ในนิยายเคยบรรยายถึงคนคนหนึ่งแค่ท่อนสั้นๆซึ่งก็คือเพื่อนสมัยเด็กที่โตมาด้วยกันของหลินอัน
สวีหว่านหนิงจำชื่อไม่ได้แล้วเธอจำได้แค่ว่าหลังต้าชุนกับเยาเม่ยถูกพาไปขาย เพื่อนสมัยเด็กของหลินอันก็ออกตามหาเด็กสองคนหลายต่อหลายที่แม้แต่ภรรยาที่กำลังท้องแก่ก็ไม่มีเวลาดูแลเอาใจใส่
ตอนหลังเพื่อนสมัยเด็กของหลินอันพบร่องรอยของเยาเม่ยแต่เพราะพวกค้ามนุษย์รู้ตัวว่าถูกเขาสะกดรอยตาม สุดท้ายจึงโดนทุบตีจนเสียชีวิต
หลังภรรยาของเขารู้ข่าวนี้ก็ทำใจไม่ได้และหมดสติไปทำให้เด็กในท้องคลอดก่อนกำหนด
เด็กคนนั้นคลอดออกมาแล้วตัวเล็กและผอมมากหมอประกาศภาวะวิกฤตหลายครั้ง ท่าทางเหมือนจะไม่มีทางรอดแต่หลินอันกลับทุ่มเงินทั้งหมดที่มีเพื่อยื้อชีวิตทารกน้อยกลับมาและในที่สุดก็ช่วยเอาไว้สำเร็จ
หลินอันคิดในใจว่าหากไม่ใช่เพราะเพื่อนมัวแต่ช่วยตามหาลูกของเขาก็คงไม่ต้องเสียชีวิตเพราะฉะนั้นเขาสมควรเป็คนรับผิดชอบ และเป็เพราะความรู้สึกผิดนี้เอง ทำให้เขาคอยส่งเสียเลี้ยงดูสองแม่ลูกคู่นี้มาโดยตลอด
หยวนซินที่เป็นางเอกรู้ถึงการมีอยู่ของสองแม่ลูกแต่ถึงแม้จะรู้ว่าในหัวใจของอีกฝ่ายมีแต่สามีที่เสียชีวิตไปแล้ว แต่เธอก็ยังรู้สึกขัดหูขัดตากับการมีอยู่ของแม่ลูกคู่นี้อยู่ดี
ความรู้สึกอยากหลินอันแต่เพียงผู้เดียวของเธอรุนแรงเกินไป
ตอนหลังแม่เด็กรับรู้ได้ถึงความไม่พอใจของหยวนซินเมื่อทารกน้อยสุขภาพแข็งแรงดีแล้วเธอจึงขายบ้านทิ้งแล้วย้ายไปอยู่ที่อื่น
หลินอันเคยตามหาตัวพวกเขาแต่ก็ไม่เคยได้ยินข่าวของสองแม่ลูกอีกเลย
แต่กระนั้นหลินอันก็ไม่ยอมแพ้ก่อนตายเขาเคยสั่งเสียไว้ว่า หวังว่าทุกคนจะช่วยตามหาสองแม่ลูกคู่นั้นจนเจอ
ในตอนจบของนิยายอาจเพราะผู้เขียนอยากให้จบอย่างมีความสุข ในพิธีศพของหลินอันสองแม่ลูกจึงมาร่วมกล่าวสุนทรพจน์ด้วยตัวเอง
เวลานั้นแม่เด็กกลายเป็นักธุรกิจหญิงผู้ร่ำรวยอันดับหนึ่งส่วนลูกชายของเธอก็ได้กลายเป็ทหารกล้าผู้พิทักษ์ประเทศชาติเหมือนกับหลินอัน
ดังนั้นตงจื่อก็คือเพื่อนสมัยเด็กของหลินอันที่ตายไปั้แ่ยังหนุ่มส่วนชุ่ยเฟินก็คือเศรษฐีนีหญิงที่ติดอันดับมหาเศรษฐีของนิตยสารฟอบส์หลายครั้งคนนั้น?
แต่ตอนนี้เธอทะลุเข้ามาในหนังสือแล้วทั้งต้าชุนและเยาเม่ยไม่ถูกพาไปขายโชคชะตาของตงจื่อกับชุ่ยเฟินจะเปลี่ยนแปลงไปหรือเปล่า
“เธอสบายดีหรือเปล่า”
เสียงห่วงใยดังขึ้นดึงสติของสวีหว่านหนิงกลับคืนมา
“โทษทีเมื่อกี้ฉันคิดเื่อื่นอยู่จึงเผลอใจลอยนิดหน่อย”สวีหว่านหนิงลุกขึ้น “ฉันขอออกไปข้างนอกสักหน่อยนะ”
หลังสวีหว่านหนิงเดินออกไปตงจื่อก็กระซิบถามว่า “พี่หลิน เมื่อกี้ผมลืมไปเลยจริงๆ พี่สะใภ้คงไม่ได้โกรธใช่ไหม”
“พี่สะใภ้ไม่ได้ใจแคบขนาดนั้นหรอก” เสียงของชุ่ยเฟินหนักแน่นมาก ทั้งยังดูเหมือนกำลังปกป้องสวีหว่านหนิง
เธอกับตงจื่อแต่งงานกันได้ไม่นานก่อนหน้านี้ยังไม่เคยเจอสวีหว่านหนิงจึงไม่เคยรู้ว่าที่จริงแล้วสวีหว่านหนิงเป็คนอย่างไร
แต่จากระยะเวลาสั้นๆที่ได้ทำความรู้จักกัน เธอรับรู้ได้ว่าสวีหว่านหนิงเป็คนอัธยาศัยดี
ขณะที่สวีหว่านหนิงตอนนี้กำลังยืนแกะกล่องพัสดุอยู่ในลานบ้าน
ที่จริงเธอใช้การแกะพัสดุเป็ข้ออ้างเพื่อหยิบของออกจากช่องว่างมิติ
เมื่อครู่ตอนเห็นว่าในครัวไม่มีข้าวสารหลงเหลืออยู่แล้วสวีหว่านหนิงก็อยากช่วยเหลือครอบครัวนี้
หนึ่งเพราะตงจื่อเป็เพื่อนสนิทกับหลินอัน สอง เพราะความผ่ายผอมของชุ่ยเฟินช่างน่าสงสาร
เธอไม่ใช่แม่พระคงจะเป็ห่วงทุกคนบนโลกใบนี้ไม่ได้
แต่เธออยากช่วยชุ่ยเฟินเท่าที่ตัวเองพอจะทำได้
ในยุคสมัยนี้น้ำตาลทรายแดงและพุทราจีนคือของบำรุงที่ดีเยี่ยมสำหรับคนท้องอีกทั้งยังเป็ของขาดแคลนที่หาซื้อได้ยาก
ในช่องมิติของสวีหว่านหนิงนั้นมีสองอย่างนี้จำนวนมาก
น้ำตาลคือหนึ่งในเครื่องปรุงที่ขาดไม่ได้เธอจึงเตรียมเอาไว้ครบทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็น้ำตาลทรายแดง น้ำตาลทรายขาวหรือน้ำตาลประเภทอื่นๆ ขอแค่หาซื้อได้ตามท้องตลาด เธอมีครบทุกอย่าง
แค่น้ำตาลทรายแดงเธอก็มีหลากหลายประเภทแล้ว
เธอหยิบน้ำตาลทรายแดงแบบก้อนออกมาสองก้อน
นี่คือน้ำตาลทรายแดงที่คุณภาพแย่ที่สุดในครัวส่วนตัวของเธอแม้จะเป็เช่นนั้นก็ดีกว่าน้ำตาลทรายแดงที่ขายในห้างสรรพสินค้าของยุคนี้หลายเท่า
เธอหยิบพุทราจีนออกมาด้วยอีกสองขีดครึ่งมันคือพุทราจีนตากแห้ง น้ำหนักสองขีดครึ่งจึงไม่ใช่จำนวนน้อยๆ
ที่สำคัญคือหากเธอหยิบของออกมาเยอะเกินไปจะหาข้ออ้างได้ยาก
นอกจากนั้นเธอยังหยิบตั๋วธัญพืชกับตั๋วเนื้อออกมาด้วยจำนวนหนึ่ง
เมื่อครู่ตอนคุยกันทำให้เธอรู้ว่าตงจื่อกับชุ่ยเฟินมีทะเบียนบ้านอยู่ในเมือง แต่เพราะไม่มีงานทำอย่างเป็หลักแหล่งและไม่มีช่องทางในการรับเสบียงจากทางรัฐ แม้จะพักอาศัยอยู่ในบ้านหลังใหญ่แต่ชีวิตความเป็อยู่กลับเทียบกับคนในหมู่บ้านไม่ได้ด้วยซ้ำ
เธอมีของพวกนี้อยู่จำนวนมากใช่ว่าจะช่วยพวกเขาไม่ได้
ไม่นานนักสวีหว่านหนิงก็หิ้วของเข้าไปในบ้าน
ตงจื่อกับชุ่ยเฟินเห็นน้ำตาลทรายแดงกับพุทราจีนนอกจากความดีใจแล้วพวกเขายังใมากอีกด้วย
“พี่สะใภ้นี่คือ...”
“นี่คือของที่พ่อแม่ฉันส่งมาจากปักกิ่งปริมาณไม่เยอะมาก ฉันเลยแบ่งให้ชุ่ยเฟินได้นิดหน่อยเท่านั้น ให้เธอกินก่อนเถอะนะเอาไว้พัสดุของเดือนหน้ามาส่งแล้ว ฉันจะเอามาให้อีก จะได้ไว้กินตอนอยู่ไฟ”
“พี่สะใภ้พวกเรารับไว้ไม่ได้หรอกครับ!”
“ได้สิ!” สวีหว่านหนิงยัดของใส่มือตงจื่อ
เธอกลัวว่าหากส่งให้ชุ่ยเฟินแล้วผลักของกันไปมาจะกระทบกระเทือนถึงเด็กในครรภ์
“พี่สะใภ้นี่...ของพวกนี้มีมูลค่ามากเกินไปแล้วครับ”
“เธอสนิทกับหลินอันขนาดนี้แถมยังเรียกฉันว่าพี่สะใภ้ ถ้าพี่อยากให้ของกับพวกเธอแล้วจะแปลกตรงไหน?”
“แต่ว่านี่มัน...”
“ถ้ารู้สึกเกรงใจละก็ช่วยอะไรฉันอย่างหนึ่งสิ”
“ว่ามาเลยครับพี่สะใภ้!ขอแค่ไม่ใช่การฆ่าคน วางเพลิง หรือทำผิดศีลธรรมและกฎหมายต่อให้ยากแค่ไหนผมก็ทำได้ทุกอย่าง”
สวีหว่านหนิงบอกแผนการของตน“ช่วยสืบข่าวให้ฉันทีว่า ละแวกนี้มีคนอยากขายบ้านหรือเปล่า”
หลังสวีหว่านหนิงพูดจบทั้งสามคนในบ้านก็นิ่งอึ้งไป
“พี่สะใภ้จะซื้อบ้านหรือครับ”
“ใช่อีกไม่นานต้าชุนกับเยาเม่ยก็จะต้องเข้าเรียนชั้นประถมแล้วหมู่บ้านต้าเจียงไม่มีโรงเรียนประถม ฉันเลยอยากให้พวกเขาย้ายมาเรียนในตัวเมืองให้เดินทางไปกลับหมู่บ้านทุกวันคงลำบากเกินไป สู้ซื้อบ้านสักหลังที่นี่เลยดีกว่า”
“พวกเขาจะมีห้องนอนเป็ของตัวเองอีกอย่างเื่กรรมสิทธิ์การถือครองบ้านก็ต้องชัดเจนด้วยฉันไม่อยากให้บ้านที่จ่ายเงินมหาศาลซื้อมาเกิดปัญหาที่น่าปวดหัวในภายหลังแล้วก็...”
สวีหว่านหนิงพูดเงื่อนไขที่เธอ้าจำนวนมากบางอย่างค่อนข้างทำได้ยาก แต่ตงจื่อก็จดเอาไว้ทุกข้อ...
เขากลัวตัวเองจะลืมหรือจำผิดเลยหยิบสมุดมาจดบันทึกเอาไว้
“พี่สะใภ้วางใจได้ครับสองวันนี้ผมจะเริ่มสืบข่าวให้”
“ไม่รีบร้อนค่อยๆ หาก็ได้ เพื่อเป็การตอบแทนที่เธอช่วยงานฉันรับน้ำตาลทรายแดงกับพุทราจีนเอาไว้เถอะนะ”
ตงจื่ออยากบอกว่าด้วยความสนิทสนมของเขากับพี่หลิน ธุระเล็กน้อยแค่นี้เขาช่วยได้อยู่แล้ว
แต่ว่า...
ความเย้ายวนของน้ำตาลทรายแดงและพุทราจีนช่างรุนแรงเหลือเกิน
เขาไม่กินก็ได้แต่ภรรยาของเขาผอมจนแทบเหลือแต่กระดูกแล้ว หากปล่อยให้เป็แบบนี้ต่อไปตอนคลอดเธอจะเ็ปมากแค่ไหน?
เพราะฉะนั้นเขาจึงต้องหน้าด้านรับของเอาไว้
เอาไว้อนาคตเขาค่อยหาทางชดใช้คืนให้อีกฝ่ายก็แล้วกัน
หลังนั่งอยู่สักพักสวีหว่านหนิงกับหลินอันก็ขอตัวกลับ
พวกเขายังต้องเอารถเข็นกลับไปคืนร้านขายของเก่าหากไปช้าเกินไป ขากลับหมู่บ้านฟ้าคงมืดพอดี