ตอนที่ 152 พูดคุยตามประสาพ่อลูก
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
พรมผืนนี้แน่นอนว่าต้องเป็นวัตถุเวทมนตร์ชิ้นหนึ่ง การทำงานของมันอ้างอิงมาจากเวทแรงโน้มถ่วงที่ปรับกลไกเข้ากับเวทต้านลม ถูกกำหนดให้ลอยเหนือพื้นได้แค่หนึ่งฟุต เพราะถ้าหากลอยสูงกว่านั้นก็จะกินพลังเวทเพิ่มขึ้น เพื่อให้พาหนะชิ้นนี้เดินทางได้ไกลมากที่สุด วิศวกรเวทจึงออกแบบให้มันประหยัดพลังเวทเช่นกัน
ทั้งนี้หินเวทที่เป็นแกนพลังงานจะต้องมีขนาดใหญ่ตามมาตรฐาน และจะต้องเป็นหินเวทชนิดเบนต้าเท่านั้น เพราะกลไกของค่ายกลถูกปรับไว้สำหรับหินเวทเบนต้าโดยเฉพาะ หากนำหินเวทชนิดอื่นมาใช้งาน แม้พาหนะนี้จะทำงานได้ แต่มันย่อมไม่มีประสิทธิภาพอาจเกิดปัญหาต่างๆ หรือเดินทางได้สั้นกว่าเดิม
หินเวทเบตต้าจึงเป็นวัสดุเวทที่มีค่าในตลาด
พรมบินของชายชราผมเปียเป็นพาหนะขนาดไม่เกินสี่คนซึ่งเป็นที่นิยมในตลาด ใช้พลังเวทจากหินเวทเบนต้าขนาดสี่นิ้วเป็นแกนพลังงาน สามารถใช้งานได้สองร้อยกิโลเมตรต่อหินเวทเบนต้าหนึ่งก้อน
ซึ่หินเวทเบนต้าหนึ่งก้อนมีราคาตลาดอยู่หนึ่งแสนวอยส์
ทั้งนี้เพราะรัฐบาลของประเทศนั้นๆ จะเป็นผู้ควบคุมการค้าหินเวทเบนต้าโดยตรงเพื่อป้องกันปัญหาการค้าและการเก็งราคา
ประเทศที่มีเหมืองหินเวทเบนต้านั้นมีไม่กี่ประเทศ ซึ่งเป็นประเทศทางตอนเหนือของมหาทวีป ดังนั้นหินเวทเบนต้าจึงเป็นสินค้าควบคุมของประเทศออโรร่า
ประเทศออโรร่าเป็นประเทศทางตอนใต้ ที่นี่มีอากาศอบอุ่นดี มีแม่น้ำภูเขาที่อุดมไปด้วยพืชพันธุ์ ประเทศจึงไม่ขาดแคลนผลผลิตการเกษตรเหมือนประเทศทางตอนเหนือ และพืชพันธุ์เหล่านี้ก็เป็นสินค้าส่งออกของประเทศออโรร่าเช่นกัน
แต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ใช่ว่าจะสามารถทำการเกษตรได้ตามอำเภอใจเพราะยังมีปัญหาเรื่องมอนสเตอร์บุกรุกอยู่เสมอ
ชายชราผมเปียขี่พรมสีดำมุ่งหน้าไปยังบ้านของเมอร์ลิน
ซึ่งเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่เมอร์ลินกำลังอยู่ในมหาลัย
“สวัสดีครับศาสตราจารย์ออสติน”
มาร์เทลที่ได้ยินเสียงเคาะประตู เขาก็หยุดการบ่มเพาะแล้วออกมาเปิดประตู แล้วเขาก็พบว่าคนที่ปรากฏตัวตรงหน้านี้ก็คือออสตินที่ปรากฏตัวขึ้นกระทันหัน
“สวัสดีมาร์เทล”
“เข้ามาก่อนครับ ผมแปลกใจมากที่จู่ๆ คุณก็มาที่นี่”
“ฉันเองก็แปลกใจกับตัวเองเช่นกัน” ออสตินเหลือบดูนาฬิกาที่ติดผนัง
“ตอนนี้เมอร์ลินคงเรียนอยู่สินะ”
มาร์เทลยิ้มแห้งๆ เพราะเขารู้ว่าเด็กน้อยไม่ค่อยเข้าเรียนแต่มักจะหมกตัวอยู่ในห้องสมุดเสมอ แน่นอนว่าเขารู้เรื่องนี้มาจากเคลบี้
“น่าจะเป็นอย่างนั้นครับ”
“ถ้าอย่างนั้นฉันขอเดินดูบ้านหลังนี้หน่อยก็แล้วกัน” ออสตินเอ่ย
“ได้ครับ งั้นเดี๋ยวผมจะไปเตรียมน้ำชามาให้คุณ” กล่าวจบมาร์เทลก็เดินเข้าไปในครัว
ออสตินเดินดูไปรอบๆ สังเกตความเป็นอยู่ของลูกชาย ซึ่งเริ่มจากห้องนั่งเล่นแล้วยื่นหน้าไปที่ห้องครัวที่ตอนนี้มาร์เทลกำลังเตรียมเครื่องดื่มให้เขาอยู่
“รอสักครู่นะครับ” มาร์เทลที่เห็นออสตินโผล่มาก็เอ่ย
“ได้ ฉันจะขึ้นไปดูข้างบนหน่อย”
“ครับ”
จริงๆ แล้วออสตินต้องการดูห้องทำงานของลูกชายมากกว่า
ห้องแรกที่ออสตินเปิดดูคือห้องนอน ซึ่งมันไม่มีอะไร เป็นห้องนอนที่เรียบง่ายและเป็นระเบียบ เมื่อเดินไปอีกห้องหนึ่งที่เป็นห้องทำงาน ดูเหมือนว่ามันจะกว้างกว่าห้องนอน ทว่าห้องนี้กลับไม่มีหนังสือแม้แต่เล่มเดียว ทั้งๆ ที่มันเป็นห้องทำงาน
เมอร์ลินที่จดจำเนื้อหาหนังสืออย่างไม่รู้ลืม เขาจะมีหนังสือติดห้องไว้ทำไม อีกอย่างหนังสือส่วนใหญ่ของเขาก็อยู่ที่ห้องสมุดอยู่แล้ว
ซึ่งสาเหตุที่เขามาเรียนที่มหาวิทยาลัยเจเฮริสแห่งนี้ก็เพราะได้ข่าวว่ามีห้องสมุดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ มันจึงไม่แปลกถ้าห้องทำงานของเขาจะไม่มีหนังสือ แต่เต็มไปด้วยเอกสารที่เขาเขียนขึ้นมาด้วยตัวเองแทน
ออสตินมองดูเอกสารมากมายที่วางเรียงรายอยู่บนชั้น ทั้งนี้ภายในถังขยะก็เต็มไปด้วยกระดาษที่ถูกขยำเช่นกัน
ชายชราหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งที่กระจายอยู่บนโต๊ะขึ้นมาดู
“นี่เขากำลังคิดค้นเคล็ดวิชาพลังสมาธิแบบใหม่ขึ้นมาอย่างนั้นหรอ?”
เพียงแค่กวาดตามองออสตินก็รู้แล้วว่าลูกชายของเขาในตอนนี้กำลังศึกษาอะไรอยู่
ทั้งนี้บนชั้นวางยังพบเคล็ดวิชาพลังสมาธิที่เป็นรูปเป็นร่างแล้วหลายชิ้น แต่น่าเสียดายที่มันยังเป็นแค่เคล็ดวิชาระดับหนึ่งหรือสอง
เมอร์ลินไม่ได้ทำลายพวกมันทิ้ง แต่ยังเก็บไว้ศึกษาและคิดว่าจะบริจาคให้กับโรงเรียนเวทมนตร์
“ไม่เลว แต่ดูเหมือนว่าเขายังไม่พอใจกับผลงานแค่นี้” ออสตินกล่าวด้วยรอยยิ้มเมื่อเห็นกระดาษที่ขยำอยู่ในถังขยะ
เขาเองก็เป็นถึงมหาปราชญ์ย่อมมองออกว่าเมอร์ลินกำลังจะทำอะไร การคำนวณรูนศาสตร์เหลานี้กำลังจะมุ่งผลไปสู่เคล็ดวิชาระดับสี่ แต่น่าเสียดายที่มันผิดพลาด กระดาษเหล่านี้ถึงถูกขยำลงมาในถังขยะแบบนี้
“ตอนแรกฉันก็คิดว่าเขาสนใจการย่อสูตรเวทอะไรพวกนั้นเสียอีก” ออสตินกล่าวด้วยรอยยิ้มพลางส่ายศีรษะเบาๆ
เมื่อเห็นว่าห้องทำงานของเมอร์ลินไม่มีอะไรน่าสนใจอีก เขาก็ลงไปพูดคุยกับมาร์เทล
แน่นอนว่ามาร์เทลไม่ได้ปิดบังเคล็ดวิชาพลังสมาธิระดับสามที่เขาพึ่งได้รับมาจากเมอร์ลินในตอนเช้า
ซึ่งออสตินก็ไม่รู้สึกแปลกใจแต่อย่างใดที่เมอร์ลินทำเคล็ดวิชาระดับสามได้สำเร็จ เพราะเป้าหมายจริงๆ ของเด็กน้อยคือเคล็ดวิชาที่มีระดับสูงกว่านี้
ในตอนเย็นเมื่อมาร์เทลไปรับเมอร์ลินกลับมา เด็กน้อยก็ประหลาดใจเช่นกันที่พบออสตินอยู่ที่บ้าน
เย็นวันนี้พวกเขาทั้งสามเข้าไปกินอาหารเย็นในเมือง
ออสตินใช้พรมของเขาเป็นพาหนะพาพวกเมอร์ลินเดินทางไป
ขณะรับประทานอาหารมื้อนี้พวกเขาได้พูดคุยกันหลายอย่าง แต่ถึงอย่างนั้นก็เป็นหัวข้อทั่วไป นั่นคือความเป็นอยู่ของเมอร์ลินที่นี่
เมื่อกลับมาถึงบ้านมาร์เทลก็ขอตัวเข้านอนตั้งแต่หัววันอย่างรู้หน้าที่
เขาย่อมรู้อยู่แล้วว่าการที่ออสตินมาถึงที่นี่ย่อมมีเรื่องจะพูดคุยกับเมอร์ลิน อีกอย่างใจเขาก็ต้องการที่จะเข้าไปฝึกเคล็ดวิชาพลังสมาธิใหม่มากกว่า
หลังจากที่ห้องนั่งเล่นเหลือเพียงสองพ่อลูกบนโซฟา
เมอร์ลินก็เปิดปากขึ้นมาเป็นคนแรก
“พ่อมาเรื่องธีสิสของผมใช่ไหมครับ ก่อนหน้านี้คณบดีวิวเกอฟอร์ดก็เรียกผมไปคุยเรื่องนี้แล้ว”
“อ้อ เขาเรียกลูกไปคุยแล้ว อย่างนั้นก็คงจะเดาได้สินะว่าทางด้านนี้ต้องเจออะไรบ้าง” ออสตินกล่าวอย่างยิ้มๆ
เมอร์ลินเอนหลังพิงพนักแล้วผสานมือทั้งสองเข้าหากันอย่างสบายๆ แล้วเอ่ย “ครับ ก็พอจะเดาได้ ไม่อย่างนั้นพ่อคงไม่รีบมาหาผมที่นี่หรอก ศาสตราจารย์เฒ่าพวกนั้นคงก่อกวนพ่อน่าดู”
ท่าทางกวนๆ ของเด็กน้อยนั้นทำให้ออสตินอดที่จะเอื้อมมือไปขยี้ผมสีเงินที่อยู่ใกล้ๆ ไม่ได้
“รู้ว่าพ่อลำบากอย่างนั้นก็รีบบอกพ่อมาได้แล้วว่าจะเลือกเรียนต่อที่ไหน พ่อจะได้ตอบปฏิเสธพวกนั้นได้จริงๆ ซะที ไม่อย่างนั้นหอคอยของพ่อคงไม่สงบสุขแน่”
“ขนาดนั้นเลยหรอครับ?”
“ใช่สิ”
“ถ้าอย่างนั้นผมขอถามอะไรอย่างนึงได้ไหมครับ?”