ตอนที่ 110 กู้เซียนเอ๋อร์ นี่เจ้าหลงตนเองเกินไป หรือคิดว่าพี่ลืมวิธีชักกระบี่ไปแล้วกันแน่
พึ่งจะมาถึงยอดเขาไร้พ่าย กู้ฉางเกอก็คิดจะไล่คนเสียแล้วหรือ
แล้วยังจะกล่าวว่าตนเองมิสะดวกอีกด้วย
ทันทีที่ได้ยินคำกล่าวนี้ เส้นโลหิตบนหน้าผากของผู้อาวุโสใหญ่ก็พลันเต้นตุบๆ ราวกับจะปะทุออกมา
ทั่วท้องนภาเหนือยอดเขาไร้พ่ายพลันหม่นมืดลง คล้ายมวลเมฆดำทะมึนกำลังโถมลงมาจากฟากฟ้า พร้อมกับแรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวที่แผ่กระจายออกไป
เหล่าศิษย์ที่อยู่รอบบริเวณต่างเผยสีหน้าซีดเผือด ขาทั้งสองข้างอ่อนแรงจนแทบทรุดลงกับพื้น คล้ายกำลังเผชิญหน้ากับมหาเทวะผู้ทรงฤทธานุภาพ!
แม้แต่กู้เซียนเอ๋อร์และเยวี่ยหมิงคงที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็ยังเผยสีหน้าซีดเผือดราวกับกระดาษขาว เมื่อได้เผชิญกับแรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวของผู้อาวุโสใหญ่
ท้ายที่สุดแล้ว ผู้อาวุโสใหญ่คือผู้แข็งแกร่งซึ่งบรรลุถึงขอบเขตขั้นสูงมานับพันปี เพียงความเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ ก็สามารถเขย่าดวงดารานับหมื่นให้สั่นสะท้านราวกับจะร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้าได้
ผู้ใดกันจะกล้าหยามเหยียดท่านผู้อาวุโสใหญ่ถึงเพียงนี้ นี่นับว่าช่างมิกลัวตายเสียจริง
ทว่ากู้ฉางเกอกลับดูมิได้ใส่ใจเลยแม้แต่น้อย ราวกับหาได้รู้สึกถึงแรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวนั้นไม่
เขายังคงยืนสงบนิ่งด้วยสีหน้ายิ้มบางอย่างมิยี่หระ ยังคงกล่าวออกมาอย่างเย้ยหยันว่า
“ท่านผู้อาวุโสใหญ่คิดจะมาข่มขู่ข้าหรืออย่างไร หรือคิดจะใช้หมิงคงหรือเซียนเอ๋อร์มาข่มขู่ข้ากัน”
“หากเป็นเช่นนั้น ข้าคงต้องกล่าวว่าท่านคงต้องผิดหวังเสียแล้ว”
คำกล่าวนี้กล่าวจบลงพร้อมกับรอยยิ้มที่ยังคงแฝงความเย้ยหยัน ทำให้ผู้อาวุโสใหญ่แทบจะระเบิดความโกรธออกมาในทันที
“กู้ฉางเกอ เจ้าช่างบังอาจนัก!”
ผู้อาวุโสใหญ่กัดฟันแน่น ความโกรธเกรี้ยวพวยพุ่งออกมาจนแทบจะทำลายล้างทุกสิ่งตรงหน้า หากมิใช่เพราะต้องข่มกลั้นเอาไว้ เขาคงเงื้อฝ่ามือฟาดเจ้าหนุ่มหยิ่งยโสผู้นี้ให้แหลกละเอียดไปเสียแล้ว!
ตลอดชีวิตของเขา นี่นับเป็นครั้งแรกที่มีคนทำให้เขาโกรธเคืองจนแทบจะควบคุมสติไว้มิอยู่เช่นนี้!
“ศิษย์ขอวิงวอนท่านอาจารย์ ได้โปรดสงบสติอารมณ์เถิด”
กู้เซียนเอ๋อร์รีบเอ่ยปากห้ามปรามด้วยความร้อนใจ เกรงว่าท่านผู้อาวุโสใหญ่จะถูกกู้ฉางเกอลั่นวาจายั่วยุจนขาดสติไปเสียก่อน เพราะแม้แต่ตัวนางเอง ก็เคยถูกคำกล่าวอันลื่นไหลเจ้าเล่ห์ของกู้ฉางเกอทำให้เดือดดาลจนแทบจะคุมมิอยู่
กู้ฉางเกอผู้นี้ เต็มไปด้วยเล่ห์กลและเจตนาร้ายที่ยากจะหยั่งถึง เพียงมิกี่ประโยคก็สามารถทำให้ท่านผู้อาวุโสใหญ่โกรธเป็นฟืนเป็นไฟได้ ทว่าเจ้าตัวยังมีสีหน้าเรียบเฉย ดูมิทุกข์ร้อนอันใด ราวกับมิได้ใส่ใจสิ่งใดเลย
สายตาของกู้เซียนเอ๋อร์ทอประกายเย็นยะเยือก แฝงด้วยโทสะที่ยากจะระงับ ราวกับมีคมมีดแหลมคมพุ่งทะลวงหมายจะฉีกทึ้งกู้ฉางเกอให้แหลกเป็นชิ้นๆ มุ่งหวังจะสะสางความแค้นทั้งเก่าและใหม่นี้ให้พร้อมกันในคราเดียว
“กู้ฉางเกอ หุบปากของเจ้าเสีย!”
ใบหน้างามของกู้เซียนเอ๋อร์ฉายแววเย็นชา พลังสังหารอันเข้มข้นแผ่กระจายออกมา นางกระชับกระบี่หยกในมือแน่น พลันปรากฏแสงสลัวอันพร่างพราวแผ่ซ่านไปทั่ว ดวงอักขระสว่างไสว รัศมีกระบี่อันแหลมคมหมุนวนอยู่โดยรอบ ข่มขวัญผู้คนราวกับสายฟ้าที่แฝงพลังทำลายล้าง
ทางด้านเยวี่ยหมิงคง เดิมทีคิดจะเอ่ยปากช่วยห้ามปรามขึ้นบ้าง ทว่าเมื่อนึกถึงนิสัยของกู้ฉางเกอแล้ว นางก็เลือกที่จะเงียบลงเสีย
นางรู้ดีว่ามิว่าจะกล่าวสิ่งใดออกไป กู้ฉางเกอก็คงมิมีทางฟังอยู่ดี
หากเขาล่วงเกินท่านผู้อาวุโสใหญ่จนโทสะลุกโชนขึ้นจริงๆ แล้วนั้น ต่อให้มิสิ้นชีพตายตกไป ก็เกรงว่าจะต้องถูกลงทัณฑ์จนปางตาย
ถึงอย่างนั้น เยวี่ยหมิงคงก็มั่นใจว่า ต่อให้ท่านผู้อาวุโสใหญ่จะโกรธเกรี้ยวสักเพียงใด เขาก็มิอาจลงมือสังหารกู้ฉางเกอได้
ด้วยนามของตระกูลกู้แห่งชีวิตอันยืนยง มิใช่สิ่งที่ผู้ใดหน้าไหนจะสามารถลบหลู่ได้โดยง่าย
แม้แต่ในเขตแดนพิเศษเช่นตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์นี้ ก็ยังมิกล้าตั้งตนเป็นศัตรูกับตระกูลนี้ได้โดยมิไตร่ตรองให้ถี่ถ้วนเสียก่อน
“ที่แท้ที่เจ้ามีความมั่นใจถึงเพียงนี้ ก็เพราะได้ทะลวงผ่านระดับเจ้าครองแคว้นแล้วอย่างนั้นหรือ”
“คงคิดหมายจะมาเอาคืนพี่ชายผู้นี้เสียแล้วกระมัง”
กู้ฉางเกอเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบเฉยเมย รอยยิ้มบางที่มุมปากแฝงไว้ด้วยความเย้ยหยัน สายตาที่ทอดมองไปยังกู้เซียนเอ๋อร์เต็มไปด้วยความมิไยดี ราวกับกำลังมองดูเด็กน้อยที่ยังมิรู้จักโลกภายนอกอันกว้างใหญ่
“กู้ฉางเกอ!”
คิ้วเรียวขมวดมุ่น กู้เซียนเอ๋อร์ทนมิได้กับท่าทีดูแคลนเช่นนี้ นางพึ่งจะทะลวงเข้าสู่ระดับเจ้าครองแคว้นได้สำเร็จแท้ๆ ทว่ากู้ฉางเกอกลับมิแสดงท่าทีสนใจไยดีนางแม้แต่น้อย
ในใจของนางพลันเอ่อล้นไปด้วยความรู้สึกมิพอใจ
ก่อนหน้านี้เขาแสดงออกเอาไว้อย่างชัดเจนว่ากำลังพยายามชดเชยความผิดในอดีต การกระทำนั้นชวนให้นางคิดว่าเขาอาจจะสำนึกผิดอยู่บ้าง
ทว่าเพียงเวลามินาน เหตุใดเขาถึงกลับคำเปลี่ยนสีหน้าเป็นคนละคนเช่นนี้
ความเย็นชาและความหยิ่งทะนงในนิสัยของกู้เซียนเอ๋อร์ ทำให้นางมิอาจเอ่ยปากถามออกไปอย่างตรงไปตรงมา ว่าในยามนี้กู้ฉางเกอกำลังคิดสิ่งใดอยู่กันแน่ นางได้เพียงแต่จ้องมองเขาด้วยแววตาเย็นชา ประหนึ่งจะมองทะลุจิตใจของเขาไป
บรรยากาศในที่แห่งนั้นหนักอึ้ง และแฝงไปด้วยแรงกดดันที่ยากจะบรรยาย
ด้านท่านผู้อาวุโสใหญ่ แม้ในใจจะยังโกรธเคืองอยู่มาก ทว่าเขาก็บังคับตนเองให้สงบลงด้วยความพยายามอย่างยิ่งยวด สายตาแฝงไว้ซึ่งความคาดโทษจดจ้องไปยังกู้ฉางเกอ
“ข้าตระหนักดีว่ามิควรถือสาโกรธเคืองผู้น้อยอย่างเจ้า ทว่าเจ้าจำคำมั่นสัญญาของข้าได้หรือไม่”
“เมื่อครั้งก่อนข้าเคยกล่าวเอาไว้ว่า หากเซียนเอ๋อร์ฝึกฝนบำเพ็ญเพียรจนสามารถเอาชนะเจ้าได้ ข้าจะประกาศให้เจ้าขึ้นเป็นศิษย์สืบทอดด้วยตนเอง หากทำมิได้ ข้าจะยอมยกตำแหน่งนี้ให้เจ้าในทันที”
น้ำเสียงของท่านผู้อาวุโสใหญ่ขรึมขลัง ทว่าก็เปี่ยมด้วยความมั่นคง ราวกับตั้งใจจะทำตามคำกล่าวนี้มิว่าผลจะออกมาเป็นเช่นไรก็ตาม
“คำกล่าวนั้น ข้านั้นย่อมจำได้ดี”
กู้ฉางเกอแค่นยิ้ม รอยยิ้มบางเฉียบแฝงความหยามเหยียดอย่างปิดมิมิด ดวงตาเย็นชาเต็มไปด้วยความมิไยดี “ทว่าเพียงแค่เจ้าหนูเช่นนางเพิ่งจะทะลวงสู่ระดับขั้นเจ้าครองแคว้น ก็คิดว่านางจะเอาชนะข้าได้แล้วอย่างนั้นหรือ”
“หรือว่าท่านผู้อาวุโสใหญ่คิดว่าข้าจะยอมออมมือให้กัน”
น้ำเสียงราบเรียบของเขา กลับเหมือนตบหน้าคู่สนทนากลางอากาศ บรรยากาศที่แฝงไว้ซึ่งความกดดันกลับยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น
ท่านผู้อาวุโสใหญ่ถึงกับชะงักงันไปชั่วครู่ ความโกรธเกรี้ยวผุดขึ้นมาครู่หนึ่ง ก่อนจะกลืนหายไปเหมือนดั่งสายน้ำที่สงบลง ทว่าใบหน้ายังคงแฝงความตึงเครียดอยู่มิน้อย
ส่วนกู้เซียนเอ๋อร์นั้น ใบหน้างามที่เย็นชาอยู่แล้ว กลับยิ่งเย็นเยียบขึ้นกว่าเดิม แววตาคู่งามทอประกายเยือกเย็นประหนึ่งคมกระบี่ นางอยากจะชกหน้าอันหยิ่งผยองของกู้ฉางเกอเบื้องหน้านี้ให้หายสิ้นซึ่งความอวดดีไปเสียจริง
“อีกอย่างหนึ่ง... ท่านผู้อาวุโสใหญ่ดูจะให้ความสำคัญกับตำแหน่งศิษย์สืบทอดจนเกินไปนัก”
“กล่าวราวกับว่าข้าอยากจะได้มันมาครอบครองเสียเต็มประดา ถ้าท่านจะยกให้ข้าในยามนี้ ข้าก็มิแน่ว่าจะรับมันไว้ด้วยซ้ำ”
กู้ฉางเกอเอ่ยออกมาอย่างแผ่วเบา ทว่าเนื้อความนัยนั้นกลับหยามเกียรติอย่างถึงขีดสุด น้ำเสียงและท่าทีของเขาดูไร้ซึ่งความเกรงใจใดๆ ราวกับผู้ที่อยู่ตรงหน้ามิมีค่าควรแก่การสนทนา
“เจ้าคิดจะเรียกร้องแบบมิมีขอบเขต จ้องจะเอาเปรียบกันอย่างนั้นหรือ”
ท่านผู้อาวุโสใหญ่เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเยียบเย็น ดวงตาลึกล้ำดั่งห้วงมหาสมุทรที่พลันปั่นป่วนวูบไหว
“อย่าได้กล่าวกันให้ดูรุนแรงไปนักเลย”
กู้ฉางเกอเพียงส่ายศีรษะ ยังคงท่วงท่าผ่อนคลายไร้กังวล “ก็แค่เรื่องที่ทั้งสองฝ่ายต่างสมยอมกัน จะนับว่าเป็นการเอาเปรียบได้อย่างไร”
คำกล่าวนี้ทำเอาท่านผู้อาวุโสใหญ่แทบจะระเบิดหัวเราะออกมาด้วยความโกรธเกรี้ยว ถึงกับยิ้มเย็นอย่างข่มกลั้น
“สมยอมหรือ กู้ฉางเกอ เจ้านี่ช่างเปิดหูเปิดตาข้าเสียจริง”
ท่านผู้อาวุโสใหญ่เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงประชดประชัน แววตาหนักอึ้งไปด้วยความขุ่นเคือง
“ท่านชมกันเกินไปแล้ว”
กู้ฉางเกอเพียงแย้มยิ้มบางเบา ท่าทางเฉยเมยของเขายิ่งขับให้บรรยากาศกดดันยิ่งขึ้น
“ว่ามาเถิด เจ้าต้องการอันใดถึงจะยอมตกลง”
ท่านผู้อาวุโสใหญ่หรี่ตา ยอมลดทิฐิแล้วเอ่ยถามขึ้นอย่างตรงไปตรงมา ครานี้เขามิแม้แต่จะกล่าวถึงเรื่องให้กู้เซียนเอ๋อร์ประลองกับกู้ฉางเกออีกแม้แต่น้อย
แต่เดิมเขาคิดว่ากู้ฉางเกออาจจะยอมถอยโดยการกดระดับพลังบำเพ็ญของตนเองลงมาให้เท่าเทียมกับกู้เซียนเอ๋อร์ เพื่อให้การประลองเป็นไปอย่างเป็นธรรม
ทว่าสิ่งที่เขาคาดหวังกลับกลายเป็นเพียงความฝันลมๆ แล้งๆ กู้ฉางเกอผู้นี้มิแม้แต่จะกล่าวถึงเรื่องนั้น เหมือนกับมิเคยอยู่ในความคิดเขาเลยแม้แต่น้อย
ดูท่าทางจอมเจ้าเล่ห์อย่างเขาแล้ว จะมีทางยอมถอยเสียเมื่อไหร่
ท่านผู้อาวุโสใหญ่คิดอย่างมิสบอารมณ์ หัวคิ้วขมวดแน่น ความอัดอั้นที่ระบายมิได้ทำให้เขารู้สึกคล้ายมีอันใดบางอย่างจุกอยู่ในอก
การที่ต้องถูกเด็กหนุ่มเช่นกู้ฉางเกอจูงจมูกเช่นนี้ นับเป็นเรื่องที่ผู้อาวุโสใหญ่อย่างเขามิเคยประสบพบเจอมาก่อนในชีวิตการบำเพ็ญเพียรที่ยาวนานของตนเอง
เมื่อได้ยินดังนั้น กู้ฉางเกอก็พยักหน้ารับ รอยยิ้มบางเบาฉายวาบขึ้นบนใบหน้าอย่างพึงพอใจ
“ข้อเรียกร้องของข้านั้นเรียบง่ายยิ่งนัก ตำแหน่งว่าที่เจ้าสำนักในอนาคต และบุญคุณหนึ่งครั้งจากท่านผู้อาวุโสใหญ่ ซึ่งหมายถึงเรื่องใดก็ตามที่ท่านสามารถทำได้ และห้ามปฏิเสธเป็นอันขาด ทว่าท่านก็มิต้องกังวลไป เรื่องนี้ข้าจะมิทำให้ท่านลำบากใจแน่นอน”
น้ำเสียงของเขาฟังดูสบายอารมณ์ ราวกับเรื่องที่เอ่ยขึ้นนั้นเป็นเพียงการขอทานน้ำชาสักถ้วย ทว่าความหมายในถ้อยคำกลับทำให้ใบหน้าของผู้อาวุโสใหญ่มืดครึ้มลงไปอีก
ชัดเจนยิ่งนักว่า กู้ฉางเกอผู้นี้ได้คาดการณ์ถึงสถานการณ์นี้ไว้ล่วงหน้า ราวกับทุกอย่างถูกกำหนดกฎเกณฑ์และวางแผนเอาไว้แล้วอย่างแยบยล
เพียงคิดถึงตรงนี้ หัวใจของผู้อาวุโสใหญ่ก็อดสะท้านเย็นวาบขึ้นมาที่เบื้องหลังมิได้ บุรุษหนุ่มตรงหน้านี้ช่างน่าพรั่นพรึงยิ่งนัก
มิใช่เพราะพลังยุทธ์หรือฝีมือ ทว่าเป็นเพราะความสามารถอันเหนือชั้นที่สามารถควบคุมทุกอย่างให้เป็นไปตามใจของตนเองได้ดั่งต้องการ
“ข้อเรียกร้องของเจ้านี้ ข้าตกลง”
ผู้อาวุโสใหญ่มิได้ใช้เวลาพินิจนานนัก ก่อนสุดท้ายก็เอ่ยปากตอบรับด้วยน้ำเสียงกดต่ำ
เพราะเมื่อมองดูเงื่อนไขที่กู้ฉางเกอเรียกร้องนั้น ก็มิใช่สิ่งที่ทำให้เขาเดือดร้อนอันใดนัก มิว่าจะเป็นตำแหน่งว่าที่เจ้าสำนักในอนาคต หรือบุญคุณหนึ่งครั้ง
ต่อให้กู้ฉางเกอได้ขึ้นเป็นเจ้าสำนักในภายภาคหน้า แล้วจะอย่างไรเล่า
"เจ้าสำนักมาแล้วก็ไป ทว่าผู้อาวุโสใหญ่นั้นอยู่ยั้งยืนยง" วาจาประโยคนี้ได้เล่าขานกันมาในหมู่มหาสำนักชั้นสูงแห่งแดนสวรรค์เสมอ นี่นับว่ามิใช่สิ่งที่ไร้เหตุผลแต่อย่างใด
“ท่านผู้อาวุโสใหญ่ช่างตรงไปตรงมาเสียจริง เพียงแต่เรื่องนี้ ขอให้ท่านสาบานด้วยจิตแห่งมรรคาด้วยเถิด”
กู้ฉางเกอยิ้มบางเบา ท่าทีแปรเปลี่ยนรวดเร็วราวกับสายลมพัดผ่าน จนทำให้เยวี่ยหมิงคงและกู้เซียนเอ๋อร์ถึงกับนิ่งอึ้ง มิรู้จะกล่าวสิ่งใดออกมา
“สิ่งที่ข้ารับปากไปแล้ว ย่อมต้องทำตามนั้น เจ้ายังมิวางใจในตัวข้าอีกหรือ”
เสียงของผู้อาวุโสใหญ่เต็มไปด้วยความขุ่นเคือง กล้ามเนื้อบนหน้าผากพลันปูดโปนขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด พฤติกรรมของกู้ฉางเกอสามารถกระตุ้นให้เขาหงุดหงิดได้อย่างง่ายดายราวกับรู้จุดอ่อน
ด้วยเกียรติภูมิของเขาในเหล่ามหาสำนักแห่งแดนสวรรค์ ย่อมมิมีผู้ใดกล้ากังขาในคำกล่าวหรือสัตย์สาบานของเขา
ทว่ากู้ฉางเกอกลับจงใจกล่าวเช่นนี้ออกมา นั่นทำให้เขาแทบจะระเบิดความโกรธออกมาให้ได้
“ถ้าข้ามิสงสัย แล้วข้าจะให้ท่านสาบานไปด้วยเหตุอันใดเล่า”
คำกล่าวที่แฝงไว้ซึ่งความเย้ยหยันพร้อมรอยยิ้มจางๆ ที่ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของกู้ฉางเกอ ประหนึ่งมองอีกฝ่ายเป็นเพียงคนโง่งม
“เจ้า...!!”
“ช่างบังอาจเสียจริง!”
ผู้อาวุโสใหญ่ถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง เมื่อเข้าใจในความหมายของคำกล่าวนั้น หนวดเคราของเขาแทบจะกระดกขึ้นด้วยความโกรธเกรี้ยว สองมือกำแน่น ราวกับจะเงื้อขึ้นตบกู้ฉางเกอให้ปลิวหายไปในสายลม
“กู้ฉางเกอ…”
เสียงอันเย็นเยียบของกู้เซียนเอ๋อร์ดังขึ้น นางแผ่รังสีอำมหิตจับจ้องมองเขม็งไปยังกู้ฉางเกอ ใบหน้างามสะคราญเย็นชาราวกับหิมะทับถม ดวงตาทอประกายคมกล้า
“ข้าขอสาบานต่อจิตแห่งมรรคา หากวันนี้ข้าผิดคำสัญญา ขอให้สายฟ้าแห่งห้วงอนธการสังหารข้าให้แหลกสลาย วิญญาณดับสูญ มิอาจเวียนกลับสู่ห้วงแห่งวัฏสงสารได้อีก!”
สุดท้าย ผู้อาวุโสใหญ่ก็ได้กล่าวคำสาบานเสียงดังลั่น ก่อนจะสะบัดแขนเสื้อด้วยท่าทีที่ดูขัดใจอย่างรุนแรง แล้วหายวับไปจากที่แห่งนั้น ราวกับกลัวว่าหากอยู่นานกว่านี้อีกสักอึดใจเดียว จะอดรั้งมือมิไหวจนเผลอสังหารกู้ฉางเกอลงไปจริงๆ
กู้ฉางเกอรู้ดีว่าอีกฝ่ายมิกล้าลงมือกับเขา จึงวางท่ามั่นอกมั่นใจไร้ความเกรงกลัวใดๆ ทั้งสิ้น
เมื่อเห็นผู้อาวุโสใหญ่จากไป รอยยิ้มบนใบหน้าของกู้ฉางเกอก็พลันเลือนหาย เขาหันมองไปยังเยวี่ยหมิงคงและกู้เซียนเอ๋อร์ด้วยแววตาเจือความสนใจล้ำลึก
เยวี่ยหมิงคงรู้จักนิสัยของกู้ฉางเกอเป็นอย่างดี เพียงเห็นท่าทางของเขาก็ทราบทันทีว่า อีกฝ่ายต้องคิดการใดมิดีแน่ นางจึงก้าวไปยืนขวางหน้ากู้เซียนเอ๋อร์โดยสัญชาตญาณ
“โอ้ หมิงคง เจ้าคิดจะปกป้องเซียนเอ๋อร์อย่างนั้นหรือ พี่สะใภ้เช่นเจ้า ดูท่าจะทำหน้าที่ได้มิเลวเลยทีเดียว”
กู้ฉางเกอเอ่ยขึ้นพลางมองนางด้วยสายตาลึกล้ำเย็นเยียบจนทำให้เยวี่ยหมิงคงรู้สึกสะท้านขึ้นมาในใจ นางอดมิได้ที่จะนึกถึงภาพของกู้ฉางเกอในชาติที่แล้ว ภาพของบุรุษผู้เย็นชาไร้หัวใจ ผู้ที่ทำลายทุกสิ่งที่ขวางทางเขา
ในขณะที่เยวี่ยหมิงคงยังคงนิ่งอึ้ง กู้เซียนเอ๋อร์ก็ก้าวออกมาจากด้านหลังของนาง พร้อมเอ่ยเสียงเรียบอันเย็นยะเยือก “ท่านพี่หมิงคงมิต้องเป็นห่วงข้า”
นางเงยหน้าขึ้นจ้องมองกู้ฉางเกอ ใบหน้านั้นเยียบเย็นราวกับน้ำแข็ง ดวงตาทอประกายแสงคมกล้าเต็มไปด้วยแรงกดดัน
“กู้ฉางเกอ วันนี้มาจัดการเรื่องราวระหว่างพวกเราสองคนให้จบสิ้นกันเสียเถิด”
นางถูกรังแกและถูกมองข้ามซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้กระทั่งหลังจากนางก้าวเข้าสู่ขอบเขตพลังระดับเจ้าครองแคว้นแล้วนั้น กู้ฉางเกอก็ยังคงแสดงท่าทีดูแคลน นี่เป็นสิ่งที่กู้เซียนเอ๋อร์ผู้หยิ่งทะนงมิอาจทนได้อีกต่อไป
กู้ฉางเกอในวัยเดียวกับนาง ก็ยังอยู่เพียงแค่ขอบเขตพลังระดับจ้าวศักดิ์สิทธิ์เพียงเท่านั้น แล้วเขามีสิทธิ์อันใดถึงได้มองนางด้วยสายตาดูแคลนเช่นนี้
สิ่งที่ทำให้นางทนมิได้ยิ่งกว่านั้นก็คือ ท่าทีที่แปรเปลี่ยนของกู้ฉางเกอ ก่อนหน้านี้เขายังแสดงท่าทีสำนึกผิด ราวกับต้องการชดใช้เรื่องราวในอดีต ทว่าบัดนี้กลับเมินเฉยมิไยดี นางมิเข้าใจว่าเหตุใดเขาถึงเปลี่ยนแปลงไปได้ถึงเพียงนี้
ช่วงเวลาที่ผ่านมา นางครุ่นคิดมาโดยตลอดว่า บางทีเรื่องราวในอดีตอาจมีเงื่อนงำหรือเขาอาจมีความจำเป็นอันใดบางอย่าง ทว่าท่าทีเย็นชาของเขาในยามนี้ กลับทำให้นางรู้สึกราวกับว่า สิ่งที่นางคิดทั้งหมดนั้นเป็นเพียงเรื่องเหลวไหลที่ตัวนางคิดไปเองฝ่ายเดียว
เขาปฏิบัติต่อนางเหมือนเป็นของเล่นที่อยากรังแกเมื่อไรก็ได้ และเมื่อมิอยากสนใจ ก็เพียงแค่โยนมันทิ้งไป
"จัดการเรื่องราวในอดีตให้จบสิ้นลงอย่างนั้นหรือ" กู้ฉางเกอแค่นหัวเราะเบาๆ ทว่าดวงตาค่อยๆ ฉายแววเย็นเยียบลง "กู้เซียนเอ๋อร์เอ๋ย เจ้าคงมิได้คิดจริงๆ หรอกนะว่าตนเองจะมีโอกาสทำสำเร็จได้"
น้ำเสียงของเขาแฝงไปด้วยความเย้ยหยันและดูแคลนอย่างมิปิดบัง
“กู้ฉางเกอ…” เยวี่ยหมิงคงขมวดคิ้วแน่น นางมิรู้จะห้ามปรามสถานการณ์นี้อย่างไรดี นางรู้ดีว่ากู้ฉางเกอมิคิดจะสังหารกู้เซียนเอ๋อร์ ทว่าหากเขาคิดจะทำให้นางได้ลิ้มรสความเจ็บปวดละก็ นั่นย่อมเป็นเรื่องง่ายดายอย่างยิ่ง
ทว่าคำกล่าวของนางในยามนี้ กู้เซียนเอ๋อร์คงมิมีทางยอมฟังอยู่ดี
ฉึบ!
กลางห้วงอากาศดั่งเงาสะท้อนจักรวาล ปรากฏประกายแสงกระบี่วาบหนึ่งดุจสายนทีแห่งหมู่ดารา รัศมีเจิดจรัส แฝงด้วยอักขระวิถีมหามรรคาแปรผันลึกลับ สะท้อนก้องลงมาจากเบื้องบน แปรเปลี่ยนเป็นม่านแสงงดงามเจิดจ้ามิสิ้นสุด
กู้เซียนเอ๋อร์ลงมือแล้ว กระบวนแรกก็เผยมหาสัมฤทธิ์แห่งกระบี่มรรคาเทพโดยพลัน พลังอำนาจที่แผ่ออกมานั้น ย่อมเกินเลยขีดจำกัดของผู้บรรลุระดับเจ้าครองแคว้นไปไกลโข
เคล้ง!
สุ้มเสียงดุจหินเหล็กไฟสั่นสะท้านดังขึ้นกลางความว่างเปล่า เกิดเป็นประกายเพลิงระยิบระยับ ทว่าในวินาทีต่อมา สิ่งที่ทำให้นัยน์ตาของกู้เซียนเอ๋อร์หดเล็กลงด้วยความเหลือเชื่อพลันปรากฏขึ้น
มหากระบี่ลมปราณนับพันที่โจมตีดั่งพายุดารานั้น กลับถูกฝ่ามือเดียวของกู้ฉางเกอยกขึ้นกดทับครอบคลุมลงมาราวกับแผ่นหินบดทับท้องนภา แฝงด้วยแรงกดดันอันน่าสะพรึงราวภูผาถล่ม พริบตาเดียวก็หยุดกระบวนท่าอันแสนรุนแรงนั้นไว้ได้
พร้อมกันนั้นเอง กู้ฉางเกอยังคงแสดงท่าทีเย็นชามิเปลี่ยน ดวงตาลึกสงบดุจห้วงบึ้งทะเล มือข้างหนึ่งยื่นนิ้วสองนิ้วออกไปเบื้องหน้าอย่างเรียบง่าย ดูคล้ายกับเคลื่อนที่อย่างเชื่องช้า ทว่าแท้จริงแล้วกลับรวดเร็วเกินพรรณนา
เกิดเสียงดังสะท้อนออกมา นิ้วทั้งสองของเขาแทรกเข้าสู่ปลายกระบี่ที่ฟาดลงมา ยึดกุมเอาไว้ราวกับถูกตรึงไว้ด้วยขุนเขาทั้งสิบหมื่น สัมผัสที่แผ่ออกมานั้นน่าสะพรึงกลัวจนเกิดรอยแตกร้าวปรากฏบนกระบี่หยกเนื้อดีของกู้เซียนเอ๋อร์
มิว่านางจะทุ่มเทพลังถึงเพียงใด ก็มิอาจดึงกระบี่คืนจากสองนิ้วนั้นได้เลย
“เป็นไปได้อย่างไร…”
กู้เซียนเอ๋อร์เอ่ยขึ้นด้วยเสียงสั่นเครือเล็กน้อย แม้รูปร่างของนางจะดูบอบบาง ทว่าแท้จริงแล้วร่างกายของนางนั้นนับว่าผ่านการฝึกฝนจนแข็งแกร่งมิแพ้ลูกของอสูรร้ายแห่งยุคบรรพกาล กำลังภายในที่แผ่ซ่านนั้นย่อมเหนือกว่าผู้คนในรุ่นเดียวกันไปหลายขุม
ทว่าในเวลานี้ มิว่านางจะรวบรวมพละกำลังมากมายเพียงใด ก็ยังมิอาจสั่นสะเทือนนิ้วทั้งสองของกู้ฉางเกอได้แม้แต่น้อย
วาบ!
ในห้วงขณะนั้นเอง ร่างของกู้เซียนเอ๋อร์พลันแผ่พลังส่องประกายเจิดจ้า กลิ่นอายแห่งเซียนพวยพุ่งออกมาราวกับกระดูกเซียนได้ตื่นฟื้นคืนชีพ ท่ามกลางแสงศักดิ์สิทธิ์อันพร่างพราว เสียงแห่งมหามรรคาดังก้องทั่วท้องนภา ภาพเหตุการณ์นี้งดงามเกินกว่าจะบรรยายออกมาได้
เสียงของกู้เซียนเอ๋อร์ดังขึ้นอย่างเยือกเย็น
“จงออกมา!”
กระนั้นกู้ฉางเกอยังคงสงบนิ่ง มิสะทกสะท้านเลยแม้แต่น้อย
แกร๊ก!
กระบี่หยกอันแวววาวประหนึ่งน้ำแข็งอันบริสุทธิ์ ก็พลันปรากฏรอยร้าวขยายออกไปทั่วทั้งเล่ม มันมิอาจทานทนต่อพลังอันมหาศาลที่แผ่ซ่านไปทั่วได้ ในที่สุดกระบี่ก็แตกสลายลงตรงหน้า
“น้องสาวผู้โง่เขลา…”
กู้ฉางเกอส่ายศีรษะเล็กน้อย ดวงตาเจือแววเวทนาปรากฏวูบไหว ราวกับทุกสิ่งอยู่ในความคาดหมายของเขา
จากปลายนิ้วแปรเปลี่ยนเป็นฝ่ามือกว้าง คล้ายจักรวาลทั้งมวลบรรจบลงมาภายในนั้น แรงกดดันแผ่คลุมดุจท้องนภาถล่มทลาย ดั่งพร้อมกลืนกินทุกสรรพสิ่ง
พลังอันไพศาลพวยพุ่ง กู้เซียนเอ๋อร์ที่พยายามต้านทานด้วยกระดูกเซียนอันศักดิ์สิทธิ์ กลับถูกแรงกดดันอันมหาศาลนี้ทำให้ใบหน้าเปลี่ยนเป็นซีดเผือด รัศมีแห่งกระดูกเซียนที่กำลังฟื้นคืนพลังกลับถูกกดทับลงโดยสิ้นเชิง
โครม!
ร่างบอบบางของนางถูกฝ่ามือเดียวของกู้ฉางเกอตรึงลงกับพื้นอย่างไร้หนทางต้านทาน สายตาเจือแววเย็นชาและอ่อนแรง ทว่าในแววตานั้นยังคงเปี่ยมด้วยความมิยอมจำนน
ความต่างชั้นระหว่างทั้งสองยิ่งใหญ่ราวฟ้ากับเหว เกินกว่าที่พรสวรรค์ใดๆ จะถมช่องว่างนี้ได้
“แค่เพิ่งทะลวงเข้าสู่ขั้นเจ้าครองแคว้น เจ้าก็หาญกล้าคิดจะเอาชีวิตพี่แล้วหรือ”
เสียงของกู้ฉางเกอที่ดังขึ้นแฝงไว้ด้วยความเย้ยหยัน ดวงตาสงบนิ่งทว่าแฝงความน่ากลัวราวกับภูผาใหญ่ จ้องมองไปยังร่างเล็กที่ถูกตรึงอยู่เบื้องล่าง
“กู้เซียนเอ๋อร์ นี่เจ้าหลงตนเองเกินไป หรือคิดว่าพี่ลืมวิธีชักกระบี่ไปแล้วกันแน่”
เขาย่อตัวลงมาก่อนเอ่ยพร้อมรอยยิ้มแฝงความเย็นชา มือหนึ่งยื่นออกไปบีบปลายจมูกเล็กๆ ของนางเบาๆ ด้วยท่าทีราวกับจะหยอกเย้าเด็กน้อย
เสียงกัดฟันกรอดดังลอดออกมาจากริมฝีปาก พร้อมด้วยความอับอายและขุ่นเคืองอย่างถึงที่สุด ทว่านางกลับมิอาจดิ้นหลุดจากเงื้อมมือของเขาได้เลย