มารประหัตถ์ฟ้า (จบ)

บทที่ 216 เวลาที่ใกล้มาถึง

บทที่216 เวลาที่ใกล้มาถึง

         

        สุรเสียงแห่งระฆังสวรรค์แซ่ซ้องทั่วแผ่นฟ้าแผ่ขจรขจายไปไกลยันสุดหล้า ดั่งเกียรติภูมิอันแสนยิ่งใหญ่ที่ประกาศก้องสู่คนทั้งโลกมหาพิธีมงคลสมรสแห่งประวัติศาสตร์ได้เริ่มต้นแล้ว

         

        ใต้เสียงระฆังสวรรค์ที่อยู่เหนือขุนเขาที่สูงเด่นแห่งเขตหวงห้ามยังมีเสียงมโหรีพร้อมกับประทัดที่ประสานเสียงกึกก้องส่งเสริมความเกรียงไกร กอปรรวมกับเสียงสรรเสริญแซ่ซ้องของผู้คนสุดคณานับไม่มีพิธีใดที่จะยิ่งใหญ่และมากด้วยผู้คนเทียบเท่าพิธีมงคลสมรสระหว่างมหาเทวะเทียนหมิงกับแสงสังหารแห่งวจนะอีกแล้ว

         

        เวลาเก้าวันนับว่าพ้นผ่านเพียงลมหายใจหอบหนึ่งยังมิให้เหล่าคนงานได้พักหายใจหายคอดี พวกมันพึ่งจะจัดเตรียมสถานที่ชนิดเรียกได้ว่าหามรุ่งหามค่ำเสร็จสรรพก็ต้องมาเหน็ดเหนื่อยสายตัวแทบขาดในงานพิธีอีกแล้ว ทว่าแม้เหน็ดเหนื่อยแสนสาหัส แต่อยู่ต่อหน้ามหาพิธีของมหาเทวะเทียนหมิงมีผู้ใดบ้างที่จะกล้าบ่นออกมาแม้เพียงครึ่งคำ

         

        “เหตุใดเจ้ามหาเทวะมันถึงไม่ไสหัวออกมาอีก!”

         

        แต่นั่นคงเว้นให้เพียงบุรุษชราตาบอดผู้หนึ่งมันไม่เพียงบ่นภายในใจ แต่มันกล้าแม้กระทั่งพ่นวาจาหยาบคายต่อมหาเทวะเทียนหมิง ผู้ที่อยู่ใกล้เคียงพอได้ยินเข้าก็ล้วนตีตัวออกห่างอาจเพราะเกรงว่าฟ้าจะลงทัณฑ์บุรุษชราผู้นั้นทำให้พวกมันต้องโดนลูกหลงไปด้วย

         

        บุรุษชราตาบอดผู้นี้หากมิใช่เทพดาเร้นกายตั้วซุนหงแล้วจะเป็นใคร

         

        เมื่อมีตั้วซุนหง เช่นนั้นบุรุษชราในชุดไว้ทุกข์พร้อมสวมหมวกใบกว้างจนบดบังใบหน้าผู้หนึ่งซึ่งเป็นคนเดียวที่ยังยืนเคียงข้างมันก็คงเป็นธรรมบาลปัญญาแล้ว

         

        ธรรมบาลปัญญากล่าวเสียงราบเรียบว่า

        “หากเจ้าอดกลั้นต่อความแค้นและไม่สร้างความวุ่นวายในตอนนี้เจ้ามีโอกาสได้เจอมันแน่ จงอย่าได้ผลีผลามสร้างจุดสนใจแก่ผู้อื่น มิเช่นนั้นคนที่เจ้าสู้ด้วยจะเป็นผู้ติดตามแทนที่จะเป็นมัน"

         

        ตั้วซุนหงกำหมัดแน่น มันอดทนอดกลั้นมาตั้งเก้าวันแล้วเก้าวันสำหรับมันยาวนานปานเก้าปี เมื่ออดทนมาขนาดนี้ มันจึงกลั้นใจฝืนทนอีกหน่อย มันต้องการแก้แค้นกับมหาเทวะเทียนหมิงเช่นนั้นจะให้เหล่าลูกสมุนของมหาเทวะมาขัดขวางมิได้

        “หากถึงเวลานั้นก็อย่าลืมที่ตกลงกันไว้มหาเทวะเป็นหน้าที่ข้า ส่วนลูกสมุนของมันเป็นหน้าที่เจ้า…”

         

        ธรรมบาลปัญญาผงกศีรษะ ตั้วซุนหงแม้มิอาจมองเห็นแต่สัมผัสถึงการเคลื่อนไหวของศีรษะมันจึงกล่าวเสียงหนักแน่นว่า

        “แล้วอย่าได้ลืมการตายของนาง… นางมอบหัวใจให้เจ้าเพียงนี้ เจ้าต้องแก้แค้นแทนนางให้ได้”

         

        วาจานี้ของตั้วซุนหงทำให้ธรรมบาลปัญญาต้องฉุกใจคิดเสมอมาตั้วซุนหงไม่ใช่คนจะยอมแพ้หรือใจอ่อนง่ายๆ การแก้แค้นสมควรจะเป็นมันแสดงเจตนาที่จะทำให้ถึงที่สุดซึ่งก่อนประโยคดังกล่าวมันยังมอบหน้าที่ขัดขวางลูกสมุนแก่ตนอยู่หลัดๆ แต่ครานี้เหตุใดมันจึงกล่าวกับตนเช่นนั้น

        “เจ้าหมายความว่าอย่างไร"

         

        ตั้วซุนหงกำหมัดแน่น

        “แม้ข้าเครียดแค้นจนอยากจะฉีกเนื้อมันเป็นชิ้นๆด้วยตัวของตนเอง แต่ข้าก็รู้ตัวดี จะเอาชีวิตมหาเทวะเทียนหมิงด้วยอาศัยพลังฝีมือของข้ามิใช่เรื่องง่ายข้าจะทำให้มันอ่อนแอลงจนถึงที่สุด ที่เหลือให้เป็นหน้าที่เจ้า"

         

        ธรรมบาลปัญญาเลิกคิ้วขึ้น ก่อนคว้าแขนมันไว้เสมอมาธรรมบาลปัญญารู้จักนิสัยสหายผู้นี้ดี มันเป็นคนฉลาด รู้จักเอาตัวรอดเป็นยอดดีสู้ไม่ได้มันก็จะไม่สู้ ดังนั้นการที่ตนคิดใช้ความแค้นมันเพื่อรับมือกับมหาเทวะเทียนหมิงก็เพียงเพื่ออาศัยการถ่วงเวลาเท่านั้น ไม่คิดว่าตั้วซุนหงกลับมีความตั้งใจที่จะตายเช่นนี้

        “นี่ไม่สมกับเป็นเจ้า"

         

        ตั้วซุนหงกล่าวเสียงสั่น

        “นับแต่นางตายอย่างอยุติธรรม ข้าก็ไม่ใช่ตัวข้าอีกต่อไปแล้ว"

         

        ธรรมบาลปัญญาตบบ่าสหายด้วยความรู้สึกผิดในใจ

        “ข้ากลับดูเบาจิตใจของเจ้าเกินไป"

         

        ตั้วซุนหงคิดถึงเรื่องของธรรมบาลปัญญาที่มุ่งแต่เดินตามปณิธานจนทำให้ประมุขแดนเหมันต์ศักดิ์สิทธิ์ต้องทุกข์ระทมใจจึงกล่าวแดกดันไปว่า

        “เจ้าก็ไม่เคยเข้าใจผู้ใดนอกจากตนเอง…เจ้าไม่สมควรได้รับความรักจากนาง"

         

        ธรรมบาลปัญญาถอนลมหายใจ มันมิอาจปฏิเสธวาจาของตั้วซุนหงแต่มันก็มิอาจละทิ้งปณิธานของตนเช่นเดียวกัน มันเกิดมามีพรสวรรค์เช่นเดียวกับตั้วซุนหงตั้วซุนหงใช้พรสวรรค์สนองตอบต่อจิตใจของตนเอง แต่มันนั้นแตกต่าง มันคิดใช้พรสวรรค์ที่มีเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นเรื่องส่วนตัวของมันแทบจะเป็นเรื่องรอง การแก้แค้นของมันในวันนี้จึงมิใช่ประเด็นสำคัญผาอดีตในเขตแดนหวงห้ามนั่นต่างหาก ผาอดีตที่ซ่อนความลับบางอย่างซึ่งสร้างแรงสังหรณ์ใจไม่ดีแก่มันสิ่งนี้จึงนับเป็นความสำคัญที่มันจะจัดการเป็นอันดับแรก การมาที่นี่ของมันก็เพราะผาอดีตเขตหวงห้ามเปิดให้เข้าออกอย่างง่ายดายเช่นนี้ไม่ได้มีบ่อยๆ การจะหาทางผ่านเข้ามาโดยอาศัยเพียงพลังฝีมือและตัวคนเดียวมิใช่เรื่องง่ายวันนี้มันจึงมิอาจจะปล่อยโอกาสเข้าถึงผาอดีตอีกครั้งให้หลุดมือ

         

        เช่นนั้นธรรมบาลปัญญาจึงไม่ตอบคำฝากฝังในการแก้แค้นต่อตั้วซุนหงมันเพียงนิ่งเงียบไปพร้อมกับทบทวนวิธีการที่มันใช้เวลาเก้าวันอันแสนสั้นเพื่อหาทางทำลายผาอดีตนั่นไม่ว่าจะแลกด้วยสิ่งใดในวันนี้ มันจะต้องทำลายผาอดีตให้จงได้ และนี่จึงจะเป็นสิ่งที่คืนความเป็นธรรมแก่สตรีที่มันรักอย่างแท้จริงรวมทั้งอาจเป็นสิ่งที่ช่วยปฐพีแห่งนี้สนองตอบต่อปณิธานของมัน

         

        ผู้คนมากหน้าหลายตาที่เดินทางอยู่ภายในนิกายเทวะวจนะรวมไปถึงเส้นทางสู่เขตหวงห้าม เช่นนั้นใบหน้าค่าตาของผู้คนจึงยากจะมีผู้ใดจดจำ การเดินเตร่ไปมาในพิธีจึงยิ่งมีอิสระกว่าที่คิดการตรวจตราก็ดูหละหลวมแตกต่างจากนิกายเทวะวจนะในอดีตราวฟ้ากับเหว ทั้งที่มีข่าวว่าอวิ๋นเซี่ยวซุนกำลังมามีข่าวว่าผู้ฝึกญาณเดนตายทั้งปฐพีจะสู้เป็นตาย แต่ก็ไม่มีผู้ใดหวาดหวั่นขวัญผวาอีกแล้วนี่อาจเป็นเพราะความรู้สึกปลอดภัย ความรู้สึกภายใต้บารมีของมหาเทวะเทียนหมิง เมื่อมีมหาเทวะเทียนหมิงพวกมันก็ไม่จำเป็นต้องกลัวจอมมารอวิ๋นเซี่ยวซุนอีกต่อไป

         

        ดังนั้นตอนนี้อวิ๋นเซี่ยวซุนจึงเดินฝ่าฝูงชนมาพร้อมกับผู้ติดตามได้อย่างสะดวกไม่จำเป็นต้องหลบซ่อนก็ไม่มีผู้ใดสังเกตุเห็นหรือจดจำได้ จะมีก็แต่ความงดงามของมู่ผิงเยว่โดยเฉพาะผมสีขาวโพลนจนดูราวกับหิมะนั่นยิ่งชวนดึงดูดสายตา บุรุษหนุ่มทั่วปฐพีไม่มีใครไม่เหลียวมองนางแต่มู่ผิงเยว่ก็ไม่สนใจ เพราะมีเพียงบุรุษผู้เดียวในปฐพีแห่งนี้ที่สามารถฉุดดึงหัวใจของนางได้

         

        “เจ้าจะไปที่ใด"

        อวิ๋นเซี่ยวซุนกล่าวอย่างราบเรียบแผ่วเบา

         

        มู่ผิงเยว่ตอบว่า

        “ข้าย่อมมีที่ที่ต้องการจะไป เช่นเดียวกับเมื่อคืนที่ท่านหายตัวไป"

         

        อวิ๋นเซี่ยวซุนนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในคืนก่อนวันแต่งงานมันสืบหาเบาะแสเพื่อช่วยศิษย์ ผ่านพ้นค่ำคืนที่แสนสั้น ไม่รู้ผลเป็นอย่างไร มันเพียงคืนกลับมาเพียงลำพังเท่านั้น

         

        เห็นอวิ๋นเซี่ยวซุนนิ่งคิด มู่ผิงเยว่จึงกล่าวต่อ

        “ที่สำคัญข้าไม่ชมชอบสถานที่ชุกชุมด้วยผู้คน"

         

        หลังจากนิ่งคิดบางอย่างอยู่ชั่วครู่ อวิ๋นเซี่ยวซุนค่อยกล่าววาจาที่ลึกล้ำออกมา

        “การอยู่ในที่แจ้ง บางทีก็เป็นที่กำบังชั้นดี"

         

        “ในเมื่อมาแล้ว ใยต้องหลบซ่อน"

         

        “หากไม่ต้องการสู้กับลูกสมุน เช่นนั้นก็จำเป็นต้องซ่อนเพื่อรอเวลา"

         

        อวิ๋นเซี่ยวซุนกล่าวมาไม่ผิด มู่ผิงเยว่ไม่ปฏิเสธคำกล่าวนั้นแต่นางเพียงกำชับของสิ่งหนึ่งที่สะพายบนแผ่นหลัง จากนั้นก็พริ้วกายจากไปไม่หันกลับอวิ๋นเซี่ยวซุนก้าวเดินต่อไม่ใส่ใจ เพียงกล่าวแผ่วเบาว่า

        “ความแค้นเปลี่ยนคนได้ ไม่ว่าจะสูงส่งเพียงไหนก็มิอาจหลุดพ้นข้าคงเตือนสติเจ้าได้เพียงเท่านี้"

         

        ตลอดการเดินทาง อวิ๋นเซี่ยวซุนได้ถ่ายทอดหลักแนวคิดรวมถึงคำสอนสั่งมากมายแก่มู่ผิงเยว่พยายามลบไฟแค้นที่สุมอยู่ให้แก่นาง ความแค้นไม่มีทางนำพาชีวิตสู่ความสุขได้ ทว่าจนถึงป่านนี้ไฟแค้นแม้เศษเสี้ยวของนางก็มิอาจลบ เห็นทีความแค้นนั้นได้ฝังลึกอยู่ภายในใจของนางจนเกินจะเยียวยาแล้ว

         

        หลังวันนัดหมายชุมนุม อวิ๋นเซี่ยวซุนคลาดกันกับหลงฮูหยินแม้หลงฮูหยินจะเร่งเดินทางโดยไม่พักผ่อน สุดท้ายนางก็เป็นคน และคนก็มีขีดจำกัดมิอาจฝืนนางจึงสลบไปพักใหญ่ เป็นเหตุให้มาไม่ทันการเคลื่อนแผนของอวิ๋นเซี่ยวซุน ไม่รู้ว่าอวิ๋นเซี่ยวซุนอยู่ที่ใดไม่รู้ว่าเหล่าผู้ฝึกญาณดำเนินแผนการแล้วหรือไม่ เมื่อพบเพียงความว่างเปล่า ณ จุดนัดหมายหลงฮูหยินก็มุ่งหน้าสู่นิกายเทวะวจนะอย่างมุ่งหวังทันที

         

        “ผิงเอ๋อร์ลูกแม่ แม่จะไปช่วยเจ้าเดี๋ยวนี้…พวกเราจะต้องกลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้ง เช่นเดียวกับพี่สาวของเจ้า"

         

        ยิ่งนึกถึงว่าบุตรีคนโตยังมีชีวิตอยู่ หลงฮูหยินก็ยิ่งมีแรงฮึดสู้มาไม่ทันเวลาการนัดหมายแล้วอย่างไร นางจะหาทางช่วยเหลือบุตรีคนเล็กจากนิกายเทวะวจนะออกมาให้ได้และที่สำคัญ นางจะต้องหาทางล้มพิธีมงคลสมรส มิให้บุตรีคนโตต้องมาอยู่ร่วมกับต้นเหตุแห่งความชั่วร้ายอย่างมหาเทวะเทียนหมิง

         

        “อิงเอ๋อร์เจ้าก็ด้วย แม่จะต้องพาเจ้าสองคนออกมาพร้อมกันแม่จะไม่ให้นิกายเทวะวจนะหรือผู้ใดพรากพวกเราจากกันได้อีก"

         

        พิธีมงคลสมรสยังเดินต่อ นั่นหมายความว่าไป๋เหิ่นซินหรือก็คือหลงอิงบุตรีคนโตของนางได้คืนกลับไปที่นั่นแม้นี่จะเป็นอันตรายใหญ่หลวงที่รออยู่ แต่นางก็ยังคงมีความยินดี เพราะนั่นก็เปิดโอกาสให้นางได้ช่วยเหลือบุตรีฝาแฝดทั้งสองได้ในคราเดียวครั้งหนึ่งนางมิอาจรักษาบุตรีคนโตไว้ได้ ครั้งนี้นางจะไม่มีทางปล่อยให้อดีตซ้ำรอย

        “พวกเจ้ารอแม่ก่อน"

         

        หลายตัวตนเคลื่อนไหวในมหาพิธีมงคลสมรสแล้วแม้แต่ตัวตนสำคัญจากแดนตะวันตกก็รวมตัวยังนิกายเทวะวจนะจนสิ้น คนเหล่านี้นำมาด้วยปู้ชิงเถาประมุขพรรคเอกยาจกทั้งยังมีเส้าเทียนองค์จักรพรรดิแห่งแคว้นเว่ยที่ถูกเชื้อเชิญสู่เขตหวงห้ามอันเป็นสถานที่จัดงานโดยตรงคนจากแดนตะวันตกล้วนมีแผน แต่แผนนี้สำคัญอยู่ที่การเคลื่อนไหวของอวิ๋นเซี่ยวซุนและผู้ฝึกญาณ

         

        หากโอกาสเปิดเมื่อไหร่ นี่อาจเป็นเหตุการณ์ให้พวกมันได้เปลี่ยนแปลงอนาคต

         

        “ดูสีหน้าท่านจักกังวลมิน้อย เป็นห่วงเรื่องแผนการหรือ"

        สตรีสะคราญโฉมผู้เป็นหัวหน้าหน่วยสามแห่งวิหารปัญญานามเจียวมิ่งกล่าวขึ้นกับเส้าเทียน

         

        เส้าเทียนที่ถือจอกน้ำชาแน่นก็กล่าวว่า

        “ข้าประสบกับความกลัวมามากมายจนชินชาต่อความกลัวแล้วเช่นนั้นความกังวลต่ออนาคตอันใกล้ย่อมไม่มีผลกับข้า ห่วงก็เพียงแต่ท่าน…”

         

        เจียวมิ่งรู้ว่าวาจาของเส้าเทียนกำลังจะสื่อถึงสิ่งใดเช่นนั้นนางจึงยิ้มอย่างแน่วแน่

        “ข้าได้เลือกแล้ว อาจารย์ผู้มีพระคุณของข้าก็เลือกแล้วนี่เป็นโอกาส เช่นนั้นจึงไม่สมควรที่ท่านจะมาเสียสมาธิแลเกิดความกังวลเพราะข้า"

         

        นับแต่มีข่าวการทรยศของธรรมบาลปัญญาต่อนิกายเทวะวจนะท่าทีของเจียวมิ่งก็เปลี่ยนไป เสมอมานางยึดมั่นถือมั่นและนำคำสอนแห่งเทวะวจนะเผยแพร่ต่อผู้คนอย่างบริสุทธิ์ใจเชื่อมั่นในวิถีอย่างเที่ยงแท้ เชื่อว่าคำสอนไม่เคยผิด แต่ผิดที่คนปฏิบัติ พอเห็นอาจารย์หันหลังแก่เทวะวจนะเห็นเทวะวจนะทอดทิ้งอาจารย์อย่างไร้เหตุผล อาจารย์ที่นางรู้จักเป็นอย่างดี นางจึงมั่นใจแล้วว่าบางทีคำสอนแห่งเทวะวจนะก็มีสิ่งที่ผิดไป มหาเทวะเทียนหมิงมิใช่ผู้ที่ถูกเสมอ คำสอนของมันจึงไม่ใช่สิ่งที่เที่ยงแท้เที่ยงธรรมบางทีการเดินบนสายกลาง นำสิ่งที่ถูกต้องในความเป็นจริงมาถือปฏิบัติต่างห่างจึงจะเที่ยงแท้เช่นนั้นนางจึงถอยออกมาหนึ่งก้าวจากเทวะวจนะ เหยียบยืนอยู่บนกึ่งกลางแห่งความเป็นจริงจนนางมีความคิดที่จะเปลี่ยนแปลงโลกแห่งนี้ไปพร้อมกับอาจารย์รวมถึงเส้าเทียน บุรุษที่นางรักผู้นี้

         

        เส้าเทียนจ้องมองด้านข้างใบหน้าที่คมสวยของเจียวมิ่งพลางกล่าวว่า

        “ท่านเปลี่ยนไปมากจริงๆ"

         

        “ความจริงหลายอย่างทำให้ความคิดคนเปลี่ยนไปได้แต่ความเที่ยงแท้แห่งสัจธรรมบนโลกไม่เคยเปลี่ยน เช่นนั้นข้าจึงเลือกที่จะเหยียบย่างขาข้างหนึ่งบนโลกของพวกท่านด้วย"

         

        เส้าเทียนวางจอกน้ำชาแล้วกำชับมือของนางอย่างนุ่มนวลแผ่วเบา

        “พวกเราต้องเปลี่ยนโลกได้ดีขึ้นแน่"

         

        เจียวมิ่งกล่าวด้วยสีหน้าที่เป็นกังวลอยู่บ้าง

        “ข้าก็ได้แต่หวังเช่นนั้น และก็หวังให้การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ต้องแลกด้วยโลหิตของผู้บริสุทธิ์จนเกินไป"

         

        การเปลี่ยนแปลงย่อมมีการเสียสละ แม้แต่ตัวของมันเองก็อาจต้องเสียสละในครานี้ทว่าเส้าเทียนก็ไม่กล่าวออกมาสร้างความลำบากใจแก่เจียวมิ่ง ชายหนุ่มเพียงเงียบเสียงและทอดสายตามองไปยังฝูงชนที่หลั่งไหลเข้ามาร่วมงานเท่านั้นในใจพลางครุ่นคิด

        “น้องเล็ก การเปลี่ยนแปลงครานี้มิอาจไม่มีเจ้าเหตุใดเจ้าถึงยังไม่มาอีก"

         

         

         

         

         

         

         

 

คล้ายกับเรื่องมารประหัตถ์ฟ้า (จบ) ที่คุณอ่าน

อสูรทลายสวรรค์ [แปลจบแล้ว]

อสูรทลายสวรรค์ [แปลจบแล้ว]

นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
6.29M 2303
ย้อนเวลามาเป็นเซียนหุ้น ( จบภาค )

ย้อนเวลามาเป็นเซียนหุ้น ( จบภาค )

นิยาย แฟนตาซี
150K 136
เทพมังกรเหนือปฐพี

เทพมังกรเหนือปฐพี

นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
741K 474
ระบบคัดลอกพรสวรรค์ (Your Talent Is Mine) 【จบ】

ระบบคัดลอกพรสวรรค์ (Your Talent Is Mine) 【จบ】

นิยาย แฟนตาซี
2.91M 3613
ยุทธเวทผลาญปีศาจ

ยุทธเวทผลาญปีศาจ

นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
223K 810
บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
2.21M 577
ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

นิยาย แฟนตาซี
161K 179
พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

นิยาย เกมออนไลน์
479K 1734
(The Eternal God) ผ่าชะตาสวรรค์ สยบสิ้นสรรพสิ่ง

(The Eternal God) ผ่าชะตาสวรรค์ สยบสิ้นสรรพสิ่ง

นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
279K 178
ประชา : 2090 (จบแล้ว)

ประชา : 2090 (จบแล้ว)

นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
18K 258