เยี่ยนจิ้นหลิงเดินออกจากห้องหนังสือที่เรือนหลักด้วยฝีเท้ามั่นคงผ่านสวนหินที่ตกแต่งไว้ด้านหน้าเรือนมุ่งตรงไปยังประตูวงเดือนที่กั้นระหว่างเรือนหลักกับส่วนลานกว้างของจวนทหารองครักษ์พิเศษกำลังฝึกยุทธ์กันอย่างแข็งขัน เมื่อเห็นท่านกุนซือก็หยุดการกระทำทั้งหมดแล้วยกมือขึ้นทำท่าคำนับพร้อมกล่าวคำคารวะทหารฝีมือเยี่ยมเหล่านี้เยี่ยนจิ้นหลิงล้วนตรวจสอบปูมหลังแล้วคัดเลือกมาด้วยตนเองทั้งสิ้นจึงมั่นใจได้ว่าจะไม่มีคนร้ายหน้าไหนแทรกซึมเข้ามาภายในจวนแห่งนี้ได้
กุนซือผมสีเงินรีบเดินตัดผ่านลานฝึกยุทธ์เพื่อย่นระยะทางเร่งฝีเท้าขึ้นเล็กน้อย มุ่งตรงสู่สวนกลางคฤหาสน์ทันทีโดยไม่แม้แต่จะชำเลืองมองดอกท้อที่บานสะพรั่งอยู่รายล้อมเป้าหมายของเขาอยู่ที่ศาลาพักร้อนริมสระบัวใหญ่
เมื่อเข้าใกล้บริเวณศาลาเสียงขลุ่ยอันไพเราะก็ลอยแว่วมาสายลมโชยอ่อนพัดพากลิ่นดอกโบตั๋นจาง ๆ จากร่างบางลอยมาปะทะจมูก เยี่ยนจิ้นหลิงครุ่นคิดพลางมองแผ่นหลังเหยียดตรงของสตรีที่ยืนอยู่เบื้องหน้า
ตอนอยู่เมืองชายแดนความงามของเยี่ยนเยว่ฉีก็เป็ที่เลืองลือแล้ว ครั้นนางอายุได้สิบสองปีบรรดาคุณชายต่างตั้งมั่นว่าจะต้องรีบส่งแม่สื่อมาสู่ขอไม่ต้องพูดถึงตอนนางอายุถึงวัยเข้าพิธีปักปิ่น บรรดาแม่สื่อและขุนนางท้องถิ่นรวมไปถึงเมืองข้างเคียงต่างแห่แหนกันมาทาบทามบุตรสาวแม่ทัพเยี่ยนไม่ขาดสาย
แต่แม่ทัพใหญ่ในเวลานั้นไม่ยอมยกบุตรสาวให้ผู้ใดจนกระทั่งฮ่องเต้มีรับสั่งให้เยี่ยนหยางเจวี๋ยเลื่อนบรรดาศักดิ์และย้ายมาพำนักในเมืองหลวงด้วยเหตุนี้ข่าวลือเื่ที่เขาจะถวายตัวบุตรสาวแด่ฮ่องเต้จึงถูกหยิบยกออกมาพูดถึงอีกครา
“น้องเล็ก”
ได้ยินเสียงพี่ชายเอ่ยทักจากด้านหลังเยี่ยนเยว่ฉีจึงถอนริมฝีปากสีชมพูระเรื่อออกจากขลุ่ยหยกอย่างแช่มช้านางหันหลังกลับมามองพร้อมคลี่ยิ้มอ่อนหวาน ใบหน้ารูปแตงปรากฏรอยยินดีนางช่างงดงามน่าทะนุถนอมยิ่ง
“พี่รอง...” เยี่ยนเยว่ฉีกล่าวทักทาย
“อีกเจ็ดวันพวกเราต้องเข้าวังไปงานเลี้ยงชมดอกเหมย”เยี่ยนจิ้นหลิงเดินเข้าไปในศาลา เขานั่งลงเคียงข้างน้องสาว “เตรียมตัวให้พร้อม เ้าต้องแสดงความสามารถหน้าพระพักตร์อย่าให้เสียชื่อท่านพ่อเป็อันขาด”
“พี่รองอย่าได้กังวลเยว่ฉีจะแสดงสุดความสามารถเ้าค่ะ ไม่มีทางทำให้ท่านพ่อต้องผิดหวังอย่างแน่นอน”
“ฉีเอ๋อร์....ลำบากเ้าแล้ว”
“ลำบากอันใดแค่ไปงานเลี้ยงไม่ได้ไปขึ้นเขียงสักหน่อย” ดรุณีน้อยคลี่ยิ้มหยอกล้อพี่ชายที่ทำท่าทางเคร่งครึม
“น้องเล็กเ้าฟังคำข้าให้ดีงานชมดอกเหมยครานี้เป็จุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตเ้า เ้าจะได้แต่งงานในไม่ช้าตามชะตา ชื่อของเ้าจะได้จารึกในแผนผังราชวงศ์ แต่พี่คงบอกเ้าได้เพียงเท่านี้ไม่อาจแพร่งพรายลิขิต์ได้อีกแล้ว” เยี่ยนจิ้นหลิงตัดสินใจบอกนางให้รู้คำทำนายทั้งที่ก่อนหน้านี้เขาไม่อยากกล่าวถึง แต่ก็อดเป็ห่วงน้องสาวสุดที่รักไม่ได้สู้ให้นางรับรู้และเตรียมใจไว้เสียั้แ่ตอนนี้ดีกว่า
ผู้เป็พี่ยื่นมือออกไปจับบ่าทั้งสองข้างของน้องสาวแล้วบีบเบาๆ เป็เชิงปลอบโยน ชายหนุ่มรับรู้ถึงกล้ามเนื้อที่เกร็งขึ้นเล็กน้อย
“ทราบแล้วเ้าค่ะ พี่รองโปรดวางใจข้าเยี่ยนเยว่ฉียินดีอุทิศตนเพื่อตระกูลเยี่ยนของเราเ้าค่ะ” นางตอบเสียงเรียบ พยายามข่มกลั้นความเสียใจใช่ว่านางเป็สตรีในห้องหอแล้วจะไม่รู้ความอันใด เพื่อควบคุมกองทัพตระกูลเยี่ยนการแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์เป็สิ่งที่ง่ายดายที่สุด
“เพียงแต่...เยว่ฉีเคยหวังว่าจะได้แต่งงานกับชายที่ตนเองเลือก” นางพึมพำเสียงเบาหวิวหยดน้ำเริ่มเอ่อคลอบนดวงตา คิ้วงามราวกับถูกวาด บัดนี้กลับขมวดมุ่นสีหน้าของนางยามนี้พาให้คนปวดใจตามด้วยความสงสารเยี่ยนจิ้นหลิงจึงดึงน้องสาวมากอดไว้แนบอก มือข้างหนึ่งลูบศีรษะนางเบา ๆเขาก้มลงมองใบหน้าอันเศร้าสร้อยแล้วยกชายแขนเสื้ออีกข้างขึ้นเช็ดน้ำตาให้ดวงตาเข้มส่งประกายคมกล้ากล่าวคำมั่นแก่น้องสาวที่ตนรักยิ่ง
“เ้าไม่ต้องเศร้าใจไป แม้ฟ้าจะถล่มลงมาท่านพ่อ พี่ใหญ่ และข้าจะช่วยเ้าแบกรับเอาไว้เอง”
บุรุษผมสีเงินถอนหายใจเบา ๆเมื่อนึกถึงชะตากรรมของน้องสาวงานนี้นอกจากจะทำให้ตระกูลต้องเข้าไปเกี่ยวพันกับปัญหาของราชวงศ์แล้วยังนำพาให้น้องสาวของตนพบเนื้อคู่อีกด้วยความจริงเขาไม่ควรต้องมากังวลเื่พรรค์นี้ แต่ชายผู้นั้นดันมีชะตาดอกท้อ[1]มากภรรยา แถมดวงยังแข็งข่มผู้อื่นจนวุ่นวาย
‘มารดามันเถอะ’
น้องสาวของเขาจะทนแบ่งปันความรักกับหญิงอื่นได้อย่างไรตนไม่มีทางให้นางได้รับความทุกข์ใจจนเป็ไปตามโชคชะตาเป็อันขาดเขาจะต้องขจัดอุปสรรคเ่าั้เพื่อนางให้จงได้
ผ่านไปสักครู่ เยี่ยนเยว่ฉีก็เริ่มข่มใจหยุดร้องไห้ในที่สุดเมื่อเยี่ยนจิ้นหลิงเห็นน้องสาวตั้งสติได้ก็เบาใจกุนซือหนุ่มจึงกล่าวลาแล้วรีบเดินทางออกจากจวนทันทีโดยไม่ได้บอกผู้ใดทั้งสิ้นว่าจะไปที่แห่งหนไหน
เมื่อพี่ชายคนรองเดินจากไปแล้วเยี่ยนเยว่ฉีได้แต่นั่งเหม่อมองผิวน้ำสีเทาหม่นภายในสระบัวเบื้องหน้าอยู่เงียบ ๆ
วสันตฤดูกำลังจะมาเยือนทำให้น้ำแข็งที่เคยฉาบอยู่จนหนาละลายหายไปจนสิ้นแล้วแต่ก็ยังไม่มีปทุมมาผลิบานให้เห็น ช่างคล้ายกับจิตใจของตนเองในยามนี้ยิ่งนัก
มันทั้งหนาวเหน็บและไร้ชีวิตชีวา…
สายลมปลายเหมันตฤดูพัดผ่านร่างงามระหงจนผมสีดำสนิทดุจราตรีพลิ้วไหวน้อย ๆ โฉมสะคราญปรายสายตามองไปยังขอบฟ้าทางทิศใต้ั์ตาดอกท้อที่เคยหวานหยาดเยิ้มกลับไม่สดใสดั่งวันวานเยี่ยนเยว่ฉีพลันคิดถึงมารดาของตนอย่างสุดหัวใจหากยามนี้มีเยี่ยนฮูหยินอยู่เคียงข้าง นางก็ยังมีที่ปรึกษาและปรับทุกข์ อีกทั้งคงได้รับการปลอบประโลมเป็อ้อมกอดอันแสนอบอุ่นของสตรีผู้ให้กำเนิด
เมื่อไม่มีมารดาอยู่ด้วยก็มีแต่ต้องอดทนและเข้มแข็งเข้าไว้ถึงแม้พี่ชายคนรองจะบอกว่าชายผู้นั้นเป็เนื้อคู่ของนางก็ตามทีแต่ก็ไม่ได้รับประกันว่าชีวิตหลังแต่งงานจะมีความสุขเสมอไป
ตัวอย่างอันน่าอดสูก็มีให้เห็นตั้งมากมายสตรีหลายคนต้องอยู่อย่างเดียวดายอ้างว้างในเรือนหลัง เพราะพวกนางถูกสามีลืมเลือน
ยิ่งแต่งกับผู้สูงศักดิ์ซึ่งมีอนุภรรยานับสิบโอกาสที่จะทุกข์ทรมานก็มีมากขึ้นเรื่อย ๆ จะไม่ให้คนกังวลใจได้อย่างไรถึงแม้นางจะมีรูปโฉมงดงามกว่าสตรีอื่นอยู่บ้าง แต่ความสาวย่อมโรยราไปตามกาลเวลาแล้วถ้าหากบุรุษผู้นั้นเป็คนมากภรรยาเล่านางมิต้องใช้ชีวิตม่ายทั้งที่ยังเป็สาวอยู่หรอกหรือ
เยี่ยนเยว่ฉีเผลอกัดริมฝีปากจนรู้สึกเจ็บมือขาวผ่องกำขลุ่ยพลิ้วพรายเอาไว้แน่น รู้สึกย่ำแย่ที่ต้องเกิดเป็สตรีด้วยตนเองต้องยึดถือหลัก ‘สามเชื่อฟัง สี่จรรยา’อย่างเคร่งครัดจึงไม่มีสิทธิโต้แย้งการตัดสินใจของบิดาและพี่ชายทั้งสอง
โฉมสะคราญอึดอัดใจจนอยากหาที่ระบายจึงเหน็บขลุ่ยหยกเอาไว้ที่ข้างเอวจากนั้นดรุณีในชุดสีขาวขลิบฟ้าจึงสาวเท้านำสาวใช้คนสนิทไปยังลานฝึกยุทธ์
[1] ชะตาดอกท้อ หมายถึง ผู้มีดวงชะตาเด่นในเื่ความรัก