หลายราตรีล่วงผ่าน...
สองร่างเงาแหวกว่ายข้ามห้วงดาราอันไร้สิ้นสุดเคียงคู่กันมาถึงนอกดาวโบราณดวงใหญ่
มิใช่ใครอื่นหากแต่เป็นสองในสี่จตุรเทพแห่งเผ่าทวยเทพ
ราชันย์สวรรค์เซียวเหยาราชันย์สวรรค์กวงหมิง
"นี่คือดาวฝังจักรพรรดิหรือ..."
"ดินแดนกว้างใหญ่สมคำร่ำลือมิด้อยไปกว่าดาวบรรพชนของเผ่าเราเลยแม้แต่น้อย"
ราชันย์สวรรค์เซียวเหยายกยิ้มดวงตาเป็นประกาย ท่าทีนุ่มนวลก้มลงมองผืนปฐพีโบราณอันไพศาลเบื้องล่างพร้อมขยับปากงึมงำ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งแคว้นตงฮวงอันกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา แผ่ขยายอาณาเขตออกไปนับแสนลี้อุดมด้วยปราณฟ้าดิน
คงเป็นเหล่ามหาจักรพรรดิโบราณที่ซ่อนร่างอยู่กระมัง
ชนชั้นเช่นนี้ในอดีตล้วนเป็นผู้บรรลุวิถีแห่งยุคสมัย
ไม่ว่าจะเป็นขุนพลสวรรค์ ปรมาจารย์วิถีมหาจักรพรรดิ หรือจักรพรรดิโบราณ แต่ละยุคสมัยล้วนมีชื่อเรียกขานที่แตกต่างกันไป
พวกเขาต่างเฝ้ารอวันที่หนทางสู่เซียนเปิดออกจึงจำต้องตัดตนเองออกจากฟ้าดิน ชิงแยกจิตออกจากรอยประทับแห่งฟ้า
ผนึกตนเองไว้ในแหล่งกำเนิดเทพคงอยู่ชั่วนิรันดร์ และรอคอยโอกาสอันมาถึง
ถึงแม้จะลดทอนพลังจนร่วงตกจากสุดยอดราชันย์
เหล่ามหาจักรพรรดิโบราณเหล่านี้ก็ยังมีพลังบ่มเพาะในระดับกึ่งจักรพรรดิขั้นเก้าหากถือกำเนิด ก็เพียงพอที่จะแผดเผาห้วงจักรวาลให้มอดไหม้
ยุคเทพ กลียุค ยุคบรรพกาล ยุคโบราณและอีกมากมาย
ล้วนอุบัติซึ่งกลียุคอันมืดมิดนภาสีเลือดต้องร่ำไห้ ทุกชีวิตถูกสังเวยอย่างน่าสังเวชและถูกเปลี่ยนไปเป็นแก่นแท้แห่งชีวิต
และต้นกำเนิดแห่งความมืดมิดก็คือเหล่ามหาจักรพรรดิโบราณเหล่านี้!
มิใช่เพียงแค่ดาวจัั้งตี้เท่านั้นห้วงดาราอันลึกล้ำยังมีดาวบรรพกาลอีกหลายดวงที่มีเขตแดนต้องห้ามดำรงอยู่
เพียงแต่มีปริมาณไม่มากเท่าดาวฝังจักรพรรดิเท่านั้น
ราชันย์สวรรค์เซียวเหยาและราชันย์สวรรค์กวงหมิงล้วนเป็นยอดพีระมิดแห่งเผ่าทวยเทพ ซึ่งเป็นรองก็เพียงองค์เทพเหนือยอดกว่านั้น
จึงมิใช่เรื่องแปลกที่จะล่วงรู้ความลับมากมายเช่นนี้
และในขณะนั้นเอง
ภายในโลกใบเล็กแห่งความโกลาหลในท้องทะเลไร้สิ้นสุดร่างในชุดคลุมสีขาวค่อยๆ เบิกเนตรขึ้น มองไปยังนอกฟ้าด้วยสายตาอันสงบ พลางกล่าว
"มาแล้วหรือ"
"ช่างบังเอิญเสียจริง"
สิ้นเสียงมู่เสินฉวนก้าวเท้าทะยานขึ้นสู่เก้าชั้นฟ้า เผชิญหน้ากับสองผู้แข็งแกร่งจากนอกโลก!
ราชันย์สวรรค์กวงหมิงสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันทรงพลังนี้ดวงตาพลันแข็งกร้าว
ทันใดนั้นก็จำได้ว่าบุรุษผู้นี้คือผู้ทำลายร่างแปลงและสังหารทายาทของเขา!
"เจ้าเองหรือ!?"
มู่เสินฉวนเหลือบมองกลับด้วยสายตาเย็นชาพลางกล่าว
"ข้าเคยเตือนเจ้าแล้ว"
"หากมาอีกครั้งข้าจะสังหารร่างจริงของเจ้าเสีย!"
"ดูเหมือนว่าเจ้าจะเตรียมใจมาแล้วสินะ!"
มู่เสินฉวนยืนประสานมือท่าทีสงบนิ่งดุจสายลมเย็น แม้เผชิญหน้ากับมหาเซียนทั้งสองก็มิได้แสดงอาการหวาดหวั่นแม้แต่น้อย
"เผ่าพันธุ์ต่ำต้อยจองหอง!"
"วันนี้ข้าจะใช้โลหิตของเจ้าสังเวยดวงวิญญาณของลูกข้า!"
ราชันย์สวรรค์กวงหมิงตวาดก้องร่างกายห้อมล้อมด้วยแสงสว่างจ้า ประหนึ่งเทพปีศาจโบราณ ก้าวออกมาจากสุริยันแล้วทอแสงเจิดจรัส
กล่าวจบ เขาก็เหวี่ยงฝ่ามือออกไปด้านหน้าห้วงดาราปั่นป่วนเกิดเป็นคลื่นมหาศาล
เคล็ดวิชานี้มิใช่วิชาลับของเหล่าทวยเทพหากแต่เป็นวิชาที่สร้างขึ้นเองเป็นเคล็ดวิชามหาเซียนที่สอดประสานไปกับวิถีของตัวเอง
เมื่อใช้แล้ว โลกและฟ้าดินล้วนแปรเปลี่ยน
ถึงแม้ราชันย์สวรรค์กวงหมิงจะไม่อาจมองทะลุพลังของบุรุษตรงหน้าและเห็นแต่ม่านหมอกแห่งความโกลาหล
แต่เขาก็รู้ว่าบุรุษผู้นี้มีพลังไม่น้อยอย่างน้อยก็ต้องมีพลังต่อสู้ในระดับมหาเซียนมิเช่นนั้นย่อมไม่อาจสังหารร่างจำแลงของเขาได้อย่างง่ายดาย!
"หัตถ์แสง!"
แสงสว่างสาดส่องทั่วจักรวาลพร้อมเสียงตวาดสั่นสะเทือนใต้หล้าและฟ้าดิน
เส้นผมของราชันย์สวรรค์เปล่งแสงเทพแผ่ขัตติยศักดา ประหนึ่งราชันย์เทพผู้จุติ
"ก็ไม่เลว"
มู่เสินฉวนพยักหน้าเบาๆ สีหน้ายังคงสงบมีกระทั่งเวลาว่างมาพินิจวิชาลับที่สร้างขึ้นเองของเผ่าทวยเทพ
"ในเมื่อเป็นเช่นนั้นเจ้าก็รับข้าสักกระบวนท่า!"
"ดรรชนีดับสูญ!"
อาภรณ์ของเขาสะบัดพลิ้วเพียงชี้ปลายนิ้วออกไปเบื้องหน้า!
นี่คือวิชาเซียนที่บันทึกไว้ในคัมภีร์เซียนมหานิรวาณเหนือโลกหล้าและหลุดพ้น เป็นเคล็ดวิชาที่อยู่บนจุดสูงสุดของมนุษย์!
ในชั่วพริบตา
โลกและฟ้าดินถล่มทลาย ห้วงมิติปั่นป่วน!
แสงเจิดจ้าที่สาดส่องห้วงดาราพลันดับวูบแล้วกลับเข้าคืนสู่ความมืดมนอนธการอีกครั้ง
ภายใต้เคล็ดวิชานี้ประหนึ่งว่าสรรพสิ่งล้วนดับสูญ สรรพวิชาล้วนว่างเปล่า!
ความน่าสะพรึงแผ่ขยายจนมิอาจบรรยายได้
ในดวงตาสีดำของราชันย์สวรรค์กวงหมิงกลิ้งกลอกด้วยความงุนงง
บนหน้าอกพลันปรากฏรอยนิ้วมือโดยไร้การนองไหลของเลือด ไม่มีการหลุดร่วงของเลือดเนื้อและกระดูก ราวกับอยู่ๆก็หวนคืนสู่ความว่างเปล่า!
แต่ความรู้สึกเจ็บแปลบๆ นั้นกลับดึงให้ราชันย์กลับมาสู่โลกความเป็นจริง
"นี่... นี่มันวิชาลับอะไรกัน?"ราชันย์สวรรค์กวงหมิงอุทานด้วยความหวาดผวา
"วิชาที่ใช้สังหารเจ้าไง!"
มู่เสินฉวนกล่าวคำไม่กี่คำด้วยสายตาอันลึกล้ำ
แต่เขาไม่ได้ตั้งใจที่จะใช้คัมภีร์เซียนมหานิรวาณมาสังหารคนทั้งสอง
เขาเพิ่งทะลวงสู่มหาเซียนและแค่ต้องการใช้ทั้งสองมาพิสูจน์ว่า พลังต่อสู้ของตนเองนั้นมาถึงระดับใดแล้ว
ด้วยเหตุนี้เขาจึงไม่ได้พาอาวุธจักรพรรดิมาด้วย เพราะตั้งใจจะใช้กายเนื้อ เคล็ดวิชาและวิถีเข้าสู้!
"เซียวเหยา จงร่วมมือกัน!"
ราชันย์สวรรค์กวงหมิงเองก็เป็นผู้แข็งแกร่งที่ผ่านสมรภูมิมานับครั้งไม่ถ้วนในไม่ช้าก็สงบใจลงได้
ถึงแม้ว่าเคล็ดวิชาจะไม่อาจสมานบาดแผลตรงหน้าอกได้แต่ก็ช่างปะไร
"สังหาร!"
บนใบหน้าของราชันย์สวรรค์เซียวเหยาปรากฏสีหน้าเคร่งขรึมที่ไม่ค่อยได้เห็นนักเขาเปล่งเสียงทุ้มกังวาน
ราชันย์สวรรค์ทั้งสองแห่งเผ่าทวยเทพต่างลงมือพร้อมกันกลิ่นอายอันน่าสะพรึงปะทุขึ้น ก่อให้เกิดความปั่นป่วนอันไร้สิ้นสุดในห้วงดารา
มู่เสินฉวนก้าวผ่านห้วงความว่างเปล่าด้วยสีหน้าสงบโลหิตศักดิ์สิทธิ์แห่งความโกลาหลในร่างสูบฉีด ทุกฝ่าเท้าที่ย่ำลงไปล้วนปรากฏร่องรอยแห่งวิถีอันไร้สิ้นสุดไขว้กันเปรียบดั่งร่างจำแลงแห่งวิถีของโลกหล้าและฟ้าดิน ร้ายกาจสุดจะคณนา
ตูม!!!
ท่ามกลางจักรวาลเงียบงันการต่อสู้น่าเร้าใจก็บังเกิดขึ้น!
มู่เสินฉวนหุ้มห่อไปด้วยร่องรอยแห่งวิถีไร้สิ้นสุดโลหิตลมปราณสีทองแผ่ขยายออกไปนับแสนลี้ เส้นผมดำขลับปลิวไสวหมัดเทพถูกเหวี่ยงออกไป
กำปั้นเดียวแสงศักดิ์สิทธิ์ทะยานขึ้นสู่น่านฟ้า ทะลวงจักรวาล ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ดาราใหญ่ร่วงหล่น
สองกำปั้น ห้วงดาราก็ปั่นป่วนมืดมิดดาวนับไม่ถ้วนแปรเปลี่ยนเป็นผุยผง
สองร่างเงาลอยละลิ่ว ถอยร่นกระอักโลหิตถูกกระแทกกระเด็นไปหลายสิบลี้กระทั่งอุกกาบาตขนาดเล็กที่ลอยคว้างอยู่ในห้วงดารายังถูกชนแตกกระจาย!
ห้วงดาราอันปั่นป่วนทำให้ดาวโบราณโดยรอบหลายดวงได้รับผลกระทบไปด้วย
และภายในดาวฝังจักรพรรดินั้นสัมผัสได้ถึงความรุนแรงที่สุดผู้แข็งแกร่งที่อยู่เหนือกว่ากึ่งเซียนนับไม่ถ้วนต่างเงยหน้าขึ้นมองไปยังเก้าชั้นฟ้าสายตาของพวกเขาล้วนเต็มไปด้วยความหวาดผวา
"นะ... นี่มันมหาเซียนลงมือหรือ?"
"เป็นใครกัน!"
"หรือว่าบรรพชนของสำนักใดกลับมาจากห้วงดาราอันลึกล้ำกันแล้ว?"
ในชั่วพริบตาแสงสีนับไม่ถ้วนสะบัดไปมาบนเก้าชั้นฟ้าราวกับหมายให้ทุกคนได้ประจักษ์ต่อครรลองสายตา