ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 6 บทที่ 162 ลงมือ

            ลัทธิหมื่นวิญญาณนั้นเป็นลัทธิที่แข็งแกร่งมากที่สุดในดินแดนฝั่งทิศตะวันตกและทิศใต้มาโดยตลอดซึ่งมียินว่านเสียเป็นผู้นำลัทธิและมีสี่ผู้คุมกฎที่ล้วนเป็นยอดฝีมือสุดแกร่งระดับอวิ้นหลิงขั้นสูงสุดอีกด้วย

            ถึงแม้ว่าสามคนก่อนหน้านี้จะเสียชีวิตไปในเหตุการณ์ที่ทะเลสาบเมฆาอัสนีก่อนหน้านี้แล้วแต่ตอนนี้พวกมันยังมียินว่านเสียและยินเยี๋ยจั่งสองคนที่มีระดับวรยุทธ์ที่เทียบเท่ากับพวกของผู่อาหมาน

            พอมองไปเบื้องล่างแล้วฝ่ายของลัทธิหมื่นวิญญาณนั้นมียอดฝีมือระดับอวิ้นหลิงขั้นกลางอีกสิบกว่าคนและขั้นต้นอีกสิบกว่าคน พวกนี้คือกำลังรบที่แข็งแกร่งที่สุดของลัทธิหมื่นวิญญาณแล้ว

            พอมองผ่านๆ แล้วก็ดูหมือนว่าพวกมันนั้นไม่มีทางสามารถต่อกรกับกำลังรบฝ่ายธรรมะได้เลยแต่พวกเขาต่างก็รู้ว่า ต่อให้เอาคนของลัทธิหมื่นวิญญาณทั้งหมดมารวมกันแล้วมันก็ยังไม่น่ากลัวเท่าชายหนุ่มสุดน่ากลัวเพียงคนเดียวที่ยืนอยู่ตรงหน้าสุดของพวกเลย

            เมี่ยชางเซิง ยืนอยู่หน้าสุดของกองทัพฝ่ายลัทธิหมื่นวิญญาณราวกับเทพอสูรอสุราที่กำลังนำทัพภูตผีนับหมื่นอยู่ก็ไม่ปาน

            ใบหน้าของมันนั้นงดงามได้รูปดวงตาสีดำล้วนกำลังจ้องมองไปที่พวกของหลินหยางทั้งหมดผู้ที่ถูกมันจ้องมองใส่นั้นล้วนรู้สึกราวกับว่าวิญญาณของตัวเองกำลังจะถูกดูดเข้าไปในดวงตาปีศาจอันดำมืดและไร้ก้นบึ้งนั่นอย่างไรอย่างนั้น

            หรือว่านี่จะเป็นปีศาจที่แท้จริงที่คอยบงการลัทธิหมื่นวิญญาณจากเบื้องหลังอยู่?

            ผู้คนทั้งหมดนั้นเพิ่งเคยเห็นเมี่ยชางเซิงเป็นครั้งแรกล้วนรู้สึกตกตะลึงกับใบหน้าอ่อนเยาว์ได้รูปงดงามของเขาแต่สิ่งที่ทำให้ผู้คนรู้สึกกดดันจนหนักอึ้งนั้นคือพลังชั่วร้ายอันเข้มข้นที่ปล่อยออกมาจากตัวมันต่างหาก

            มันเป็นแรงกดดันของพลังที่เหนือกว่าขีดจำกัดสูงสุดของผู้คนทั้งหมดที่นี่หลายเท่าน่ากลัวยิ่งกว่าซากศพระดับโพ่ไห่ขั้นต้นที่เคยเจอเมื่อก่อนหน้านี้เสียอีก

            ไอ้หมอนี่...อย่าบอกนะว่ามันเป็นยอดฝีมือระดับโพ่ไห่ขั้นกลางน่ะ...

            คราวนี้เหล่านักรบทั้งหลายยิ้มไม่ออกแล้ว

            พวกเขารู้ว่าแค่ซากศพสุดชั่วร้ายระดับโพ่ไห่ขั้นต้นนั่นก็ทรงพลังเสียจนไม่มีใครสามารถต่อกรได้แล้วคราวนี้กลับเป็นถึงจอมมารร้ายระดับโพ่ไห่ขั้นกลางเลยหรือนี่?

            ต่อให้หลินหยางจะแข็งแกร่งจนไม่น่าเชื่อขนาดไหนแต่นั่นมันเป็นปีศาจระดับโพ่ไห่ขั้นกลางเชียวนะ...

            ในจิตใจของทุกคนตอนนี้จะมากจะน้อยก็ล้วนเกิดความรู้สึกไม่มั่นใจขึ้นมาบ้างแล้ว

            ในเวลาเดียวกันนั้นเอง หลินหยางก็ได้นำเหล่ายอดยุทธ์ระดับสูงสุดทั้งหลายเดินผ่านกลุ่มนักรบมายืนอยู่ด้านหน้ากองทัพของพวกเขา

            ส่วนหลินหยางนั้นก็ค่อยๆ ก้าวต่อไปข้างหน้าเพียงคนเดียวเขาเดินจนไปถึงจุดกึ่งกลางระหว่างทั้งสองฝ่ายยืนมองทะเลอสูรสีดำอันกว้างใหญ่ไพศาลนั่น

            คนอำมหิตที่ก้าวข้ามมาจากมิติเวลาอื่นและชายหนุ่มมากพรสวรรค์ที่เป็นผู้สืบทอดพลังของจักรพรรดิฟ้าในที่สุดทั้งสองก็ได้เผชิญหน้ากันตรงๆ แล้ว

            เมี่ยชางเซิงสังเกตดูหลินหยางอย่างละเอียด

            ว่ากันตามตรงแล้วตัวเขาเองก็รู้สึกตกใจอยู่บ้างเหมือนกัน

            เขาไม่เข้าใจว่า เด็กหนุ่มที่ดูๆ แล้วน่าจะมีอายุแค่สิบกว่าขวบปีคนนี้ทำไมถึงได้มีพลังมหาศาลมากถึงขั้นสามารถจัดการปลิดชีพซากศพสุดแข็งแกร่งหลายตัวของเขาได้อย่างง่ายดาย

            นี่มันเหนือกว่าสามัญสำนึกของเขาไปมากเหลือเกิน

            โดยเฉพาะหลังจากที่เขาตรวจสอบหลินหยางอย่างละเอียดแล้วก็พบว่าอีกฝ่ายนั้นมีระดับพลังแค่อวิ้นหลิงขั้นท้ายเท่านั้นเอง มันยิ่งทำให้เขารู้สึกเหลือเชื่อมากกว่าเดิม

            แต่ในท้ายที่สุดแล้วความรู้สึกลังเลในใจของเขาก็สลายไปจนหมดสิ้น

            หนูน้อยที่ระดับพลังยังไม่ถึงโพ่ไห่แบบนี้ต่อให้มันจะมีวิชาลับหรือเครื่องมือสุดมหัศจรรย์แค่ไหนก็ตาม มันก็ทำได้แค่นี้แหละ

            เพราะว่าวันนี้ พวกมันทั้งหมดจะต้อง ตาย!!!

            เมี่ยชางเซิงแสยะยิ้มอย่างเย็นชาแล้วกล่าวกับพวกหลินหยางว่า

            “หลินหยางข้าต้องขอบคุณเจ้าแล้วก็พวกมดปลวกนั่นด้วยที่อุตส่าห์ช่วยมารวมตัวกันให้ข้าถึงที่แบบนี้...ถึงแม้ว่านี่จะเป็นแผนการที่พวกเจ้าเตรียมไว้รับมือข้าก็ตามแต่ข้าเองก็อยากลองมาดูเหมือนกันว่า อย่างพวกเจ้าจะมีน้ำยาสักแค่ไหนกันเชียวฮ่าฮ่าฮ่า...”

            คำพูดของเมี่ยชางเซิงนั้นยิ่งทำให้เหล่านักรบฝ่ายธรรมะหน้าเสียมากกว่าเดิมหลายส่วน

            จอมมารผู้นี้มันไม่ได้แยแสกับดักหรือแผนการต่างๆ ที่พวกเขาวางเอาไว้เลยคำพูดเมื่อกี้ถ้าให้แปลตรงๆ ก็คือ

            ไม่ว่าพวกเจ้าจะมาไม้ไหนลัทธิหมื่นวิญญาณก็ล้วนสามารถเหยียบย่ำพวกเจ้าให้จมอยู่ใต้เท้าได้ทั้งสิ้น

            นี่มันมั่นใจมากขนาดไหนกันนี่?

            ผู้คนทั้งหลายต่างกันหันสายตามาจับจ้องที่แผ่นหลังของหลินหยาง

            อันที่จริงการต่อสู้ในวันนี้ก็คือการประลองกันระหว่างหลินหยางและจอมมารแห่งลัทธิหมื่นวิญญาณนั่น

            อีกฝ่ายนั่นทำตัวโอหังจนแทบจะเอาปลายเท้ามาประทับยอดหน้าผู้คนทั้งหมดแล้วปัญหาที่สำคัญที่สุดในตอนนี้ก็คือ

            หลินหยางสามารถต่อกรกับจอมมารผู้ที่มีพลังระดับโพ่ไห่ขั้นกลางตนนี้ได้หรือไม่?

            แววตาของผู้คนสี่ร้อยกว่าคน บ้างก็สับสน บ้างก็ตื่นเต้นบ้างก็กังวล และก็มีบางส่วนที่จิตต่อสู้ลุกโชนพร้อมประจัญบาน

            และในตอนที่ความคิดของผู้คนกำลังสับสนวุ่นวายอยู่นั่นเองหลินหยางก็ได้เปิดปากขึ้นมาแล้ว

            คำพูดสั้นๆ เพียงประโยคเดียวก็สามารถทำให้ผู้คนทั้งหมดในสถานที่แห่งนี้ต้องอึ้งไป

            “นี่ สรุปเจ้าจะสู้รึเปล่า?”

            ฮะ?

            อะไรนะ?

            เมี่ยชางเซิงไปต่อไม่ถูกเป็นครั้งที่สองแล้ว

            เขารู้สึกว่าบรรยากาศที่ตัวเองอุตส่าห์สร้างมาเมื่อครู่นี้ล้วนถูกคำพูดของหลินหยางบดขยี้จนสลายไปในพริบตา

            ตัวเขาได้ปล่อยแรงกดดันอันน่าพรั่นพรึงของยอดฝีมือระดับโพ่ไห่ขั้นกลางออกมาให้เห็นแล้วอีกทั้งยังเห็นได้ชัดว่าใช้ได้ผลกับพวกมดปลวดนั่นจนพวกมันหน้าเสียไปแล้วด้วยแต่ทำไมแค่คำพูดประโยคเดียวของหลินหยางก็สามารถทำให้เขาดูโง่เง่าได้ขนาดนี้กัน?

            “ข้าพูดกับเจ้าอยู่นะ นี่เจ้ามาถึงนี่เพื่อคุยเล่นอย่างเดียวหรืออย่างไร?ตกลงจะสู้ไหม?” หลินหยางที่เห็นเมี่ยชางเซิงไม่ยอมตอบจึงถามจี้ไปอีกครั้ง

            ไอ้เวร!

            เหล่านักรบฝ่ายธรรมะที่แม้ว่าตอนนี้จะยังรู้สึกไม่มั่นใจเหมือนเดิมก็ตามแต่ได้เห็นสีหน้าแบบนั้นของเมี่ยชางเซิงแล้วก็ยังรู้สึกสะใจอยู่ดี

            ชายหนุ่มที่ดูมืดหม่นชั่วร้ายนั่นเห็นได้ชัดว่าตอนนี้มันกำลังกัดฟันแน่น พยายามควบคุมลมหายใจของตัวเองอย่างเต็มที่

            แม้แต่เหล่าคนของลัทธิหมื่นวิญญาณกว่าหมื่นคนนั่นเองตอนนี้บนใบหน้าของพวกมันก็มีเส้นเลือดสีเขียวปูดโปนสั่นกระตุกพวกมันรู้สึกเหมือนว่าเพิ่งถูกถ่มน้ำลายใส่หน้ามาก็ไม่ปาน

            แม่มันเถอะ น่าโมโหเหลือเกิน

            แค่คำพูดโหมโรงก่อนเปิดศึกก็พูดไม่ได้รึอย่างไรกัน!!

            มุมปากของเมี่ยชางเซิงสั่นกระตุกไปสองรอบในดวงตาสีดำทมิฬของมันเริ่มมีเปลวเพลิงแห่งความพิโรธลุกไหม้ขึ้นมาแล้วน้ำเสียงของมันเย็นชาขึ้นมาหลายส่วน

            “หลินหยาง นี่เจ้าอยากตายมากใช่ไหม!!”

            “อ้าว? หรือว่าวันนี้เจ้าไม่ได้มาเพื่อฆ่าข้าอย่างนั้นหรือ?ถ้าข้าพูดกับเจ้าดีๆ เจ้าก็จะยอมรามือแล้วอย่างนั้นสินะ?”

            ฮ่าฮ่าฮ่า!

            พวกของเซวี่ยเทียนแทบจะกลั้นหัวเราะไม่อยู่แล้ว

            ฝีปากของลูกพี่หลินนี่ อยู่เหนือกว่าพลังต่อสู้ของเขาเสียอีกไม่ว่าใครที่บังอาจมาอวดดีต่อหน้าลูกพี่ก็ล้วนต้องถูกสั่งสอนอย่างเจ็บแสบ

            “เจ้า!!”

            เมี่ยชางเซิงนั้นเป็นคนที่มีชีวิตมานานมากกว่าร้อยปีแล้วแต่ก็ยังถูกด่าจนเถียงกลับไปไม่ได้ถึงสามครั้งติด

            เขาจึงทำได้แค่ฝืนพยักหน้าแล้วหัวเราะออกมาว่า

            “ฮ่ะฮ่ะ ได้ ได้เลย! ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็ตายไปซะเดี๋ยวนี้เลย!!”

            ซูม!

            เมี่ยชางเซิงเริ่มลงมือแล้วโดยที่ไม่มีใครมองเห็นทันเลยว่าเกิดอะไรขึ้น

            อันที่จริงเขาเองก็อยากจะเล่นกับไอเด็กหนุ่มนี่อีกสักหน่อยเหมือนกันแต่ปากของมันนั้นเผ็ดร้อนร้ายกาจมากเกินไปจริงๆ ทำให้เขาอดไม่ได้อยากจะขยี้มันให้กลายเป็นผุยผงไปทันที

            ขยี้มันทิ้งก่อนเรื่องอื่นค่อยว่ากันทีหลัง!

            ทันทีที่จิตสังหารถูกปล่อยออกมาเมี่ยชางเซิงก็ได้ยิงลำแสงสีดำทมิฬออกไปทันทีความเร็วของมันมากกว่าขีดจำกัดที่ผู้คนทั้งหมดในสนามจะสามารถมองตามได้ทัน

            ผู้คนรู้สึกแค่ว่าเมื่อครู่นี้เกิดประกายแสงสีดำขึ้นมาแวบหนึ่งจากนั้นวินาทีต่อมาลำแสงนั่นก็พุ่งไปถึงตัวหลินหยางแล้วความน่ากลัวของยอดฝีมือระดับโพ่ไห่ขั้นกลางในที่สุดมันก็ได้เป็นที่ประจักษ์ในสายตาของผู้คนแล้ว

            การโจมตีแบบธรรมดาๆ ของเขานั้นก็แข็งแกร่งจนไม่มีใครสามารถต้านรับไว้ได้แล้วเป็นกระบวนท่าพิฆาตที่ไม่สามารถต่อกรได้อย่างสิ้นเชิง

            แต่ผู้คนตกใจจนอ้าปากค้างหรือว่าหลินหยางกำลังจะพ่ายแพ้แค่นี้แล้ว?

            ไม่มีทางอยู่แล้ว

            การโจมตีอันรวดเร็วที่คนอื่นๆ ตอบสนองไม่ทันนั้นหลินหยางกลับไม่เกิดอาการลนลานเลย

            ทันทีที่เมี่ยชางเซิงปล่อยจิตสังหารออกมาพริบตานั้นหลิงไทที่อยู่ในชี่ไห่ของหลินหยาง “รูปสลักของเทพอัคคี”ก็ได้ระเบิดพลังเพลิงอัสนีอันโชติช่วงออกมาอย่างร้อนแรงเพียงพริบตาเดียวมันก็ถูกหมุนเวียนไปทั่วร่างกายของหลินหยางแล้ว

            ไม่เพียงแค่นั้นรูปสลักเทพอัคคีที่แต่เดิมแล้วมีรูปลักษณ์แบบมนุษย์นั้นก็เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นในพริบตาเดียวกันนั้นเองมันก็ได้แปรเปลี่ยนไปเป็นพญาวิหคสีรุ้งพลังเพลิงอัสนีอันร้อนแรงก็ราวกับได้ดูดกลืนเอาความรวดเร็วในการโบยบินของพญาวิหคมาด้วยทำให้ทั้งความเร็วในการเคลื่อนที่และการตอบสนองของหลินหยางเพิ่มสูงขึ้นในระดับที่ยากจะหยั่งถึง

            บริเวณหน้าผากของเขาพลันปรากฏสัญลักษณ์รูปพญาวิหคสีแดงอ่อนสายหนึ่งขึ้นขณะเดียวกัน ลำแสงสีดำที่ในสายตาของคนอื่นนั้นเร็วมากจนมิอาจมองตามทันหลินหยางกลับมองเห็นได้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง

            ตัวตนที่แท้จริงของประกายแสงสีดำนั่นคือท่อนกระดูกสีดำที่ถูกขัดเกลาจนแหลมคมสุดขีดซึ่งถูกควบคุมด้วยพลังจิตของเมี่ยชางเซิงจนกลายเป็นสุดยอดอาวุธที่แข็งแกร่งไร้เทียมทาน

            หลังจากที่มองเห็นชัดแล้วความเร็วของหลินหยางในตอนนี้ก็มากพอที่เขาจะสามารถตอบโต้กลับไปได้

            ในจังหวะเส้นยาแดงผ่าแปดนั่น ก็มีโล่ขนาดยักษ์สีดำอันหนึ่งปรากฏขึ้นที่ด้านหน้าของหลินหยางจากนั้นก็มีประกายแสงสีน้ำเงินม่วงจำนวนมหาศาลระเบิดขึ้นด้านนอกของโล่สีดำชิ้นนี้พลันปรากฏเป็นม่านพลังป้องกันที่สร้างขึ้นจากพลังเพลิงอัสนีขึ้นมาชั้นหนึ่งป้องกันหลินหยางเอาไว้อย่างมั่นคงและหนักแน่น

            ตึง!

            เปรี๊ยะๆ!

            ตอนแรกเป็นเสียงของโลหะกระทบกันก่อนจากนั้นก็ตามมาด้วยเสียงของประกายสายฟ้าขนาดมหึมาที่แล่นไปมาก่อนจะสลายหายไป

            เพลิงอัสนีม่วงที่สามารถกำจัดสิ่งชั่วร้ายได้เป็นดาวสะกดข่มของสิ่งชั่วร้ายทั้งปวงในใต้หล้านี้ ไม่ว่าแส้กระดูกสุดลึกลับพิสดารของเมี่ยชางเซิงอันนั้นมันจะมีพลังชั่วร้ายที่แข็งกล้ามากแค่ไหนแต่เมื่อมันกระทบถูกโล่มหาตะวันที่ถูกกระตุ้นขึ้นด้วยพลังเพลิงอัสนีม่วงแล้วก็ไม่อาจจะต่อกรอะไรได้

            หลังจากประกายแสงทั้งหมดสลายไปแล้วท่อนกระดูกสีดำนั่นก็ถูกดีดออกจนหมุนเคว้งราวกับกังหันลมกลับไปหาเจ้าของในตอนนั้นความคิดของทั้งสองฝ่ายเริ่มเกิดความสับสน

            สีหน้าของฝ่ายธรรมะเริ่มแสดงให้เห็นถึงความตกใจปนกับความยินดีอย่างสุดซึ้ง

            ท่าพิฆาตที่ไม่มีใครสามารถต้านรับได้ในสายตอของพวกเขานั้นหลินหยางกลับสามารถรับมันไว้ได้ แถมยัง...

            ดูท่าทางจะรับได้แบบสบายๆ เลยด้วย

            แม่เจ้า

            ใครพอจะบอกได้บ้างว่าตกลงแล้วหลินหยางตอนนี้แข็งแกร่งถึงขั้นไหนแล้ว? 

    คล้ายกับเรื่องราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน

    ตำนานวิญญาณแฟนซี (Seirei Gensouki)

    ตำนานวิญญาณแฟนซี (Seirei Gensouki)

    นิยาย แฟนตาซี
    3.26M 1036
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    ยุทธจักรเทพยุทธ์ (แปลจบแล้ว)

    ยุทธจักรเทพยุทธ์ (แปลจบแล้ว)

    นิยาย แฟนตาซี
    4.58M 3380
    ความโกรธแค้นของชูร่า

    ความโกรธแค้นของชูร่า

    นิยาย เกมออนไลน์
    2.39M 852
    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    นิยาย แฟนตาซี
    1K 34
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    355K 668
    เคล็ดกายานวดารา

    เคล็ดกายานวดารา

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    11.12M 7294