นิทานคีตา กาลครั้งนั้น

ตอนที่ 141 จอมจักรพรรดิกัสตารัส

        ตอนที่ 141 จอมจักรพรรดิกัสตารัส

         

         

        บรรยากาศอึมครึมลงเล็กน้อยกับคำพูดขององค์หญิงไพลิน นิทานนิ่วหน้าลง นึกถึงใบหน้าขององค์ชายที่เขาเพียงได้มองจากไกล ๆ ในงานเลี้ยงนั้น มิได้มีการพูดจากันแต่อย่างใด

         

        อริยะแปลงเพลิงนิ่งเงียบไป ราวกับกำลังพยายามไตร่ตรองคำพูดของไพลิน มีเพียงผู้พันลาลันตาที่เอ่ยตาม

         

        “แม้จะเป็นเช่นนั้น แต่องค์ชายมิได้คุยอะไรกับนิทานเลย เขาจะรับรู้ได้จริงเหรอคะองค์หญิง” ผู้พันลาลันตามีสีหน้าไม่แน่ใจนัก แต่น้ำเสียงของเธอก็บ่งบอกอย่างชัดเจนว่าเธอเริ่มเกิดความลังเลแล้ว

         

        “ครึ่งต่อครึ่งค่ะ พูดตรง ๆ เราก็ไม่แน่ใจ เพียงแต่เรารู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไหร่” องค์หญิงไพลินเอ่ยต่อ

         

        นิทานก้มหน้าไม่ตอบคำ เขาพยายามนึกถึงองค์ชายผู้นั้น องค์ชายผู้ที่เพียงมองไกล ๆ ทั้งร่างของเขาก็ส่งสัญญาณเตือนอันตราย มิใช่เพียงเพราะเขานั้นแข็งแกร่ง เป็นนักสลักไตร เป็นอริยะ หากเป็นเพราะสิ่งอื่น

         

        นิทานหันไปมองคีตา คีตาไม่ได้มีท่าทีตอบสนองมากนักตอนที่มันได้เห็นองค์ชายจันทรกานต์ และแน่นอนว่ามันไม่ค่อยเข้าใจเรื่องคำพูดของคนในที่นี้ด้วย มันเพียงพอเข้าใจภาษามนุษย์ระดับหนึ่งผ่านการอยู่กับนิทาน

         

        เมื่อมันรับทราบถึงความกังวลของนิทาน มันจึงนึกไปถึงองค์ชายผู้นั้น มันตอบกลับด้วยคำเพียงสั้น ๆ

         

        ‘อันตราย’

         

        อันตรายงั้นเหรอ นิทานพึมพำ

         

        ชั่วหนึ่งของความเงียบ นิทานก็เอ่ยปากพูดออกมา

         

        “ผมเห็นด้วยกับไพลินครับ ปลอดภัยไว้ก่อนดีกว่า อีกอย่างองค์ชายจันทรกานต์ก็เป็นถึงผู้มีสิทธิ์สืบทอด จะระมัดระวังเรื่องของเขาเพิ่มขึ้นก็ไม่เสียหายอะไร” นิทานเอ่ยสนับสนุน

         

        ทั้งห้องจึงเข้าสู่ความเห็นพ้องต้องกันได้ในที่สุด ตัวตนของแซฟไฟร์และเพซจะไม่ถูกใช้อีกหากไม่มีเหตุจำเป็น แม้ความเสี่ยงในการถูกนำไปโยงจะค่อนข้างน้อยนิดก็ตาม

         

        “งั้นจบไปเรื่องหนึ่ง ขอเข้าเรื่องหลักหน่อย นิทาน ฉันมีข่าวเพิ่มเกี่ยวกับงานประลองในปีหน้า” ผู้พันลาลันตาเอ่ยต่อเนื่อง เธอมีท่าทีจริงจังขึ้นมากอย่างเห็นได้ชัด

         

        เมื่อเห็นท่าทีนั้นนิทานจึงตั้งใจฟัง ข้อมูลงานประลองและเรื่องของคู่แข่งคือสิ่งที่กระทบถึงตัวเขาโดยตรงที่สุด

         

        “จากที่ฉันบอกครั้งก่อนว่าจะมีอริยะอายุ 30กว่าเข้าร่วม 2คนน่ะ ได้รับการยืนยันแล้วว่าเป็นจริง” เธอเอ่ยเสียงเครียด

         

        นิทานนิ่วหน้า ผู้พันลาลันตาเคยเอ่ยกับเขาเรื่องนี้หากก็ยังไม่ได้รับการยืนยัน ในตอนนี้ข้อมูลนั้นได้รับการยืนยันแล้ว

         

        องค์หญิงไพลินเลิกคิ้วแปลกใจ เธอพลันพลิกสมุดของเธอเพื่อตรวจสอบรายละเอียดบางอย่าง

         

        “แปลก อริยะที่รีบทำพิธีสลักคำส่วนมากต้องทุ่มเทชีวิตให้กับการค้นหาคำแห่งพลังเพิ่มเติมเท่านั้น ถ้าทำได้จึงจะมีสิทธิ์ต้องตาของขุมกำลังใหญ่ จะเอาเวลาไปร่วมงานประลองไปทำไม?” องค์หญิงไพลินพึมพำ

         

        “เพราะการประลองรอบนี้จะพิเศษกว่าครั้งอื่น ๆ ค่ะองค์หญิง” ผู้พันลาลันตาถอนหายใจ

         

        “กระหม่อมมีสหายเป็นบุคคลระดับสูงในจักรวรรดิ เขาบอกมาว่าจอมจักรพรรดิเป็นผู้ออกคำสั่งนี้ด้วยตนเอง เหลือเพียงการเตรียมงานก่อนป่าวประกาศออกไปเท่านั้น คิดว่าอีกเพียงไม่กี่วันก็จะเผยแพร่ไปทั่วมหาทวีปแล้ว”

         

        “ท่านจอมจักรพรรดิกัสตารัสกล่าวด้วยองค์เอง?” อริยะแปลงเพลิงผู้มีสีหน้าเฉยชายามนี้บังเกิดความสับสนเล็กน้อย

         

        “ใช่ สหายของฉันรายงานมาว่า วันหนึ่งขณะที่ท่านกำลังฝึกดาบ จู่ๆ ท่านก็เอ่ยกับข้าราชบริพารสนิท”

         

        ‘น่าเบื่อ การประลองที่ไร้การสูญเสียจะเป็นการต่อสู้ที่แท้จริงได้อย่างไร’

         

        องค์หญิงไพลินผุดลุกขึ้นยืน ดวงหน้าน่ารักของเธอซีดลงไปถนัดตา

         

        ผู้พันลาลันตาเพียงถอนหายใจ มองใบหน้าขององค์หญิงไพลิน แล้วจึงเอ่ยต่อไป

         

        “ถูกต้องแล้วค่ะ งานประลองครั้งนี้จะไม่มีการจำกัดห้ามสังหารอีกต่อไป และไม่จำกัดการพกพาสมบัติที่เป็นอาวุธประจำกายด้วย ขอเพียงไม่ระดับสูงกว่านักสลักไตร” เธอกล่าวจนจบท่ามกลางสีหน้าไม่สู้ดีขององค์หญิงไพลินและสีหน้าเคร่งเครียดของอริยะแปลงเพลิง

         

        หากผู้ที่ต้องเผชิญอุปสรรคครั้งนี้โดยตรงอย่างนิทานเองกลับนิ่งเงียบไปอย่างผิดวิสัย

         

        จังหวะไม่ดีเลย นิทานพึมพำ

         

        จังหวะไม่ดีจริง ๆ

         

        ถ้าอย่างน้อยฉันรู้ก่อนสักวันสองวัน นัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มของเขายามนี้เปล่งประกายเจิดจ้า

         

        ฉันคงยอมถอนตัวไปแล้ว มุมปากของเขายกเป็นรอยยิ้ม

         

        หากเป็นไม่กี่วันก่อนที่เขาเพียงคิดว่าจะประลองดูสักตั้ง เขาย่อมถอนตัวอย่างไม่ลังเล เขาไม่คิดจะเอาชีวิตไปเสี่ยงง่าย ๆ เช่นนั้น หากในตอนนี้ หลังจากที่เขาได้รับการเรียกสติด้วยการโจมตีของเรอุส ความทิฐิท่วมล้นที่เอ่อในใจไหลบ่าเช่นนี้ ความปรารถนาจะนำตนไปพิสูจน์กับอัจฉริยะทั่วมหาทวีปล้นทะลักเช่นนี้

         

        เขาจะปฏิเสธได้ยังไง!

         

        คีตาที่อยู่ด้านข้างไม่ได้มีท่าทีต่อต้านอะไร แม้มันจะไม่ต้องการให้มีภยันตรายใดมากล้ำกรายนิทานหากมันกลับไม่มีความคิดจะฉุดรั้งเขาเอาไว้แม้แต่น้อย มีเพียงหูที่ตั้งขึ้นและหางที่ยกสูง พร้อมเผชิญทุกสิ่งเคียงข้างนิทาน

         

        “ไม่ได้!” คราวนี้เป็นองค์หญิงไพลินที่พูดขึ้นเสียงดัง

         

        เธอเพียงมองสีหน้าของนิทานแวบเดียวเธอก็เข้าใจความคิดของเพื่อนของเธอแล้ว เพื่อนที่ดูชอบหลีกหนีคน หลบหนีปัญหาของเธอคนนี้ ไฉนเธอถึงจะไม่รู้สึกถึงความบ้าคลั่งที่หลบอยู่ภายใน เธอสังเกตเห็นมันมาตั้งแต่ตอนที่เขาลอบโจมตีเชียนเป่า เยว่กลางงานเลี้ยงแล้ว นั่นเป็นทิฐิที่เด็กกำพร้าคนหนึ่งไม่สมควรมีแม้แต่น้อย

         

        “แค่น้ำค้างกลั่นจันทราเอง! เราหาให้ได้อยู่แล้ว!” องค์หญิงไพลินเขย่าตัวนิทาน สีหน้าของนิทานตอนนี้ไม่ได้อยู่ภายใต้หลักเหตุผลเลย

         

        “ไพลิน หากกฎงานประลองเปลี่ยนไปเช่นนี้ น้ำค้างกลั่นจันทราสมควรเป็นเพียงส่วนเสริมแล้ว รางวัลใหญ่ย่อมทรงคุณค่ากว่านี้มากนัก” อริยะแปลงเพลิงส่ายหน้า น่าแปลกที่คราวนี้เธอกลับไม่ช่วยไพลินเอ่ยห้าม

         

        “จอมจักรพรรดิเอ่ยว่ารางวัลสูงสุดคือสิทธิ์ในการฟาดฟัน สิทธิ์ที่จะให้ดาบของจอมจักรพรรดิฟาดฟันไปยังใครก็ตามที่ผู้ชนะต้องการ 1 ดาบ” ผู้พันลาลันตาเอ่ยเสียงเบา

         

        “บ้าไปกันใหญ่แล้ว! จอมจักรพรรดิคิดจะก่อสงครามหรือไง!” องค์หญิงไพลินพูดเสียงดัง เธอมุ่นคิ้วอย่างโกรธเกรี้ยว จ้องไปยังผู้พันลาลันตา พยายามมองหาว่ามีโอกาสที่ข่าวสารของเธอผิดพลาดบ้างหรือไม่

         

        จอมจักรพรรดิกัสตารัส ผู้ปกครองสูงสุดคนปัจจุบันแห่งจักรวรรดิมาลาไค เขามิได้สืบเชื้อสายมาลาไคแต่อย่างใด และไม่มีผู้ใดที่สืบสายเลือดมาลาไคครองราชย์มานานนับหมื่นปีแล้ว เพราะจักรวรรดิมาลาไค หากใครต้องการครองบัลลังก์ มีเพียงกฎเดียว นั่นคือการท้าประลอง!

         

        หากใครมีชัยเหนือจอมจักรพรรดิได้คนผู้นั้นย่อมขึ้นเป็นจักรพรรดิ กฎอันง่ายดายที่ยืนยงมาตลอดหมื่นปี หากตลอดหลายพันปีมานี้ จอมจักรพรรดิกัสตารัสคือผู้สูงสุดเพียงผู้เดียว

         

        น่าขันนักที่จอมจักรพรรดิกัสตารัสนั้นแข็งแกร่งกว่าจักรพรรดิคนใด ๆ ก่อนหน้าเขา เทียบได้กับจอมจักรพรรดิมาลาไคองค์แรก ตัวตนระดับเดียวกันกับราชาแห่ง 2เผ่าพันธุ์และ 2ราชาโจรสลัด

         

        ตัวตนสูงสุดที่สามารถสลักนามไว้ในกาลเวลาได้ ตัวตนที่หลายสิบยุคสมัยก็อาจไม่ปรากฏแม้แต่คนเดียว หากยุคสมัยนี้กลับมีมากมายเสียเหลือเกิน

         

        จอมจักรพรรดิคือผู้ที่ถือครองการทำลายล้างที่แข็งแกร่งที่สุดในมหาทวีป จ้าววินาศ จอมดาบ ร่างทรงแห่งเทพเมสซู หนึ่งคมดาบปราบแดนสวรรค์ หนึ่งท่วงท่าผ่าโลกาและฉายาอีกมากมายที่สื่อถึงความแข็งแกร่ง

         

        หนึ่งดาบของจอมจักรพรรดิกัสตารัส ไม่น่าแปลกใจเลยว่าจะมีเพียงไม่กี่คนที่สามารถรับคมดาบนั้นได้ และด้วยนิสัยของจอมจักรพรรดิ ไม่ว่าจะเป็นเป้าหมายที่บ้าคลั่งแค่ไหนเขาก็ไม่มีทางบิดผันคำพูดของตน หากคมดาบนั้นสังหารระดับสูงของสักขุมอำนาจหนึ่ง มหาสงครามย่อมต้องอุบัติขึ้น

         

        “หากมีสงคราม จอมจักรพรรดิกัสตารัสคงเป็นผู้ที่มีความสุขที่สุด” อริยะแปลงเพลิงกล่าวเสียงเบา ในฐานะของจอมจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิผู้ถือคติ ‘ความแข็งแกร่งคือทุกสิ่ง’ สงครามสมควรเป็นสิ่งที่เขาปรารถนา

         

        องค์หญิงไพลินสงบสติอารมณ์ เธอมองไปยังนิทานที่ไม่พูดไม่จา หากใบหน้าและดวงตามีแต่ความตื่นเต้น

         

        “นิทาน รออีก สิบ.... ไม่สิ นายมั่นใจแค่ไหน” องค์หญิงไพลินมีความคิดจะห้ามเขาอย่างแน่นอน ใครจะอยากเห็นเพื่อนของตนเองไปเสี่ยงชีวิตแบบนั้น หากแววตาของนิทานทำให้เธอถอนหายใจ ได้แต่ถามความพร้อมของเพื่อน

         

        “ไม่มั่นใจสักนิด” นิทานส่ายหน้า หัวเราะ

         

        องค์หญิงไพลินพูดไม่ออก หากเธอก็ไม่แปลกใจ เพื่อนของเธอเป็นเพียงผู้เรียนรู้ แม้จะแข็งแกร่งเพียงใดแต่จะให้ต่อกรกับนักสลักมากมายก็เป็นเพียงเรื่องเพ้อฝัน ยังไม่รวมนักสลักโทอัจฉริยะและอริยะอีก

         

        ยิ่งรางวัลสูงค่าเพียงนี้ เธอไม่แปลกใจด้วยซ้ำหากจะมีอัจฉริยะที่ทำพิธีสลักคำในยามนี้เพียงเพื่อจะได้เข้าร่วมงานประลอง ความปรารถนาจะแก้แค้นผ่านคมดาบของจอมจักรพรรดิ ต่อให้ผู้ที่ตนคิดว่าชีวิตนี้ไร้หนทางต่อต้านหรือแตะต้องก็ย่อมไม่มีทางรอด

         

        “แต่ฉันอยากรู้ ว่าฉันจะไปได้ขนาดไหน” สายตาของนิทานส่องประกาย ยามนี้เองที่คีตาหอนออกมา ดวงจันทร์เต็มดวงทางด้านหลังที่มองทะลุได้ผ่านหน้าต่างยามนี้ราวกับตอบรับปณิธานของสองอัจฉริยะ แม้คืนนี้ดูเหมือนจะมีหมอกลงแต่แสงของจันทรายังคงส่องมาทางพวกเขา

         

        นัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มของนิทานยามต้องแสงของจันทราให้ความรู้สึกเยือกเย็น หากภายในใจของเขายามนี้กลับรุ่มร้อนยิ่งกว่าเพลิงใด ๆ  ร่างสีดำทมิฬของคีตาเมื่อต้องแสงจันทร์กลับให้ความรู้สึกมืดมิด ลึกลับ และน่าค้นหา หากภายในกลับเต็มไปด้วยความอ่อนโยน จมูกของมันปรากฏรอยสลักรูปจันทร์เสี้ยวเบาบาง

         

        องค์หญิงไพลินเห็นแค่นั้นเธอก็มั่นใจแล้วว่าเธอไม่มีทางห้ามเพื่อนรักของเธอได้อีกต่อไป เธอถอนหายใจยาว แล้วจึงเผยรอยยิ้มน้อย ๆ

         

        “งั้นเราจะรวบรวมข้อมูลของคู่แข่งให้ ส่วนกฎแบบละเอียดเราจะสรุปมาให้ทีหลัง อุปกรณ์สวมใส่ การเดินทาง เราจัดการเอง” องค์หญิงไพลินจดบันทึกสิ่งที่ต้องทำไว้ในสมุด ก่อนจะตบไหล่ของนิทาน

         

        ในเมื่อห้ามไม่ได้ งั้นเธอก็จะสนับสนุนเอง!

         

        อริยะแปลงเพลิงสีหน้ากลับมาเรียบนิ่ง แม้กระนั้นเธอก็ยังมองไพลินด้วยความรัก ส่วนผู้พันลาลันตาเธอเพียงจับจ้องไปยังนิทาน แม้ภายในนั้นจะมีเพียงความห่วงใยและรักใคร่ หากเธอกลับไม่ได้เอ่ยห้ามนิทานแม้แต่น้อย ราวกับรู้ว่าสักวันหนึ่งชายหนุ่มตรงหน้าตนก็ต้องเติบโตและค้นพบตนเอง

         

        เด็กชายที่เธอเคยทำลายครอบครัว ทำให้ตกลงสู่ความหม่นหมอง แม้หลังจากนั้นเธอจะพยายามดึงเขาขึ้นมาแค่ไหน หากตราบาปของเธอก็มิอาจทำให้เธอสามารถอยู่ข้างเขาได้อย่างแท้จริง เธอเคยสัญญากับตนเองไว้ว่าแม้เขาจะแตกสลายไปทั้งชีวิต แต่เธอจะดูแลเขาให้ดีที่สุด

         

        ชะตาเป็นสิ่งที่มีเพียงตนเองเท่านั้นที่สามารถขีดเขียน เด็กชายที่เปราะบางราวกับแก้วที่ร้าวคนนั้น ค้นพบครอบครัวใหม่ ซ่อมตัวเองเรื่อยมา ค้นพบเพื่อนใหม่ ปิดรอยร้าวเหล่านั้น แม้จะยังแตกสลาย หากก็เป็นรอยร้าวที่ตกแต่งชีวิตอันสวยงามของเขา ยามนี้เขามีความต้องการของตนเอง มีปณิธานที่ต้องการจะทำ มิเพียงหวังชีวิตที่อยู่ไปวัน ๆ อีก

         

        สองตาของเธอชื้นขึ้นมาเล็กน้อย กล่าวเสียงเบากับชายหนุ่มผู้เติบโตมาได้อย่างดีเยี่ยมตรงหน้า คนที่เธอรักดั่งลูกชาย

         

        “งั้นเข้าประลองทั้งทีก็ต้องชนะล่ะ” เธอกล่าวด้วยรอยยิ้ม

         

        นิทานยิ้มรับ


คล้ายกับเรื่องนิทานคีตา กาลครั้งนั้น ที่คุณอ่าน

ไปต่างโลกก็ต้องไปกับสมาร์ทโฟนสิ (Isekai wa Smartphone to Tomoni)

ไปต่างโลกก็ต้องไปกับสมาร์ทโฟนสิ (Isekai wa Smartphone to Tomoni)

นิยาย แฟนตาซี
4.85M 1262
พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

นิยาย เกมออนไลน์
479K 1734
Level up ไปกับระบบวิเศษ 【จบ】

Level up ไปกับระบบวิเศษ 【จบ】

นิยาย แฟนตาซี
337K 1011
ยุทธเวทผลาญปีศาจ

ยุทธเวทผลาญปีศาจ

นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
223K 810
เลเวลอัพ

เลเวลอัพ

นิยาย เกมออนไลน์
738K 4984
(จบ) Guardian and Demon ข้านี่แหละราชาปีศาจ

(จบ) Guardian and Demon ข้านี่แหละราชาปีศาจ

นิยาย แฟนตาซี
146K 134
[อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

[อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
231K 405
ชีวิตข้าไยต้องให้ใครลิขิต

ชีวิตข้าไยต้องให้ใครลิขิต

นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
3.02M 3752
(จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

(จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

นิยาย เกมออนไลน์
603K 912
ประชา : 2090 (จบแล้ว)

ประชา : 2090 (จบแล้ว)

นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
18K 258