"ความตายมิอาจกักขังความแค้นที่สลักลึกเข้าในกระดูกไว้ได้ตลอดกาลหรอกฉู่เทียน"
ฟางหานเอ่ยเสียงพร่าและะโลงจากหอระฆังลงมาสู่พื้นดินอย่างแ่เบาไร้สุ้มเสียงราวกับขนนกมรณะท่วงท่าของเขาช่างประหลาดลึกล้ำไม่ต่างจากภูตพรายที่ไม่มีน้ำหนัก
"คืนนี้ข้ามิได้มาเพียงเพื่อฆ่าเ้าให้ตายในดาบเดียวเพราะนั่นมันง่ายและสบายเกินไปสำหรับคนชั่วเช่นเ้า...ข้ามาเพื่อทำลายความภาคภูมิใจที่จอมปลอมและทุกสิ่งที่เ้าสร้างขึ้นให้เ้าได้เห็นว่าวิชาที่เ้าขโมยมาด้วยความโสมม มันไร้ค่าและอ่อนแอเพียงใดเมื่อต้องเผชิญหน้ากับความแค้นที่แท้จริง!"
ศิษย์สายนอกและสายในนับสิบคนพุ่งเข้าล้อมฟางหานไว้ตามคำสั่งอำมหิตของผู้าุโคนหนึ่งที่้ากำจัดศัตรูให้พ้นหูพ้นตา
“ฆ่ามัน!อย่าปล่อยให้มันมาพ่นวาจาเลอะเทอะทำลายชื่อเสียงสำนักเราที่นี่!”
ฟางหานยืนนิ่งสงบดั่งิญญาร้ายมือข้างหนึ่งจับด้ามกระบี่ไม้หัก “คืนิญญา” ไว้หลวม ๆทว่ารังสีสังหารที่แผ่ออกมากลับบดบังแสงไฟจากคบเพลิงจนทุกอย่างดูมืดมิดและหนาวเย็นลงไปอีกเท่าตัวบรรยากาศรอบด้านบิดเบี้ยวด้วยพลังงานที่รุนแรง
"ในเมื่อพวกเ้าเลือกที่จะเป็โล่และสมุนให้แก่คนชั่วที่ไร้สัจจะ...ก็จงร่วมเดินทางลงนรกไปพร้อมกับมันในคืนนี้เถิด!"
สิ้นคำประกาศกร้าวฟางหานก็ส่ายมือวาดใยไหมมรณะออกไปรอบทิศทางการต่อสู้อันนองเืบนบรรพตม่วงกำลังจะเริ่มปะทุขึ้นอย่างรุนแรง และค่ำคืนนี้สีม่วงที่เคยเป็สัญลักษณ์แห่งมงคลและความยิ่งใหญ่ จะถูกย้อมด้วยสีแดงฉานแห่งโลหิตของคนทรยศจนไม่มีวันล้างออก!ความอยุติธรรมที่สะสมมาสามปีกำลังจะได้รับการชำระด้วยเพลิงแห่งอเวจีที่ฟางหานนำกลับมา!
ท่ามกลางลานประลอง“จื่อเตี้ยน”ที่กว้างขวางใหญ่โตไม่ต่างจากมหาสมุทรศิลาอันศักดิ์สิทธิ์ของสำนักบรรพตม่วงแสงคบเพลิงนับร้อยดวงพวยพุ่งส่งเสียงปะทุ เปรี้ยะ... เปรี้ยะ...สลับกับแสงจันทร์ที่เย็นเยียบอาบไล้ไปทั่วทุกตารางนิ้วเงาร่างของเหล่ายอดฝีมือและศิษย์นับร้อยที่รายล้อมทาบทับลงบนพื้นศิลาขาวราวกับเงาของอสุรกายที่กำลังแยกเขี้ยวหมายมั่นจะขย้ำเหยื่อ
บรรยากาศรอบด้านนิ่งสนิทจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงเกล็ดหิมะที่ร่วงหล่นปะทะผิวโลหะเสียงหัวใจที่เต้นรัวเร็วของเหล่าศิษย์สายนอกดังสอดประสานกับเสียงลมหายใจที่ติดขัดด้วยความหวาดหวั่นที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในชีวิต
ฟางหานยืนตระหง่านอยู่กึ่งกลางวงล้อมดั่งเสาหลักแห่งมรณะที่ปักลงกลางขุมนรกหน้ากากศิลาของเขาดูนิ่งสนิทไร้อารมณ์ทว่ารังสีสังหารสีม่วงดำที่แผ่ออกมานั้นเข้มข้นจนอากาศรอบกายดูบิดเบี้ยวเป็ลอนคลื่นที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่ามันกดขวัญผู้คนจนบรรยากาศหนักอึ้งและหนาวเหน็บเข้าไปถึงขั้วกระดูกอุปมาเหมือนมีขุนเขานับหมื่นลูกที่มองไม่เห็นกดทับอยู่บนหน้าอกของทุกคนที่บังอาจจ้องมองเขากลิ่นอายของปราณหยินที่ฟางหานแผ่ออกมานั้นเย็นจัดจนคบเพลิงที่อยู่ใกล้ตัวเขาสั่นระริกและมอดดับลงกลายเป็ควันดำพวยพุ่ง
ฉู่เทียนจ้องมองเศษผ้าขาดวิ่นและกิ่งไผ่เหี่ยวแห้งที่ปักลึกอยู่แทบเท้าด้วยดวงตาที่เบิกกว้างจนแทบจะถลนออกจากเบ้าความหวาดกลัวที่ถูกซุกซ่อนไว้ลึกที่สุดในก้นบึ้งของจิตใจบัดนี้ถูกขุดขึ้นมาแฉต่อหน้าธารกำนัลไม่ผิดจากแผลเน่าที่ถูกกระชากผ้าพันแผลออกอย่างรุนแรงมือที่เคยเนียนละเอียดดั่งหยกสลักของเขาสั่นระริกยามที่จ้องมองร่างผมขาวตรงหน้าแสงเทียนในดวงตาของฉู่เทียนสั่นไหวหม่นแสงลงคล้ายกับรับรู้ถึงเงาของมัจจุราชที่กำลังคืบคลานเข้าหา
“เ้า... เ้าคือฟางหาน?เป็ไปไม่ได้!เ้าควรจะกลายเป็เศษเนื้อที่เน่าเปื่อยอยู่ที่ก้นเหวหมื่นศพไปนานแล้ว!ข้าเห็นเ้าตกลงไปกับตา! มนุษย์คนไหนจะรอดจากนรกนั่นได้!”
เสียงของฉู่เทียนสั่นพร่าอย่างมิอาจควบคุมได้น้ำเสียงนั้นขาดห้วงราวกับสายพิณที่กำลังจะขาดสะบั้นยามถูกดีดอย่างบ้าคลั่ง
ฟางหานนิ่งเงียบแววตาของเขาจ้องมองศัตรูไม่ต่างจากการมองสิ่งของที่ไร้ิญญาหรือซากศพที่กำลังรอวันฝังกลางป่าช้าที่ร้างผู้คน
"คนเรามักกลัวในสิ่งที่ตนเองมองไม่เห็นและไม่เข้าใจ...ทว่าความแค้นคือสิ่งที่ชัดเจนยิ่งกว่าแสงตะวันยามเที่ยง แม้ในยามที่เ้าหลับตาหรือมุดลงไปในที่ที่มืดที่สุดเ้าก็จะยังคงเห็นมันติดตามเ้าไปทุกแห่งหนราวกับเงาตามตัว ฉู่เทียน...นรกมิได้น่ากลัวอย่างที่เ้าคิด ทว่าสิ่งที่น่ากลัวกว่านรกคือการที่นรกส่งข้ากลับมาเพื่อทวงสัญญาเืจากเ้าด้วยน้ำมือของข้าเอง!"
น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำและสั่นระรัวด้วยไอสังหารแฝงไว้ด้วยความหนาวเหน็บที่กัดกินลึกถึงดวงิญญาของผู้ฟังทุกคน
“สามหาวนัก!ไม่ว่าเ้าจะเป็มนุษย์ที่รอดตายมาได้ด้วยวิชาปีศาจหรือจะเป็อสุรกายที่คลานขึ้นมาจากนรก คืนนี้เ้าก็มิอาจรอดพ้นไปจากค่ายกลบรรพตม่วงแห่งนี้ได้!สำนักเรามีประวัติศาสตร์นับพันปีมิใช่ที่ที่เศษสวะเช่นเ้าจะมาสำแดงเดชได้ตามใจชอบ!”
ผู้าุโลำดับที่สี่ผู้มีนิสัยมุทะลุและทะนงในวรยุทธ์ตวาดก้องพลางพุ่งกายออกมาจากแถวราวกับพญาเหยี่ยวที่โฉบลงจากฟากฟ้าหมายปลิดชีพมดปลวกกระบี่ในมือของเขาตวัดวาดเป็วงกลมม่วงครามที่ทรงพลังพลังปราณพุ่งพล่านดั่งัคะนองศึก โคจรพลังปราณ “ม่วงครามพิฆาต”จนเกิดเสียงหวีดหวิวของอากาศที่ถูกฉีกขาดเป็ทางยาวแสงกระบี่วาววับหมายมั่นจะปลิดศีรษะคนผมขาวในกระบวนท่าเดียวเพื่อรักษาหน้าสำนัก
ฟางหานมิได้ขยับหลบหลีกแม้เพียงครึ่งก้าวท่วงท่าของเขาดูเฉื่อยชาแช่มช้าดั่งคนชราที่ไร้เรี่ยวแรงทว่ากลับแฝงไว้ด้วยความลึกซึ้งตามเคล็ดวิชา “ไหมฟ้ากลืนิญญา”เขาเพียงสะบัดชายเสื้อเบื้องหน้าเบา ๆ คล้ายไล่ฝุ่นละอองที่น่ารำคาญทันใดนั้นใยปราณสีม่วงดำนับหมื่นเส้นก็พุ่งกระจายออกไปจากแขนเสื้ออุปมาเหมือนร่างแหของปีศาจจากอเวจีที่หิวโหยมันมิได้เข้าปะทะกับกระบี่เหล็กกล้าโดยตรงทว่ากลับม้วนพันรอบตัวกระบี่และรัดรึงแขนของผู้าุโไว้อย่างรวดเร็วและเหนียวแน่นไม่ต่างจากใยแมงมุมอเวจี
“วิชามารอันใดกัน!เหตุใดปราณของข้าถึงถูกดูดกลืน!”
ผู้าุโลำดับสี่เบิกตากว้างอย่างตกตะลึงเขาพยายามเร่งเร้าลมปราณทั้งหมดเพื่อสลัดใยไหมนั้นให้หลุดทว่ายิ่งดิ้นรนและออกแรงมากเท่าไหร่ใยปราณนั้นกลับยิ่งรัดรึงแน่นเข้าสู่เนื้อหนังจนเส้นเืปูดโปนได้ยินเสียงกระดูกแขนลั่น กร๊อบ! อย่างน่าหวาดเสียว ไอเย็นจากใยไหมซึมเข้าสู่ิัจนแขนของเขากลายเป็สีม่วงคล้ำในอึดใจ
ฟางหานเอ่ยน้ำเสียงเ็าไร้ความรู้สึก
"กระบวนท่าของท่านมีชื่อเรียกที่งดงามสละสลวยราวกับบทกวีที่รังสรรค์โดยกวีเอก...ทว่าพลังปราณภายในกลับเปราะบาง ทื่อด้านและกลวงโบ๋ไม่ต่างจากเครื่องเคลือบราคาถูกที่ไร้แก่นสารข้างในท่านใช้เวลาทั้งชีวิตเพื่อฝึกฝนเปลือกนอกแต่วันนี้ข้าจะแสดงให้เห็นว่าแก่นแท้ของความตายนั้นเยือกเย็นเพียงใด"
เขาเพียงกระตุกนิ้วเบาๆ ดั่งการดีดสายพิณมรณะร่างของผู้าุโลำดับที่สี่ก็ปลิวหวือเข้าหาเขาราวกับว่าวที่ขาดสายป่านฟางหานวาดฝ่ามือซัด “โลหิตดับสูญ”เข้าที่กึ่งกลางหน้าอกเพียงครั้งเดียวโดยไร้ความลังเลพลังปราณที่เยือกเย็นดุจน้ำแข็งขั้วโลกพุ่งทะลวงเข้าสู่ขั้วหัวใจบดขยี้เส้นชีพจรและอวัยวะภายในจนแหลกละเอียดในพริบตาผู้าุโกระอักเืออกมาเป็ลิ่มสีดำคล้ำที่ดูผิดธรรมชาติและสิ้นใจลงในทันทีโดยที่ดวงตายังคงเบิกค้างฉายแววความพรั่นพรึงและไม่ยินยอมพร้อมใจ
ความเงียบที่สยดสยองและหนาวเหน็บเข้าครอบคลุมลานประลองในพริบตาเดียวศิษย์นับร้อยที่เคยเหิมเกริมต่างพากันถอยร่นด้วยความหวาดกลัวจนหน้าซีดเผือดหลายคนถึงกับทำกระบี่หลุดจากมือตกกระแทกพื้นศิลาส่งเสียงดังกังวานที่น่าเวทนาแม้แต่ฉู่เทียนยังต้องก้าวถอยหลังไปสองก้าวด้วยสัญชาตญาณเอาตัวรอดที่รุนแรงเหงื่อเย็น ๆ ผุดขึ้นตามไรผมซึมเข้าสู่ชุดคลุมหรูหรา
"ฉู่เทียน...วันนี้ข้ามาหาเ้ามิใช่เพื่อปลิดชีพในทันทีเพราะความตายที่รวดเร็วนั้นคือความเมตตาอย่างหนึ่ง ซึ่งคนเช่นเ้าไม่คู่ควรจะได้รับแม้เพียงเศษเสี้ยว"
ฟางหานเอ่ยพลางย่างเท้าเข้าหาอย่างช้าๆทุกย่างก้าวที่เขาััพื้นศิลาทำให้เกิดรอยแตกเป็ทางและกลายเป็ผลึกน้ำแข็งสีม่วงดำที่แผ่ไอเย็นจัด
"การตายในดาบเดียวนั้นมันง่ายดายและแสนสบายเกินไปสำหรับคนบาปหนาที่ทรยศได้แม้กระทั่งคำสาบานพี่น้อง...ข้า้าให้เ้ามีชีวิตอยู่เพื่อเฝ้ามองดูสิ่งที่เ้าภาคภูมิใจวาสนาที่เ้าขโมยมา และอำนาจที่เ้าแลกด้วยเืของข้า ค่อย ๆล่มสลายลงต่อหน้าต่อตาจนไม่เหลือแม้แต่เศษธุลีให้เ้าอาลัย"
“หุบปาก! เ้าปีศาจโฉด!อย่ามาพ่นวาจาสามหาวที่นี่! ศิษย์บรรพตม่วงทั้งหมด ฟังคำสั่งข้า!รุมฆ่ามันเสียที่นี่อย่าให้มันรอดไปรบกวนความสงบของสำนักเราได้อีก!”
ฉู่เทียนคำรามลั่นด้วยโทสะที่ผสมปนเปกับความขวัญเสียที่ยากจะปกปิดเขาชี้กระบี่ม่วงพิฆาตไปยังฟางหานทว่าปลายกระบี่กลับสั่นระริกอย่างเห็นได้ชัด
เหล่าศิษย์นับร้อยเริ่มเคลื่อนไหวตามสัญชาตญาณและการฝึกฝนที่เข้มงวดพวกเขาเริ่มจัดกระบวนค่ายกลกระบี่ใหญ่ดุจคลื่นม่วงที่ถาโถมทว่าในจังหวะที่การนองเืระลอกใหม่กำลังจะเริ่มปะทุขึ้นจนลานประลองต้องชุ่มไปด้วยโลหิตพลันมีเสียงกระดิ่งใส ๆ ดังแว่วมาจากทิศทางประตูทางเข้าสำนัก เสียงนั้นกังวานและบริสุทธิ์ราวกะเสียงจากสรวง์ที่ลงมาหยุดยั้งความบ้าคลั่งของนรกพร้อมกับกลิ่นหอมสะอาดของดอกโบตั๋นที่อบอวลขจัดกลิ่นสาบสางของความตายไปชั่วขณะหนึ่ง
ร่างบอบบางในชุดสีฟ้าอ่อนที่บัดนี้ดูสดใสและเปี่ยมด้วยพลังกายพุ่งกายเข้ามากลางลานประลองดั่งกลีบบุปผาที่ต้องลมรำเพยท่ามกลางพายุหิมะ
ลู่ชิงเหยาปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับผู้ติดตามในชุดสีขาวสองคนที่ท่าทางไม่ธรรมดานางจ้องมองแผ่นหลังที่ตั้งตรงและโดดเดี่ยวของบุรุษผมขาวด้วยสายตาที่สั่นไหวระคนตื่นเต้นและเป็กังวลอย่างสุดซึ้ง
“หยุดมือเถิดทุกท่าน!อย่าได้กระทำการสามหาวและอำมหิตไปมากกว่านี้เลย!”
ลู่ชิงเหยาเอ่ยน้ำเสียงกังวานกึกก้องเปรียบเหมือนระฆังเงินที่ตีท่ามกลางหุบเขาที่เงียบสงัด
“ข้า ลู่ชิงเหยาแห่งสำนักร้อยบุปผาพิสุทธิ์มาที่นี่เพื่อขอความเป็ธรรมให้กับจอมยุทธ์หน้ากากศิลาผู้นี้!และเพื่อเป็พยานให้แก่ความสัตย์จริงที่ถูกพวกท่านบิดเบือนมานานถึงสามปี!”
ฉู่เทียนชะงักไปใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความขัดใจและเสียหน้าต่อหน้าเหล่าศิษย์
“คุณหนูลู่...นี่คือเื่ภายในของสำนักบรรพตม่วง เป็เื่การกำจัดศัตรูที่บังอาจมารุกรานท่านเป็คนนอกและเป็แขกผู้มีเกียรติ ไม่ควรมายุ่งเกี่ยวให้เสียเกียรติสำนักร้อยบุปผาของท่านเลย!”
ลู่ชิงเหยาชายตาดูฉู่เทียนด้วยความรังเกียจที่แสดงออกอย่างชัดเจนผ่านแววตาที่เคยอ่อนโยน
“คนผู้นี้เพิ่งช่วยชีวิตข้าจากสามอสูรโลกันตร์ที่อำมหิตซึ่งพวกท่านกลับละเลยและปล่อยให้พวกมันลอยนวลทำชั่วอยู่ในหุบเขาเมฆคล้อยข้าอยากจะรู้ยิ่งนักว่าเหตุใดสำนักฝ่ายธรรมะที่ยิ่งใหญ่และมักจะอวดอ้างคุณธรรมในยุทธจักรเช่นนี้ถึงได้จ้องจะรุมสังหารผู้มีพระคุณของสำนักร้อยบุปผาโดยไร้เหตุผลและไร้ความยุติธรรมเช่นนี้?หรือว่าคำกล่าวที่ว่าบรรพตม่วงเป็สำนักวิญญูชนจะเป็เพียงนิทานลวงโลก?”
ฟางหานหันกลับมามองนางเพียงครู่หนึ่งแววตาที่เคยเ็าหลังหน้ากากดูอ่อนแสงลงเล็กน้อยราวกับระลอกคลื่นที่สงบลงท่ามกลางพายุที่บ้าคลั่ง
"เ้าไม่ควรอยู่ที่นี่...ลู่ชิงเหยา โลกมืดที่เต็มไปด้วยคราบเืและความแค้นของข้ามิใช่สถานที่สำหรับเดินเล่นของเด็กสาวที่งดงามและบริสุทธิ์เช่นเ้ากลับไปเสียก่อนที่กลิ่นไอสังหารของข้าจะแปดเปื้อนชุดสีฟ้าที่งดงามของเ้าจนหมองเศร้า"
ลู่ชิงเหยาเชิดหน้าขึ้นอย่างเด็ดเดี่ยวแววตาของนางแน่วแน่ไม่หวั่นเกรงต่อรังสีฆ่าฟันรอบกาย
“ข้ามิได้มาเดินเล่น...ข้ามาเพื่อดูให้เห็นกับตาว่าในยุทธภพที่กว้างใหญ่นี้ใครกันแน่ที่สมควรถูกตราหน้าว่าเป็ปีศาจและใครกันแน่ที่กำลังสวมหัวโขนเป็นักบุญเพื่อบดบังความโสมมและหัวใจที่เน่าเฟะข้างใน!ข้าจะไม่ยอมให้ใครมารุมรังแกผู้ที่ช่วยชีวิตข้าโดยปราศจากความยุติธรรมเด็ดขาด!”
บรรยากาศทวีความกดดันถึงขีดสุดท่ามกลางสายตาของศิษย์นับร้อยที่เริ่มลังเลใจฟางหานหันกลับไปหาฉู่เทียนอีกครั้งอย่างไม่ไยดีต่อคนรอบข้างเขาใช้นิ้วคีบสาส์นที่เขียนด้วยเืสด ๆที่ยังไม่แห้งสนิทจากแขนเสื้อแล้วสะบัดพุ่งไปปักอยู่แทบเท้าของฉู่เทียนวัตถุนั้นปักลึกจมหายไปในแผ่นศิลาที่แข็งแกร่งดั่งใบมีดโกนที่กรีดผ่านกระดาษบาง ๆ
"นี่คือสาส์นท้ามัจจุราช... อีกหนึ่งปีนับจากนี้ ในคืนจันทร์ดับที่มืดมิดที่สุดข้าจะกลับมาทวงหนี้เืทั้งหมดที่เ้าติดค้างข้าและมารดาไว้ที่ลานประลองแห่งนี้ในยามนั้น... ต่อให้เ้ามุดลงไปซ่อนตัวอยู่ใต้ดินลึกหนึ่งพันจ้างหรือบินหนีขึ้นไปบนสรวง์ชั้นฟ้าข้าก็จะกระชากิญญาเ้าออกมาพิพากษาด้วยมือของข้าเอง!จงใช้เวลาหนึ่งปีนี้กอดเก็บอำนาจและวาสนาจอมปลอมของเ้าไว้ให้แน่นเพราะมันจะเป็ปีสุดท้ายที่เ้าจะได้หายใจอย่างสงบสุข!"
เขาสะบัดแขนเสื้ออย่างรุนแรงจนเกิดพายุหมุนของปราณสีม่วงดำขนาดมหึมาพัดพาทั้งหิมะและฝุ่นธุลีให้คละคลุ้งบดบังวิสัยทัศน์ของผู้คนในลานประลองไปชั่วขณะด้วยไอเย็นที่จัดจ้านราวกับลมพายุจากปรโลก
เมื่อหมอกควันสีนิลจางหายไปอย่างรวดเร็วร่างในชุดเทาผมสีขาวโพลนก็อันตรธานหายลับไปอย่างไร้ร่องรอยดั่งภูตพรายที่ถูกสายลมพัดหายไปทิ้งไว้เพียงความหวาดหวั่นที่สลักลึกเข้าไปในจิตใจของทุกคนที่ได้เห็นและเสียงสะท้อนของคำประกาศแค้นที่กึกก้องอยู่ในโสตประสาท
ลู่ชิงเหยายืนนิ่งจ้องมองไปยังความว่างเปล่าที่เขาเคยยืนอยู่ด้วยสายตาที่ละห้อยหาและเปี่ยมด้วยปริศนานางพึมพำกับตนเองแ่เบาด้วยหัวใจที่สั่นคลอน
“หนึ่งปี...ข้าจะรอวันนั้น วันที่ความจริงจะถูกเปิดเผยและข้าจะตามหาท่านให้พบก่อนที่เส้นตายหนึ่งปีจะมาถึงไม่ว่าท่านจะเป็เทพบุตรหรือจอมมารจากขุมไหนก็ตาม ท่านได้ประทับรอยไว้ในใจข้าแล้ว”
ฟางหานทะยานร่างออกจากสำนักบรรพตม่วงราวกับเงาอสูรที่ล่องลอยตามสายลมมุ่งหน้าสู่ความมืดมิดของผืนป่าที่ลึกลับเบื้องล่างท้องฟ้าเริ่มทอแสงสีทองรำไรที่ขอบฟ้าทิศตะวันออกประหนึ่งการสิ้นสุดของราตรีที่ยาวนาน
ทว่าในหัวใจของเขายังคงจมดิ่งอยู่ในราตรีที่ไร้จุดจบตลอดกาลการเดินทางท่องยุทธจักรเพื่อขัดเกลาวิชาและตามหาความจริงที่ซ่อนเร้นเกี่ยวกับพรรคมารได้เริ่มต้นขึ้นแล้วอย่างแท้จริงพร้อมกับเงาของสตรีในชุดสีฟ้าที่เริ่มแทรกซึมเข้ามาในมโนสำนึกของเขาอย่างที่เขาเองก็มิอาจปฏิเสธได้อีกต่อไป...พรหมลิขิตสายมรณะกำลังจะถักทอเื่ราวบทใหม่ที่ยิ่งใหญ่และนองเืยิ่งกว่าเดิม!
*****************************
สงวนลิขสิทธิ์ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ (และฉบับเพิ่มเติม)
ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ ดัดแปลงหรือเผยแพร่เนื้อหาส่วนใดส่วนหนึ่งของนิยายเื่ "กระบี่คืนิญญา"โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็ลายลักษณ์อักษรจากเ้าของลิขสิทธิ์หากฝ่าฝืนจะดำเนินคดีตามกฎหมายสูงสุด
ลิขสิทธิ์เป็ของ : พิมภัสสร