ณ ดินแดนบูรพาอันไกลโพ้น ที่ซึ่งท้องฟ้าและแผ่นดินเชื่อมต่อกันด้วยเทือกเขาหมื่นลี้ที่ทอดยาวราวกับัั์หลับใหล ยอดเขาเ่าั้สูงเสียดฟ้า ปลายยอดถูกปกคลุมด้วยหิมะตลอดทั้งปี ส่วนเชิงเขาเบื้องล่างนั้นเล่า กลับถูกห่อหุ้มด้วยกลุ่มหมอกสีครามจางๆ ที่ลอยละล่องอย่างอ้อยอิ่ง หมอกเหล่านี้มิใช่หมอกธรรมดา หากแต่เป็ปราณธรรมชาติที่สั่งสมมานับพันปี ทำให้ผืนป่าแถบนี้อุดมสมบูรณ์ไปด้วยสมุนไพรล้ำค่าและสัตว์อสูรหายาก ณ ใจกลางหุบเขาอันโดดเดี่ยวแห่งนี้ เป็ที่ตั้งของหมู่บ้านเล็กๆ นามว่า "หมู่บ้านหมอกคราม" ผู้คนในหมู่บ้านดำรงชีวิตอย่างเรียบง่าย ปลูกสมุนไพร ล่าสัตว์ และตัดฟืนเลี้ยงชีพ พวกเขาตัดขาดจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง ไม่รับรู้ถึงวงล้อแห่งบุญคุณความแค้น การชิงดีชิงเด่น หรือาระหว่างสำนักใหญ่ในยุทธภพ สำหรับพวกเขา ความสงบสุขในแต่ละวันคือวาสนาอันสูงสุดแล้ว
ท่ามกลางวิถีชีวิตอันเงียบสงบนี้ หลินเทียน เด็กหนุ่มกำพวัยสิบแปดปี ผู้มีใบหน้าคมเข้ม ดวงตาเรียวเล็กแต่แฝงไปด้วยความเด็ดเดี่ยว แตกต่างจากเด็กหนุ่มทั่วไปในวัยเดียวกัน ร่างกายของเขาสูงโปร่ง ผอมบางแต่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อที่แข็งแกร่งจากการทำงานหนักมาั้แ่จำความได้ หลินเทียนไม่มีพ่อแม่ ไม่มีแซ่ที่ยิ่งใหญ่ให้พึ่งพา ชาวบ้านเล่าว่าผู้เฒ่ากู่ สัปเหร่อและคนเฝ้าศาลเ้าเก่าประจำหมู่บ้าน พบเขาถูกทิ้งไว้ในตะกร้าหวายกลางป่าสมุนไพรตั้งเเต่ยังเป็ทารก มีเพียงผ้าพันกายเนื้อหยาบและจี้หยกราคาถูกที่มีรอยร้าวประดับอยู่ชิ้นเดียว ผู้เฒ่ากู่ผู้มีจิตเมตตาจึงเลี้ยงดูเขามาด้วยความรักและความอดทน สอนให้เขารู้จักคัดแยกสมุนไพร อ่านอักขระพื้นฐาน และที่สำคัญที่สุดคือ สอนให้เขาอดทนต่อความยากลำบาก หลินเทียนจึงเติบโตมาดั่งต้นสนที่แข็งแกร่งกลางพายุ ไม่หวั่นไหวต่อความอ้างว้างหรือคำดูถูกของใครบางคน
ในเช้าวันเกิดอายุครบสิบแปดปีของเขา บรรยากาศรอบกายดูจะแปลกไปกว่าทุกวัน กลุ่มหมอกครามที่เคยนุ่มนวลกลับดูหนาทึบและเย็นเยียบกว่าปกติ เสียงนกและสัตว์ป่าที่เคยร้องรับอรุณกลับเงียบกริบ มีเพียงเสียงลมพัดผ่านใบไม้แห้งที่ดัง 'ซ่า... ซ่า...' ราวกับเสียงกระซิบเตือนภัย หลินเทียนไม่ได้ใส่ใจมากนัก เขาแบกสุ่มหวายขนาดใหญ่และขวานเหล็กคู่ใจมุ่งหน้าขึ้นสู่เขาสูงั้แ่ตะวันยังไม่ทันรุ่งสาง เป้าหมายของเขาคือสมุนไพร "หญ้าอัคคีเหมันต์" ที่มักจะปรากฏให้เห็นใน่เวลาที่หนาวที่สุดของเช้าวันใหม่เพื่อนำไปขายให้เถ้าแก่หวังในเมืองหน้าด่าน แลกกับเงินเล็กน้อยและซาลาเปาไส้เนื้อสักลูกเป็รางวัลให้ตัวเองในวันเกิด
หลินเทียนปีนป่ายขึ้นไปบนหน้าผาสูงชันอย่างชำนาญ มือที่หยาบกร้านคว้าจับแง่หินและรากไม้ได้อย่างมั่นคง สายตาคมกริบกวาดมองหาเป้าหมาย ในที่สุด เขาก็พบหญ้าอัคคีเหมันต์ชูช่อสีฟ้าแดงสลับกันอยู่บนชะง่อนหินไกลออกไป เด็กหนุ่มยิ้มกว้างด้วยความดีใจ รีบไต่ลงไปเด็ดมันอย่างระมัดระวัง แต่ในขณะที่มือของเขากำลังจะเอื้อมถึงตัวยา ลางสังหรณ์บางอย่างที่เฉียบคมจากการใช้ชีวิตกลางป่าก็ทำให้หัวใจของเขากระตุกวูบ
กลิ่น... กลิ่นคาว... มันไม่ใช่กลิ่นดินหรือกลิ่นต้นไม้ แต่มันคือกลิ่นคาวเืเบาบางที่ลอยมาตามลมประทะเข้ากับจมูกของเขา กลิ่นนั้นมาจากทิศทางของหมู่บ้านที่อยู่เบื้องล่าง หลินเทียนชะงักมือทันที ความสับสนฉายชัดในดวงตา หมู่บ้านหมอกครามไม่เคยมีเื่ราวรุนแรง ชาวบ้านล้วนเป็มิตร แล้วกลิ่นเืมหาศาลเช่นนี้มาจากที่ใดกัน? เขาละทิ้งสมุนไพรล้ำค่าตรงหน้า รูดตัวลงจากหน้าผาอย่างรวดเร็วโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัย มุ่งหน้ากลับไปยังทางเข้าหมู่บ้านด้วยหัวใจที่เต้นระทึก
ทันทีที่พ้นแนวป่า ภาพที่ปรากฏแก่สายตาทำให้หลินเทียนรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบพังทลายลงตรงหน้า หัวใจของเขาหยุดเต้นไปชั่วขณะ ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกสาป ความสงบสุขที่เขาเคยรู้จัก ความอบอุ่นของชาวบ้านที่เคยยิ้มให้ บัดนี้หายไปสิ้น เหลือเพียงทะเลเพลิงสีแดงฉานที่กำลังลุกโชนท่วมกระท่อมไม้ทุกหลังอย่างบ้าคลั่ง เปลวไฟโหมกระหน่ำส่งเสียงปะทุ 'เปรี๊ยะ เปรี๊ยะ' ดังสนั่น ควันไฟสีดำทึบพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า บดบังแสงตะวันจนทำให้่เวลากลางวันดูมืดมิดดั่งราตรีกาล
และที่สยดสยองยิ่งกว่าเปลวไฟ คือเสียง... เสียงกรีดร้องด้วยความเ็ปอย่างสุดแสน เสียงร่ำไห้ของเด็กน้อยที่เรียกหาแม่ เสียงร้องขอชีวิตที่ไม่มีวันได้รับคำตอบ เสียงเ่าั้ดังระงมผสมปนเปกันจนกลายเป็บทเพลงแห่งความตาย หลินเทียนเห็นร่างของชาวบ้านที่เขาคุ้นเคยนอนจมกองเือยู่ตามพื้นถนน หมอปู่หวงผู้ใจดี หัวหน้าหมู่บ้านผู้ขยันขันแข็ง และแม้กระทั่ง 'เ้าเสี่ยวิ' เด็กน้อยวัยห้าขวบที่มักจะวิ่งมาขอขนมเขาเสมอ บัดนี้ร่างน้อยๆ นั้นกลับไร้ิญญา ตาลืมค้างด้วยความหวาดกลัว
ท่ามกลางนรกบนดินแห่งนี้ กลุ่มคนลึกลับในชุดคลุมสีดำสนิท บนอกเสื้อปักลวดลายรูปอีกาสีแดงโลหิตดูเหี้ยมเกรียม กำลังกวัดแกว่งดาบยาวอาบเืเข้าเข่นฆ่าผู้คนที่ไม่มีทางสู้อย่างเยือกเย็น พวกเขาเคลื่อนไหวราวกับภูตผี ไร้ความรู้สึก ไร้ความเมตตา ราวกับว่าชีวิตมนุษย์ตรงหน้าเป็เพียงมดปลวกที่ต้องถูกเหยียบย่ำ หลินเทียนซ่อนตัวอยู่หลังพุ่มไม้หนา ร่างกายสั่นเทิ้มด้วยความโกรธแค้นจนแทบคลั่ง หมัดทั้งสองข้างกําแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อ เืไหลซึมออกมาแต่เขาไม่รู้สึกเจ็บแม้แต่น้อย ความแค้นที่แผดเผาอยู่ในอกมันรุนแรงยิ่งกว่าเพลิงที่ลุกโชนตรงหน้า
"ฆ่าให้หมด อย่าให้เหลือรอดไปได้แม้แต่คนเดียว! ไม่ว่าเด็กหรือคนแก่ ค้นทุกซอกทุกมุม หากยังหาคัมภีร์นั่นไม่เจอ ก็เผาที่นี่ให้ราบเป็หน้ากลอง" เสียงตวาดอันเหี้ยมเกรียมและเต็มไปด้วยอำนาจทำลายล้างของชายชุดดำที่เป็ผู้นำดังขึ้นก้องไปทั่วซากปรักหักพัง เขาผู้นี้สวมหน้ากากรูปหัวอีกาสีดำสนิท ดวงตาที่มองลอดออกมาฉายแววอำมหิตและโลภโมโทสันอย่างชัดเจน
คำว่า 'คัมภีร์' ทำให้หลินเทียนชะงัก ความสับสนเกิดขึ้นในใจ หมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้จะมีคัมภีร์ล้ำค่าอะไรที่ทำให้ยอดฝีมือระดับนี้ต้องมาลงมือเข่นฆ่าล้างหมู่บ้าน? แต่ความสงสัยก็ถูกแทนที่ด้วยความกังวลเมื่อเขานึกถึงบุคคลสำคัญเพียงคนเดียวในชีวิตของเขา ผู้เฒ่ากู่! ปู่กู่ไม่อยู่ท่ามกลางศพเหล่านี้ บางที...
หลินเทียนอาศัยกลุ่มควันและเปลวไฟเป็เครื่องกำบัง เคลื่อนไหวอย่างเงียบเชียบดั่งแมวป่าลัดเลาะไปตามทางที่คุ้นเคย มุ่งหน้าสู่ศาลเ้าเก่าที่ตั้งอยู่ท้ายหมู่บ้าน ศาลเ้าแห่งนี้เป็สถานที่ที่เขาและผู้เฒ่ากู่อาศัยอยู่ มันเก่าคร่ำคร่าและทรุดโทรมจนไม่มีใครสนใจ แต่บัดนี้ แม้แต่สถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ก็ไม่รอดพ้นจากภัยพิบัติ เสาไม้ขนาดใหญ่พังทลายลง หลังคาถูกเผาจนโหว่
"ปู่กู่! ปู่กู่! ท่านอยู่ที่ไหน" หลินเทียนกระซิบเรียกด้วยเสียงสั่นเครือ สายตากวาดมองไปทั่วซากปรักหักพัง ในที่สุด เขาก็พบร่างของผู้เฒ่ากู่นอนฟุบอยู่ใต้เงาของคานไม้ที่พังทลายลงมาทับขาขวาไว้ เืสีแดงเข้มอาบไปทั่วร่าง ชายชราหายใจโรยริน ดวงตาที่เคยแจ่มใสบัดนี้ดูพร่ามัว หลินเทียนรีบถลาเข้าไปประคองร่างที่อ่อนแอนั้นไว้ด้วยความตระหนก น้ำตาที่อดกลั้นไว้ไหลอาบแก้มอย่างไม่อาจห้ามได้
"หลิน... หลินเทียน... เ้า... เ้ากลับมาแล้ว..." ผู้เฒ่ากู่พยายามเอ่ยเสียงพร่ามัว พร้อมกับสำลักเืออกมาคำใหญ่ "หนี... หนีไป... อย่า... อย่าสนใจข้า..."
"ไม่! ปู่กู่ ท่านอดทนไว้ ข้าจะพาท่านออกไป ข้าจะหาที่รักษาท่าน" หลินเทียนพยายามยกคานไม้ออกอย่างสุดความสามารถ แต่คานไม้นั้นหนักเกินกว่าที่กำลังคนธรรมดาจะยกได้
ชายชราส่ายหน้าช้าๆ ด้วยความอ่อนแรง มือที่สั่นเทาที่เต็มไปด้วยาแพยายามล้วงเข้าไปในสาบเสื้อที่ฉีกขาด เขาหยิบม้วนคัมภีร์เก่าคร่ำคร่าม้วนหนึ่งออกมา มันทำจากหนังสัตว์ชนิดใดไม่อาจทราบได้ สีเหลืองนวลและแห้งกรอบดูเหมือนเศษขยะที่ไร้ค่า บนปกไม่มีอักขระหรือชื่อเื่ใดๆ ปรากฏให้เห็น นอกจากนั้น เขายังยัดชิ้นส่วน 'กิ่งไม้แห้ง' ที่ดูคล้ายด้ามกระบี่ที่หักพัง ครึ่งหนึ่งเป็ไม้ ครึ่งหนึ่งเป็โลหะที่ขึ้นสนิมกรอะกรัง เข้าไปในมือของเด็กหนุ่ม
"สิ่งนี้... สำคัญยิ่งกว่าชีวิตของข้า... สำคัญยิ่งกว่าหมู่บ้านแห่งนี้..." ผู้เฒ่ากู่กล่าวด้วยลมหายใจสุดท้ายที่รวยริน ดวงตาของเขากลับมาฉายแววจริงจังและคาดหวังอย่างสุดซึ้ง "เป็ข้า... ที่เห็นแก่ตัว... ที่เหนี่ยวรั้งเ้าไว้ในสถานที่แห่งนี้... เ้า... เ้าไม่ใช่คนธรรมดา หลินเทียน... ชะตาของเ้าไม่ได้จบที่นี่... เอามันไป... หนีไปทางถ้ำลับหลังน้ำตก... จงรักษามันด้วยชีวิต... อย่ากลับมา... จนกว่าเ้าจะเข้าใจ... ความหมายของ... ความว่างเปล่า..."
คำพูดสุดท้ายหลุดออกจากปากผู้เฒ่ากู่ มือที่ประคองคัมภีร์พลันตกลงข้างกาย ดวงตาที่เคยเต็มไปด้วยความเมตตาปิดลงช้าๆ ลมหายใจสุดท้ายหมดสิ้นไป ทิ้งไว้เพียงร่างที่ไร้ิญญาและความอ้างว้างอันมหาศาลที่จู่โจมเข้าสู่หัวใจของหลินเทียน เด็กหนุ่มกอดร่างของผู้เฒ่าไว้แน่น ร่ำไห้จนไม่มีน้ำตาจะไหล ความสูญเสียในวันนี้มันหนักหนาสาหัสเกินกว่าที่วัยสิบแปดปีของเขาจะรับได้
"เจอตัวแล้ว! เ้าแก่หัวหมอ กับเ้าเด็กเหลือขอ! อยู่ที่นี่เอง" เสียงตวาดอันเหี้ยมเกรียมดังขึ้นพร้อมกับเสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคน หลินเทียนสะดุ้งสุดตัว รีบยัดคัมภีร์และด้ามไม้หักนั่นไว้แนบอก จอมยุทธ์ชุดดำผู้หนึ่งสวมหน้ากากรูปอีกาสีแดง (รองผู้นำพรรคอีกาโลหิต) พุ่งกายเข้ามาอย่างรวดเร็วราวกับเหยี่ยวล่าเหยื่อ ดาบเล่มยาวในมือที่อาบไปด้วยโลหิตของชาวบ้านชี้ตรงมาที่คอหอยของหลินเทียน สายตาที่มองลอดออกมาจากหน้ากากเต็มไปด้วยความเย้ยหยันและกระหายเื
"ส่งของในมือมาเสียดีๆ เ้าหนู หากไม่อยากตายอย่างทรมานดั่งสุนัขข้างถนน ข้าจะให้เ้าตายอย่างรวดเร็วถ้าเ้ายอมเชื่อฟัง" จอมยุทธ์ชุดดำกล่าวด้วยน้ำเสียงเ็า ปราณสังหารอันรุนแรงแผ่ซ่านออกมาจากร่าง บีบคั้นจนหลินเทียนแทบหายใจไม่ออก
ในวินาทีแห่งความเป็ตาย หลินเทียนไม่รู้สึกหวาดกลัวอีกต่อไป ความสูญเสีย ความเสียใจ และความแค้นผสมปนเปกันจนกลายเป็พลังงานลึกลับที่ะเิออกมาจากภายในจิตใจอย่างไม่อาจควบคุมได้ เขาหลับตาลงพร้อมกับกำด้ามไม้หักในมือไว้แน่น ปฏิญาณในใจว่าเขาจะตายที่นี่ไม่ได้ ถ้าเขาตาย ความลับของหมู่บ้านก็จะพินาศ ความแค้นของทุกคนจะไม่มีใครมาชำระ!
ทันใดนั้นเอง ปาฏิหาริย์ที่ไม่อาจคำนวณได้ก็บังเกิดขึ้น ด้ามไม้หักที่ดูไร้ค่าในมือกลับเริ่มแผ่ไอเย็นเยียบออกมาอย่างประหลาด มันไม่ใช่ความหนาวเย็นของอากาศ แต่เป็ความเย็นที่บริสุทธิ์และแหลมคมราวกับใบมีด ในขณะเดียวกัน ม้วนคัมภีร์ในอ้อมอกก็เริ่มสั่นไหวอย่างรุนแรง พลังเร้นลับสายหนึ่งพุ่งออกจากคัมภีร์เข้าสู่ร่างของหลินเทียนผ่านทางชีพจร บังคับให้เขายกด้ามไม้หักขึ้นมาโดยสัญชาตญาณ
"นั่นมัน... อะไรกัน!" จอมยุทธ์ชุดดำชะงักด้วยความใ เมื่อเห็นไอหมอกสีครามเข้มพลันบังเกิดขึ้นรอบกายของหลินเทียน หมอกเหล่านี้หมุนวนอย่างบ้าคลั่งราวกับพายุขนาดย่อม บดบังทัศนวิสัยทั้งหมดในพริบตา และแผ่พลังปราณที่แหลมคมจนสามารถกรีดอากาศให้เกิดเสียง 'วิ้ง วิ้ง' ดังระงม
หลินเทียนอาศัยจังหวะที่ศัตรูชะงักด้วยความใ มุดหนีออกทางช่องลับใต้แท่นบูชาของศาลเ้าที่ผู้เฒ่ากู่เคยบอกไว้ ช่องลับนี้พาเขาไปสู่ทางเดินที่มืดมิดและแคบจนแทบคลานไม่ได้ เขาคลานไปข้างหน้าอย่างสุดชีวิต เสียงดาบที่ฟันถูกอากาศและเสียงสบถอย่างหัวเสียของจอมยุทธ์ชุดดำค่อยๆ ห่างออกไปเื้ั ความมืดมิดของทางเดินเป็เครื่องการันตีความปลอดภัยชั่วคราว
เมื่อพ้นออกมาจากทางลับที่ปลายทางอีกด้านหนึ่ง หลินเทียนพบว่าเขาอยู่ที่หน้าผาลับหลังหมู่บ้าน ทะเลเพลิงสีแดงฉานอยู่เบื้องล่าง น้ำตาไหลอาบสองแก้มขณะที่มองกลับไปเห็นสถานที่ที่เขาเติบโตมากลายเป็เถ้าถ่าน ความโศกเศร้าถูกเปลี่ยนเป็เปลวไฟแห่งความแค้นที่แผดเผาอยู่ในอก เขาปฏิญาณกับตนเองต่อหน้าร่างของผู้เฒ่ากู่ในใจว่า วันใดที่เขาเข้าใจความหมายของ 'ความว่างเปล่า' และบรรลุวิทยายุทธขั้นสุดยอด เขาจะกลับมา ยุทธภพจะต้องสั่นะเืด้วยกระบี่ในมือเล่มนี้ แม้มันจะเป็เพียงกระบี่ที่ไร้ใบดาบก็ตาม เส้นทางของเด็กหนุ่มผู้ไม่มีอะไรเลย บัดนี้ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว เส้นทางแห่งตำนานที่จะพลิกฟ้าดินด้วยกระบี่นิรนาม!