เสียงลูกบิดประตูโลหะขยับดังกริ๊ก...กริ๊ก... สะท้อนก้องอยู่ในโสตประสาทของผมราวกับเสียงะเิเวลาที่กำลังนับถอยหลัง หัวใจของผมเต้นระรัวจนแทบจะหลุดออกมานอกอก เืในกายเย็นเฉียบและสูบฉีดอย่างบ้าคลั่ง เหงื่อกาฬผุดซึมจนเปียกชุ่มเต็มแผ่นหลังที่แนบชิดกับชั้นวางของในห้องเก็บของที่มืดสลัว
"มีใครอยู่ข้างในหรือเปล่าคะ?" เสียงของเกด ภรรยาสาวใหญ่ผู้ทรงเสน่ห์ของผมดังกังวานลอดช่องประตูที่งับไม่สนิทเข้ามา น้ำเสียงของเธอแม้จะยังดูราบเรียบ แต่ก็แฝงไปด้วยความสงสัยที่ทำให้ขนอ่อนตามร่างกายของผมลุกชัน
ผมเบิกตากว้าง หันไปมองน้าอรที่ยืนอยู่ข้างกาย ในความมืดสลัว ผมเห็นแววตาตื่นตระหนกของหญิงวัยกลางคนผู้มีเรือนร่างอวบอัดเย้ายวนที่เพิ่งจะร่วมเผชิญพายุอารมณ์อันเร่าร้อนกับผมมาหมาดๆ กลิ่นอายความปรารถนาและหยาดเหงื่อแห่งความรัญจวนยังคงคละคลุ้งอยู่ในอากาศแคบๆ ของห้องเก็บของแห่งนี้ หากเกดเปิดประตูเข้ามาเจอเราสองคนในสภาพที่เสื้อผ้าเพิ่งจัดให้เข้าที่เข้าทางแบบลวกๆ น้าอรอยู่ในชุดนอนผ้าซาตินสีแดงเืหมูที่เพิ่งรั้งขึ้นปิดสะโพกอวบอัด ส่วนผมเพิ่งสวมดึงกางเกงวอร์มสีเทากลับขึ้นมา และใบหน้าที่ยังแดงซ่านด้วยไฟราคะ... ทุกอย่างพังทลายแน่นอน
ในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็ความตายนั้นเอง สัญชาตญาณเอาตัวรอดและความไวของน้าอรก็เปล่งประกายขึ้น หญิงวัยกลางคนผู้มากประสบการณ์กัดริมฝีปากแน่น เธอเอื้อมมือมากระชากแขนผมเบาๆ เป็เชิงส่งสัญญาณให้ตั้งสติ ก่อนที่เธอจะใช้เรือนร่างอวบอัดเคลื่อนกายอย่างเงียบกริบและปราดเปรียวราวกับแมวป่า ไปยังประตูด้านหลังของห้องเก็บของซึ่งเชื่อมต่อกับสวนหลังบ้าน
น้าอรบิดลูกบิดประตูหลังอย่างระมัดระวังที่สุด ไม่ให้เกิดเสียงดังแม้แต่นิดเดียว เธอแทรกตัวออกไปในความมืดของสวนหลังบ้าน แล้วค่อยๆ ดึงประตูให้ปิดลงอย่างเงียบเชียบ ทิ้งผมไว้ในห้องเก็บของเพียงลำพัง
ทันทีที่น้าอรพ้นสายตาไป ผมสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พยายามสะกดกลั้นความตื่นเต้นที่ยังคงพลุ่งพล่านอยู่ในอก ผมรีบคว้ากระบอกไฟฉายที่วางอยู่บนชั้นใกล้มือ กดสวิตช์เปิดให้แสงสีขาวนวลสาดส่องไปตามชั้นวางของ แสร้งทำเป็กำลังก้มๆ เงยๆ ค้นหาอะไรบางอย่างอย่างขะมักเขม้น
"อ้าว เกด... กลับมาแล้วเหรอครับ?" ผมส่งเสียงทักทายออกไป พยายามบังคับน้ำเสียงให้เป็ปกติที่สุด พร้อมกับใช้มือผลักประตูห้องเก็บของให้เปิดกว้างออก แสร้งทำหน้าประหลาดใจเล็กน้อยเมื่อเห็นภรรยายืนอยู่หน้าประตู
เกดในชุดสูททำงานที่ดูหรูหราแต่ยับย่นเล็กน้อยจากการนั่งรถเป็เวลานาน ยืนถือสมาร์ทโฟนแนบหู เธอเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งมองผมด้วยสายตาพินิจพิเคราะห์ แสงสว่างจากไฟโถงทางเดินส่องกระทบใบหน้าสวยสง่าที่ดูอ่อนล้าจากการทำงาน
"ภัทร... เข้าไปทำอะไรในนั้นคะมืดๆ?" เกดถามพร้อมกับลดโทรศัพท์มือถือลงเล็กน้อย
"อ๋อ... ผมกำลังหาหลอดไฟสำรองน่ะครับ เห็นเมื่อเย็นไฟตรงระเบียงมันกะพริบๆ กลัวว่าคืนนี้ถ้าฝนตกหนักแล้วมันจะดับไปเลย ก็เลยลองมาหาดูว่ามีสำรองเหลือบ้างไหม" ผมโกหกคำโตออกไปอย่างแเีที่สุดเท่าที่ทักษะการแสดงของผมจะอำนวย พร้อมกับชูไฟฉายในมือเป็หลักฐานประกอบ
เกดขมวดคิ้วเล็กน้อย สายตากวาดมองเข้าไปในห้องเก็บของที่ผมเพิ่งเปิดประตูออก กลิ่นอับชื้นผสมกับกลิ่นเหงื่อจางๆ ลอยมากระทบจมูก ผมลอบกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดเคือง ภาวนาขออย่าให้ประสาทััอันเฉียบคมของภรรยาจับสังเกตกลิ่นคาวโลกีย์ที่อาจจะยังหลงเหลืออยู่ได้เลย
"แล้วหาเจอไหมคะ?" เกดถามต่อ น้ำเสียงไม่ได้แสดงความจับผิดอะไรมากนัก
"ยังเลยครับ สงสัยจะหมด เดี๋ยวพรุ่งนี้ผมออกไปซื้อให้ใหม่แล้วกัน" ผมตอบพร้อมกับเดินก้าวออกมาจากห้องเก็บของ แล้วดึงประตูให้ปิดสนิท ล็อกลูกบิดอย่างรวดเร็วเพื่อไม่ให้เกดมีโอกาสเดินเข้าไปสำรวจ
จังหวะนั้นเอง เสียงฝีเท้าก็ดังขึ้นจากทางประตูครัวที่เชื่อมกับโถงทางเดิน น้าอรในชุดนอนผ้าซาตินสีแดงเืหมูที่จัดแจงเรียบร้อยดี เดินถือกล่องพลาสติกใส่น้ำยาล้างจานและสบู่ก้อนใหม่เอี่ยมเข้ามาในครัว ใบหน้าของหญิงวัยกลางคนประดับด้วยรอยยิ้มจางๆ ตามแบบฉบับแม่บ้านผู้ใจดีและซื่อสัตย์ เหงื่อที่ผุดพรายบนหน้าผากถูกซับออกไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงท่าทีที่ดูเป็ธรรมชาติราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
"อ้าว คุณเกดกลับมาแล้วเหรอคะ... น้าเพิ่งเดินไปหยิบสบู่กับน้ำยาล้างจานที่ห้องเก็บของเล็กหลังบ้านมาน่ะค่ะ เห็นว่าในครัวใกล้จะหมดแล้ว" น้าอรเอ่ยทักทายเ้านายสาวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลและราบเรียบ
ผมลอบถอนหายใจยาวอย่างโล่งอกในใจ ไหวพริบของน้าอรช่างยอดเยี่ยมเหลือเกิน เธอเดินอ้อมสวนหลังบ้านไปเข้าประตูด้านข้างของครัว แล้วไปหยิบของจากตู้เก็บของอีกจุดหนึ่งมาใช้เป็ข้ออ้างได้อย่างแเีและสอดคล้องกับสถานการณ์พอดีเป๊ะ
เกดหันไปมองน้าอร พยักหน้ารับเบาๆ ความเหนื่อยล้าจากงานทำให้เธอไม่ได้ใส่ใจจะซักไซ้ไล่เลียงอะไรมากนัก "ค่ะน้าอร... วันนี้รถติดมากเลย แถมคุยโทรศัพท์เื่งานกับลูกค้าจนปวดหัวไปหมด เกดขอตัวขึ้นไปอาบน้ำพักผ่อนก่อนนะคะ"
"ให้ผมช่วยนวดให้ไหมครับเกด?" ผมรีบเสนอตัว เดินเข้าไปรับกระเป๋าถือจากมือของภรรยาอย่างเอาใจ
เกดยิ้มบางๆ อย่างเหนื่อยอ่อน เธอเอื้อมมือมาลูบแก้มผมเบาๆ "ยังไม่ต้องหรอกค่ะภัทร เกดอยากอาบน้ำให้สบายตัวก่อน เดี๋ยวคืนนี้ค่อยว่ากันนะคะ"
"ครับผม... พักผ่อนให้สบายนะครับ" ผมรับคำและมองตามแผ่นหลังบางของเกดที่เดินขึ้นบันไดไปยังชั้นสอง
เมื่อร่างของเกดลับสายตาไป ผมกับน้าอรก็หันมาสบตากันโดยไม่ได้นัดหมาย ริมฝีปากของน้าอรเม้มเข้าหากันเล็กน้อย ดวงตากลมโตของเธอเบิกกว้างขึ้นเป็การแสดงออกถึงความโล่งอกอย่างสุดซึ้ง เธอระบายลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ขณะที่ผมก็ยกมือขึ้นปาดเหงื่อเย็นๆ ที่ซึมชื้นอยู่ตามไรผม การแสดงละครฉากใหญ่เพื่อเอาตัวรอดจากพายุอารมณ์ครั้งนี้ ทำให้เราทั้งคู่สูญเสียพลังงานไปไม่น้อยเลยทีเดียว แต่ความลับของเราก็ยังคงถูกเก็บซ่อนไว้ในเงามืดได้อย่างปลอดภัย... อย่างน้อยก็ในคืนนี้
เช้าวันรุ่งขึ้น บรรยากาศในคฤหาสน์ดูคึกคักขึ้นกว่าปกติ เสียงรถยนต์หรูแล่นเข้ามาจอดที่ลานหน้าบ้านั้แ่สายๆ ตามมาด้วยเสียงพูดคุยทักทายของน้าอรที่ออกไปต้อนรับใครบางคน ผมซึ่งเพิ่งจะเดินลงมาจากห้องนอนหลังจากจัดการภารกิจส่วนตัวเสร็จ ชะโงกหน้ามองผ่านกระจกหน้าต่างบานใหญ่ไปยังหน้าบ้าน
หญิงสาวร่างระหงในชุดสูททำงานเข้ารูปสีเบจที่ดูเรียบหรูและทันสมัย กำลังก้าวลงจากรถพร้อมกับกระเป๋าเดินทางใบเล็ก ผมยาวสลวยสีดำขลับถูกรวบตึงเป็หางม้าต่ำ เผยให้เห็นโครงหน้าสวยเฉี่ยวที่ถอดแบบมาจากเกดราวกับพิมพ์เดียวกัน ทว่าแววตาและท่าทางของเธอกลับดูสุขุม นิ่งลึก และแฝงไปด้วยความมั่นใจที่เกินกว่าวัย
"คุณนิ... กลับมาแล้วเหรอคะ ให้เด็กๆ ช่วยยกกระเป๋าขึ้นไปบนห้องนะคะ" เสียงน้าอรเอ่ยทักทายอย่างนอบน้อม
'นิ' หรือ 'นิชา' พี่สาวคนโตของมีน ลูกเลี้ยงคนโตของผมที่อายุ 24 ปี บริบูรณ์ เธอทำงานเป็ระดับบริหารในบริษัทข้ามชาติชื่อดัง หน้าที่การงานที่ต้องรับผิดชอบโปรเจกต์ระดับนานาชาติ ทำให้เธอมักจะพักอยู่ที่คอนโดมิเนียมสุดหรูใจกลางเมืองใกล้ที่ทำงานมากกว่าจะกลับมานอนที่บ้าน นานๆ ครั้งถึงจะแวะมาค้างคืนสักที
ผมเดินตรงไปยังโถงรับแขกเพื่อทักทายเธอตามมารยาท "สวัสดีครับนิ... วันนี้กลับมาค้างที่บ้านเหรอครับ?"
นิชาหันมาตามเสียงเรียก เธอละสายตาจากกระเป๋าเดินทางแล้วมองตรงมาที่ผม ดวงตากลมโตคู่สวยที่ถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางบางเบาแต่มองดูคมกริบนั้น กวาดมองผมั้แ่หัวจรดเท้าด้วยความรวดเร็วประดุจเครื่องสแกน มันเป็สายตาที่ไม่ได้แสดงความรังเกียจ แต่ก็ไม่ได้เป็มิตรเสียทีเดียว มันเป็สายตาของการประเมิน... การวิเคราะห์ และการจับสังเกต
"สวัสดีค่ะ ภัทร..." นิชาตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งแต่กังวานใส เธอไม่เรียกผมว่า 'พ่อ' หรือ 'น้า' แต่เลือกที่จะเรียกชื่อเล่นของผมตรงๆ ซึ่งก็เป็เื่ที่ผมชินเสียแล้วสำหรับลูกเลี้ยงสาวผู้มีความมั่นใจในตัวเองสูงคนนี้ "พอดีอาทิตย์นี้โปรเจกต์ใหญ่เพิ่งจบไปน่ะค่ะ เลยมีเวลาว่างกลับมาพักที่บ้านสักสองสามวัน... แม่ไม่อยู่เหรอคะ?"
"เกดออกไปบริษัทั้แ่เช้าแล้วครับ เห็นว่ามีประชุมด่วนเื่ตัวแทนจำหน่าย" ผมตอบพร้อมกับส่งยิ้มบางๆ ให้
"เหรอคะ..." นิชาพยักหน้ารับช้าๆ เธอเดินก้าวเข้ามาใกล้ผมอีกนิด กลิ่นน้ำหอมแบรนด์เนมราคาแพงที่ให้ความรู้สึกหรูหราและเยือกเย็นโชยมากระทบจมูก "แม่ทำงานหนักตลอดเลยนะคะ... หวังว่า่ที่แม่อยู่บริษัท ภัทรจะช่วยดูแลบ้านและ... 'คนในบ้าน' เป็อย่างดีนะคะ"
ประโยคสุดท้ายของเธอเน้นคำว่า 'คนในบ้าน' อย่างจงใจ พร้อมกับสายตาที่จ้องลึกเข้ามาในดวงตาของผมราวกับพยายามจะค้นหาความลับที่ซ่อนอยู่เื้ั ผมรู้สึกชาวาบไปทั้งแผ่นหลัง รอยยิ้มมุมปากของนิชาดูมีเลศนัยและแฝงไปด้วยความหมายบางอย่างที่ทำให้ผมรู้สึกกดดันอย่างประหลาด
"แน่นอนครับ... ผมดูแลทุกคนอย่างดีที่สุดอยู่แล้ว" ผมตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่พยายามควบคุมให้หนักแน่นที่สุด
"ดีค่ะ..." นิชาคลี่ยิ้มบางๆ เป็รอยยิ้มที่อ่านยากและคาดเดาอารมณ์ไม่ถูก "นิแค่เป็ห่วงน่ะค่ะ กลัวว่าแม่ทำงานเหนื่อยๆ กลับมาแล้วจะต้องมาปวดหัวกับเื่วุ่นวายในบ้านอีก... งั้นนิขอตัวเอาของขึ้นไปเก็บก่อนนะคะ"
พูดจบ เธอก็หมุนตัวเดินขึ้นบันไดไปอย่างสง่างาม ทิ้งให้ผมยืนนิ่งงันอยู่กลางโถงรับแขก ความรู้สึกเย็นะเืค่อยๆ คืบคลานเข้ามาในจิตใจ ผู้หญิงคนนี้... นิชา... เธอแตกต่างจากมีนอย่างสิ้นเชิง มีนอาจจะสดใส ร่าเริง และขี้เล่น แต่สำหรับนิชา เธอคือความเงียบสงบที่แฝงไปด้วยอันตราย เหมือนผิวน้ำที่ดูราบเรียบแต่เบื้องล่างกลับมีกระแสน้ำวนที่พร้อมจะดูดกลืนทุกสิ่งลงไป
การปรากฏตัวของเธอในบ้านหลังนี้ ทำให้ผมตระหนักได้ทันทีว่า... เกมซ่อนหาความลับของผม กำลังจะเพิ่มระดับความยากขึ้นอีกหลายเท่าตัว
ค่ำวันนั้น บรรยากาศในห้องอาหารของคฤหาสน์ดูตึงเครียดและอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก โคมไฟแชนเดอเลียร์คริสตัลส่องแสงสีนวลตาลงมากระทบโต๊ะอาหารไม้สักตัวยาว บนโต๊ะเต็มไปด้วยอาหารคาวหวานหน้าตาน่ารับประทานที่น้าอรและป้าสายใจ แม่ครัวใหญ่ประจำบ้านตั้งใจทำสุดฝีมือ แต่ดูเหมือนจะไม่มีใครเจริญอาหารเท่าที่ควร
เกดยังคงติดพันงานที่บริษัทและโทรมาบอกว่าจะกลับดึก สมาชิกที่ร่วมโต๊ะอาหารในคืนนี้จึงมีเพียง ผม, น้าอร, นิชา, และ มีน
ผมนั่งอยู่ที่หัวโต๊ะฝั่งหนึ่ง โดยมีนิชานั่งอยู่ทางขวามือ และมีนนั่งอยู่ทางซ้ายมือ ส่วนน้าอรคอยยืนบริการตักข้าวและรินน้ำให้อยู่ใกล้ๆ
ความเงียบปกคลุมห้องอาหาร มีเพียงเสียงช้อนส้อมกระทบจานเบาๆ เป็ระยะๆ ผมตักข้าวเข้าปากอย่างเชื่องช้า รู้สึกได้ถึงสายตาคู่คมของนิชาที่คอยลอบสังเกตปฏิกิริยาของทุกคนบนโต๊ะอยู่ตลอดเวลา เธอแทบจะไม่ได้พูดอะไรเลยั้แ่เริ่มทานข้าว แต่การกอดอกและรอยยิ้มบางๆ ที่มุมปากของเธอกลับสร้างแรงกดดันมหาศาล
มีนที่ปกติจะเป็คนคุยเก่งและสร้างเสียงหัวเราะบนโต๊ะอาหาร วันนี้กลับเงียบกริบ เด็กสาวมหาวิทยาลัยผู้ร่าเริงนั่งก้มหน้าก้มตากินข้าวราวกับกลัวดอกพิกุลจะร่วงออกจากปาก แต่ถึงกระนั้น ในบางจังหวะที่นิชาเผลอ มีนก็อดไม่ได้ที่จะช้อนสายตาหวานเยิ้มและเต็มไปด้วยความปรารถนาขึ้นมามองผมอย่างปิดไม่มิด
ในเสี้ยววินาทีหนึ่งที่สายตาของเราสองคนประสานกัน มีนเผลอส่งยิ้มหวานย้อยและขยับริมฝีปากเป็คำว่า 'คิดถึง' แบบไม่มีเสียงมาให้ผม ผมสะดุ้งเล็กน้อย รีบหลบสายตาเธอทันที
ทว่า... ความเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อยนั้น ไม่รอดพ้นสายตาอันแหลมคมของพี่สาวคนโตไปได้
"มีน..." เสียงเรียบนิ่งของนิชาดังขึ้นทำลายความเงียบ "ข้าวในจานไม่อร่อยเหรอคะ? ถึงได้มัวแต่มองหน้าภัทรอยู่ได้"
เคร้ง!
เสียงช้อนในมือของมีนร่วงหล่นกระทบจานเซรามิกดังลั่น เด็กสาวสะดุ้งตัวโยน ใบหน้าใสซื่อเปลี่ยนเป็สีแดงก่ำด้วยความใและอับอาย เธอรีบก้มหน้างุด คว้าช้อนขึ้นมาถือไว้แน่น ปากก็ละล่ำละลักปฏิเสธ "ปะ... เปล่าค่ะพี่นิ มีน... มีนแค่เหม่อเฉยๆ อาหารอร่อยค่ะ อร่อยมากเลย"
นิชาหัวเราะในลำคอเบาๆ เป็เสียงหัวเราะที่ไม่ได้แฝงความขบขันเลยแม้แต่น้อย "เหม่อบ่อยๆ ระวังจะสะดุดล้มเอานะคะ... โดยเฉพาะในบ้านตัวเอง"
คำพูดของนิชาราวกับมีดด้ามเล็กๆ ที่กรีดลึกลงไปในความรู้สึก ผมลอบกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก รู้สึกได้ถึงรังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากตัวหญิงสาววัย 24 ปี เธอไม่ได้ด่าทอ ไม่ได้โวยวาย แต่ใช้คำพูดอ้อมๆ ที่เชือดเฉือนและตรงจุดจนทำให้คนฟังต้องสะท้าน
"รับแกงส้มชะอมกุ้งเพิ่มไหมคะคุณภัทร... น้าเห็นคุณภัทรชอบทาน เมนูนี้คุณเกดก็กำชับนักหนาว่าต้องทำรสจัดๆ แบบที่คุณภัทรชอบ" เสียงของน้าอรดังขึ้นขัดจังหวะความตึงเครียด หญิงวัยกลางคนเดินเข้ามาใกล้ผมพร้อมกับถือถ้วยแกงส้มควันฉุย
"อ่า... ขอบคุณครับน้าอร" ผมรีบรับคำเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ
น้าอรตักแกงส้มราดลงบนข้าวของผมอย่างเบามือ ในจังหวะที่เธอถอยช้อนกลับ นิ้วชี้และนิ้วกลางของเธอที่จับด้ามช้อนก็เผลอเบียดััหลังมือของผมเบาๆ มันเป็ััที่รวดเร็วและดูเหมือนเป็อุบัติเหตุ แต่ผมััได้ถึงความนุ่มนวลและไออุ่นที่ถ่ายทอดมาอย่างจงใจ
ผมชะงักไปชั่วครู่ รีบดึงมือกลับเบาๆ แต่ก็ช้าเกินไปที่จะหลบซ่อนจากสายตาเรดาร์ของนิชา
"แหม..." นิชาลากเสียงยาว รอยยิ้มเยือกเย็นปรากฏขึ้นบนใบหน้าสวยคมอีกครั้ง เธอยกแก้วน้ำขึ้นจิบช้าๆ ก่อนจะวางลงและพูดด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะที่ฟังดูน่าขนลุก "น้าอรนี่... ดูแลภัทรดีจังเลยนะคะ ดีจนนิชักจะสงสัยแล้วสิว่า... หน้าที่ของคนคุมบ้านสมัยนี้ เขาต้องดูแลกันลึกซึ้งถึงขนาดนี้เลยเหรอคะเนี่ย?"
คำถามสัพยอกที่พุ่งตรงเป้าเข้าเต็มๆ ทำให้อากาศในห้องอาหารเหมือนจะถูกสูบออกไปจนหมดสิ้น ผมรู้สึกหน้าชาและหายใจติดขัด ขณะที่น้าอรเองก็ชะงักมือที่กำลังถือทัพพีไปชั่วขณะ ใบหน้าของหญิงวัยกลางคนซีดเผือดลงเล็กน้อย แต่ด้วยประสบการณ์และความนิ่งที่สั่งสมมา เธอจึงรีบปรับสีหน้าให้กลับมาเป็ปกติได้อย่างรวดเร็ว
"โธ่... คุณนิก็พูดไป น้าก็แค่ดูแลตามหน้าที่แหละค่ะ คุณภัทรเป็สามีของคุณเกด เ้านายของน้า น้าก็ต้องดูแลให้ดีที่สุดสิคะ... เผื่อขาดตกบกพร่องอะไรไป คุณเกดจะได้ไม่ตำหนิเอาได้" น้าอรตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่พยายามรักษาระดับความสุภาพไว้
"เหรอคะ..." นิชาลากเสียงยาวอีกครั้ง แววตาของเธอจ้องมองน้าอรอย่างค้นหา ก่อนจะตวัดสายตากลับมามองผม "ดีค่ะ... ดูแลกันให้ดีๆ นะคะ เพราะนิคงจะอยู่บ้านนี้อีกหลายวัน... นิชอบดูคน 'ทำหน้าที่' ของตัวเองค่ะ มัน... เพลินดี"
ประโยคทิ้งท้ายของนิชาเหมือนเป็การประกาศาประสาทอย่างเป็ทางการ มื้ออาหารค่ำที่เหลือดำเนินต่อไปท่ามกลางความเงียบที่หนักอึ้งและอึดอัดจนแทบจะบ้าตาย ทุกคำที่กลืนลงคอช่างฝืดเคืองและเต็มไปด้วยรสชาติของความหวาดระแวง ผมรู้ตัวแล้วว่า ศัตรูตัวฉกาจที่สุดในเกมรักซ่อนเงื่อนนี้... ไม่ใช่ใครอื่น แต่คือพี่สาวคนโตผู้ชาญฉลาดและช่างจับผิดคนนี้นี่เอง
เวลาล่วงเลยเข้าสู่่ดึกสงัด คฤหาสน์หลังใหญ่เงียบเชียบลงเมื่อสมาชิกคนอื่นๆ แยกย้ายกันเข้าห้องนอนไปหมดแล้ว ผมนั่งรอเกดอยู่ที่โซฟาตัวใหญ่ในห้องโถงชั้นล่าง แสงไฟถูกหรี่ลงจนเหลือเพียงความสลัวที่สร้างบรรยากาศผ่อนคลาย
เสียงเครื่องยนต์รถยุโรปแล่นเข้ามาจอดเทียบหน้าประตูบ้าน ผมรีบลุกขึ้นเดินออกไปรับภรรยาสาวใหญ่ที่เพิ่งกลับมาจากการทำงานอย่างเหน็ดเหนื่อย
เกดเดินเข้ามาในบ้านด้วยสภาพที่ดูอิดโรยอย่างเห็นได้ชัด ใบหน้าสวยสง่าที่เคยแต่งแต้มอย่างประณีตบัดนี้ดูซีดเซียวและเต็มไปด้วยความเครียด ดวงตาคู่คมของเธอหม่นหมองลงจากการกรำงานหนักตลอดทั้งวัน
"เหนื่อยไหมครับคนดี..." ผมเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน เข้าไปรับกระเป๋าเอกสารและสูทตัวนอกของเธอมาถือไว้
"เหนื่อยมากเลยค่ะภัทร... วันนี้คุยกับตัวแทนจำหน่ายแล้วมีปัญหาจุกจิกเต็มไปหมด ปวดหัวจนไมเกรนแทบจะขึ้นเลย" เกดบ่นพึมพำพร้อมกับยกมือขึ้นคลึงขมับตัวเองเบาๆ
"มาครับ... มานั่งพักตรงนี้ก่อน เดี๋ยวผมคอยนวดให้" ผมจูงมือเธอให้เดินมานั่งลงบนโซฟานุ่มๆ อย่างทะนุถนอม
เกดทิ้งตัวลงนั่งอย่างหมดแรง เธอเอนแผ่นหลังพิงกับพนักโซฟาและหลับตาลงอย่างอ่อนล้า ผมเดินไปซ้อนอยู่ด้านหลังโซฟา วางมือลงบนบ่าลาดมนของเธออย่างแ่เบา เริ่มต้นการบีบนวดคลึงกล้ามเนื้อที่ตึงเกร็งจากการทำงานหนักอย่างตั้งใจและอ่อนโยน
นิ้วมือของผมค่อยๆ กดคลึงไปตามเส้นแนวบ่าและต้นคอของเกด ััได้ถึงความแข็งเกร็งของกล้ามเนื้อที่สะสมความเครียดมาทั้งวัน ผมพยายามถ่ายทอดความห่วงใยและอบอุ่นผ่านปลายนิ้ว ทุกครั้งที่ผมออกแรงกดและคลึง เกดจะครางฮือในลำคอเบาๆ ด้วยความผ่อนคลาย
"อืมม... ดีจังเลยค่ะภัทร... น้ำหนักมือดีมากเลย" เกดเอ่ยชมเสียงแ่ เธอลืมตาขึ้นช้าๆ เอี้ยวหน้ามามองผมด้วยแววตาซาบซึ้งใจ "ขอบคุณนะคะที่คอยดูแลเกดเสมอ... เกดโชคดีจริงๆ ที่มีภัทร"
"ผมเต็มใจทำเพื่อเกดเสมอครับ... อยากเห็นเกดสบายตัวและหายเหนื่อย" ผมตอบพร้อมกับรอยยิ้มบางๆ แล้วก้มลงประทับริมฝีปากที่ขมับของเธอเบาๆ หนึ่งที
เกดยิ้มรับ เธอเอนศีรษะซบลงบนตักของผมที่ยืนซ้อนอยู่ด้านหลัง ปล่อยให้ผมบีบนวด่หัวไหล่และต้นแขนของเธอต่อไป บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยความรักและความอบอุ่น ผมรู้สึกผิดขึ้นมาลึกๆ ในใจที่ทรยศต่อความไว้ใจของเธอ แต่ในขณะเดียวกัน ตัณหาและความปรารถนาที่ซ่อนอยู่ลึกๆ ก็ยังคงเรียกร้องหาความท้าทาย
ขณะที่ผมกำลังเพลิดเพลินกับการปรนนิบัติภรรยาสาว สายตาของผมก็เผลอตวัดขึ้นไปมองยังระเบียงชั้นสองที่ทอดยาวอยู่เหนือห้องโถง แสงจันทร์ที่สาดส่องลอดหน้าต่างบานใหญ่เข้ามา ทำให้เกิดเงาสลัวทาบทับลงบนผนัง
และในเงามืดตรงมุมระเบียงนั้นเอง... ผมก็เห็นภาพที่ทำให้หัวใจแทบจะหยุดเต้น
ร่างระหงของนิชา พี่สาวคนโตยืนนิ่งสงบอยู่ในความมืดสลัว เธอกำลังยืนกอดอกพิงระเบียงกระจก สายตาของเธอไม่ได้มองไปทางอื่นเลย แต่มันกำลังพุ่งตรงดิ่งลงมาหาผมและเกดที่อยู่บนโซฟาเบื้องล่าง!
ผมสะดุ้งสุดตัว มือที่กำลังบีบนวดไหล่ของเกดเกร็งค้างไปชั่วขณะ เหงื่อเย็นๆ ผุดพรายขึ้นเต็มแผ่นหลังอีกครั้ง
สายตาของนิชาในความมืดนั้นคมกริบและเย็นเยียบประดุจใบมีด มันไม่ได้มองมาด้วยความโกรธแค้น แต่มันเป็สายตาของนักล่าที่กำลังจ้องมองเหยื่อ สายตาของเธอไม่ได้โฟกัสที่ใบหน้าของผม แต่มันล็อกเป้าหมายไปที่ 'ฝ่ามือ' ของผมที่กำลังััเรือนร่างของแม่เธอ และจ้องมองเลยไปถึง 'หน้าอก' ของเกดที่กระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะหายใจ
แววตาของหญิงสาววัย 24 ปีนิ่งสงบ แต่กลับแฝงไปด้วยความรู้สึกนึกสนุก ค้นหา และท้าทาย รอยยิ้มบางๆ ที่เหยียดขึ้นตรงมุมปากของเธอในความมืด ทำให้ผมรู้สึกเหมือนกำลังถูกต้อนให้จนมุม
"เป็อะไรไปคะภัทร... หยุดนวดทำไม?" เกดที่หลับตาพริ้มอยู่เอ่ยถามขึ้นมาเมื่อััได้ว่ามือของผมหยุดชะงักไป
"อะ... เอ้อ เปล่าครับ ผมแค่... ขยับเปลี่ยนท่าให้ถนัดขึ้นนิดหน่อยครับ" ผมรีบดึงสติกลับมา ละล่ำละลักตอบกลับไป พยายามบังคับมือที่สั่นเทาให้เริ่มบีบนวดไหล่ของเกดต่อไปอย่างเป็ธรรมชาติที่สุด
ผมก้มหน้าก้มตาทำหน้าที่ของตัวเองต่อไป พยายามไม่เงยหน้าขึ้นไปมองระเบียงชั้นสองอีก แต่ความรู้สึกเสียวสันหลังวาบและแรงกดดันมหาศาลจากสายตาคู่คมที่จ้องมองลงมาจากเบื้องบนนั้น ยังคงทิ่มแทงทะลุทะลวงลงมาอย่างไม่หยุดหย่อน
นิชายังคงยืนอยู่ตรงนั้น... จ้องมองทุกการกระทำ ทุกการััของผม ราวกับกำลังเก็บข้อมูลเพื่อรอเวลาที่จะเปิดเผยความลับที่ซ่อนอยู่หลังหน้ากากของผมให้แตกกระจาย
ในค่ำคืนที่เงียบสงัดนี้ เกมจับผิดของพี่สาวคนโตได้เริ่มต้นขึ้นแล้วอย่างแท้จริง และผมรู้ดีว่า... นับจากวินาทีนี้เป็ต้นไป ทุกฝีก้าวในบ้านหลังนี้ของผม จะไม่มีคำว่าปลอดภัยอีกต่อไป!