หยางเถาอวี้ เทพเซียนต่างโลก

    ตอนที่ 57 ฝึกวันสุดท้าย

            ความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าจากการฝึกหนักทุกวันทำให้ร่างกายเริ่มคุ้นชินกระทั่งเข้าสู่ช่วงอาทิตย์สุดท้ายของการรอคอยข่าเอ๋อทุกคนมีความก้าวหน้าในการฝึกยุทธ์และลดทอนจุดอ่อนของตนลงได้มาก ตลอดอาทิตย์สุดท้ายนี้จุ้ยเฉียงกับข่าเอ๋อหายตัวไปไม่ออกมาร่วมกินข้าวมื้อค่ำด้วยกันดังเก่าก่อน

            “พวกเขากำลังเก็บตัวระยะสุดท้ายอยู่น่ะเจ้าไม่ต้องกังวลไป” เห็นสีหน้าเป็นห่วงของหยางเถาอวี้จุ้ยเหม่ยจึงเอ่ยบอกก่อนที่จะเข้านอน

            กระทั่งวันที่ยี่สิบเก้า

            “วันนี้จะให้นังหนูฝึกกับเว่ยสัตว์อสูรธาตุลมขั้นกำเนิดเซียนตอนปลาย อย่าเห็นมันตัวเล็กเช่นนี้แล้วจะประมาทเจ้านี่หละตัวแสบเลยทีเดียว เหมาะกับการทดสอบจุดอ่อนของเจ้ามากนังหนูเพราะเจ้าคงไม่มีเวลาคิดยามเผชิญหน้ากับมันได้แน่”หู่กล่าวกับหยางเถาอวี้เมื่อเห็นพัฒนาการในทางที่ดีขึ้นของแต่ละคน “ส่วนเจ้าข้าจะให้ฝึกกับอสูรมายาจิ้งจอกเงินระดับครึ่งเซียน เอาล่ะ แยกย้ายกันไปได้”กล่าวจบหู่ก็กางเขตแดนขึ้นครอบคลุมทั่วบริเวณลานที่ใช้สำหรับฝึกคนทั้งสองทันที

            หยางเถาอวี้รวบรวมสมาธิหลุบสายตาลงจ้องมองไปยังคู่ต่อสู้ตัวจิ๋วที่อยู่บนพื้นตรงกันข้ามเว่ย อสูรเม่นตัวน้อยน่ารักขนาดเล็กกว่าฝ่ามือนางเคยได้ยินทักษะและความสามารถคร่าวๆ ของมันมาแล้วทว่ายังไม่เคยเผชิญหน้ากับมันโดยตรง

            “อวี้เอ๋อขอคำชี้แนะโปรดออมมือด้วยเจ้าค่ะ” เด็กสาวยกสองมือขึ้นทำความเคารพ

            “จี๊ด..”เว่ยร้องตอบคราหนึ่งก่อนที่จะเริ่มพองตัวใหญ่ขึ้นจนมีขนาดราวหมาป่าตัวหนึ่งขนทั่วร่างของมันลุกชัน “ฟืด” เพียงพ่นลมหายใจออกมาคำรบหนึ่งขนทั่วร่างก็สะบัดพุ่งเข้าใส่ร่างของเด็กสาวตรงหน้าทันทีราวกับห่าฝน

            “ว๊ากไม่ออมมือให้บ้างเลยหรือไร” หยางเถาอวี้ทะยานร่างหลบหลีกเป็นพัลวันคิดไม่ถึงว่าเจ้าเม่นจิ๋วจะใจร้ายเพียงนี้ ลงมือกระบวนท่าแรกก็แทบจะแทงนางจนพรุนเด็กสาวเร่งเร้าเคล็ดวิชาท่าเท้าเหนือแสงเพียงพริบตาก็ทะยานหลบไปจากห่าขนของเว่ยได้สำเร็จขณะทะยานร่างหนียังโคจรเคล็ดวิชาซ่อนแสงในแสงเคล็ดวิชาทั้งสองอยู่ในชุดวิชาขั้นปัจฉิมของคัมภีร์ไตรภาคขั้นต้น อันเป็นขั้นสูงเหนือเคล็ดวิชาท่าเท้าท่องแสงและเคล็ดวิชาซ่อนแสงในเงามืด ความรวดเร็วเหนือล้ำยิ่งขึ้นไปอีกระดับหนึ่งความสามารถในการหลบซ่อนพลางตัวปิดกลิ่นอายสามารถกระทำได้แม้ยามอยู่ใต้แสงไฟแสงสุริยัน

            หยางเถาอวี้ทบทวนจุดอ่อนของตนครั้งแล้วครั้งเล่าและประมวลอุปนิสัยของตนดูแล้วนางเป็นพวกแพะภูเขา เวลาเจอะเจอเรื่องร้ายอันใดมักชอบวิ่งหนีไปตั้งหลักก่อนหายตกใจจึงค่อยโผล่หน้าออกมาแก้ปัญหา การกำจัดนิสัยเช่นนี้คงต้องใช้เวลาอีกพอสมควรแต่ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว มิสู้แปรเปลี่ยนให้กลายเป็นกลยุทธ์สักอย่างหนึ่งถอยหนึ่งก้าวเพื่อรุกไปข้างหน้าอีกสิบก้าว นับว่าเหมาะสมกับนางในเวลานัก

            เว่ยหยุดสาดขนกระสุนทันทีที่หาเป้าหมายไม่เจอมันสอดส่ายสายตาไปทั่วพร้อมทำจมูกฟุดฟิดดมกลิ่น ต่อให้มีเคล็ดวิชาพรางตัวดีเพียงใดปิดกลิ่นอายพลังปราณได้แต่กลับปรากฏจุดอ่อนอย่างหนึ่งต่อหน้าสัตว์อสูรจมูกดีเลิศเช่นเว่ย เพียงไม่นานมันก็หันหัวไปยังทิศทางว่างเปล่าแห่งหนึ่งจากนั้นจึงหมุนตัวเป็นลูกทรงกลมราวลูกข่างและพุ่งเข้าใส่ทิศทางที่ได้กลิ่นทันที

            หยางเถาอวี้ขยับร่างหลบได้สำเร็จจากนั้นจึงทะยานตัวหนีไปหยุดลงยังจุดที่สอง และเว่ยก็หมุนตัวพุ่งเข้าใส่เช่นเดิมแต่ครั้งนี้มันไม่ได้พุ่งเข้าปะทะความว่างเปล่าดังเดิมแต่กลับกลายเป็นกองเพลิงขนาดใหญ่กองหนึ่งซึ่งเด็กสาวใช้พลังปราณธาตุสร้างขึ้นเพื่อเป็นกับดักส่งผลให้เว่ยร้องเสียงหลงเมื่อร่างกายต้องความร้อนลวก “จี๊ดๆๆ...”

            ด้วยความโกรธมันสูดลมหายใจเข้าปากอย่างต่อเนื่องราวกับปอดของมันเป็นหลุมไร้ก้น พริบตาต่อมาก็ยิงห่ากระสุนลมเข้าใส่เป้าหมายที่มันได้กลิ่นใหม่

            เด็กสาวมิใช่ไม่รู้จุดอ่อนของตนนางมีกลิ่นกายที่หอมกรุ่นเป็นพิเศษเฉพาะตนอีกทั้งยังมีนิสัยที่ชอบใช้เครื่องประทินผิวกลิ่นหอมแต่นางต้องการเวลาเพียงแค่ชั่วอึดใจสำหรับการรวบรวมพลังธาตุไฟที่ยังใช้ได้ไม่คล่องแคล่วเท่าพลังธาตุแสงครั้งนี้นางมิได้ขยับหนีหายไปไหนอีกตั้งท่าวาดฝ่ามือเพลิงออกมาซัดใส่กระสุนลมที่พวยพุ่งเข้ามาไม่หยุดหย่อนกระทั่งห่ากระสุนเหล่านั้นเริ่มลดน้อยลงขณะเจ้าเม่นน้อยกำลังตั้งท่าออกอาวุธของตนรอบใหม่หยางเถาอวี้จึงช่วงชิงชั่วเวลาเพียงเศษเสี้ยววินาทีมุดร่างเข้าประชิดและยิงดัชนีแสงเข้าสกัดจุดหยุดการเคลื่อนไหวของเว่ยทันที

            “สำเร็จแล้วไชโยๆ” เด็กสาวส่งเสียงร้องด้วยความดีใจ ที่ผ่านมานางต้องสะบักสะบอมทุกวันนี่เป็นครั้งแรกที่นางหนีทันตั้งหลักทันหยางเถาอวี้สาวเท้าก้าวเข้าไปยกเว่ยซึ่งหดตัวกลับสู่ขนาดที่แท้จริงขึ้นมาวางไว้บนฝ่ามือข้างหนึ่ง

            “ขอบคุณท่านมากที่ออมมือใช้พลังเพียงขั้นปัจฉิม แต่เสื้อผ้าข้าพรุนไปหมดแล้ว ท่านคิดจะชดใช้อย่างไรฮึ”หยางเถาอวี้ยกมือขึ้นเสมอคาง ดวงตาสดใสจ้องมองเว่ยอย่างเอาเรื่องเพียงเห็นมันทำตาคลอ ร่างกายยังขยับกระดุกกระดิกไม่ได้นอนหงายพุงอยู่บนฝ่ามือของเด็กสาว 

            “ฮ่าๆๆข้าล้อเล่นๆ ท่านอุตส่าห์มาช่วยฝึกยุทธ์ให้ข้า ทั้งยังออมมือให้ข้าจะโหดร้ายกับท่านได้อย่างไร”กล่าวพลางคลายจุดให้เว่ยและขยับหยิบไข่ต้มออกมาป้อนให้ถึงปาก

            เจ้าเม่นน้อยไม่ปฏิเสธดวงตาของมันลุกวาว อ้าปากรับไข่ต้มไปกินอย่างเอร็ดอร่อยก่อนที่จะทะยานร่างขึ้นไปนั่งบนบ่าของเด็กสาวพลางขบแทะไข่ต้มที่เหลือต่อ

            “อึก...”จู่ๆ หยางเถาอวี้พลันสัมผัสได้ถึงคลื่นพลังธาตุไฟที่ปั่นป่วนขึ้นมาทั่วร่าง

            “นังหนูรีบนั่งลงสงบจิตเร็วเข้า เจ้ากำลังจะทะลวงด่าน” จุ้ยเหม่ยที่เฝ้าสังเกตุการณ์อยู่ห่างๆทะยานร่างเข้ามาร้องบอก

            หยางเถาอวี้รีบนั่งลงกำหนดสมาธิโคจรพลังธาตุไฟทั่วร่างที่กำลังพลุ่งพล่านให้ไหลเวียนเข้ารวมกันที่จุดตันเถียนทันทีใช้เวลาเพียงไม่นานนางสามารถบีบอัดพลังปราณธาตุไฟที่เอ่อล้นออกมาจนกลายเป็นรูปหยดน้ำได้สำเร็จหยดน้ำเปลวเพลิงจำนวนหนึ่งลอยล่องอยู่ในท่ามกลางบ่อพลังธาตุไฟเลื่อนขึ้นสู่ขั้นมัชฌิมตอนต้นของพลังปราณธาตุไฟได้สำเร็จ

            “นี่คือผลจากการกระตุ้นใช้พลังธาตุไฟมากๆเป็นอย่างไรเล่านังหนู การฝึกพลังธาตุไฟไม่ทำให้เจ้าผิดหวังใช่หรือไม่”

            หยางเถาอวี้พยักหน้ายิ้มแย้มและลุกขึ้นยืนด้วยความตื่นเต้น

            ส่วนหู่ที่ยืนดูอยู่ห่างๆเพราะต้องคอยเฝ้าดูการต่อสู้ของอีกคู่หนึ่งที่ยังเหลืออยู่อดตกใจเป็นรอบที่สองไม่ได้‘นังหนูผู้นี้เป็นตัวประหลาดโดยแท้ เพิ่งก่อรูปบ่อลมขั้นปฐมได้กี่วันกันเชียวเวลานี้เลื่อนขึ้นสู่ขั้นมัชฌิมแล้ว’

            “เอาล่ะไปดูท่านตาต่อสู้กันเถอะเจ้าค่ะ”กล่าวเสร็จจึงเดินกลับไปยังบริเวณลานต่อสู้ของกงซุนชื่อเหยียนบ่าข้างหนึ่งเป็นที่นั่งประจำให้แก่จุ้ยเหม่ย บ่าอีกข้างหนึ่งมีเว่ยสาวกคนใหม่เกาะติดไปด้วย ในมือของมันยังมีไข่ต้มลูกที่สองเหลือให้ป้อนเข้าปากเล็กๆของตนอยู่

            ทางด้านลานฝึกของกงซุนชื่อเหยียนเวลานี้ทั่วลานเต็มไปด้วยหมอกมายาวงกตที่อสูรมายาจิ้งจอกเงินสร้างขึ้น

            กงซุนชื่อเหยียนรู้สึกว่าตนเดินวนไปวนมาราวกับหลงอยู่ในเขตวงกตแห่งหนึ่งเวลาเผ่านไปกระทั่งจิตใจรู้สึกราวกับถูกบีบเค้น และจู่ๆ ท่ามกลางความเงียบวังเวงได้ยินเสียงหัวเราะร่าของคนที่คุ้นเคย ‘นั่นมันเสียงของเหล่ยอ้าวฉีมิใช่รึ’จากนั้นภาพเบื้องหน้ากลับกลายเป็นหมู่บ้านแห่งหนึ่งทุกหนแห่งเต็มไปด้วยเปลวไฟที่กำลังลุกโหมไหม้ลามบ้านเรือนหลายสิบหลังเสียงชาวบ้านวิ่งหนีตายส่งเสียงกรีดร้องโหยหวน

            “อาหมิงพาทุกคนหนีไป”

            “ท่านพ่อท่านหนีไปด้วยกัน”

            “ไม่พวกมันต้องการตัวพ่อคนเดียว พวกเจ้ารีบหนีไป ไปเร็ว”กงซุนชื่อเหยียนผลักชายหนุ่มผู้หนึ่งออกไปก่อนที่ตัวเองจะกระโจนเข้าใส่กลุ่มโจรที่ดาหน้าเข้ามาหา

            “ท่านพ่อ...”ชายหนุ่มผู้นั้นร้องตะโกน พยายามวิ่งกลับไปช่วยบิดาของตนก่อนจะถูกชายวัยกลางคนผู้หนึ่งฉุดลากให้จากไป“นายน้อย อย่าปล่อยให้การเสียสละของนายท่านต้องสูญเปล่า...”

            กงซุนชื่อเหยียนได้ยินเสียงแว่วๆของผู้ช่วยมือขวาของตนก่อนที่เขาจะใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดที่เหลืออยู่ต้านทานศัตรูไว้เปิดโอกาสให้คนข้างหลังหลบหนีไป...

            “อ๊าก...”กงซุนชื่อเหยียนล้มตัวลงสองมือกุมขมับแน่นราวกับอยากจะบีบให้หัวของตนระเบิดเป็นเสี่ยงๆ

            “หึๆเจ้าหนีไม่รอดแล้ว บอกทางเข้าสู่สถานที่แห่งนั้นมาซะดีๆแล้วข้าจะให้เจ้าตายอย่างไม่ทรมาน”...

            “ไม่มีทาง”กงซุนชื่อเหยียนตะโกนลั่น

            เขาลุกขึ้นและกระโจนเข้าใส่เหล่ยอ้าวฉีที่ปรากฏกายขึ้นเบื้องหน้าฟาดฟันดาบใหญ่ในมือเข้าใส่อีกฝ่ายอย่างคลุ้มคลั่ง กระทั่งเหงื่อหลั่งโทรมกาย

            “เจ้าไม่มีทางชนะข้าได้เวลานี้เจ้าถูกพิษสลายลมปราณเข้าไปแล้ว อีกไม่นานก็จะสิ้นเรี่ยวแรง”

            “ต่อให้ข้าต้องตายก็ไม่มีวันบอกเจ้า”

            กงซุนชื่อเหยียนพุ่งร่างเข้าต่อสู้ห้ำหั่นกับเหล่ยอ้าวฉีอย่างต่อเนื่องรังสีสังหารแผ่ล้นออกมาโดยรอบ กระทั่งหยางเถาอวี้ที่ยืนดูอยู่ไกลๆยังถึงกับเหน็บหนาวตัวสั่นเยือกนางได้แต่ลุ้นเอาใจช่วยให้ท่านตาก้าวข้ามอุปสรรคของตนไปได้

            ไม่นานต่อมากงซุนชื่อเหยียนหายใจหอบเหนื่อย เขาเร่งโคจรพลังปราณขึ้นสู่ฝ่ามือ จากนั้นก็พลันนึกถึงความจริงบางอย่างขึ้นมาได้หากถูกพิษจริง เหตุใดเขายังโคจรลมปราณได้อยู่ทุกสิ่งที่เห็นเมื่อครู่เป็นเพียงอดีตมิใช่หรือ หาใช่ปัจจุบันไม่คิดได้ดังนี้จึงค่อยสงบจิตใจลง ใช้เวลาปรับลมหายใจครู่หนึ่งพร้อมหลับตา

            เมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้งจึงพูด“เจ้าไม่ใช่เหล่ยอ้าวฉีสินะ”

            “หึหึหึรู้ตัวเสียที” อสูรมายาจิ้งจอกเงินปรากฏกายขึ้น

            “ขอบคุณท่านจิ้งจอกเงินที่ออมมือ”

            “ถึงแม้จะช้าไปหน่อยแต่ก็ยังนับว่าไม่ถึงกับหมดหวังในการกำจัดจิตอาฆาตที่ครอบงำเจ้าอยู่ต่อไปขอให้หมั่นฝึกสติ เพราะหากเนิ่นนานไปกว่านี้หรือตกอยู่ในอำนาจมายาของศัตรูเจ้าคงได้ตายแน่”

            “ข้าน้อยจะจดจำให้ขึ้นใจขอรับ”

            เสียงปรบมือดังขึ้นสามครั้ง“แปะๆๆ ยังนับว่าสอบผ่าน อย่างน้อยก็ได้สติคืนมา” หู่กล่าวปลอบ

            “ท่านตายอดเยี่ยมที่สุดเลย”หยางเถาอวี้สาวเท้าเข้ามาส่งผ้าซับเหงื่อให้พลางกล่าวให้กำลังใจ

            “ขอบคุณท่านจุ้ยเหม่ยท่านหู่ ขอบคุณคุณหนูขอรับ หากไม่ได้คุณหนูป่านนี้ข้าก็ยังคงถูกทรมานอยู่ในค่ายหลงจั้น”ชายชราผู้บัดนี้มีหน้าตาอ่อนกว่าวัยเป็นอันมากเอ่ยระลึกถึงบุญคุณของทุกคน

            “พรุ่งนี้ก็จะครบกำหนดหนึ่งเดือนแล้วคิดว่าการฝึกให้พวกเจ้าคงสิ้นสุดแต่เพียงเท่านี้นะ จะได้มีเวลาพักผ่อนให้เต็มที่ก่อนออกเดินทาง”จุ้ยเหม่ยเอ่ยขึ้นหลังเสร็จสิ้นการฝึกกับหู่

            “งั้นพรุ่งนี้ข้าจะทำอาหารมื้อใหญ่ให้พวกท่านทานถือเป็นการฉลองวันเกิดอายุครบสิบสองปีให้กับตัวข้าด้วย”

            “พรุ่งนี้วันเกิดเจ้ารึเหตุใดไม่รีบบอก ไม่ได้การละ ข้าต้องรีบไปหาของขวัญ” จุ้ยเหม่ยทำท่าตกใจตบอกผางทะยานร่างหายไปจากตรงนี้ทันทีส่วนเว่ยหันมามองหน้าเด็กสาวคราหนึ่งพร้อมกับยื่นจมูกเล็กๆ ของมันมาแตะแก้มนางไม่เพียงแค่นั้น ลิ้นเล็กๆของมันยังแลบออกมาเลียแก้มนางอย่างว่องไวปานวอกอีกต่างหากก่อนจะหายตัวตามจุ้ยเหม่ยไป

            “ไอ้หยาเจ้าเม่นน้อยน่าหยิก แอบกินเต้าหู้ข้าหรือนี่” เด็กสาวบ่นกระปอดกระแปดยกมือข้างหนึ่งขึ้นเช็ดพวงแก้มที่เปรอะเศษไข่แดงจากปลายลิ้นของเจ้าเม่นจิ๋ว

             

           

             

    คล้ายกับเรื่องหยางเถาอวี้ เทพเซียนต่างโลก ที่คุณอ่าน