“ข้าคิดว่าเขาคงไม่ได้มาเพียงเพื่อสังเกตการณ์หรอกแต่คงมาเพื่อช่วยเหลือ”
สีหน้าของตู้หนานซานดูค่อนข้างเดือดดาล“หึแม้ความสัมพันธ์ระหว่างสำนักเทียนซือกับสำนักซานจู๋จะยังไม่ถึงขั้นไม่ถูกกันราวน้ำกับไฟทว่าหากทั้งสองสำนักรวมพลังกัน พวกเขาคงเหิมเกริมน่าดู”
“ไม่นึกเลยว่านักพรตไป่จู๋จะเป็นพันธมิตรกับนักพรตระฆังเหล็กและพวกเขายังไม่กลัวโดนเหล่าผู้อาวุโสในสำนักตำหนิอีกด้วย”
สำนักเทียนซือ...
เซียวจิ่งหยวนกับฟางเส้าไป๋มองกันไปมาด้วยความตะลึง
“อาจารย์!”
ฟางเส้าไป๋ยกมือขึ้นพร้อมเอ่ยถามอย่างประหลาด “สำนักเทียนซือไม่ใช่สำนักหลวงหรอกหรือแล้วพวกเขายังเป็นสำนักสายปฏิบัติด้วยมิใช่หรือ”
“ใช่แล้ว”
ตู้หนานซานสงบอารมณ์ก่อนตอบอย่างช้าๆ “จริงอยู่ที่พวกเขานั้นเป็นสำนักหลวงทว่าหากพลังไม่แข็งแกร่งมากพอจะทำให้ผู้คนเลื่อมใสได้หรือเจ้าต้องรู้ก่อนว่าการที่ราชสำนักตั้งสำนักนี้ขึ้นมาไม่เพียงแต่ต้องการรวมใจของคนในแผ่นดินและควบคุมความเชื่อของประชาชนเท่านั้นยังเป็นการปกป้องราชบัลลังก์ ปกป้องชะตาของราชวงศ์ ขับไล่ความชั่วร้ายและสร้างเสถียรภาพให้แก่อาณาจักรอีกด้วย”
“หากมีเหล่าภูตผีปีศาจมาทำลายโลกและมนุษย์สิ่งแรกที่ประชนชนจะทำก็คือการวิ่งไปขอความช่วยเหลือจากราชสำนักหากราชสำนักไม่มีวิธีจัดการหายนะเหล่านี้ผู้คนจะหมดความเชื่อมั่นจนทำให้บ้านเมืองไม่มั่นคง ดังนั้นจักรพรรดิและเหล่าขุนนางชั้นผู้ใหญ่จึงอุปถัมภ์สำนักบางส่วนเอาไว้เพื่อให้สำนักเหล่านั้นคอยกำจัดภัยพิบัติและหายนะแทนพวกเขา
“แต่อย่างไรก็ตามเมื่อพูดถึงสิ่งที่ทำให้สำนักเทียนซือโดดเด่นเกินสำนักอื่นๆจนได้เป็นสำนักหลวงนั้นคงจำเป็นต้องพูดถึงเจ้าสำนักไท่อี ผู้เป็นเจ้าสำนักเทียนซือถือเป็นผู้มีชื่อเสียงเลื่องลือ เป็นที่รู้จักในโลกของการบำเพ็ญพรต
“จากการคาดเดาเขาคงมีพลังที่แข็งแกร่งดั่งทวยเทพ ทว่าไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใดเขาถึงได้เลือกบำเพ็ญตนเป็นเซียนดินอยู่บนโลกมนุษย์ แต่คนแบบเขาต้องไม่ใช่เซียนดินธรรมดาแน่นอน...
“ผู้ที่แข็งแกร่งเช่นนี้แน่นอนว่าต้องชำนาญในศาสตร์การดูดวง”
ตู้หนานซานพูดเอ่ยอย่างแปลกใจ “ตลอดเจ็ดแปดร้อยปีที่ผ่านมาผลัดเปลี่ยนราชวงศ์ไปแล้วถึงสามครั้งแต่ท่ามกลางความวุ่นวายแห่งความลับสวรรค์ เจ้าสำนักไท่อีกลับสามารถทำนายที่อยู่ของโอรสสวรรค์ก่อนส่งคนไปดูแลบัลลังก์และปกป้องโอรสสวรรค์จนได้
“ดังนั้นทุกครั้งที่มีการรวบรวมอาณาจักรให้เป็นหนึ่งล้วนต้องขอบคุณความช่วยเหลือจากเจ้าสำนักไท่อีและยกย่องให้เขาเป็นอาจารย์แห่งสวรรค์ เขามีฉายาเป็นราชครูแห่งโอรสสวรรค์ และเขาได้เปิดสำนักของตนเองขึ้นมาซึ่งก็คือสำนักเทียนซือนั่นเองสำนักเทียนซือเจริญรุ่งเรืองและมั่งคั่งขึ้นทุกวันภายใต้การนำของเขา”
ตู้หนานซานถอนหายใจ “หลังจากการขยายตัวเป็นเวลากว่าเจ็ดแปดร้อยปีสำนักเทียนซือได้หยั่งรากลึกลงถึงเหล่าประชาชน นอกจากนี้ด้วยการสนับสนุนของราชสำนักทำให้สำนักเทียนซือยึดครองภูเขาและสายน้ำมากมายหลายแห่งมาสร้างแท่นบูชามากกว่าหนึ่งร้อยแปดที่กระจายตัวอยู่ทั่วอาณาจักร
“เมื่อเงินทองคน และวัตถุมีอยู่เพียบพร้อม ทรัพยากรนั้นก็อุดมสมบูรณ์ดังนั้นความแข็งแกร่งของสำนักจึงจัดอยู่ในอันดับต้นๆซึ่งถือว่าเป็นกองกำลังขนาดใหญ่ทีเดียว
ตู้หนานซานขมวดคิ้วขึ้นเมื่อพูดถึงจุดนี้“หากไม่มีความจำเป็นข้าก็ไม่ได้อยากไปมีเรื่องกับพวกสำนักเทียนซือหรอกเพราะความรุ่งเรืองของสำนักเทียนซือคือการเหยียบย่ำโครงกระดูกเศษซากศพสำนักอื่นๆมากมาย
“ไม่พูดถึงสำนักหรือนิกายขนาดเล็กเหล่านั้นก่อนหน้าจะมีสำนักเทียนซือ สำนักซานจู๋ก็ก่อตั้งขึ้นมายาวนานกว่าพันปีแล้ว เจ้าสำนักซานจู๋เป็นคนแปลกผู้หนึ่งมีที่มาที่ไปลึกลับ ได้ยินมาว่าเขาบรรลุเต๋าตั้งแต่สมัยบรรพกาลทว่าเขากลับเป็นเหมือนเจ้าสำนักไท่อีที่มาตั้งสำนักอยู่ในโลกมนุษย์ ไม่ยอมขึ้นสวรรค์กลายเป็นเซียน
“และเมื่อมีการดูแลจากเจ้าสำนักซานจู๋สำนักซานจู๋จึงพัฒนาได้รวดเร็ว ซึ่งในช่วงเวลาที่รุ่งโรจน์ที่สุดสำนักซานจู๋มีสาวกมากถึงหมื่นคนมีอำนาจมากมายจนแผ่กระจายครอบคลุมไปทั่วตั้งแต่บริเวณจงหยวน หลิ่งหนานไปจนถึงหลายเมืองในเขตมณฑลเจียงหนาน
“ทว่าในตอนที่กำลังรุ่งเรืองมากที่สุดสำนักซานจู๋กลับต้องพบเจอกับการเกิดขึ้นของสำนักเทียนซือ สองสำนักนี้ไม่ลงรอยกันและมักมีเรื่องบาดหมางจนทะเลาะแย่งชิงดินแดนและผู้ศรัทธากันอยู่บ่อยครั้ง”
ตู้หนานซานทำเสียงจิ๊จ๊ะ “แต่ในตอนที่ทุกคนคิดว่าสองสำนักจะสู้รบจนบาดเจ็บล้มตายกันทั้งสองฝ่ายเจ้าสำนักไท่อีแห่งสำนักเทียนซือกลับไปหาเจ้าสำนักซานจู๋ถึงที่ ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ได้ว่าพวกเขาทั้งสองคุยเรื่องใดหรือมีเรื่องประหลาดใดเกิดขึ้นที่นั่นหรือไม่
“เพราะตั้งแต่การพบกันครานั้นทั้งสองสำนักก็ยุติความขัดแย้ง กลับพัฒนาไปด้วยกันอย่างสันติกระทั่งสุดท้ายด้วยวิธีการของสำนักเทียนซือที่เหนือชั้นกว่าพลังอำนาจจึงเพิ่มขึ้นจนอยู่เหนือสำนักซานจู๋ไปโดยปริยาย”
ตู้หนานซานพูดฉะฉานปนรู้สึกอัศจรรย์เล็กน้อย “แม้จะบอกว่าเจ้าสำนักทั้งสองมีข้อตกลงว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกันแต่โดยส่วนตัวแล้ว ทั้งสองสำนักยังคงมีปัญหามากมาย จนไม่คบค้าสมาคมกันอีกเลย
“แต่ตอนนี้นักพรตไป่จู๋กลับอาจหาญไปคบหากับนักพรตระฆังเหล็ก...”
ตู้หนานซานขมวดคิ้วพลางครุ่นคิด“เรื่องประหลาดเช่นนี้ไม่น่าเกิดขึ้นได้”
“อาจารย์ตงหลี”
เซียวจิ่งหยวนเดาหลังทำความเข้าใจกับเรื่องราวจบ“หรือว่านักพรตระฆังเหล็กผู้นั้นจะมาเพียงเพื่อดูจริงๆเขาคงไม่ได้มาเพื่อช่วยนักพรตไป่จู๋หรอก”
“ไม่เรื่องไม่ได้ง่ายเช่นนั้น”
ตู้หนานซานส่ายหน้า พร้อมอธิบาย“ข้าไม่ได้เคยพูดแล้วหรือว่าทั้งสองฝ่ายเกือบจะเหมือนน้ำกับไฟ ยามสาวกของทั้งสองสำนักมาพบหน้าแล้วไม่ลงมือสู้รบก็ถือได้ว่าพวกเขาได้รับการอบรมมาดีแล้ว”
“แต่ตอนนี้นักพรตไป่จู๋กลับเชิญนักพรตระฆังเหล็กมาสังเกตการณ์ ทั้งนักพรตระฆังเหล็กยังตอบรับอีกเรื่องนี้แปลกประหลาดและรู้สึกได้ถึงจุดประสงค์ลับบางอย่างที่แฝงอยู่ด้านในน่ะสิ”
ตู้หนานซานลูบเคราพลางเอ่ยอย่างเฉียบขาด “เรื่องนี้จะต้องมีเงื่อนงำแน่นอน”
“เอ่อ...”
ฟางเส้าไป๋กระพริบตาก่อนพูดขึ้นอย่างระมัดระวัง “อาจารย์ท่านคิดมากเกินไปหรือไม่”
“เส้าไป๋เจ้าไม่เข้าใจ”
ตู้หนานซานถอนหายใจยาวพร้อมยิ้มขมขื่น“โลกแห่งการบำเพ็ญตนนั้นลึกล้ำนักในความเป็นจริงแล้ว ไม่ใช่ว่าจะไม่เคยมีเหตุการณ์ที่สองสำนักซึ่งเป็นศัตรูกัน แล้วจู่ๆกลับมาร่วมมือกันเช่นนี้เกิดขึ้น...”
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าพวกเขาทำเรื่องอะไรไว้บ้าง”
ตู้หนานซานมีสีหน้าเคร่งขรึม “ผู้ใดจะไปนึกเล่า ว่าสำนักที่เป็นศัตรูกันจะมาร่วมมือกันจริงๆแม้เมื่อก่อนจะมีข่าวลือแว่วมาบ้าง แต่ก็ไม่มีผู้ใดเชื่อ
“ดังนั้นจึงต้องรอให้ทั้งสองสำนักรวมกันเป็นกองกำลังขนาดใหญ่บุกโจมตีด้วยการมีเซียนนับร้อยเป็นทัพหน้า บ่อนทำลายสถานที่บำเพ็ญอันศักดิ์สิทธิ์กวาดล้างสำนักขนาดใหญ่แล้วสร้างความวุ่นวายเสียก่อน ทุกคนถึงจะรับรู้เรื่องนี้...
“ที่แท้ผลประโยชน์อันมากพอก็สามารถทำให้ศัตรูคู่อาฆาตร่วมมือกันจัดการผู้อื่น”
ตู้หนานซานถอนหายใจ “ตอนนี้สำนักซานจู๋กับสำนักเทียนซือดูเหมือนจะร่วมมือกันจริงๆแล้ว ไม่รู้ว่าผู้ใดต้องเป็นผู้โชคร้ายกันแน่”
“อาจารย์ตงหลี”
เซียวจิ่งหยวนขัดจังหวะก่อนพูดเตือนเสียงอ่อย“หรือว่าพวกเขาจะร่วมมือกันเพื่อมาจัดการท่าน...”
“ไม่ใช่หรอกข้าเป็นเพียงผู้ฝึกตนอิสระเท่านั้น...”
ตู้หนานซานสีหน้าเปลี่ยนไปคิ้วขมวดติดกันแน่น “และบนกายของข้าก็ไม่ได้มีสิ่งของที่มีค่าพอให้พวกเขาปรารถนาในเมื่อทั้งสำนักล้วนมีความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ มีทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์สำนักที่เล็กและธรรมดาคงไม่เป็นที่สนใจของพวกเขาหรอก ดังนั้นหากพวกเขาร่วมมือกันจริงเป้าหมายคงไม่ใช่เล็กๆ”
ตู้หนานซานครุ่นคิด “ทว่าพลังและอำนาจของสำนักต่างๆทั่วทั้งดินแดนเจียงซีล้วนมีความสมดุลกันอยู่ หากพวกเขาอยากทำลายสมดุลนี้พวกเขาไม่กลัวการโต้กลับที่อาจเกิดขึ้นตามมาเป็นลูกโซ่เช่นนั้นหรือ
“ในเมื่อปัจจุบันความสัมพันธ์ของสำนักต่างๆล้วนแน่นแฟ้นกันมากขึ้นและหากความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นนั้นเกิดความยุ่งเหยิงจนก่อให้เกิดการปะทะแล้วไปกระทบกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผู้คนที่เหลือย่อมต้องไม่ยอมอย่างแน่นอน”
ตู้หนานซานเคาะหน้าผากตนเขาคิดจนปวดศีรษะแต่ยังไม่เข้าใจเลยสักนิด
“อาจารย์ตงหลีข้ารู้สึกว่าเรื่องนี้…คงไม่ได้ซับซ้อนเช่นนั้น”
เซียวจิ่งหยวนคิดไตร่ตรองไปสักพักก่อนพูดขึ้นว่า“บางทีทั้งสองคนอาจเพียงสนิทกันนักพรตไป่จู๋จึงอยากเชิญนักพรตระฆังเหล็กมาช่วยเท่านั้นไม่ได้ต้องการให้ทั้งสองสำนักรวมเข้าด้วยกันหรอก”
“ไม่หรอกสองสำนักนี้มีปัญหาต่อกัน ผู้นำของทั้งสองเองย่อมไม่มีความสัมพันธ์ส่วนตัวมิเช่นนั้นหากมีผู้อื่นมาพบเข้า ไม่ว่าจะเป็นนักพรตไป่จู๋หรือนักพรตระฆังเหล็ก ทั้งสองล้วนต้องโดนซักถามจากคนในสำนักแน่นอน”
ตู้หนานซานส่ายหน้า “ดังนั้นหากทั้งสองคนมีความสัมพันธ์ส่วนตัวจริงๆ คงจะหลีกเลี่ยงไม่ทำเรื่องให้ผู้อื่นสงสัย ดังนั้นพวกเขาจะร่วมมือกันอย่างเปิดเผยเช่นนี้ได้อย่างไร”
“นอกจากนี้เรื่องนี้ยังค่อนข้างลึกลับอีกด้วย หากไม่ใช่เพราะมีคนวงในคาบข่าวลือออกมาบอกข้าข้าก็คงไม่มีทางรู้หรอกว่านักพรตไป่จู๋จะแก้แค้นข้าอย่างไร...”
ตู้หนานซานปรับสีหน้าของตนเองพลางพูดอย่างขึงขัง “เส้าไป๋ไม่ว่าการร่วมมือของพวกเขาจะมีแผนการใดซ่อนอยู่ก็ตาม ทว่าข้าจะไม่มีทางยอมแพ้ ข้าจะหาคนมาช่วยแต่เวลากลับเหลืออีกไม่มาก ข้าคงทำเรื่องนี้คนเดียวไม่ได้พวกเจ้าทั้งสองช่วยข้าส่งสารเหล่านี้ออกไปหน่อย”
“รับทราบ!”
ฟางเส้าไปรีบตอบรับอย่างไม่รีรอ
“ดี…เวลาไม่คอยท่าเช่นนั้นพวกเราแยกย้ายกันไปจัดการเถิด”
ตู้หนานซานคลี่ยิ้มอย่างมีความสุขก่อนหยิบเทียบเชิญสีทองออกมาจากอกส่งให้ฟางเส้าไป แล้วหายวับไปอย่างรวดเร็วดั่งสายฟ้าแลบทันทีหลังพูดกำชับเสร็จ
ยามนี้เซียวจิ่งหยวนกับฟางเส้าไป๋มองหน้ากันไปมาอย่างกระอักกระอ่วน
ผ่านไปสักพักกว่าเซียวจิ่งหยวนจะพูดขึ้น“เส้าไป๋อาจารย์ของเจ้าผู้นี้…ดูเหมือนกำลังปิดบังอะไรบางอย่างอยู่นะ”
“อาหยวน!”
ฟางเส้าไป๋ตะโกนด้วยเสียงที่ดังขึ้นเล็กน้อยทว่าจู่ๆ เขากลับต้องชะงักลงอย่างค้างคาใจก่อนพูดออกมาด้วยเสียงทุ้มต่ำหลังจากผ่านไปสักพัก “ไม่ว่าอย่างไรก็ตามในเมื่อเป็นอาจารย์แล้วก็จะเป็นไปจนวันตายดังนั้นการที่ลูกศิษย์ช่วยเหลืองานอาจารย์จึงเป็นเรื่องที่สมควรแล้ว”
“ข้าไม่ได้มีเจตนายุยงนะ” เซียวจิ่งหยวนรีบพูดต่อ “แต่ข้าเพียงอยากบอกว่าอาจารย์ของเจ้าน่าจะตระหนักได้ว่าสิ่งนี้เป็นแผนการแก้แค้นหรือบางทีตั้งแต่นักพรตไป่จู๋บุกเข้ามาก่อความวุ่นวายถึงสำนักศึกษาก็คงเป็นแผนการที่มุ่งไปหาเขาโดยตรงอยู่แล้ว”
“อ๋า”
ฟางเส้าไป๋ตกใจทันที “คงไม่หรอก…นักพรตไป่จู๋ไม่ได้ทำเพื่อป้ายคำสั่งเนินพยัคฆ์หรอกหรือ...”
เขาพลันเงียบลงเพราะทันใดนั้นก็นึกขึ้นได้ว่าหากทำเพียงเพื่อต้องการป้ายคำสั่งเนินพยัคฆ์จริงดังนั้นในยามที่สระกระบี่ปิดลง เรื่องราวก็ควรต้องยุติ ไม่ควรมีปัญหาเกิดขึ้นอีกครั้งเช่นนี้
ทว่าเมื่อดูจากการกระทำของนักพรตไป่จู๋แล้วเขากลับยังคงส่งสาวกมายุแหย่หากสิ่งนี้ทำเพื่อป้ายคำสั่งเนินพยัคฆ์เพียงเรื่องเดียวจริงคงไม่ค่อยมีเหตุผลเท่าใดนัก
เขาเคยคิดว่าเรื่องนี้เป็นเพราะนักพรตไป่จู๋พ่ายแพ้ให้กับอาจารย์ของตนจึงรู้สึกอับอายขายหน้า เลยอยากกลับมาแก้แค้น แต่หากมองจากสถานการณ์ตอนนี้แล้วเรื่องนี้คงมีเจตนาอื่นแฝงอยู่แน่นอน...
ฟางเส้าไปคิดวนเวียนไปมา
“เข้าใจแล้วหรือไม่เรื่องนี้จะต้องไม่ง่ายอย่างแน่นอน”
เซียวจิ่งหยวนพูดด้วยเสียงทุ้มต่ำ“ใจของอาจารย์เจ้าคงเข้าใจจุดนี้ดีเช่นกันดังนั้นจึงสั่งให้พวกเราส่งสารเชิญผู้อื่นมาช่วย...”