ซุบซิบ ซุบซิบ ~
“…” ถึงแม้การสอนในชั่วโมงนี้จะไม่ได้มีปัญหาอะไรก็จริง แต่การที่เด็ก ๆ ในห้องเรียนเอาแต่พากันมองออกไปด้านนอกเหมือนขาดสมาธินั้นก็เริ่มทำให้ฉันคนนี้รู้สึกปรี๊ดขึ้นมา
ไม่ใช่เพราะการกระทำที่ไม่สนใจเรียน แต่เป็เพราะตัวการด้านนอกที่กำลังนั่งไม่สนโลกอยู่ต่างหาก
ทีแรกก็คิดว่าไล่ไปได้แล้ว แต่ไหงเขาถึงได้มาปรากฏตัวนั่งอยู่หน้าห้องสอนได้ล่ะ ทำอย่างกับไม่มีเรียน ทั้งที่ปีหนึ่งไม่น่าจะมีตารางว่างให้มานั่งเฉย ๆ แบบนี้แท้ ๆ
“อาจารย์อยากให้ทุกคนแต่งประโยคสั้น ๆ เกี่ยวกับตัวเองเป็ภาษาอังกฤษ แล้วมาพูดให้อาจารย์ฟังทีละคนหน่อยนะคะ” เมื่อเห็นแล้วว่าเด็ก ๆ ไม่มีสมาธิ ฉันเลยเปลี่ยนแผนการสอนกะทันหัน เพื่อให้เด็กทุกคนตรงหน้าตื่นตัวพร้อมจดจ่อกับสิ่งที่ต้องเตรียมมาพูดกับฉันแทน
และแล้วการเรียนการสอนก็จบลง
“เหนื่อยไหมครับ” เสียงพูดของใครบางคนดังขึ้นพร้อมขวดน้ำเปล่าถูกตั้งวางไว้บนโต๊ะ
“...” ฉันเงยหน้ามองเ้าของคำพูดพร้อมกำมือที่กำลังถือเอกสารแน่นเมื่อเห็นว่าคนพูดเป็ใคร
นี่เขาคิดจะทำอะไร แค่เมื่อกี้ที่มากวนสมาธิเด็ก ๆ ก็เกินพอแล้ว นี่ยังจะมายุ่มย่ามกับฉันแบบเปิดเผยอีก เขาไม่เห็นสายตาของพวกนักศึกษาคนอื่นที่มองมาจริงเหรอ
ถึงฉันจะเป็ที่ชื่นชอบของเด็ก ๆ เพราะการสอนก็ตาม แต่การที่คนดังมาทำตัวสนิทแบบนี้ ความอิจฉาและความไม่พอใจ คงไม่ได้มาสนใจว่าหรอกว่าฉันจะเลิศเลอมาจากไหน
ยิ่งคนตรงหน้าเป็ที่รู้จัก โอกาสที่ความผิดพลาดและเื่น่าปวดหัวจะมาเยือนก็มีมาก
“มองผมด้วยสายตาแบบนี้ ผมเสียใจนะครับ” เขาคนนี้...ช่างแสดงสีหน้าเก่งเหลือเกิน ดูก็รู้ว่าไม่ได้รู้สึกเสียใจเหมือนกับที่กำลังพูด ต่อให้ปั้นหน้าเศร้าแค่ไหน แต่มุมปากนั้นกลับเอาแต่กระตุกยิ้มอยู่เนี่ยนะ เหอะ!
“ท่าทางนักศึกษาจะดูว่างนะคะถึงได้มีเวลามาทำเื่ไร้สาระแบบนี้” ฉันส่งยิ้มให้อีกฝ่าย
“น้ำใจของผมกลายเป็เื่ไร้สาระในสายตาอาจารย์งั้นเหรอครับ” พูดจบเขาก็ดันน้ำขวดที่ว่าเลื่อนเข้ามาหาฉัน
“ขอโทษด้วยนะคะที่คำพูดของอาจารย์อาจทำให้นักศึกษาตีความผิดไป แต่อาจารย์เป็คนไม่ค่อยชอบรับของจากใคร” ฉันหันไปหยิบกระบอกน้ำของตัวเองขึ้นมาดื่มต่อหน้าเขา พร้อมกับส่งยิ้มให้เหมือนเดิม
“ผมชอบนะครับ” ทว่าจู่ ๆ เขาก็พูดบ้าอะไรก็ไม่รู้ออกมาหน้าตาเฉย
“อาจารย์ไม่นิยมคบกับนักศึกษาค่ะ” ฉันโพล่งพรวดตอบกลับออกไปทันทีโดยไม่รอให้อีกฝ่ายได้พูดอะไรต่อ
“ผมหมายถึงเวลาที่อาจารย์ยิ้มน่ะครับ ถ้าอาจารย์รอฟังจนกว่าผมจะพูดจบ บางทีอาจารย์อาจจะไม่ต้องตีความผิดไปเองแบบนี้ก็ได้”
“อ้อ! ค่ะ! ถ้างั้นขอโทษแล้วกันค่ะ ถ้าไม่มีอะไรแล้วขอตัวนะคะ” ว่าจบฉันก็คว้ากระเป๋าคู่ใจพร้อมกองเอกสารเดินผ่านเขาไปทันที
โกรธก็โกรธ โมโหก็โมโห แถมยังรู้สึกเหมือนตัวเองหน้าแตกอีก รู้งี้น่าจะฟังจนกว่าเขาจะพูดจบดีกว่า
ตึก ๆ
“…” ตอนนี้ฉันกำลังเดินไปตึกตรงข้าม เพราะมีสอนต่อเป็รอบสุดท้ายก่อนจะได้ไปพักทานข้าว ในทุก ๆ วันฉันมีชั่วโมงการสอนที่แน่นมาก และต้องเดินเปลี่ยนตึกแบบนี้อยู่เสมอ
่แรกที่มาทำงานก็รู้สึกรำคาญและหงุดหงิดอยู่บ้างแต่พอทำไปนาน ๆ มันก็เริ่มชิน
“ให้ตายสิ!” ฉันสบถออกมาอย่างไม่พอใจ ไม่ใช่เพราะหงุดหงิดกับเื่ที่กำลังคิดถึงระบบการเปลี่ยนตึกสอน
แต่ที่ไม่พอใจเป็เพราะ
“นักศึกษาคะ!” ฉันหยุดเดินแล้วหันกลับไปมองด้านหลังด้วยใบหน้าไม่พอใจ
เป็เวลาหลายนาทีแล้วที่ทางเดินอันเงียบสงบไร้ผู้คนอย่างเส้นทางนี้ที่ควรจะมีเสียงเท้าของฉันเพียงคนเดียว แต่กลับมีเพิ่มมาอีกเสียง
ส่วนเ้าของเสียงเท้านั่น หากเป็นักศึกษาทั่วไปที่ใช้ทางลัดเหมือนกับฉันคงไม่น่ามีปัญหาอะไร แต่การที่จู่ ๆ เด็กใหม่อย่างคนคนนี้มาใช้ทางลัดแล้วละก็ แค่นี้ก็พอจะดูออกแล้วไม่ใช่หรือไงว่าเขา ‘จงใจ’ เดินตามฉันมา!
“...” คนตรงหน้าไม่พูดอะไรนอกจากหยุดเดินและทำหน้านิ่งมองฉัน เหมือนกับรอให้ฉันพูดอะไรสักอย่าง ทั้งที่เขาควรจะเป็ฝ่ายพูดออกมาก่อนมากกว่า
“อาจารย์ขอถามตรง ๆ นะคะ การที่นักศึกษาทำแบบนี้มันหมายความว่ายังไง? ้าอะไรกันแน่คะ?” ฉันถอนหายใจอย่างหนักใจเพื่อไล่ความโกรธ และเดินเข้าไปหาพร้อมยิงคำถามที่พึ่งพูดออกไปด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ
“…” คนถูกถามนอกจากจะไม่ตอบอะไรแล้วยังมีการใช้สายตาคมจ้องมองฉันเหมือนกับว่าฉันพูดเื่อะไร หลังจากนั้นคิ้วหนาก็เริ่มขมวดเข้าหากัน
“ตามมาทำไมคะ?” สุดท้ายฉันทนไม่ไหวก็เลยเป็ฝ่ายถามออกไปตามตรงเอง เพราะฉันไม่มีเวลามาเล่นาประสาทด้วย อีกอย่างยิ่งเขามายุ่งกับฉันแบบเปิดเผยมากเท่าไร ก็เสี่ยงที่เื่แบบนี้จะไปเข้าหูแม่ของฉันมากเท่านั้น
“อ่า ~ อาจารย์คิดว่าตัวเองกำลังโดนผมเดินตามอยู่งั้นเหรอครับ” ถึงแม้เวลาที่เขายิ้มจะดูหล่อมากก็จริง แต่พอใบหน้ายิ้มนั้นถูกแสดงออกมาพร้อมกับคำพูดหยียวนกวนประสาทนั้นแล้วก็ยิ่งทำเอาฉันไม่สามารถทนมองต่อไหว
ไม่ใช่เพราะเขินหรอก...
แต่เป็เพราะกลัวว่าตัวเองจะเผลอะโเข้าไปใช้เล็บตะกุยหน้าหล่อ ๆ นั่นให้เป็แผลต่างหาก
“จะบอกว่าไม่ใช่งั้นเหรอคะ?” ฉันกอดอดมองอีกฝ่าย ต่อให้แก้ตัวว่ามีเรียนที่ตึกนี้ก็เถอะ แต่ก็ฟังไม่ขึ้นหรอก บอกแล้วไงว่าเด็กใหม่จะมารู้ทางลัดพวกนี้ได้ยังไง ส่วนใหญ่ต้องไปใช้อีกทางตามป้ายบอกทางต่างหาก
“ครับ ก็ผมมีเรียนที่ตึกนี้” อีกฝ่ายตอบออกมาหน้านิ่ง
“…” เหอะ! คิดไว้แล้วไม่มีผิด
“ดูจากสีหน้าแล้วคงไม่เชื่อผมสินะครับ”
“ก็เพราะข้ออ้างมันฟังไม่ขึ้นไงคะ นักศึกษาพึ่งมาเรียนวันนี้เป็วันแรก แต่กลับรู้ทางลัดไปอีกตึก ไม่แปลกไปหน่อยเหรอคะ?” ฉันยกยิ้มเหมือนผู้ชนะ แต่อีกฝ่ายกลับยังคงทำหน้านิ่งไม่เผยไต๋อะไรออกมาได้อยู่อีก นี่สินะที่เรียนว่าหน้ากากของดารา
“ถ้าเป็เื่นั้น...” เขาพูดลากเสียงพร้อมล้วงมือลงไปหยิบมือถือในกระเป๋าหน้าเสื้อขึ้นมากดอะไรสักอย่าง จากนั้นก็เดินเข้ามาหาฉันช้า ๆ
“คำตอบนี้น่าจะพอช่วยให้ผมพ้นผิดได้ใช่ไหมครับอาจารย์หลิน” เขายกยิ้มแบบที่ชอบทำพร้อมหันหน้าจอมือถือมาตรงหน้าเพื่อให้ฉันมองเห็นข้อความที่กำลังปรากฏขึ้นแบบชัด ๆ
“…” ฉันเม้มปากแน่นขณะที่สายตาเลื่อนขึ้นไปมองหน้าของเขา อีกฝ่ายดูมีท่าทางชอบใจกับสีหน้าของฉันมาก เพราะตอนนี้ฉันกำลังหงุดหงิดขั้นสุดเลยละ!
————— ꧁༻・ॐ・༺꧂ —————
ฝากกดติดตามกันด้วยน้า : เพจ Sunisayok - นักเขียนนิยาย
(https://www.facebook.com/SunisayokWriter)
—————— ༻・ॐ・༺ ——————