ทั่วโลกเปลี่ยนอาชีพ : สกิลข้าทวีคูณหมื่นเท่า ใครว่าข้าเป็นสายซัพพอร์ต

    เล่มที่ 3 บทที่ 79 ทรมานอย่างบ้าคลั่ง สองโรคร้ายแรง

            ในขณะเดียวกันเมื่อเห็นพรรคพวกของตนต่างโดนสกิลของลู่เซิ่งเข้าให้

            จารูผู้ใช้อาชีพพระนอกรีตหัวใจกระตุกวูบ รีบใช้สกิลที่ใช้แก้ทางกันออกมาทันที

            “ทักษะทุกรกิริยา: วิชาลับพระศิวะ!”

            “อาณาเขตชำระล้าง!”

            วูบ...

            แสงสีขาวบริสุทธิ์สายหนึ่งพลันพุ่งลงมาจากฟากฟ้าเข้าปกคลุมร่างของสี่นักฆ่าไว้พร้อมกัน

            “เอ๊ะ? นี่คือ... สกิลชำระล้างหมู่ของจารู”

            เมื่อเห็นภาพนี้นักฆ่าอีกสามคนต่างมีแววตาเป็นประกาย พวกเขาจำอานุภาพของสกิลนี้ได้ในทันทีมันคือสกิลที่ใช้ขจัดผลจากเวทมนตร์ด้านลบแบบกลุ่มนั่นเอง

            และในขณะที่สี่นักฆ่าต่างคิดว่าตนเองกำลังจะหยุดอาการท้องเสียได้ในวินาทีสำคัญนั้น

            พรืด!

            จารูที่เพิ่งจะปลดปล่อยสกิลชำระล้างออกมากลับไม่อาจกลั้นไว้ได้อีกครั้ง เขาถ่ายราดเต็มขากางเกงไปหมด...

            “เอ๊ะ? ทำไมชำระล้างไม่ได้?”

            เมื่อสัมผัสได้ถึงอาการเจ็บปวดแสนสาหัสที่แล่นมาจากท้องน้อยไม่หยุดหย่อนมันยังคงบิดมวนราวกับถูกคมมีดกรีดเฉือนอยู่ภายใน

            จารูรีบเช็กแผงสถานะของตนเองตามสัญชาตญาณทันที

             [โรคทรมาน: ลำไส้เน่าเฟะ!]

            ผลจากโรคภัยด้านลบ:สูญเสียค่าทรัพยากร 1% ทุกๆ 10 วินาที และทำให้เป้าหมายตกอยู่ในสภาวะกลั้นอุจจาระและปัสสาวะไม่อยู่เป็นเวลา 15 นาที!

            ...

            “อะไรนะ? นี่มันสกิลโรคระบาดงั้นเหรอ?”

            เมื่อเห็นรายละเอียดของสกิล‘โรคทรมาน: ลำไส้เน่าเฟะ’ จารูก็ไม่อาจเก็บงำความตื่นตระหนกในใจได้อีกต่อไปเขาอุทานออกมาเสียงหลงในทันที

            “สกิลโรคระบาด?”

            สิ้นคำพูดนี้นักฆ่าที่เหลืออีกสามคนต่างพากันหน้าถอดสี

            นั่นเพราะสกิล‘โรคทรมาน: ลำไส้เน่าเฟะ’ นี้มันพิเศษเกินไปนอกจากจะเป็น สกิลโรคระบาดที่หาได้ยากยิ่งแล้วสิ่งที่มันกัดกร่อนไปยังเป็นค่าทรัพยากร

            ต้องรู้ก่อนว่าในดาวสีน้ำเงินปัจจุบัน เนื่องจากอาชีพที่แตกต่างกันทำให้มีหลายอาชีพที่ไม่มีค่ามานา แต่จะถูกทดแทนด้วยค่าความกระหายเลือด พลังต่อสู้ค่าโทสะ และอื่นๆ แทน

            ค่าสถานะที่แปรผันเหล่านี้ถูกเรียกรวมกันว่า‘ค่าทรัพยากร’

            ‘ค่าทรัพยากร’ มีความสำคัญต่อผู้ใช้อาชีพมากเพียงใด?

            เห็นได้ชัดจากการที่ลู่เซิ่งต่อสู้กับ‘นินจาแห่งฝูซาง’ ทาเคดะ จิโร่ ก่อนหน้านี้ที่ฝ่ายนั้นถึงกับยอมใช้ดาบทำร้ายตัวเองเพื่อแลกกับค่าทรัพยากรที่เพียงพอจะใช้สกิล

            พูดได้แบบไม่เกินจริงเลยว่าผู้ใช้อาชีพที่ไร้ซึ่ง ‘ค่าทรัพยากร’ ก็ไม่ต่างอะไรกับท่อนไม้ที่เดินได้

            เพราะสกิลส่วนใหญ่ของผู้ใช้อาชีพจำเป็นต้องใช้‘ค่าทรัพยากร’ จำนวนหนึ่งถึงจะสำแดงออกมาได้

            ทว่าลู่เซิ่งกลับทำเรื่องแสบสันเพียงแค่สกิลเดียว นอกจากจะทำให้พวกเขาเสียค่าทรัพยากรอย่างต่อเนื่องแล้วยังทำให้พวกเขาถ่ายราดกางเกงไม่หยุดอีกด้วย

            สิ่งนี้ถือเป็นการทำลายสามัญสำนึกเดิมๆของสี่นักฆ่าไปโดยสิ้นเชิง

            “สกิลน่ารังเกียจชะมัด ไม่ได้การแล้ว ต้องรีบเผด็จศึกให้เร็วที่สุดไม่อย่างนั้นยิ่งลากยาวไปเรายิ่งเสียเปรียบ”

            ในตอนนั้นเองคุโมฮาชิ ฮานาโกะ เป็นคนแรกที่ได้สติกลับมา

            แม้ว่าการเสียค่าทรัพยากร1%ทุก 10 วินาทีจะดูไม่มากนัก

            แต่‘ค่าทรัพยากร’ เป็นสิ่งที่ได้มายากมากโดยเฉพาะอาชีพที่ต้องอาศัยการต่อสู้เพื่อสะสมค่าทรัพยากรยิ่งได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง

            นั่นคือเหตุผลที่เธอต้องการจะจบเรื่องนี้ให้ไวที่สุด

            “รับทราบ!”

            นักฆ่าอีกสามคนรีบขานรับด้วยน้ำหนักเสียงที่หนักแน่นพวกเขาเองก็รู้ดีว่าสิ่งที่คุโมฮาชิ ฮานาโกะพูดนั้นมีเหตุผล

            โชคดีที่ทั้งสี่คนต่างเป็นสมาชิกของหน่วยล่ามังกรและนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่พวกเขาร่วมมือกันต่อสู้ความเข้าขาของพวกเขาจึงมีมากพอแบบแทบไม่ต้องสื่อสารกันให้มากความ

            “พวกคุณเก็บค่าทรัพยากรไว้เถอะ ผมจัดการเอง”

            เมื่อเห็นว่าสกิลของลู่เซิ่งนั้นประหลาดเกินทนพระนอกรีตจารู ผู้เชี่ยวชาญการควบคุมที่สุดจึงเป็นฝ่ายลงมือก่อนเขาปล่อยสกิลที่ไม่ต้องใช้ทรัพยากรเข้าใส่ลู่เซิ่งจากระยะไกล

            “ทักษะทุกรกิริยา: ศาสตร์งูพัน!”

            ฟึ่บฟึ่บ!

            วินาทีต่อมาพร้อมกับเสียงแหวกอากาศอันรวดเร็วสองสาย

            เห็นเพียงแขนทั้งสองข้างของจารูยืดออกอย่างกะทันหันราวกับยางยืดที่ปรับความยาวได้ตามใจชอบพุ่งเข้าหาลู่เซิ่งที่อยู่ไม่ไกลเพื่อพันธนาการไว้

            “หึ ยังคิดจะขัดขืนแบบไร้ประโยชน์อีกเหรอ?”

            ลู่เซิ่งส่ายหัวเดิมทีเขาคิดจะขยับตัวหลบ

            แต่แล้วเขากลับยิ้มหยันอย่างไม่แยแสถึงขั้นขี้เกียจจะหลบเสียด้วยซ้ำ เขาเพียงแค่ยืนนิ่งๆ อยู่กับที่ปล่อยให้แขนทั้งสองของจารูพันธนาการร่างของตนเองไว้แน่น

            “แย่แล้ว!”

            ในขณะเดียวกันเมื่อเห็นลู่เซิ่งถูกพันธนาการไว้ลั่วเซวียนเซวียนที่ยืนมองอยู่ด้านข้างก็หน้าเสียด้วยความตกใจ

            “ฮ่าฮ่า! ก็นึกว่าจะแน่แค่ไหน ที่แท้ก็แค่เสือกระดาษ!”

            เมื่อจารูเห็นว่าการโจมตีของตนสำเร็จเขาก็หัวเราะร่าด้วยความลำพองใจ พร้อมกับตะโกนบอกคนอื่นๆ เสียงดัง“ทุกคนไม่ต้องกลัว ไอ้เด็กนี่แม้สกิลจะดูน่ากลัวไปบ้างแต่ฝีมือจริงก็งั้นๆ แหละ ขนาดสกิลกระจอกๆ ของฉันมันยังหลบไม่ได้เลย”

            “หึ! ฉันบอกแล้วไง แค่ไอ้พาลาดินกระจอกต่อให้เก่งแค่ไหนมันจะเก่งไปได้สักเท่าไหร่กัน?”

            ‘ปรมาจารย์เทควันโด’ พัคยูจีเมื่อได้ยินดังนั้นเส้นประสาทที่เคยเคร่งเครียดก็ผ่อนคลายลงทันทีแววตาของเขาฉายแววดูถูกเหยียดหยามอย่างรุนแรง

            “แต่ไอ้พวกหมูชั้นต่ำนี่ชัดเจนว่าไม่ใช่พาลาดินทั่วไปเพราะอาชีพนี้ได้ชื่อว่าเป็นทายาทของทวยเทพสกิลส่วนใหญ่มักจะดูศักดิ์สิทธิ์และเปิดเผยจะมีพาลาดินที่ไหนปล่อยสกิลโรคระบาดได้กัน?”

            ‘องเมียวจิ’ คุโมฮาชิ ฮานาโกะกล่าวพลางปรายตามองไปยังออสการ์ที่อยู่ใต้หว่างขาของลู่เซิ่งราวกับคาดเดาอะไรบางอย่างได้ เธอพึมพำกับตัวเองว่า “หรือว่าจะเป็น...เจ้าสุนัขสามหัวแห่งขุมนรกนั่น?”

            “พอได้แล้ว ก็แค่พาลาดินขยะตัวเดียว ไม่จำเป็นต้องเสียเวลากับมันรีบจัดการมันซะ แล้วค่อยไปจัดการยัยผู้หญิงชาวเสินเซี่ยคนนั้นต่อเราจะได้รีบกลับไปจัดการตัวเองเสียที ไม่อย่างนั้นสภาพแบบนี้ถ้าใครมาเห็นเข้าคงได้อับอายขายหน้ากันไปใหญ่”

            ในที่สุด‘ซามูไรแห่งตงอิ๋ง’ โคทาเคจิ ทาโร่ก็ทนดูต่อไม่ไหว เขาเอ่ยเร่งเร้าพรรคพวกด้วยความรำคาญใจ

            “นั่นสินะ”

            นักฆ่าอีกสามคนเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็เพิ่งได้สติพวกเขาเองก็รู้สึกว่าสภาพที่ถ่ายราดกางเกงเช่นนี้ดูไม่งามจริงๆจึงเตรียมที่จะเปิดฉากจู่โจมครั้งสุดท้ายเข้าใส่ลู่เซิ่งเพื่อสังหารเขาให้สิ้นซาก

            “ลู่เซิ่ง! ฉันจะช่วยนายเอง”

            ตอนนั้นเองลั่วเซวียนเซวียนที่พอจะฟื้นฟูสภาพร่างกายขึ้นมาได้บ้างก็ลุกพรวดขึ้นมาตั้งท่าจะเข้าไปช่วย

            ทว่าเธอยังไม่ทันจะถึงตัวลู่เซิ่งก็โดนลู่เซิ่งแผดเสียงด่าอย่างรำคาญเสียก่อน

            “อยู่ห่างๆ ฉันไว้ อย่ามาเกะกะการโชว์ฝีมือของฉัน”

            “นายนี่มัน!”

            เมื่อได้ยินเช่นนั้นลั่วเซวียนเซวียนแทบจะสำลักความโกรธตาย

            เพราะเธอคาดไม่ถึงเลยว่าลู่เซิ่งที่ตกอยู่ในวงล้อมขนาดนี้แล้ว ยังจะกล้าปฏิเสธความช่วยเหลือจากเธออีก

            นี่มันหาเรื่องตายชัดๆไม่ใช่หรือไง?

            แต่ลู่เซิ่งหาได้สนใจว่าเธอจะคิดอย่างไร

            เพราะเขาเพิ่งจะทำพันธสัญญากับออสการ์เสร็จและยังไม่ทันได้ตรวจสอบให้แน่ชัดเลยว่าสกิลต่างๆ ของออสการ์มีอานุภาพอย่างไรบ้าง

            และสี่นักฆ่าที่อยู่ตรงหน้านี้สำหรับเขาแล้ว มันคือกระสอบทรายชั้นเลิศที่ใช้ฝึกมือได้ดีที่สุด

            เขาไม่มีทางยอมให้ลั่วเซวียนเซวียนมาทำลายเรื่องดีๆแบบนี้เด็ดขาด

            เมื่อคิดได้ดังนั้นลู่เซิ่งก็ไม่ลังเลใจ เขาขยับริมฝีปากเบาๆ อีกครั้ง

            “โรคทรมาน: อาเจียนเป็นเลือด!”

            วูบ...

            สัญลักษณ์ประหลาดสี่ตัวปรากฏขึ้นเหนือศีรษะของสี่นักฆ่าพร้อมๆกันอย่างไม่ได้นัดหมาย

            “เอ๊ะ? เกิดอะไรขึ้น?”

            เมื่อเห็นสัญลักษณ์ประหลาดปรากฏขึ้นเหนือหัวสี่นักฆ่ายังไม่ทันจะมีปฏิกิริยาตอบโต้ใดๆก็รู้สึกพะอืดพะอมในกระเพาะราวกับมีคลื่นปั่นป่วน

            แหวะ!!

            วินาทีต่อมาสี่นักฆ่าต่างพากันก้มตัวลงพร้อมกันอย่างพร้อมเพรียง อ้าปากอ้วกออกมาอย่างบ้าคลั่ง

            และที่น่าสยดสยองไปกว่านั้นคือสิ่งที่พวกเขาอ้วกออกมาไม่ใช่เศษอาหาร แต่กลับเป็นโลหิตสีแดงฉานที่ข้นคลั่ก!

             

             

    คล้ายกับเรื่องทั่วโลกเปลี่ยนอาชีพ : สกิลข้าทวีคูณหมื่นเท่า ใครว่าข้าเป็นสายซัพพอร์ต ที่คุณอ่าน