ่ยวาจาอันใดกับผืนโลก มีเพียงกรามที่ขบแน่นจนฟันเคลือบปริร้าว และหยดน้ำลายพิษที่ไหลหยาดลงบนใบดาบ! ตูมมมมม!!! ก้อนเนื้อโสมมง้างศัสตรายักษ์ขึ้นเหนือศีรษะสุดแรงข่ายเส้นเอ็น! ปราณมารทั้งหมดทะลักล้นเข้าสู่โลหะดำจนเกิดเสียงกรีดร้องของวิญญาณอาฆาตนับหมื่น จากนั้นเขากระแทกทัณฑ์ปฐพีลงกลางแกนกลางของอักขระเนื้อร้ายอย่างดิบเถื่อนที่สุด! เพื่อป่าวประกาศสัจธรรมแห่งเต๋าว่า... อาณาเขตนี้ เขาต่างหากคือผู้สูบกลืน!
แรงระเบิดจากการปะทะของเจตจำนงแห่งความหิวโหยสองขั้ว บดขยี้มิติฟ้าดินจนฉีกขาด! ห้วงมิติว่างเปล่าปริแตก หมอกสีเถ้าสลายสูญ รอยแยกขนาดมหึมากรีดลึกลงไปถึงแก่นของผืนโลกดุจแผลเหวอะหวะ ครืนนนนนนน!! ผืนพิภพทั้งหุบเขาพังทลายลงสู่เบื้องล่างอย่างไร้จุดจบ! เศษซากอสูรที่เหลือรอดร่วงหล่นลงสู่เตาหลอมแห่งห้วงอนธการ ขุนเขาทรุดตัว ป่ารากเลือดถูกดูดกลืน แม้แต่สายน้ำโคลนพิษยังไหลตกลงไปดุจน้ำตกมรณะ หุบเขาหมอกอสูรถูกกลืนกินจนสิ้นซาก! ทว่าชายหนุ่มมิได้ร่วงหล่นดุจเหยื่อที่พ่ายแพ้ เขาดึงดาบยักษ์ขึ้นมา ทิ้งกายหยาบให้ดิ่งพสุธาแหวกกระแสปราณลงสู่ก้นเหวด้วยเจตจำนงของตนเอง! แรงเสียดทานกรีดผ่านเปลือกสีหมึกจนเกิดประกายความร้อนสีเลือด เบื้องล่างสุดของขุมนรกนั้นมิใช่ความว่างเปล่า แต่มันคือมหาสมุทรที่เต็มไปด้วยเศษเนื้อเน่าและซากโครงกระดูกยักษ์ทับถมสุดลูกหูลูกตา ใจกลางของทะเลซากศพ... มีก้อนเนื้อขนาดยักษ์ที่กลายพันธุ์จนมีสัณฐานคล้าย ‘ปราสาทสีเลือด’ ตั้งตระหง่านอยู่ และเหนือยอดของก้อนเนื้อวิปลาสนั้น ดวงตาเนื้อสีแดงเข้มขนาดมหึมาคู่หนึ่งค่อยๆ ปริเปิดออกช้าๆ ไอสังหารและแรงกดดันแห่งบรรพกาลพุ่งสวนขึ้นมากระแทกกายหยาบของบุรุษหนุ่มจนกระดูกเหล็กนิลลั่นเอี๊ยดอ๊าด ทว่าเนตรมารของเขายังคงเบิกกว้าง จ้องมองมารโบราณที่กำลังรอคอยมัจจุราชตัวจ้อยที่พุ่งทะยานลงมาจากฟากฟ้า... เข้าสู่ขอบเขตแห่งการกลืนกินของมัน!
[จบตอนที่ 79]